จดหมายถึงชาวฮิบรู
    [01] [02] [03] [04] [05] [06] [07] [08] [09] [10] [11] [12] [13]

      อารัมภบท

      ฮบ 1:1-4 ความยิ่งใหญ่ของพระบุตรผู้ทรงรับสภาพมนุษย์
      (1) ในอดีต พระเจ้าตรัสกับบรรพบุรุษของเราโดยทางประกาศกหลายวาระและหลายวิธี
      (2) ครั้นสมัยนี้เป็นวาระสุดท้าย พระองค์ตรัสกับเราโดยทางพระบุตร พระเจ้าทรงสถาปนาพระบุตรให้เป็นทายาทครอบครองทุกสิ่ง พระองค์ทรงสร้างจักรวาลเดชะพระบุตรนี้
      (3) พระบุตรทรงเป็นรังสีแห่งพระสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้า ทรงเป็นภาพลักษณ์ที่สมบูรณ์ขององค์พระเจ้า พระบุตรทรงผดุงจักรวาลไว้ด้วยพระวาจาทรงฤทธิ์ บัดนี้ พระบุตรทรงลบล้างมลทินแห่งบาปเสร็จสิ้นแล้ว จึงเสด็จขึ้นสวรรค์ประทับ ณ เบื้องขวาแห่งพระมหิทธานุภาพ
      (4) ดังนั้น พระบุตรทรงอยู่เหนือบรรดาทูตสวรรค์ เช่นเดียวกับพระนามที่ทรงได้รับนั้นประเสริฐกว่านามของบรรดาทูตสวรรค์นั่นเอง

      I. พระบุตรทรงยิ่งใหญ่กว่าบรรดาทูตสวรรค์
      ฮบ 1:5-14 ข้อพิสูจน์จากพระคัมภีร์

      (5) พระเจ้าเคยตรัสแก่ทูตสวรรค์องค์ใดบ้างว่า “ท่านเป็นบุตรของเรา เราให้กำเนิดท่านในวันนี้” หรือว่า “เราจะเป็นบิดาของเขา และเขาจะเป็นบุตรของเรา”
      (6) หรืออีกครั้งหนึ่ง เมื่อพระเจ้าทรงส่งพระโอรสองค์แรกจุติสู่โลกมนุษย์ พระองค์ตรัสว่า “ให้ทูตสวรรค์ทั้งหลายของพระเจ้ากราบนมัสการพระองค์เถิด”
      (7) พระเจ้าทรงกล่าวถึงบรรดาทูตสวรรค์ว่า “ทรงใช้ลมเป็นทูตนำสาร ทรงใช้เปลวเพลิงเป็นผู้รับใช้ของพระองค์”
      (8) แต่ตรัสกับพระบุตรว่า “ข้าแต่พระเจ้า ราชบัลลังก์ของพระองค์ ดำรงอยู่ตลอดนิรันดร” และ “คทาแห่งพระอาณาจักรของพระองค์เป็นคทาแห่งความเที่ยงธรรม”
      (9) “ท่านรักความยุติธรรม และเกลียดชังความชั่ว ด้วยเหตุนี้ พระเจ้า พระเจ้าของท่าน จึงทรงเจิมท่านด้วยน้ำมันแห่งความยินดี เหนือบรรดาสหายของท่าน”
      (10) พระคัมภีร์ยังมีเขียนไว้อีกว่า “ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ทรงสร้างแผ่นดินมาแต่แรก ท้องฟ้าเป็นผลงานจากฝีพระหัตถ์ของพระองค์
      (11) แผ่นดินและท้องฟ้าจะสูญไป แต่พระองค์จะยังทรงดำรงอยู่ ทุกสิ่งเหล่านี้จะเก่าไปเหมือนกับเสื้อผ้า
      (12) พระองค์จะทรงม้วนทุกสิ่งเก็บไว้เหมือนกับเสื้อคลุม แล้วทุกสิ่งก็จะเปลี่ยนแปลงไปเหมือนกับเสื้อผ้า แต่พระองค์จะทรงดำรงอยู่เช่นเดิม วันเวลาของพระองค์จะไม่สิ้นสุด”
      (13) พระเจ้าตรัสกับทูตสวรรค์องค์ใดบ้างว่า “เชิญมาประทับ ณ เบื้องขวาของเราเถิด จนกว่าเราจะปราบศัตรูทั้งหมดให้เป็นที่วางเท้าของท่าน”
      (14) ทูตสวรรค์ทั้งหลายเป็นเพียงจิตที่มีหน้าที่รับใช้พระเจ้า พระองค์ทรงส่งมารับใช้ผู้ที่จะต้องได้รับความรอดพ้นมิใช่หรือ   
      [Go Top]

      ฮบ 2:1-4
      (1) ดังนั้น เราจึงต้องสนใจเป็นพิเศษยิ่งขึ้นต่อคำสอนที่ได้ยินมา เพื่อเราจะได้ไม่ออกนอกทาง
      (2) ถ้าพระวาจาที่ทูตสวรรค์นำมาพิสูจน์แล้วว่ามีผลบังคับ จนทุกคนที่ล่วงละเมิดและไม่เชื่อต้องถูกลงโทษอย่างสาสม
      (3) เราจะหนีพ้นจากการถูกลงโทษได้อย่างไรถ้าเราเพิกเฉยไม่สนใจความรอดพ้นที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงประกาศความรอดพ้นนี้ตั้งแต่แรกและผู้ที่ได้ฟังก็รับรองถ่ายทอดต่อมาให้เรา
      (4) ขณะที่พระเจ้าทรงแสดงเครื่องหมาย ปาฏิหาริย์และการอัศจรรย์ต่าง ๆ เป็นพยานยืนยัน และประทานพระพรของพระจิตเจ้าจัดสรรให้ตามที่พอพระทัย

      ฮบ 2:5-18 ผู้ช่วยให้รอดพ้นคือพระคริสตเจ้า มิใช่ทูตสวรรค์
      (5) พระเจ้ามิได้ทรงมอบโลกในอนาคตที่เราพูดถึงนั้นไว้ใต้อำนาจบรรดาทูตสวรรค์
      (6) มีผู้กล่าวยืนยันในพระคัมภีร์ตอนหนึ่งว่า “มนุษย์เป็นใครเล่า พระองค์จึงทรงระลึกถึง และบุตรของมนุษย์เป็นใครเล่า พระองค์จึงทรงเอาพระทัยใส่
      (7) พระองค์ทรงทำให้เขาต่ำกว่าทูตสวรรค์เพียงเล็กน้อย พระองค์ประทานสิริรุ่งโรจน์และเกียรติยศให้เป็นมงกุฎ
      (8) ทรงมอบทุกอย่างไว้ใต้เท้าของเขา” การมอบทุกอย่างไว้ใต้อำนาจนั้น พระองค์มิได้ทรงละสิ่งใดที่ไม่อยู่ใต้อำนาจของเขาไว้เลย ขณะนี้เรายังไม่เห็นว่าทุกสิ่งอยู่ใต้อำนาจของเขา
      (9) แต่เราก็เห็นว่า พระเยซูเจ้าผู้ทรงถูกลดฐานะลงต่ำกว่าทูตสวรรค์อยู่ชั่วขณะหนึ่ง ทรงได้รับสิริรุ่งโรจน์และเกียรติยศเป็นมงกุฎ เพราะทรงยอมรับความตาย ดังนี้ โดยอาศัยพระหรรษทานของพระเจ้า พระองค์ทรงลิ้มรสความตายเพื่อมนุษย์ทุกคน
      (10) พระเจ้าผู้ทรงสร้างและค้ำจุนทุกสิ่งมีพระประสงค์จะนำบุตรจำนวนมากเข้ามารับพระสิริรุ่งโรจน์ จึงเป็นการเหมาะสมแล้วที่พระองค์จะทรงทำให้ผู้ที่นำมนุษย์ให้รอดพ้นนั้นสมบูรณ์โดยผ่านการทนทุกข์ทรมาน
      (11) เพราะทั้งผู้ประทานความศักดิ์สิทธิ์และผู้รับความศักดิ์สิทธิ์ต่างก็มาจากแหล่งเดียวกัน พระองค์จึงไม่ทรงอายที่จะเรียกคนเหล่านั้นว่าพี่น้อง
      (12) โดยตรัสว่า “ข้าพเจ้าจะประกาศพระนามของพระองค์กับพี่น้องของข้าพเจ้า จะถวายสดุดีพระองค์ในชุมนุมของประชากร” และตรัสอีกว่า
      (13) “ข้าพเจ้าจะวางใจในพระองค์ ข้าพเจ้าและบรรดาบุตรที่พระเจ้าได้ประทานอยู่ที่นี่”
      (14) บุตรทุกคนมีเลือดเนื้อร่วมกันฉันใด พระองค์ก็ทรงมีเลือดเนื้อร่วมกับมนุษย์ทุกคนด้วยฉันนั้น เพื่อว่าโดยการสิ้นพระชนม์ พระองค์จะทรงทำลายมารผู้มีอำนาจเหนือความตายลงได้
      (15) เพื่อทรงปลดปล่อยผู้ตกเป็นทาสอยู่ตลอดชีวิตเพราะความกลัวตายให้เป็นอิสระได้
      (16) โดยแท้จริงแล้ว พระองค์มิได้เอาพระทัยใส่ต่อบรรดาทูตสวรรค์ แต่เอาพระทัยใส่ต่อเชื้อสายของอับราฮัม
      (17) จึงจำเป็นที่พระองค์จะต้องทรงเป็นเหมือนกับบรรดาพี่น้องทุกประการ เพื่อพระองค์จะทรงเป็นมหาสมณะที่เพียบพร้อมด้วยพระกรุณาและทรงซื่อสัตย์ในการติดต่อกับพระเจ้า ไถ่โทษชดเชยบาปของประชากรได้
      (18) ในฐานะที่พระองค์ทรงรับการทรมานและทรงผ่านการทดลองมาแล้ว พระองค์จึงทรงช่วยเหลือผู้ที่ถูกทดลองได้ด้วย  
      [Go Top]

      II. พระเยซูเจ้า มหาสมณะผู้ซื่อสัตย์และเพียบพร้อมด้วยพระกรุณา

      ฮบ 3:1-6 พระคริสตเจ้าทรงยิ่งใหญ่กว่าโมเสส
      (1) พี่น้องผู้ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย พระเจ้าทรงเรียกท่านทุกคนเช่นเดียวกัน ท่านจึงต้องมีความคิดแน่วแน่ถึงองค์พระเยซูเจ้าที่พระเจ้าทรงส่งมาเป็นมหาสมณะแห่งความเชื่อที่เราประกาศยืนยัน
      (2) พระองค์ทรงซื่อสัตย์ต่อพระเจ้าผู้ทรงแต่งตั้งพระองค์ท่านเช่นเดียวกับที่โมเสสเคยซื่อสัตย์ต่อพระเจ้าในบ้านทั้งหมดของพระองค์
      (3) แต่พระเยซูเจ้าทรงสมควรจะได้รับเกียรติสูงกว่าโมเสส เช่นเดียวกับที่ผู้สร้างบ้านย่อมได้รับเกียรติมากกว่าบ้านที่เขาสร้าง
      (4) เพราะบ้านแต่ละหลังย่อมมีผู้สร้าง แต่ผู้ที่สร้างทุกสิ่งคือพระเจ้า
      (5) โมเสสเป็นผู้ซื่อสัตย์ในฐานะผู้รับใช้ทุกคนในบ้านของพระเจ้า เพื่อเป็นพยานถึงความจริงที่พระเจ้าจะตรัสในภายหน้า
      (6) แต่พระคริสตเจ้าทรงซื่อสัตย์ในฐานะที่ทรงเป็นพระบุตร ทรงอำนาจเหนือทุกคนในบ้านของพระเจ้า บ้านของพระองค์คือเรานั่นเอง ถ้าเรายึดมั่นในความกล้าหาญและความหวังที่เราภูมิใจนั้น

      ฮบ 3:7-19 การพักผ่อนที่พระเจ้าประทาน
      (7)ดังนั้น ตามที่พระจิตเจ้าตรัสไว้ในพระคัมภีร์ว่า “วันนี้ ถ้าท่านทั้งหลายได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์
      (8) จงอย่าทำใจแข็งกระด้างเหมือนคราวกบฏเมื่อเขาทดลองพระองค์ในถิ่นทุรกันดาร
      (9) ครั้งนั้นบรรพบุรุษของท่านทดลองเรา พิสูจน์เรา ทั้ง ๆ ที่เห็นกิจการของเรามาแล้วตลอดเวลาสี่สิบปี
      (10) เราจึงเอือมระอาชนรุ่นนั้นและกล่าวว่า ‘พวกนี้มีใจหลงผิดอยู่เสมอ ไม่เคยรู้จักวิถีทางของเราเลย’
      (11) และเราปฏิญาณขณะที่กำลังโกรธว่า เขาทั้งหลายจะไม่ได้เข้าสู่ที่พักผ่อนของเรา
      (12) พี่น้องทั้งหลาย จงระวังอย่าให้ผู้ใดมีจิตใจเลวร้ายไร้ความเชื่อจนถึงกับแยกตัวออกจากพระเจ้าผู้ทรงชีวิต
      (13) แต่จงตักเตือนกันทุกวันตลอดเวลาที่ยังเรียกได้ว่า “วันนี้” เพื่อมิให้ท่านคนใดคนหนึ่งมีใจแข็งกระด้างไปเพราะเล่ห์กลของบาป
      (14) เราร่วมเป็นร่วมตายกับพระคริสตเจ้าอยู่แล้ว หากเราจะยึดความไว้วางใจที่เรามีอยู่ตั้งแต่ต้นให้มั่นคงจนถึงที่สุด
      (15) พระคัมภีร์กล่าวว่า “วันนี้ ถ้าท่านทั้งหลายได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์ จงอย่าทำใจแข็งกระด้างเหมือนคราวกบฏ”
      (16) ใครเป็นผู้ที่ได้ยินพระ สุรเสียงแล้วยังเป็นกบฏ ทุกคนที่โมเสสนำออกจากประเทศอียิปต์
      (17) ใครกันที่พระเจ้าทรงเอือมระอาเป็นเวลาสี่สิบปี ผู้ที่ทำบาปและล้มตายในถิ่นทุรกันดาร
      (18) และเมื่อพระเจ้าทรงปฏิญาณจะไม่ให้เข้าสู่ที่พักผ่อนของพระองค์นั้นทรงกล่าวถึงใคร ผู้ที่ไม่เชื่อฟังพระองค์นั่นเอง
      (19) เราจึงเห็นว่าเขาเหล่านั้นเข้าไปไม่ได้ เพราะไม่มีความเชื่อ   
      [Go Top]

      ฮบ 4:1-13
      (1) ทั้ง ๆ ที่มีพระสัญญาว่าจะให้เข้าไปในที่พักผ่อนกับพระองค์ แต่เราก็ต้องกลัวว่า อาจมีบางคนที่ไปไม่ถึง
      (2) ความจริง เราได้รับข่าวดีเช่นเดียวกับเขาเหล่านั้น แต่พระวาจาที่ได้ยินนั้นไม่เป็นประโยชน์ต่อเขา เพราะเขาไม่มีความเชื่อเหมือนกับผู้ที่ฟัง
      (3) แต่เราผู้มีความเชื่อเข้าไปในที่พักผ่อนได้ดังที่พระองค์ตรัสไว้ในพระคัมภีร์ว่า “เราปฏิญาณขณะที่กำลังโกรธว่า เขาเหล่านั้นจะไม่มีวันเข้าไปในที่พักผ่อนของเรา และงานของพระเจ้าก็สำเร็จไปแล้วตั้งแต่ทรงเนรมิตสร้างโลก
      (4) เพราะพระองค์ตรัสไว้ในพระคัมภีร์อีกตอนหนึ่งเกี่ยวกับวันที่เจ็ดว่า “พระเจ้าทรงพักผ่อนจากการงานทุกอย่างในวันที่เจ็ด
      (5) เรื่องนี้พระองค์ยังตรัสอีกว่า เขาเหล่านั้นจะมิได้เข้าไปในที่พักผ่อนของเรา
      (6) ดังนั้น แม้ผู้ที่ได้รับข่าวดีก่อนจะไม่ได้เข้าไปในที่พักผ่อนเพราะไม่เชื่อฟัง บางคนก็ยังอาจจะเข้าไปได้
      (7) พระเจ้ายังทรงกำหนดอีกวันหนึ่งคือ “วันนี้” โดยตรัสผ่านทางกษัตริย์ดาวิดหลังจากนั้นเป็นเวลานาน ดังที่เราพูดแล้วว่า วันนี้ ถ้าท่านทั้งหลายได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์ ก็จงอย่าทำใจแข็งกระด้าง
      (8) ถ้าโยชูวานำเขาเหล่านั้นเข้าสู่ที่พักผ่อนแล้ว พระเจ้าคงไม่ต้องตรัสภายหลังถึงอีกวันหนึ่งเป็นแน่
      (9) ดังนั้น ประชากรของพระเจ้ายังจะต้องพักผ่อนเช่นเดียวกับที่พระเจ้าทรงพักผ่อนในวันที่เจ็ด
      (10) เพราะผู้ที่เข้าไปในที่พักผ่อนคือผู้ที่พักผ่อนจากกิจการของตน เช่นเดียวกับที่พระเจ้าทรงพักผ่อนจากการงานทั้งปวงของพระองค์
      (11) ดังนั้น เราจงรีบเข้าสู่ที่พักผ่อนนั้นเถิด เพื่อจะได้ไม่มีใครพลาดพลั้งตามแบบอย่างความดื้อรั้นในครั้งกระโน้น
      (12) พระวาจาของพระเจ้าเป็นพระวาจาที่มีชีวิตและบังเกิดผล คมยิ่งกว่าดาบสองคมใด ๆ แทงทะลุเข้าไปถึงจุดที่วิญญาณและจิตใจแยกจากกัน ถึงเส้นเอ็นและไขกระดูก วินิจฉัยความรู้สึกนึกคิดภายในใจได้
      (13) จึงไม่มีสรรพสิ่งใด ๆ ซ่อนเร้นไว้เฉพาะพระพักตร์ แต่ทุกสิ่งเปิดเผยอย่างชัดเจนต่อสายพระเนตรของพระผู้ซึ่งเราจะต้องทูลถวายรายงาน

      ฮบ 4:14-16 พระเยซูเจ้า มหาสมณะผู้มีความเห็นใจและร่วมทุกข์กับเรา
      (14) ในเมื่อเรามีมหาสมณะยิ่งใหญ่ผู้ซึ่งผ่านเข้าสู่สวรรค์แล้ว คือพระเยซูเจ้าพระบุตรของพระเจ้า เราจงยึดมั่นอยู่ในการแสดงความเชื่อของเราเถิด
      (15) เพราะเหตุว่าเราไม่มีมหาสมณะที่ร่วมทุกข์กับเราผู้อ่อนแอไม่ได้ แต่เรามีมหาสมณะผู้ทรงผ่านการทดลองทุกอย่างเหมือนกับเรา ยกเว้นบาป
      (16) ดังนั้น เราจงเข้าไปสู่พระบัลลังก์แห่งพระหรรษทานด้วยความมั่นใจเพื่อรับพระกรุณา และพบพระหรรษทานเกื้อกูลในยามที่เราต้องการ   
      [Go Top]

      ฮบ 5:1-10
      (1) มหาสมณะทุกองค์ย่อมได้รับการคัดเลือกจากมวลมนุษย์ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้แทนมนุษย์ในความสัมพันธ์ติดต่อกับพระเจ้า เพื่อถวายทั้งบรรณาการและเครื่องบูชาชดเชยบาป
      (2) เขาเห็นใจผู้ที่ไม่รู้และหลงผิด เพราะเขาก็ถูกความอ่อนแอครอบงำอยู่เช่นกัน
      (3) ด้วยเหตุนี้ เขาจึงต้องถวายบูชาชดเชยบาปสำหรับตนเองเช่นเดียวกับชดเชยบาปสำหรับประชากรด้วย
      (4) ไม่มีใครแอบอ้างเกียรตินี้เป็นของตนได้ นอกจากผู้ที่พระเจ้าทรงเรียกเช่นเดียวกับอาโรน
      (5) ในทำนองเดียวกันพระคริสตเจ้ามิได้ทรงยกย่องพระองค์ขึ้นเป็นมหาสมณะ แต่ผู้ที่ทรงยกย่องพระคริสตเจ้าคือพระเจ้า ผู้ตรัสกับพระองค์ว่า “ท่านเป็นบุตรของเรา วันนี้เราให้กำเนิดท่าน”
      (6) เช่นเดียวกับที่ตรัสไว้อีกแห่งหนึ่งว่า “ท่านเป็นสมณะตลอดนิรันดรตามแบบอย่างของเมลคีเซเดค”
      (7) ขณะที่พระเยซูเจ้าทรงพระชนมชีพบนแผ่นดินนี้ พระองค์ทรงอธิษฐาน ทูลขอคร่ำครวญและร่ำไห้ต่อพระเจ้าผู้ทรงช่วยพระองค์ให้พ้นความตายได้ พระเจ้าทรงสดับเพราะความเคารพยำเกรงของพระเยซูเจ้า
      (8) ถึงแม้ว่าพระเยซูเจ้าทรงเป็นพระบุตร ก็ยังทรงเรียนรู้ที่จะนอบน้อมเชื่อฟังโดยการรับทรมาน
      (9) และเมื่อทรงกระทำภารกิจของพระองค์สำเร็จบริบูรณ์แล้ว ก็ทรงเป็นผู้บันดาลความรอดพ้นนิรันดรแก่ทุกคนที่ยอมนอบน้อมเชื่อฟังพระองค์
      (10) โดยพระเจ้าทรงแต่งตั้งพระเยซูเจ้าให้ทรงเป็นมหาสมณะตามแบบอย่างของเมลคีเซเดค0021917พระเยซูคริสต์ทรงเป็นสมณะแท้จริง

      ฮบ 5:11-14 ชีวิตคริสตชนและเทววิทยา
      (11) เรายังต้องพูดถึงเรื่องนี้อีกหลายประการ แต่เป็นเรื่องอธิบายยากเพราะท่านทั้งหลายเข้าใจช้า
      (12) เวลานี้ท่านน่าจะเป็นอาจารย์ได้แล้ว แต่ท่านยังต้องการผู้สอนหลักเบื้องต้นเกี่ยวกับพระวาจาของพระเจ้าอีก ท่านยังต้องการน้ำนม ไม่ใช่อาหารแข็ง
      (13) ใครที่ยังไม่หย่านมก็ยังเป็นทารก ไม่อาจจะรับคำสอนเรื่องความชอบธรรมได้
      (14) อาหารแข็งเป็นอาหารสำหรับผู้ใหญ่ ซึ่งมีประสบการณ์ฝึกฝนให้รู้จักแยกความดีและความชั่ว   
      [Go Top]

      ฮบ 6:1-8 เจตนาของผู้เขียน
      (1) เราจงก้าวข้ามคำสอนเบื้องต้นเกี่ยวกับพระคริสตเจ้าไปสู่คำสอนที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้นโดยไม่ต้องย้ำคำสอนเบื้องต้นอีก คือเรื่องการกลับใจละทิ้งกิจการที่นำไปสู่ความตายเรื่องความเชื่อในพระเจ้า
      (2) คำสอนเรื่องพิธีล้าง เรื่องการปกมือ เรื่องการกลับคืนชีพของผู้ตายและเรื่องการตัดสินลงโทษนิรันดร
      (3) เราจะทำเช่นนี้ ถ้าพระเจ้ามีพระประสงค์
      (4) ผู้ที่เคยได้รับแสงสว่าง ได้ลิ้มรสพระพรจากสวรรค์ ได้รับพระจิตเจ้า
      (5) ได้สัมผัสความดีงามแห่งพระวาจาของพระเจ้า และอานุภาพของโลกหน้าครั้งหนึ่งแล้ว
      (6) หากยังคงกระทำผิดอีกก็เป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นทุกข์กลับใจใหม่อีกครั้งหนึ่ง เพราะเขาเหล่านั้นกำลังตรึงพระบุตรของพระเจ้าบนไม้กางเขนและประจานพระองค์อีกครั้งหนึ่ง
      (7) แผ่นดินที่ชุ่มฉ่ำด้วยน้ำฝนที่ตกลงมาเสมอและบังเกิดพืชผลเป็นประโยชน์แก่ผู้ปลูกจะได้รับพระพรจากพระเจ้า
      (8) ส่วนแผ่นดินที่บังเกิดต้นหนามและพุ่มหนามย่อมไม่มีค่า จะถูกสาปแช่งในไม่ช้าและจะจบลงด้วยการถูกไฟเผา

      ฮบ 6:9-20 ถ้อยคำปลุกความหวังและกำลังใจ
      (9) พี่น้องที่รักยิ่ง เราพูดเช่นนี้เราก็ยังแน่ใจว่าท่านอยู่ในสภาพดีกว่าและกำลังมุ่งไปสู่ความรอดพ้น
      (10) พระเจ้าไม่ทรงอยุติธรรมถึงกับจะทรงลืมกิจการที่ท่านได้กระทำ และทรงลืมความรักที่ท่านได้แสดงต่อพระนามของพระองค์ โดยรับใช้บรรดาผู้ศักดิ์สิทธิ์และยังคงรับใช้อยู่ต่อไป
      (11) เราปรารถนาให้ท่านแต่ละคนแสดงความกระตือรือร้นต่อไปจนกว่าความหวังของท่านจะสำเร็จบริบูรณ์ในวาระสุดท้าย
      (12) ทั้งนี้เพื่อมิให้ท่านเฉื่อยชา แต่เพื่อจะทำตามอย่างผู้ที่มีความเชื่อและมีความมานะพากเพียร จึงจะเป็นทายาทแห่งพระสัญญาได้
      (13) เมื่อพระเจ้าทรงสัญญากับอับราฮัมนั้น พระองค์ไม่มีผู้ใดเหนือกว่าที่จะทรงนำมาอ้างยืนยันคำปฏิญาณได้ จึงทรงอ้างพระองค์ปฏิญาณว่า
      (14) “เราจะอวยพรเจ้าอย่างมากและจะทวีพงศ์พันธุ์ของเจ้าอย่างมากด้วย”
      (15) ดังนี้ อับราฮัมได้พากเพียรรอคอยและได้รับทุกอย่างตามพระสัญญา
      (16) มนุษย์ย่อมปฏิญาณโดยอ้างผู้เหนือกว่าตน และสำหรับเขาเหล่านั้นการยืนยันด้วยคำปฏิญาณเป็นการยุติข้อโต้แย้งทั้งปวง
      (17) ดังนั้น เมื่อพระเจ้าทรงปรารถนาจะแสดงให้บรรดาทายาทแห่งพระสัญญาเห็นชัดเจนยิ่งขึ้นอีกว่า แผนการของพระองค์ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง จึงทรงผูกมัดพระองค์ด้วยคำปฏิญาณ
      (18) เพื่อให้เราซึ่งหนีทุกข์ภัย มีกำลังใจอย่างแรงกล้าที่จะยึดมั่นในความหวังเบื้องหน้า พระสัญญาและคำปฏิญาณจะไม่เปลี่ยนแปลง เพราะพระเจ้าทรงมุสาไม่ได้
      (19) เรามีความหวังนี้เป็นดังสมอเรือที่มั่นคงปลอดภัยสำหรับชีวิต ความหวังดังกล่าวผ่านม่านเข้าไปถึงห้องภายในพระวิหาร
      (20) ที่พระเยซูเจ้าเสด็จล่วงหน้าเข้าไปก่อนแล้วเพื่อเรา ในฐานะที่ทรงเป็นมหาสมณะนิรันดร ตามแบบอย่างเมลคีเซเดค   
      [Go Top]

      ก. พระคริสตเจ้าทรงเป็นสมณะเหนือกว่าตระกูลเลวี
      ฮบ 7:1-3 เมลคีเซเดค

      (1) เมลคีเซเดคผู้นี้ทรงเป็นกษัตริย์แห่งเมืองซาเลม ทรงเป็นสมณะของพระเจ้าสูงสุด เสด็จมาพบอับราฮัมขณะที่อับราฮัมกลับจากเผด็จศึกบรรดากษัตริย์ และทรงอวยพรอับราฮัม
      (2) อับราฮัมแบ่งหนึ่งในสิบจากสิ่งของทั้งหมดถวายเมลคีเซเดค นามเมลคีเซเดคแปลว่า “กษัตริย์แห่งความชอบธรรม” ทรงเป็นกษัตริย์แห่งซาเลมซึ่งแปลว่า “กษัตริย์แห่งสันติภาพ”
      (3) พระคัมภีร์ไม่กล่าวถึงพระบิดาพระมารดาหรือพระราชวงศ์ ไม่กล่าวถึงวันเริ่มต้นและบั้นปลายชีวิตของพระองค์ พระองค์จึงทรงเป็นเสมือนพระบุตรของพระเจ้า และทรงเป็นสมณะอยู่ตลอดไป

      ฮบ 7:4-10 เมลคีเซเดคทรงได้รับหนึ่งในสิบจากอับราฮัม
      (4) ดังนั้น จงพิจารณาดูเถิดว่า ท่านผู้นี้ยิ่งใหญ่สักเพียงใด ถ้าอับราฮัมบรรพบุรุษของชนชาติอิสราเอลถวายหนึ่งในสิบจากสิ่งที่ยึดได้
      (5) ลูกหลานของเลวีเมื่อได้เป็นสมณะมีข้อกำหนดตามธรรมบัญญัติให้รับหนึ่งในสิบจากประชาชน คือจากบรรดาพี่น้องแม้จะสืบเชื้อสายมาจากอับราฮัมเช่นเดียวกัน
      (6) แต่เมลคีเซเดคซึ่งมิได้ทรงมาจากตระกูลเลวี ทรงได้รับหนึ่งในสิบจากอับราฮัมและยังทรงอวยพรอับราฮัมผู้ได้รับพระสัญญา
      (7) คำอวยพรเป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่ให้แก่ผู้น้อยโดยไม่ต้องสงสัย
      (8) นอกจากนั้น ในกรณีของตระกูลเลวีผู้รับหนึ่งในสิบเป็นมนุษย์ปุถุชนที่ตายได้ แต่ในกรณีของเมลคีเซเดคพระคัมภีร์ยืนยันว่า ผู้รับหนึ่งในสิบเป็นผู้ที่มีชีวิต
      (9) และยังกล่าวด้วยว่า สมณะตระกูลเลวีซึ่งรับหนึ่งในสิบนั้นเป็นผู้จ่ายหนึ่งในสิบถวายเมลคีเซเดคผ่านทางอับราฮัมด้วย
      (10) เพราะเลวียังไม่เกิด เหมือนกับยังอยู่ในกายของอับราฮัมบรรพบุรุษเมื่อเมลคีเซเดคเสด็จมาพบ

      ฮบ 7:11-14 ตำแหน่งสมณะแบบเมลคีเซเดคจะเข้ามาแทนตระกูลเลวี
      (11) ถ้าหน้าที่สมณะตระกูลเลวีสมบูรณ์อยู่แล้ว ประชากรอิสราเอลได้รับธรรมบัญญัติโดยอาศัยหน้าที่สมณะนี้ เพราะเหตุใดจึงจำเป็นต้องมีสมณะอีกแบบหนึ่งเกิดขึ้นตามแบบอย่างของเมลคีเซเดค และไม่ใช่สมณะตามแบบของอาโรน
      (12) การเปลี่ยนแปลงใด ๆ ในหน้าที่สมณะต้องมีการเปลี่ยนแปลงในธรรมบัญญัติด้วยเช่นเดียวกัน
      (13) สรุปได้ว่า ข้อความเหล่านี้กล่าวถึงพระเยซูเจ้า ซึ่งอยู่ในอีกตระกูลหนึ่งที่ไม่มีสมาชิกคนใดเคยปฏิบัติศาสนกิจที่พระแท่นบูชา
      (14) ทุกคนรู้ดีว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรามาจากตระกูลยูดาห์และโมเสสไม่ได้พูดอะไรถึงตระกูลนี้เลยในเรื่องที่เกี่ยวกับหน้าที่มหาสมณะ

      ฮบ 7:15-19 ธรรมบัญญัติเดิมถูกยกเลิก
      (15) เรื่องนี้จะชัดเจนขึ้น ถ้ามีสมณะอีกองค์หนึ่งปรากฏขึ้นเหมือนกับเมลคีเซเดค
      (16) ซึ่งได้เป็นสมณะมิใช่ตามกฎแห่งการสืบตระกูล แต่เดชะอำนาจแห่งชีวิตที่ไม่มีวันดับสูญ
      (17) เพราะพระคัมภีร์เป็นพยานยืนยันว่า “ท่านเป็นสมณะนิรันดรตามแบบอย่างของเมลคีเซเดค”
      (18) ดังนั้น บทบัญญัติเดิมจึงถูกยกเลิกเพราะมีข้อบกพร่องและไร้ประโยชน์
      (19) เพราะธรรมบัญญัติทำให้สิ่งใดสมบูรณ์ไม่ได้ แต่ความหวังที่ดีกว่าได้เข้ามาแทนที่ธรรมบัญญัตินี้ ความหวังนี้นำเราเข้าใกล้พระเจ้า

      ฮบ 7:20-25 พระคริสตเจ้าทรงเป็นสมณะตลอดไป
      (20) นอกจากนี้ ยังมีคำปฏิญาณของพระเจ้าอีก สมณะเดิมเป็นสมณะโดยไม่มีคำปฏิญาณ
      (21) แต่พระเยซูเจ้าทรงเป็นสมณะโดยคำปฏิญาณของพระเจ้าผู้ตรัสกับพระองค์ว่า “พระเจ้าทรงปฏิญาณโดยไม่มีวันเปลี่ยนพระทัยว่า ท่านเป็นสมณะนิรันดร”
      (22) เพราะคำปฏิญาณนี้ พระเยซูเจ้าจึงทรงเป็นผู้ประกันพันธสัญญาที่ดีกว่า
      (23) สมณะในพันธสัญญาเดิมนั้นมีจำนวนมาก เพราะความตายขัดขวางมิให้เขาคงอยู่
      (24) แต่เพราะพระเยซูเจ้าทรงดำรงอยู่ตลอดไป พระองค์จึงทรงเป็นสมณะนิรันดร
      (25) ด้วยเหตุนี้ พระเยซูเจ้าจึงทรงช่วยคนทั้งปวงซึ่งเข้ามาหาพระเจ้าโดยทางพระองค์ให้ได้รับความรอดพ้นได้อย่างดียิ่ง เพราะพระองค์ทรงพระชนม์อยู่เป็นนิจเพื่อทูลขอพระกรุณาให้คนเหล่านั้น

      ฮบ 7:26-28 ความสมบูรณ์แบบของมหาสมณะจากสวรรค์
      (26) มหาสมณะเช่นนี้เหมาะสมกับเรา คือเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ ไร้ความผิด ไร้มลทิน แยกจากคนบาปทั้งปวง ประทับอยู่เหนือสวรรค์ชั้นฟ้า
      (27) ไม่จำเป็นที่พระองค์จะต้องทรงนำเครื่องบูชามาถวายพระเจ้าทุกวัน ดังเช่นมหาสมณะองค์อื่น ๆ เพื่อถวายชดเชยบาปของตนก่อน แล้วจึงถวายชดเชยบาปของประชากร ส่วนพระเยซูเจ้าเมื่อทรงถวายพระองค์ได้ทรงกระทำเช่นนี้เพียงครั้งเดียวโดยมีผลตลอดไป
      (28) ความจริง ธรรมบัญญัติได้แต่งตั้งมนุษย์ที่มีความอ่อนแอให้เป็นมหาสมณะ แต่คำปฏิญาณของพระเจ้าซึ่งมาภายหลังธรรมบัญญัตินั้น แต่งตั้งพระบุตรผู้ทรงบรรลุถึงความสมบูรณ์แล้วตลอดไปให้เป็นมหาสมณะ   
      [Go Top]

      ข. พระคริสตเจ้ามหาสมณะผู้ทรงเป็นคนกลางและพระวิหารถวายคารวกิจที่ประเสริฐกว่าแด่พระเจ้า

      ฮบ 8:1-5 สมณะใหม่พระวิหารใหม่
      (1) ประเด็นสำคัญของเรื่องที่เรากำลังพูดถึงคือ เรามีมหาสมณะที่ประทับอยู่เบื้องขวาพระบัลลังก์ของพระผู้ทรงศักดานุภาพในสวรรค์
      (2) เป็นผู้ปฏิบัติศาสนกิจในสถานศักดิ์สิทธิ์ในกระโจมแท้จริงที่พระเจ้าทรงตั้งขึ้น มิใช่กระโจมที่มนุษย์ตั้งขึ้น
      (3) มหาสมณะทุกองค์ย่อมรับการแต่งตั้งเพื่อถวายบรรณาการและเครื่องบูชา ดังนั้น จำเป็นที่พระคริสตเจ้าจะต้องทรงมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งถวายด้วย
      (4) ถ้าพระองค์ประทับในโลกนี้ พระองค์ก็คงไม่ทรงเป็นสมณะแต่อย่างใด เพราะมีผู้อื่นถวายบรรณาการตามธรรมบัญญัติอยู่แล้ว
      (5) เขาเหล่านี้ปฏิบัติศาสนกิจที่เป็นรูปแบบและเงาแห่งของจริงในสวรรค์ ตามที่โมเสสได้รับพระบัญชาเมื่อกำลังจะตั้งกระโจมขึ้น พระเจ้าตรัสว่า “จงระวัง ทำทุกอย่างตามแบบที่เราแสดงให้ท่านเห็นบนภูเขา”

      ฮบ 8:6-13 พระคริสตเจ้าทรงเป็นคนกลางของพันธสัญญาที่ยิ่งใหญ่กว่าพันธสัญญาเดิม
      (6) บัดนี้ พระคริสตเจ้าทรงได้รับศาสนบริการที่ยิ่งใหญ่กว่าศาสนบริการของสมณะตระกูลเลวี เช่นเดียวกับที่พันธสัญญาซึ่งมีพระองค์ทรงเป็นคนกลางนั้นดีกว่าพันธสัญญาเดิมเพราะตั้งอยู่บนพระสัญญาที่ดีกว่า
      (7) ถ้าพันธสัญญาแรกไม่มีข้อบกพร่อง ก็คงไม่จำเป็นต้องมีพันธสัญญาที่สอง
      (8) แต่พระเจ้าทรงพบข้อบกพร่องของประชากร จึงตรัสว่า “ดูเถิด วันนั้นจะมาถึง พระเจ้าตรัส เมื่อเราจะทำพันธสัญญาใหม่กับตระกูลอิสราเอลและตระกูลยูดาห์
      (9) ไม่เหมือนกับพันธสัญญาที่เราทำไว้กับบรรพบุรุษของเขา ในวันที่เราจูงมือพาเขาออกจากประเทศอียิปต์ เนื่องจากเขาไม่ได้รักษาพันธสัญญาของเรา เราจึงไม่สนใจเขาอีกต่อไป พระเจ้าตรัส
      (10) นี่คือพันธสัญญาที่เราจะทำกับตระกูลอิสราเอล ภายหลังวันเหล่านั้น พระเจ้าตรัส เราจะใส่บทบัญญัติของเราในจิตใจของเขา เราจะจารึกไว้ในดวงใจของเขา และเราจะเป็นพระเจ้าของเขา และเขาจะเป็นประชากรของเรา
      (11) แต่ละคนจะไม่สอนเพื่อนบ้าน และพี่น้องของตนโดยพูดว่า “จงรู้จักพระเจ้าเถิด” อีกแล้ว เนื่องจาก ทุกคนตั้งแต่ผู้น้อยจนถึงผู้ใหญ่จะรู้จักเรา
      (12) เพราะเราจะกรุณาต่อความอธรรมของเขา และจะไม่จดจำบาปของเขาอีกต่อไป”
      (13) เมื่อพระเจ้าตรัสถึงพันธสัญญาใหม่ พระองค์ทรงหมายความว่าพันธสัญญาแรกนั้นเก่าไปแล้ว ของที่เก่าและล้าสมัยแล้ว ย่อมใกล้จะสูญสิ้น   
      [Go Top]

      ฮบ 9:1-14 พระคริสตเจ้าเสด็จสู่สวรรค์ประหนึ่งเสด็จเข้าในพระวิหาร
      (1) พันธสัญญาแรกยังมีกฎเกณฑ์เกี่ยวกับศาสนพิธีและมีพระวิหารแห่งแผ่นดินนี้
      (2) กระโจมถูกสร้างขึ้นดังนี้ ห้องแรกมีคันประทีป โต๊ะและปังถวาย ห้องนี้เรียกว่า “สถานที่ศักดิ์สิทธิ์”
      (3) เบื้องหลังม่านมีห้องที่สองซึ่งเรียกว่าสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อย่างยิ่ง
      (4) ในห้องนั้นมีพระแท่นทองคำเผากำยาน และหีบพันธสัญญาหุ้มทองคำทุกด้าน ในหีบมีภาชนะทองคำใส่มานนา มีไม้เท้าของอาโรนที่ผลิดอกตูมและแผ่นศิลาจารึกพันธสัญญา
      (5) บนฝาหีบมีรูปเครูบแห่งพระสิริรุ่งโรจน์ กางปีกปกคลุมพระบัลลังก์แห่งพระกรุณา แต่เวลานี้ ไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงเรื่องนี้อย่างละเอียด
      (6) ทุกอย่างจัดเตรียมไว้เช่นนี้ บรรดาสมณะเข้าไปในห้องแรกเป็นประจำเพื่อปฏิบัติศาสนกิจ
      (7) ส่วนห้องที่สองนั้น มหาสมณะเพียงผู้เดียวเข้าไปปีละครั้ง และเมื่อเข้าไปต้องนำเลือดสัตว์ไปถวายเป็นเครื่องบูชาเพื่อตนเองและเพื่อชดเชยบาปที่ประชากรได้ทำโดยไม่เจตนา
      (8) พระจิตเจ้าทรงแสดงให้เห็นว่า ตราบใดที่ห้องแรกยังคงอยู่ ตราบนั้นหนทางไปสู่สถานที่ศักดิ์สิทธิ์อย่างยิ่งก็ยังไม่เปิดออก
      (9) ห้องแรกนี้เป็นตัวอย่างของเวลาปัจจุบัน แสดงว่าบรรณาการและเครื่องบูชาที่ถวายนี้ทำให้ผู้นมัสการมีจิตใจสะอาดหมดจดไม่ได้
      (10) ศาสนพิธีนี้เป็นเพียงกฎเกณฑ์ชีวิตภายนอกเกี่ยวกับอาหาร เครื่องดื่มและพิธีชำระล้างต่าง ๆ เท่านั้น มีผลบังคับใช้จนถึงเวลาที่พระเจ้าจะทรงเปลี่ยนแปลงแก้ไข
      (11) พระคริสตเจ้าเสด็จมาเป็นมหาสมณะผู้นำพระพรต่าง ๆ ที่พระเจ้าทรงสัญญาจะประทานมาให้ พระองค์เสด็จผ่านกระโจมที่ยิ่งใหญ่กว่าและสมบูรณ์กว่า ทั้งมิใช่กระโจมที่สร้างขึ้นด้วยมือมนุษย์ คือมิใช่กระโจมของโลกนี้
      (12) พระองค์เสด็จเข้าสู่สถานที่ศักดิ์สิทธิ์อย่างยิ่งเพียงครั้งเดียวตลอดไป สิ่งที่พระองค์ทรงนำไปด้วยมิใช่เลือดแพะและเลือดลูกโค แต่ทรงนำพระโลหิตของพระองค์เข้าไป และทรงกระทำให้การไถ่กู้นิรันดรสำเร็จ
      (13) ถ้าการประพรมบุคคลที่มีมลทินด้วยเลือดแพะ เลือดลูกโค รวมกับเถ้าของโคเพศเมีย ยังทำให้บุคคลนั้นบริสุทธิ์ร่วมศาสนพิธีได้
      (14) พระโลหิตของพระคริสตเจ้า ย่อมทำได้มากกว่านั้น พระคริสตเจ้าทรงถวายพระองค์โดยปราศจากตำหนิมลทินแด่พระเจ้าเดชะพระจิตเจ้าผู้ทรงดำรงอยู่ตลอดนิรันดร พระโลหิตชำระจิตใจของเราให้บริสุทธิ์จากกิจการที่ตายแล้วเพื่อจะได้รับใช้พระเจ้าผู้ทรงชีวิต

      ฮบ 9:15-28 พระคริสตเจ้าทรงหลั่งพระโลหิตรับรองพันธสัญญาใหม่
      (15) ดังนั้น พระคริสตเจ้าทรงเป็นคนกลางในการทำพันธสัญญาใหม่ เพื่อให้ผู้ที่ได้รับเรียกเป็นทายาทกองมรดกนิรันดรได้รับตามพระสัญญา เพราะพระองค์ทรงยอมรับความตายเพื่อลบล้างการล่วงละเมิดตามเงื่อนไขของพันธสัญญาเดิมแล้ว
      (16) พันธสัญญาก็เหมือนพินัยกรรม จำเป็นต้องพิสูจน์ว่าผู้ทำพินัยกรรมตายแล้ว
      (17) เพราะพินัยกรรมมีผลบังคับใช้เฉพาะเมื่อผู้ทำตายแล้วเท่านั้น และไม่มีผลเลยตราบที่ผู้ทำพินัยกรรมยังมีชีวิตอยู่
      (18) ดังนั้น แม้พันธสัญญาเดิมก็เริ่มมีผลบังคับเมื่อมีเลือดเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเท่านั้น
      (19) เมื่อโมเสสใช้ประกาศข้อกำหนดทุกข้อแห่งธรรมบัญญัติให้ประชากรรู้โดยทั่วกันแล้ว เขาผสมเลือดลูกโคและเลือดแพะกับน้ำ ใช้ขนแกะสีแดงและกิ่งไม้หุสบจุ่มเลือดที่ผสมน้ำนั้นประพรมหนังสือธรรมบัญญัติและประชาชน
      (20) พูดว่า นี่คือโลหิตแห่งพันธสัญญาซึ่งพระเจ้าทรงกระทำกับท่านทั้งหลาย
      (21) โมเสสใช้เลือดพรมกระโจมและภาชนะที่ใช้ในพิธีกรรมทุกชิ้นด้วยเช่นเดียวกัน
      (22) ธรรมบัญญัติกำหนดว่าเกือบทุกสิ่งต้องใช้เลือดประพรมให้บริสุทธิ์สำหรับศาสนพิธี ถ้าไม่มีการหลั่งเลือดก็ไม่มีการอภัยบาป
      (23) เมื่อสิ่งที่เป็นภาพจำลองสิ่งของในสวรรค์จำเป็นต้องรับการชำระด้วยวิธีนี้ ของแท้ในสวรรค์ก็จะต้องรับการชำระด้วยเครื่องบูชาที่ดีกว่านี้อย่างแน่นอน
      (24) พระ คริสตเจ้ามิได้เสด็จเข้าสู่พระวิหารที่มือมนุษย์สร้าง พระวิหารนี้เป็นภาพจำลองของพระวิหารแท้ แต่พระองค์เสด็จเข้าสู่สวรรค์ ทั้งนี้ เพื่อจะทรงปรากฏอยู่เฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าแทนเรา
      (25) มิใช่เพื่อถวายพระองค์ครั้งแล้วครั้งเล่า ดังเช่นมหาสมณะต้องเข้าไปในพระวิหารเป็นประจำทุกปีพร้อมกับนำเลือดซึ่งไม่ใช่เลือดของตนเข้าไปด้วย
      (26) มิฉะนั้น พระคริสตเจ้าคงจะต้องทรงรับการทรมานครั้งแล้วครั้งเล่าตั้งแต่สร้างโลกเป็นต้นมา ตรงกันข้ามพระองค์ทรงปรากฏพระองค์เพียงครั้งเดียว ณ บัดนี้ ซึ่งเป็นยุคสุดท้ายเพื่อลบล้างบาปโดยบูชาพระองค์
      (27) มนุษย์ถูกกำหนดให้ตายเพียงครั้งเดียว หลังจากนั้นจะมีการพิพากษาฉันใด
      (28) พระคริสตเจ้าก็ฉันนั้น พระองค์ทรงถวายพระองค์เพียงครั้งเดียว เพื่อทรงแบกบาปของคนจำนวนมาก พระองค์จะทรงปรากฏพระองค์เป็นครั้งที่สองโดยไม่ทรงเกี่ยวข้องกับบาปอีก แต่เพื่อทรงนำความรอดพ้นมาประทานแก่ผู้ที่รอคอยพระองค์ การถวายบูชาของพระคริสตเจ้าประเสริฐกว่าการถวายบูชาตามบทบัญญัติของโมเสส   
      [Go Top]

      ฮบ 10:1-10 การถวายบูชาแบบเดิมไม่บรรลุผล
      (1) เนื่องจากธรรมบัญญัติเป็นเพียงเงาและไม่ใช่ภาพจริงของพระพรที่พระเจ้าทรงสัญญาจะประทานให้ จึงไม่อาจทำให้ผู้มาเฝ้าพระเจ้าบรรลุถึงความบริบูรณ์ได้ แม้จะถวายเครื่องบูชาเดียวกันตลอดปีอย่างต่อเนื่องทุกปี
      (2) มิฉะนั้น การถวายบูชาแบบนี้คงจะต้องยุติลง ในเมื่อผู้นมัสการได้รับการชำระล้างครั้งหนึ่งเพื่อให้บริสุทธิ์ตลอดไปแล้ว เขาคงจะไม่สำนึกว่าตนยังมีบาปอีก
      (3) แต่การถวายบูชาเหล่านี้ยังเตือนให้สำนึกถึงบาปอยู่ทุกปี
      (4) เพราะเลือดโคเพศผู้และเลือดแพะชำระบาปให้หมดสิ้นไปไม่ได้
      (5) ดังนั้น เมื่อพระคริสตเจ้าเสด็จมาในโลก จึงตรัสว่า “พระองค์ไม่มีพระประสงค์เครื่องบูชาและของถวายอื่นใด พระองค์จึงทรงเตรียมร่างกายไว้ให้ข้าพเจ้า
      (6) พระองค์ไม่พอพระทัยในเครื่องเผาบูชาและเครื่องบูชาชดเชยบาป
      (7) ข้าพเจ้าจึงทูลว่า ข้าแต่พระเจ้า ข้าพเจ้าอยู่ที่นี่ ในม้วนหนังสือมีข้อความเขียนเกี่ยวกับข้าพเจ้าไว้ว่า ข้าพเจ้ามาเพื่อปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระองค์”
      (8) พระคริสตเจ้าตรัสเป็นอันดับแรกว่าพระเจ้าไม่มีพระประสงค์และไม่พอพระทัยในเครื่องบูชา ของถวาย เครื่องเผาบูชาและเครื่องบูชาชดเชยบาป ทั้ง ๆ ที่มีกำหนดไว้ในธรรมบัญญัติ
      (9) แล้วจึงตรัสต่อไปว่า ข้าพเจ้าอยู่ที่นี่ ข้าพเจ้ามาเพื่อปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระองค์ พระคริสตเจ้าจึงทรงยกเลิกการถวายบูชาแบบเดิมและทรงตั้งการถวายบูชาแบบใหม่ขึ้นแทน
      (10) โดยพระประสงค์นี้เองเราทั้งหลายได้รับความศักดิ์สิทธิ์ เดชะการถวายพระวรกายของพระองค์เป็นการบูชาที่พระเยซูคริสตเจ้าทรงกระทำแต่เพียงครั้งเดียวโดยมีผลตลอดไป

      ฮบ 10:11-18 ผลของการถวายบูชาของพระคริสตเจ้า
      (11) สมณะทุกองค์อยู่ประจำหน้าที่ของตนทุกวัน ถวายเครื่องบูชาอย่างเดียวกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ก็อภัยบาปไม่ได้
      (12) ส่วนพระคริสตเจ้าทรงถวายเครื่องบูชาชดเชยบาปเพียงครั้งเดียว แล้วจึงเสด็จเข้าประทับ ณ เบื้องขวาของพระเจ้าตลอดไป
      (13) ยังเหลืออยู่เพียงแต่จะให้ศัตรูของพระองค์ถูกปราบเป็นที่รองพระบาทเท่านั้น
      (14) โดยอาศัยการถวายบูชาเพียงครั้งเดียวพระองค์ทรงทำให้ทุกคนที่กำลังรับความศักดิ์สิทธิ์บรรลุถึงความศักดิ์สิทธิ์สมบูรณ์ตลอดไป
      (15) พระจิตเจ้าทรงยืนยันเรื่องนี้กับเรา โดยตรัสในเบื้องต้นว่า
      (16) นี่คือพันธสัญญา ซึ่งเราจะกระทำกับเขาทั้งหลาย วันหนึ่งในภายหน้า พระเจ้าตรัส เราจะนำบทบัญญัติของเราใส่ไว้ในดวงใจของเขา และจะจารึกบทบัญญัตินั้นไว้ในจิตใจ
      (17) แล้วตรัสอีกว่า เราจะไม่จดจำบาปและความอธรรมของเขาต่อไปอีกเลย
      (18) เมื่อบาปและความอธรรมเหล่านี้ได้รับการอภัยแล้ว จะไม่มีการถวายเครื่องบูชาชดเชยบาปอีกต่อไป ความเชื่อที่มั่นคง

      ฮบ 10:19-25 โอกาสสำหรับคริสตชน
      (19) พี่น้องทั้งหลาย เมื่อเรามีความมั่นใจที่จะเข้าสู่สถานที่ศักดิ์สิทธิ์อย่างยิ่งเดชะพระโลหิตของพระเยซูเจ้า
      (20) โดยทางใหม่ที่ให้ชีวิตซึ่งพระองค์ทรงเปิดไว้ให้เราผ่านทะลุม่านเข้าไป ม่านนี้คือพระวรกายของพระองค์
      (21) และเมื่อเรามีมหาสมณะคอยดูแลพระวิหารของพระเจ้าแล้ว
      (22) เราจงเข้าไปใกล้ด้วยใจจริงและเต็มเปี่ยมด้วยความเชื่อ มีดวงใจบริสุทธิ์มีจิตสำนึกว่าตนได้รับการอภัยแล้ว มีร่างกายที่ชำระล้างสะอาดด้วยน้ำบริสุทธิ์
      (23) เราจงยึดมั่นโดยไม่หวั่นไหวในการประกาศความหวังที่เรามีอยู่ เพราะว่าพระองค์ผู้ประทานพระสัญญานั้นทรงซื่อสัตย์
      (24) เราจงพิจารณาหาทางปลุกใจกันและกันให้มีความรักและประกอบกิจการดี
      (25) อย่าขาดการเข้าร่วมชุมนุมกันดังที่บางคนเคยทำ แต่จงตักเตือนกัน จงกระทำเช่นนี้ให้มากยิ่งขึ้นดังที่ท่านเห็นแล้วว่าวันนั้นใกล้จะมาถึงแล้ว

      ฮบ 10:26-31 อันตรายที่จะละทิ้งความเชื่อ
      (26) เมื่อได้รับความรู้อย่างดีถึงความจริงแล้ว ถ้าเรายังจงใจทำบาปอีก ก็จะไม่มีเครื่องบูชาชดเชยบาปใดช่วยได้อีกต่อไป
      (27) มีแต่การรอคอยที่น่ากลัวว่าจะต้องรับการตัดสินลงโทษ และไฟร้อนแรงที่จะเผาผลาญพวกกบฎให้สิ้นไป
      (28) ผู้ที่ละเมิดธรรมบัญญัติของโมเสสยังถูกประหารอย่างไร้ความปรานี เมื่อมีพยานสองหรือสามคนที่ยืนยันได้
      (29) ท่านคิดว่าผู้ที่เหยียบย่ำพระบุตรของพระเจ้า สบประมาทพระโลหิตแห่งพันธสัญญาซึ่งได้บันดาลความศักดิ์สิทธิ์ให้เขา ล่วงเกินพระจิตเจ้าผู้ประทานพระหรรษทานให้ จะต้องได้รับโทษหนักกว่าสักเพียงใด
      (30) เรารู้จักผู้ที่ตรัสว่า การแก้แค้นเป็นของเรา เราจะตอบแทน และพระคัมภีร์ยังกล่าวอีกว่า พระเจ้าจะทรงพิพากษาประชากรของพระองค์
      (31) ช่างน่ากลัวยิ่งนักที่จะต้องตกอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้าผู้ทรงชีวิต

      ฮบ 10:32-39 แรงจูงใจให้มีความมั่นคง
      (32) จงระลึกถึงวันในอดีต วันที่ท่านสู้ทนความทุกข์ทรมานมากมายหลังจากที่ได้รับความสว่าง
      (33) บางครั้งท่านก็ถูกประจานให้อับอาย และถูกข่มเหงอย่างเปิดเผย บางครั้งท่านก็ร่วมทุกข์กับผู้ที่รับชะตากรรมเดียวกัน
      (34) โดยเหตุที่ท่านได้ร่วมทนทุกข์ทรมานกับผู้ถูกจองจำและยินดีให้เขาริบทรัพย์สินของท่านไป เพราะท่านรู้อยู่ว่าท่านมีทรัพย์สินที่ดีกว่าและจีรังยั่งยืนกว่า
      (35) ดังนั้น จงอย่าทิ้งความไว้วางใจซึ่งมีบำเหน็จยิ่งใหญ่
      (36) ท่านต้องมีความพากเพียรในการทำตามพระประสงค์ของพระเจ้า เพื่อจะได้รับบำเหน็จตามพระสัญญา
      (37) อีกไม่นานนัก พระองค์ผู้จะต้องทรงมาถึง ก็จะเสด็จมาแล้ว พระองค์จะไม่ทรงชักช้า
      (38) ผู้ชอบธรรมของเราจะดำรงชีพด้วยความเชื่อ แต่ถ้าเขาท้อถอย เราจะไม่พอใจเขาเลย
      (39) เราไม่ใช่คนท้อถอยจนต้องพินาศ แต่เราเป็นคนมีความเชื่อเพื่อรักษาชีวิตให้รอดพ้น   
      [Go Top]

      ฮบ 11:1-40 แบบฉบับความเชื่อของบรรพบุรุษ
      (1) ความเชื่อคือความมั่นใจในสิ่งที่เราหวังไว้ เป็นข้อพิสูจน์ถึงสิ่งที่มองไม่เห็น
      (2) เพราะความเชื่อนี้ คนในสมัยก่อนจึงได้รับการยกย่องในพระคัมภีร์
      (3) เพราะความเชื่อ เราจึงเข้าใจว่าพระวาจาของพระเจ้าเนรมิตสร้างโลก ดังนั้น สิ่งที่มนุษย์มองเห็นได้จึงเกิดขึ้นจากสิ่งที่มนุษย์มองไม่เห็น
      (4) เพราะความเชื่อ อาแบลจึงถวายเครื่องบูชาที่ดีกว่าเครื่องบูชาของคาอินแด่พระเจ้า ทำให้เขาได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ชอบธรรม โดยพระเจ้าทรงรับรองบรรณาการของเขา เพราะความเชื่อนี้ แม้ว่าอาแบลล่วงลับไปแล้ว เขาก็ยังพูดอยู่ทั้งๆที่ตายแล้ว
      (5) เพราะความเชื่อ พระเจ้าทรงรับตัวเอโนคไปโดยเขาไม่ต้องประสบความตาย ไม่มีใครพบเขาเพราะพระเจ้าทรงรับเขาไปแล้ว ก่อนที่เขาจะถูกยกไปก็มีคำยกย่องว่า เขาเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้า
      (6) แต่ถ้าไม่มีความเชื่อแล้ว จะเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้าไม่ได้เลย เพราะผู้ที่มาเฝ้าพระเจ้า จำเป็นต้องเชื่อว่า พระองค์ทรงดำรงอยู่และประทานบำเหน็จแก่ผู้แสวงหาพระองค์
      (7) เพราะความเชื่อ เมื่อโนอาห์ได้รับคำเตือนของพระเจ้าเกี่ยวกับเรื่องที่ยังมิได้เห็น เขาจึงมีความยำเกรงพระองค์และสร้างเรือใหญ่เพื่อช่วยให้ครอบครัวของตนรอดตาย และเพราะความเชื่อนี้เอง เขาตัดสินลงโทษโลก และได้เป็นทายาทแห่งความชอบธรรมซึ่งบังเกิดมาจากความเชื่อ
      (8) เพราะความเชื่ออับราฮัมเชื่อฟังเมื่อพระเจ้าทรงเรียกให้ออกเดินทางไปสู่สถานที่ที่เขาจะได้รับเป็นมรดก เขาออกเดินทางไปโดยไม่รู้ว่าจะไปไหน
      (9) เพราะความเชื่อ เขาพำนักในดินแดนแห่งพระสัญญาเยี่ยงคนต่างด้าวในต่างแดน เขาอาศัยอยู่ในกระโจมเช่นเดียวกับอิสอัคและยาโคบผู้เป็นทายาทร่วมพระสัญญาเดียวกัน
      (10) เขารอคอยนครที่มีรากฐานซึ่งพระเจ้าทรงเป็นผู้ออกแบบและทรงก่อสร้าง
      (11) เพราะความเชื่อ แม้นางซาราห์จะพ้นวัยให้กำเนิดแล้ว พระเจ้ายังทรงบันดาลให้ตั้งครรภ์ได้ เพราะนางเชื่อว่าพระองค์ผู้ทรงสัญญาจะทรงซื่อสัตย์ต่อคำสัญญานั้น
      (12) ดังนั้น จากคนเดียวซึ่งเปรียบเสมือนกับตายแล้ว กลับบังเกิดลูกหลานมากมายเหมือนดวงดาราในท้องฟ้า และเหมือนเม็ดทรายที่นับไม่ได้บนชายทะเล
      (13) เขาทุกคนเหล่านี้ตายไปแล้วในความเชื่อโดยไม่ได้รับสิ่งที่ทรงสัญญาไว้ แต่ก็ได้เห็นและได้ต้อนรับสิ่งเหล่านั้นซึ่งยังอยู่ห่างไกล และรู้ดีว่าตนเป็นแต่เพียงคนต่างด้าวและพลัดถิ่นในโลก
      (14) ผู้ที่พูดเช่นนี้ ชี้ให้เห็นว่าตนกำลังเสาะแสวงหาแหล่งพำนัก
      (15) หากเขาคิดถึงถิ่นกำเนิดที่จากมา เขาคงมีโอกาสกลับไปได้
      (16) แต่โดยแท้จริงแล้ว เขาเหล่านี้พยายามไขว่คว้าหาแหล่งพำนักที่ดีกว่า นั่นคือเมืองสวรรค์ ดังนั้น พระเจ้าจึงไม่ทรงละอายที่จะรับพระนามว่าเป็นพระเจ้าของเขา เพราะพระองค์ทรงจัดเตรียมเมืองไว้ให้พวกเขาแล้ว
      (17) เพราะความเชื่อ เมื่อพระเจ้าทรงลองใจ อับราฮัมจึงถวายอิสอัค เขาผู้ได้รับพระสัญญาก็ถวายบุตรคนเดียวของตน
      (18) บุตรที่พระวาจากล่าวถึงไว้ว่า โดยทาง อิสอัคเชื้อสายจะรับนามของท่าน
      (19) เขาเชื่อว่าพระเจ้าทรงฤทธานุภาพอาจปลุกคนตายให้ฟื้นได้ และดังนั้น ก็เปรียบได้ว่า เขาได้รับอิสอัคคืนมา
      (20) เพราะความเชื่อ อิสอัคจึงอวยพรยาโคบและเอซาวเรื่องอนาคต
      (21) เพราะความเชื่อ ก่อนจะสิ้นใจ ยาโคบจึงอวยพรบุตรแต่ละคนของโยเซฟ และก้มลงนมัสการพระเจ้าโดยใช้ไม้เท้ายันตัวไว้
      (22) เพราะความเชื่อ ก่อนจะสิ้นชีวิต โยเซฟจึงพูดถึงการอพยพของลูกหลานอิสราเอลและสั่งเรื่องการจัดการกับกระดูกของตน
      (23) เพราะความเชื่อ เมื่อโมเสสเกิดมา บิดามารดาจึงซ่อนเขาไว้เป็นเวลาสามเดือน เพราะเห็นว่าทารกนั้นน่ารักและไม่กลัวที่จะขัดพระราชกระแสรับสั่งของกษัตริย์
      (24) เพราะความเชื่อ เมื่อโมเสสเติบโตขึ้นแล้ว เขาจึงไม่ยอมได้ชื่อว่าเป็นพระโอรสของพระราชธิดาของกษัตริย์ฟาโรห์
      (25) แต่เลือกที่จะถูกข่มเหงร่วมกับประชากรของพระเจ้า มากกว่าที่จะทำบาป แล้วมีความสุขสบายเพียงชั่วระยะหนึ่ง
      (26) เขาเชื่อว่า การถูกสบประมาทเหมือนผู้รับเจิมประเสริฐกว่าทรัพย์สมบัติทั้งปวงของอียิปต์เพราะเขามองบำเหน็จรางวัลที่จะได้รับ
      (27) เพราะความเชื่อ โมเสสจึงออกจากประเทศอียิปต์โดยไม่กลัวพระพิโรธของกษัตริย์ เขาไม่หวั่นไหวเหมือนได้เห็นพระเจ้าที่มนุษย์มองเห็นไม่ได้
      (28) เพราะความเชื่อ เขาจึงทำฉลองปัสกาและประพรมเลือด เพื่อมิให้ผู้ทำลายบุตรคนแรกมาแตะต้องบุตรของชาวอิสราเอล
      (29) เพราะความเชื่อ ชาวอิสราเอลจึงเดินผ่านทะเลแดงราวกับเดินบนดินแห้ง ส่วนชาวอียิปต์ซึ่งพยายามทำเช่นเดียวกันต่างจมน้ำตายสิ้น
      (30) เพราะความเชื่อ ประชากรอิสราเอลจึงเดินรอบเมืองเยริโคเป็นเวลาเจ็ดวัน กำแพงพังทลายลง
      (31) เพราะความเชื่อ นางราหับหญิงแพศยาจึงไม่ถูกฆ่าตายพร้อมกับผู้ไม่มีความเชื่อ เพราะนางต้อนรับผู้สอดแนมเป็นอย่างดี
      (32) ข้าพเจ้ายังจะต้องพูดอะไรอีกหรือ ข้าพเจ้าไม่มีเวลาจะเล่าเรื่องกิเดโอนบาราค แซมสัน เยฟธาห์ ดาวิด ซามูเอลและบรรดาประกาศก
      (33) เพราะความเชื่อ เขาเหล่านี้จึงพิชิตอาณาจักร ปฏิบัติความยุติธรรม ได้รับพระสัญญา ปิดปากสิงโต
      (34) ดับไฟร้อนแรง พ้นจากคมดาบ ได้รับพละกำลังพ้นจากความอ่อนแอ กลายเป็นผู้เข้มแข็งในสงครามและขับไล่กองทัพต่างชาติให้พ่ายไป
      (35) หญิงบางคนได้รับผู้ตายของตนที่กลับคืนชีพ บางคนถูกทรมานจนตาย ไม่ยอมรับการปลดปล่อย เพื่อจะกลับคืนชีพมารับชีวิตที่ดีกว่า
      (36) บางคนถูกสบประมาท ถูกโบยตีและยังถูกล่ามโซ่จำคุกอีกด้วย
      (37) เขาถูกหินทุ่ม ถูกเลื่อยเป็นสองส่วน ตายด้วยคมดาบ บางคนนุ่งห่มหนังแกะหนังแพะร่อนเร่ไป ขัดสน ได้รับความยากลำบาก ถูกข่มเหง
      (38) โลกนี้ไม่เหมาะกับเขาเหล่านี้ พวกเขาระหกระเหินไปในถิ่นทุรกันดาร ตามภูเขา ในถ้ำและตามโพรง
      (39) คนเหล่านี้ทุกคน แม้ว่าพระเจ้าทรงยกย่องเขาเพราะความเชื่อแล้ว เขาก็ยังมิได้รับสิ่งที่ทรงสัญญาไว้
      (40) พระเจ้าทรงจัดเตรียมสิ่งที่ดีกว่าไว้ให้เรา เพื่อเขาเหล่านั้นจะได้รับความดีบริบูรณ์พร้อมกับพวกเรานั่นเอง  
      [Go Top]

      ฮบ 12:1-4 พระคริสตเจ้าทรงเป็นแบบฉบับของเรา
      (1) พวกเรา ก็เช่นเดียวกัน เมื่อมีพยานจำนวนมากห้อมล้อมอยู่ เราจงละทิ้งทุกสิ่งที่ถ่วงอยู่และบาปที่เกาะแน่น เราจงมีมานะวิ่งต่อไปในการแข่งขันซึ่งกำหนดไว้สำหรับเรา
      (2) จงเพ่งมองไปยังพระเยซูเจ้าผู้ทรงบุกเบิกความเชื่อและทรงทำให้ความเชื่อนั้นสมบูรณ์ พระองค์ทรงยอมสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน ไม่ทรงถือว่าเป็นความตายที่น่าอับอาย เพราะทรงคำนึงถึงความยินดีที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ บัดนี้พระองค์ประทับ ณ เบื้องขวาแห่งพระที่นั่งของพระเจ้าแล้ว
      (3) ท่านทั้งหลายจงคิดถึงพระองค์ที่ทรงอดทนต่อการคัดค้านเช่นนี้ของคนบาป ท่านจะได้ไม่ท้อถอยหมดกำลังใจ
      (4) ในการต่อสู้กับบาป ท่านยังมิได้ต้านทานจนถึงกับต้องหลั่งเลือดเลย

      ฮบ 12:5-13 พระเจ้าทรงตักเตือนเยี่ยงบิดา
      (5) ท่านลืมคำเตือนที่พระเจ้าตรัสกับท่านในฐานะที่เป็นบุตรแล้วหรือ ลูกเอ๋ย อย่าดูถูกการเฆี่ยนตีสั่งสอนของพระเจ้า อย่าท้อถอยเมื่อพระองค์ทรงตำหนิเจ้า
      (6) เพราะพระเจ้าทรงเฆี่ยนตีสั่งสอนผู้ที่พระองค์ทรงรัก และทรงเฆี่ยนตีทุกคนที่ทรงรับไว้เป็นบุตร
      (7) ท่านจงอดทนรับการเฆี่ยนตีสั่งสอนเถิด พระเจ้าทรงกระทำต่อท่านเยี่ยงกระทำต่อบุตร มีบุตรคนใดบ้างที่บิดาไม่เฆี่ยนตีสั่งสอนเลย
      (8) ถ้าท่านไม่ถูกเฆี่ยนตีสั่งสอนอย่างที่ทุกคนได้รับ ท่านก็ไม่ใช่บุตร แต่เป็นลูกไม่มีพ่อ
      (9) นอกจากนั้น เราทุกคนต่างมีบิดาผู้ให้กำเนิดเฆี่ยนตีสั่งสอนเรา และเราเคารพท่าน เราก็ยิ่งควรอ่อนน้อมเชื่อฟังพระบิดาฝ่ายจิตของเราเพื่อจะมีชีวิตมิใช่หรือ
      (10) บิดาผู้ให้กำเนิดเราเฆี่ยนตีสั่งสอนเพียงไม่กี่วันตามที่ท่านเห็นสมควร แต่พระเจ้าทรงเฆี่ยนตีสั่งสอนเพื่อประโยชน์ของเรา เพื่อให้เรามีส่วนร่วมในความศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์
      (11) เป็นความจริงที่ว่า ขณะที่ถูกเฆี่ยนตีสั่งสอนไม่มีความน่ายินดี มีแต่ความทุกข์ แต่ให้ผลเป็นสันติและเป็นความชอบธรรมแก่ผู้ที่ยอมรับการเฆี่ยนตีสั่งสอนเป็นการฝึกฝนตนเอง
      (12) ดังนั้น ท่านทั้งหลายจงทำให้มือที่อ่อนเปลี้ยและหัวเข่าที่สั่นเทามีกำลังมั่นคงขึ้น
      (13) จงเดินให้ตรงทาง เพื่อว่าขากะเผลกจะได้ไม่ต้องพิการ แต่จะหายเป็นปกติ

      ฮบ 12:14-17 ผู้ไม่ซื่อสัตย์จะถูกลงโทษ
      (14) จงพยายามอยู่อย่างสันติกับทุกคน จงมีความศักดิ์สิทธิ์ซึ่งจำเป็นเพื่อจะได้เห็นพระเจ้า
      (15) จงระวังอย่าให้มีผู้ใดขาดพระหรรษทานของพระเจ้า และอย่าให้มีรากแห่งความขมขื่นใด ๆ งอกขึ้นมาก่อความวุ่นวายซึ่งอาจจะเป็นพิษแก่คนจำนวนมาก
      (16) อย่าให้ผู้ใดทำผิดประเวณีหรือดูหมิ่นสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหมือนกับเอซาว ซึ่งขายสิทธิการเป็นบุตรคนแรกของตนเพียงเพื่อแลกกับอาหารมื้อเดียว
      (17) ท่านทั้งหลายรู้อยู่แล้วว่า เมื่อเอซาวต้องการได้รับพรจากบิดา เขาก็ถูกปฏิเสธ และไม่อาจเปลี่ยนใจบิดาได้ แม้จะร่ำไห้วอนขอแล้วก็ตาม

      ฮบ 12:18-29 พันธสัญญาสองฉบับ
      (18) ท่านทั้งหลายมิได้เข้าใกล้สิ่งที่ประสาทสัมผัสได้ หรือสิ่งที่มีเปลวไฟลุกโชติช่วง หรือสิ่งที่มีความมืดมัวและมืดมิดหรือพายุ
      (19) หรือเสียงแตรหรือพระสุรเสียง ซึ่งทำให้ทุกคนที่ได้ยินพากันร้องขอให้ยุติ
      (20) เพราะพวกเขาทนไม่ได้ที่จะฟังพระบัญชาที่ว่า ใครก็ตาม แม้สัตว์ ถ้าสัมผัสกับภูเขาจะต้องใช้หินทุ่มให้ตาย
      (21) ภาพที่เห็นช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก จนโมเสสถึงกับพูดว่า “ข้าพเจ้ากลัวจนตัวสั่น”
      (22) แต่ท่านเข้ามาถึง ภูเขาศิโยนและนครแห่งพระเจ้าผู้ทรงชีวิต คือ นครเยรูซาเล็มในสวรรค์ ซึ่งมีทูตสวรรค์เหลือคณานับ
      (23) ท่านเข้ามาถึงที่ชุมนุมฉลองชัยและมาถึงชุมนุมของบุตรคนแรกที่ได้รับการลงชื่อไว้ในสวรรค์แล้ว มาถึงองค์พระเจ้า พระตุลาการของมนุษย์ทุกคน ร่วมกับบรรดาจิตของผู้ชอบธรรมที่บรรลุถึงความสมบูรณ์แล้ว
      (24) และยังเข้ามาถึงองค์พระเยซูเจ้าผู้เป็นคนกลางแห่งพันธสัญญาใหม่ และมาถึงพระโลหิตที่ประพรมซึ่งกล่าวถึงสิ่งที่ดียิ่งกว่าโลหิตของอาแบล
      (25) จงระวัง อย่าปฏิเสธที่จะรับฟังกระแสพระดำรัสของพระเจ้า ถ้าผู้ที่ไม่ยอมฟังคำตักเตือนในโลกนี้ยังหนีไม่พ้นการลงโทษ พวกเราที่หันหลังให้กับผู้ที่ตักเตือนเราจากสวรรค์จะหนีพ้นการลงโทษได้หรือ
      (26) ในอดีต พระสุรเสียงทำให้แผ่นดินสั่นสะเทือน แต่บัดนี้ พระองค์ทรงสัญญาว่า จะทำให้แผ่นดินสั่นสะเทือนอีกครั้งหนึ่ง มิใช่แผ่นดินเท่านั้นที่สั่นสะเทือน แต่จะทำให้สวรรค์สั่นสะเทือนอีกด้วย
      (27) คำว่าอีกครั้งหนึ่ง หมายความว่าสิ่งที่สั่นสะเทือนจะสูญหายไป เพราะเป็นเพียงสิ่งสร้าง แต่สิ่งที่ไม่สั่นสะเทือนจะคงอยู่
      (28) ดังนั้น เมื่อได้รับอาณาจักรที่มั่นคงไม่คลอนแคลนนี้แล้ว เราจงขอบพระคุณและแสดงคารวกิจรับใช้พระเจ้าตามพระประสงค์ด้วยความเคารพยำเกรง
      (29) เพราะพระเจ้าของเราทรงเป็นประดุจเพลิงที่เผาผลาญทุกสิ่ง   
      [Go Top]

      บทเสริม

      ฮบ 13:1-6 คำแนะนำสุดท้าย
      (1) ท่านทั้งหลายจงรักกันฉันพี่น้องต่อไป
      (2) อย่าละเลยที่จะต้อนรับแขกแปลกหน้า เพราะเมื่อต้อนรับแขกแปลกหน้า บางคนได้ต้อนรับทูตสวรรค์โดยไม่รู้ตัว
      (3) จงระลึกถึงผู้ที่ถูกจองจำประหนึ่งว่าท่านกำลังถูกจองจำร่วมกับเขาด้วย จงระลึกถึงผู้ที่ถูกข่มเหงเพราะท่านก็มีร่างกายเช่นเดียวกัน
      (4) จงให้การสมรสเป็นที่นับถือจากทุกคน สามีภรรยาจงซื่อสัตย์ต่อกัน เพราะพระเจ้าจะทรงตัดสินลงโทษผู้ผิดประเวณีและผู้เป็นชู้
      (5) อย่าให้ความโลภทรัพย์สินเงินทองครอบงำชีวิตของท่าน จงพอใจในสิ่งที่ท่านมี พระเจ้าตรัสว่า “เราจะไม่ละเลยหรือทอดทิ้งเจ้า”
      (6) โดยเหตุนี้ เราจึงพูดด้วยความมั่นใจได้ว่า “พระเจ้าทรงเป็นผู้ช่วยเหลือข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะไม่กลัว มนุษย์จะทำอะไรข้าพเจ้าได้”

      ฮบ 13:7-16 ความซื่อสัตย์
      (7) จงระลึกถึงผู้นำของท่าน ซึ่งประกาศพระวาจาของพระเจ้าให้กับท่าน จงพิจารณาว่าเขาเหล่านั้นดำเนินชีวิตและตายอย่างไร จงประพฤติตามอย่างความเชื่อของเขา
      (8) พระเยซูคริสตเจ้าทรงเป็นองค์เดียวเสมอ ทั้งอดีต ปัจจุบันและตลอดไป
      (9) อย่าปล่อยให้คำสอนแปลก ๆ นานาชนิดมาหลอกลวงท่าน การที่ดวงใจของท่านมั่นคงเดชะพระหรรษทาน ไม่ใช่เพราะกฎเกณฑ์เรื่องอาหารนั้นเป็นการดีแล้ว ผู้ที่ปฏิบัติตามกฎเหล่านี้ไม่ได้รับประโยชน์แต่ประการใด
      (10) พวกเรามีแท่นบูชาแท่นหนึ่งและสมณะชาวยิวที่ถวายคารวกิจรับใช้ในพระวิหารไม่มีสิทธิจะกินของถวายบนแท่นบูชานี้
      (11) มหาสมณะนำเลือดของสัตว์เข้าไปในสถานศักดิ์สิทธิ์เป็นเครื่องบูชาชดเชยบาป ส่วนซากสัตว์นั้นถูกนำไปเผานอกค่าย
      (12) ดังนั้น พระเยซูเจ้าก็ทรงรับการทรมานนอกประตูเมือง เพื่อจะทำให้ประชากรศักดิ์สิทธิ์ด้วยพระโลหิตของพระองค์
      (13) เราจงออกไปหาพระองค์ที่นอกค่าย และยอมรับการถูกสบประมาทเช่นเดียวกับพระองค์
      (14) เราไม่มีนครถาวรอยู่ที่นี่ แต่กำลังแสวงหานครที่จะมาถึง
      (15) เดชะพระคริสตเจ้าเราจงถวายคำสรรเสริญเป็นบูชาแด่พระเจ้าเสมอไป เป็นถ้อยคำจากปากถวายพระเกียรติแด่พระนามของพระองค์
      (16) อย่าละเลยที่จะกระทำกิจการที่ดีและรู้จักแบ่งปัน เกื้อกูลกัน เพราะนี่คือเครื่องบูชาที่พระเจ้าพอพระทัย

      ฮบ 13:17-19 การเชื่อฟังผู้นำ
      (17) จงเชื่อฟังและอยู่ใต้อำนาจผู้นำของท่าน เพราะเขาเหล่านั้นคอยเอาใจใส่ดูแลวิญญาณของท่านเสมือนผู้ที่ต้องเสนอรายงาน เพื่อให้เขาทำงานนี้ด้วยความยินดี มิใช่ด้วยความเศร้า ซึ่งจะไม่เป็นประโยชน์อะไรสำหรับท่านเลย
      (18) จงอธิษฐานภาวนาเพื่อเรา เรามั่นใจว่าเรามีมโนธรรมบริสุทธิ์ เพราะเราปรารถนาที่จะประพฤติดีทุกโอกาส
      (19) ข้าพเจ้าขอร้องท่านเป็นพิเศษให้อธิษฐานภาวนาเพื่อข้าพเจ้าจะได้กลับมาอยู่กับท่านโดยเร็วที่สุด

      บทส่งท้าย

      ฮบ 13:20-25 ข่าวสาร ความปรารถนาดีและความคิดถึง
      (20) พระเจ้าแห่งสันติทรงนำพระเยซูเจ้าองค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา องค์ผู้เลี้ยงแกะผู้ยิ่งใหญ่ ให้กลับคืนพระชนมชีพจากบรรดาผู้ตาย เพราะทรงหลั่งพระโลหิตแห่งพันธสัญญานิรันดร
      (21) ขอพระองค์โปรดให้ท่านพร้อมสรรพที่จะทำตามพระประสงค์ในกิจการที่ดีทุกชนิด และขอพระองค์ทรงทำสิ่งที่พอพระทัยในเรา เดชะพระเยซูคริสตเจ้า ขอพระสิริรุ่งโรจน์จงมีแด่พระองค์ตลอดนิรันดร อาเมน
      (22) พี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าขอร้องท่าน จงอดทนฟังคำตักเตือนเหล่านี้ อันที่จริงแล้ว ข้าพเจ้าเขียนถึงท่านเพียงสั้น ๆ
      (23) ขอให้ท่านรู้ว่า ทิโมธีน้องของเราได้รับอิสรภาพแล้ว ถ้าเขามาถึงในเร็ววันนี้ ข้าพเจ้าก็จะมาเยี่ยมท่านพร้อมกับเขาด้วย
      (24) ขอฝากความคิดถึงผู้นำของท่านและผู้ศักดิ์สิทธิ์ทุกคน พี่น้องจากอิตาลีขอฝากความคิดถึงท่านด้วย
      (25) ขอพระหรรษทานสถิตอยู่กับท่านทั้งหลายเทอญ  
      [Go Top]

    [01] [02] [03] [04] [05] [06] [07] [08] [09] [10] [11] [12] [13][Goto Menu]