ฮบ 1:1-4 ความยิ่งใหญ่ของพระบุตรผู้ทรงรับสภาพมนุษย์
I. พระบุตรทรงยิ่งใหญ่กว่าบรรดาทูตสวรรค์
ฮบ 1:5-14 ข้อพิสูจน์จากพระคัมภีร์
(5) พระเจ้าเคยตรัสแก่ทูตสวรรค์องค์ใดบ้างว่า
ท่านเป็นบุตรของเรา เราให้กำเนิดท่านในวันนี้
หรือว่า
เราจะเป็นบิดาของเขา และเขาจะเป็นบุตรของเรา
(6) หรืออีกครั้งหนึ่ง เมื่อพระเจ้าทรงส่งพระโอรสองค์แรกจุติสู่โลกมนุษย์ พระองค์ตรัสว่า
ให้ทูตสวรรค์ทั้งหลายของพระเจ้ากราบนมัสการพระองค์เถิด
(7) พระเจ้าทรงกล่าวถึงบรรดาทูตสวรรค์ว่า
ทรงใช้ลมเป็นทูตนำสาร ทรงใช้เปลวเพลิงเป็นผู้รับใช้ของพระองค์
(8) แต่ตรัสกับพระบุตรว่า
ข้าแต่พระเจ้า ราชบัลลังก์ของพระองค์
ดำรงอยู่ตลอดนิรันดร
และ
คทาแห่งพระอาณาจักรของพระองค์เป็นคทาแห่งความเที่ยงธรรม
(9) ท่านรักความยุติธรรม และเกลียดชังความชั่ว
ด้วยเหตุนี้ พระเจ้า พระเจ้าของท่าน
จึงทรงเจิมท่านด้วยน้ำมันแห่งความยินดี
เหนือบรรดาสหายของท่าน
(10) พระคัมภีร์ยังมีเขียนไว้อีกว่า
ข้าแต่พระเจ้า
พระองค์ทรงสร้างแผ่นดินมาแต่แรก
ท้องฟ้าเป็นผลงานจากฝีพระหัตถ์ของพระองค์
(11) แผ่นดินและท้องฟ้าจะสูญไป
แต่พระองค์จะยังทรงดำรงอยู่
ทุกสิ่งเหล่านี้จะเก่าไปเหมือนกับเสื้อผ้า
(12) พระองค์จะทรงม้วนทุกสิ่งเก็บไว้เหมือนกับเสื้อคลุม
แล้วทุกสิ่งก็จะเปลี่ยนแปลงไปเหมือนกับเสื้อผ้า
แต่พระองค์จะทรงดำรงอยู่เช่นเดิม วันเวลาของพระองค์จะไม่สิ้นสุด
(13) พระเจ้าตรัสกับทูตสวรรค์องค์ใดบ้างว่า
เชิญมาประทับ ณ เบื้องขวาของเราเถิด
จนกว่าเราจะปราบศัตรูทั้งหมดให้เป็นที่วางเท้าของท่าน
(14) ทูตสวรรค์ทั้งหลายเป็นเพียงจิตที่มีหน้าที่รับใช้พระเจ้า พระองค์ทรงส่งมารับใช้ผู้ที่จะต้องได้รับความรอดพ้นมิใช่หรือ
[Go Top]
ฮบ 2:1-4
ฮบ 2:5-18 ผู้ช่วยให้รอดพ้นคือพระคริสตเจ้า มิใช่ทูตสวรรค์
II. พระเยซูเจ้า มหาสมณะผู้ซื่อสัตย์และเพียบพร้อมด้วยพระกรุณา
ฮบ 3:1-6 พระคริสตเจ้าทรงยิ่งใหญ่กว่าโมเสส ฮบ 3:7-19 การพักผ่อนที่พระเจ้าประทาน
ฮบ 4:1-13
ฮบ 4:14-16 พระเยซูเจ้า มหาสมณะผู้มีความเห็นใจและร่วมทุกข์กับเรา
ฮบ 5:1-10
ฮบ 5:11-14 ชีวิตคริสตชนและเทววิทยา
ฮบ 6:1-8 เจตนาของผู้เขียน
ฮบ 6:9-20 ถ้อยคำปลุกความหวังและกำลังใจ
ก. พระคริสตเจ้าทรงเป็นสมณะเหนือกว่าตระกูลเลวี
ฮบ 7:4-10 เมลคีเซเดคทรงได้รับหนึ่งในสิบจากอับราฮัม
ฮบ 7:11-14 ตำแหน่งสมณะแบบเมลคีเซเดคจะเข้ามาแทนตระกูลเลวี
ฮบ 7:15-19 ธรรมบัญญัติเดิมถูกยกเลิก
ฮบ 7:20-25 พระคริสตเจ้าทรงเป็นสมณะตลอดไป
ฮบ 7:26-28 ความสมบูรณ์แบบของมหาสมณะจากสวรรค์
ข. พระคริสตเจ้ามหาสมณะผู้ทรงเป็นคนกลางและพระวิหารถวายคารวกิจที่ประเสริฐกว่าแด่พระเจ้า
ฮบ 8:1-5 สมณะใหม่พระวิหารใหม่ ฮบ 8:6-13 พระคริสตเจ้าทรงเป็นคนกลางของพันธสัญญาที่ยิ่งใหญ่กว่าพันธสัญญาเดิม
ฮบ 9:1-14 พระคริสตเจ้าเสด็จสู่สวรรค์ประหนึ่งเสด็จเข้าในพระวิหาร
ฮบ 9:15-28 พระคริสตเจ้าทรงหลั่งพระโลหิตรับรองพันธสัญญาใหม่
ฮบ 10:1-10 การถวายบูชาแบบเดิมไม่บรรลุผล
ฮบ 10:11-18 ผลของการถวายบูชาของพระคริสตเจ้า
ฮบ 10:19-25 โอกาสสำหรับคริสตชน
ฮบ 10:26-31 อันตรายที่จะละทิ้งความเชื่อ
ฮบ 10:32-39 แรงจูงใจให้มีความมั่นคง
ฮบ 11:1-40 แบบฉบับความเชื่อของบรรพบุรุษ
ฮบ 12:1-4 พระคริสตเจ้าทรงเป็นแบบฉบับของเรา
ฮบ 12:5-13 พระเจ้าทรงตักเตือนเยี่ยงบิดา
ฮบ 12:14-17 ผู้ไม่ซื่อสัตย์จะถูกลงโทษ
ฮบ 12:18-29 พันธสัญญาสองฉบับ
บทเสริม
ฮบ 13:1-6 คำแนะนำสุดท้าย ฮบ 13:7-16 ความซื่อสัตย์
ฮบ 13:17-19 การเชื่อฟังผู้นำ
บทส่งท้าย
ฮบ 13:20-25 ข่าวสาร ความปรารถนาดีและความคิดถึง
(1) ดังนั้น เราจึงต้องสนใจเป็นพิเศษยิ่งขึ้นต่อคำสอนที่ได้ยินมา เพื่อเราจะได้ไม่ออกนอกทาง
(2) ถ้าพระวาจาที่ทูตสวรรค์นำมาพิสูจน์แล้วว่ามีผลบังคับ จนทุกคนที่ล่วงละเมิดและไม่เชื่อต้องถูกลงโทษอย่างสาสม
(3) เราจะหนีพ้นจากการถูกลงโทษได้อย่างไรถ้าเราเพิกเฉยไม่สนใจความรอดพ้นที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงประกาศความรอดพ้นนี้ตั้งแต่แรกและผู้ที่ได้ฟังก็รับรองถ่ายทอดต่อมาให้เรา
(4) ขณะที่พระเจ้าทรงแสดงเครื่องหมาย ปาฏิหาริย์และการอัศจรรย์ต่าง ๆ เป็นพยานยืนยัน และประทานพระพรของพระจิตเจ้าจัดสรรให้ตามที่พอพระทัย
(5) พระเจ้ามิได้ทรงมอบโลกในอนาคตที่เราพูดถึงนั้นไว้ใต้อำนาจบรรดาทูตสวรรค์
(6) มีผู้กล่าวยืนยันในพระคัมภีร์ตอนหนึ่งว่า
มนุษย์เป็นใครเล่า พระองค์จึงทรงระลึกถึง
และบุตรของมนุษย์เป็นใครเล่า พระองค์จึงทรงเอาพระทัยใส่
(7) พระองค์ทรงทำให้เขาต่ำกว่าทูตสวรรค์เพียงเล็กน้อย
พระองค์ประทานสิริรุ่งโรจน์และเกียรติยศให้เป็นมงกุฎ
(8) ทรงมอบทุกอย่างไว้ใต้เท้าของเขา
การมอบทุกอย่างไว้ใต้อำนาจนั้น พระองค์มิได้ทรงละสิ่งใดที่ไม่อยู่ใต้อำนาจของเขาไว้เลย ขณะนี้เรายังไม่เห็นว่าทุกสิ่งอยู่ใต้อำนาจของเขา
(9) แต่เราก็เห็นว่า พระเยซูเจ้าผู้ทรงถูกลดฐานะลงต่ำกว่าทูตสวรรค์อยู่ชั่วขณะหนึ่ง ทรงได้รับสิริรุ่งโรจน์และเกียรติยศเป็นมงกุฎ เพราะทรงยอมรับความตาย ดังนี้ โดยอาศัยพระหรรษทานของพระเจ้า พระองค์ทรงลิ้มรสความตายเพื่อมนุษย์ทุกคน
(10) พระเจ้าผู้ทรงสร้างและค้ำจุนทุกสิ่งมีพระประสงค์จะนำบุตรจำนวนมากเข้ามารับพระสิริรุ่งโรจน์ จึงเป็นการเหมาะสมแล้วที่พระองค์จะทรงทำให้ผู้ที่นำมนุษย์ให้รอดพ้นนั้นสมบูรณ์โดยผ่านการทนทุกข์ทรมาน
(11) เพราะทั้งผู้ประทานความศักดิ์สิทธิ์และผู้รับความศักดิ์สิทธิ์ต่างก็มาจากแหล่งเดียวกัน พระองค์จึงไม่ทรงอายที่จะเรียกคนเหล่านั้นว่าพี่น้อง
(12) โดยตรัสว่า ข้าพเจ้าจะประกาศพระนามของพระองค์กับพี่น้องของข้าพเจ้า จะถวายสดุดีพระองค์ในชุมนุมของประชากร และตรัสอีกว่า
(13) ข้าพเจ้าจะวางใจในพระองค์ ข้าพเจ้าและบรรดาบุตรที่พระเจ้าได้ประทานอยู่ที่นี่
(14) บุตรทุกคนมีเลือดเนื้อร่วมกันฉันใด พระองค์ก็ทรงมีเลือดเนื้อร่วมกับมนุษย์ทุกคนด้วยฉันนั้น เพื่อว่าโดยการสิ้นพระชนม์ พระองค์จะทรงทำลายมารผู้มีอำนาจเหนือความตายลงได้
(15) เพื่อทรงปลดปล่อยผู้ตกเป็นทาสอยู่ตลอดชีวิตเพราะความกลัวตายให้เป็นอิสระได้
(16) โดยแท้จริงแล้ว พระองค์มิได้เอาพระทัยใส่ต่อบรรดาทูตสวรรค์ แต่เอาพระทัยใส่ต่อเชื้อสายของอับราฮัม
(17) จึงจำเป็นที่พระองค์จะต้องทรงเป็นเหมือนกับบรรดาพี่น้องทุกประการ เพื่อพระองค์จะทรงเป็นมหาสมณะที่เพียบพร้อมด้วยพระกรุณาและทรงซื่อสัตย์ในการติดต่อกับพระเจ้า ไถ่โทษชดเชยบาปของประชากรได้
(18) ในฐานะที่พระองค์ทรงรับการทรมานและทรงผ่านการทดลองมาแล้ว พระองค์จึงทรงช่วยเหลือผู้ที่ถูกทดลองได้ด้วย [Go Top]
(1) พี่น้องผู้ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย พระเจ้าทรงเรียกท่านทุกคนเช่นเดียวกัน ท่านจึงต้องมีความคิดแน่วแน่ถึงองค์พระเยซูเจ้าที่พระเจ้าทรงส่งมาเป็นมหาสมณะแห่งความเชื่อที่เราประกาศยืนยัน
(2) พระองค์ทรงซื่อสัตย์ต่อพระเจ้าผู้ทรงแต่งตั้งพระองค์ท่านเช่นเดียวกับที่โมเสสเคยซื่อสัตย์ต่อพระเจ้าในบ้านทั้งหมดของพระองค์
(3) แต่พระเยซูเจ้าทรงสมควรจะได้รับเกียรติสูงกว่าโมเสส เช่นเดียวกับที่ผู้สร้างบ้านย่อมได้รับเกียรติมากกว่าบ้านที่เขาสร้าง
(4) เพราะบ้านแต่ละหลังย่อมมีผู้สร้าง แต่ผู้ที่สร้างทุกสิ่งคือพระเจ้า
(5) โมเสสเป็นผู้ซื่อสัตย์ในฐานะผู้รับใช้ทุกคนในบ้านของพระเจ้า เพื่อเป็นพยานถึงความจริงที่พระเจ้าจะตรัสในภายหน้า
(6) แต่พระคริสตเจ้าทรงซื่อสัตย์ในฐานะที่ทรงเป็นพระบุตร ทรงอำนาจเหนือทุกคนในบ้านของพระเจ้า บ้านของพระองค์คือเรานั่นเอง ถ้าเรายึดมั่นในความกล้าหาญและความหวังที่เราภูมิใจนั้น
(7)ดังนั้น ตามที่พระจิตเจ้าตรัสไว้ในพระคัมภีร์ว่า
วันนี้ ถ้าท่านทั้งหลายได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์
(8) จงอย่าทำใจแข็งกระด้างเหมือนคราวกบฏเมื่อเขาทดลองพระองค์ในถิ่นทุรกันดาร
(9) ครั้งนั้นบรรพบุรุษของท่านทดลองเรา
พิสูจน์เรา ทั้ง ๆ ที่เห็นกิจการของเรามาแล้วตลอดเวลาสี่สิบปี
(10) เราจึงเอือมระอาชนรุ่นนั้นและกล่าวว่า
พวกนี้มีใจหลงผิดอยู่เสมอ ไม่เคยรู้จักวิถีทางของเราเลย
(11) และเราปฏิญาณขณะที่กำลังโกรธว่า
เขาทั้งหลายจะไม่ได้เข้าสู่ที่พักผ่อนของเรา
(12) พี่น้องทั้งหลาย จงระวังอย่าให้ผู้ใดมีจิตใจเลวร้ายไร้ความเชื่อจนถึงกับแยกตัวออกจากพระเจ้าผู้ทรงชีวิต
(13) แต่จงตักเตือนกันทุกวันตลอดเวลาที่ยังเรียกได้ว่า วันนี้ เพื่อมิให้ท่านคนใดคนหนึ่งมีใจแข็งกระด้างไปเพราะเล่ห์กลของบาป
(14) เราร่วมเป็นร่วมตายกับพระคริสตเจ้าอยู่แล้ว หากเราจะยึดความไว้วางใจที่เรามีอยู่ตั้งแต่ต้นให้มั่นคงจนถึงที่สุด
(15) พระคัมภีร์กล่าวว่า วันนี้ ถ้าท่านทั้งหลายได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์ จงอย่าทำใจแข็งกระด้างเหมือนคราวกบฏ
(16) ใครเป็นผู้ที่ได้ยินพระ สุรเสียงแล้วยังเป็นกบฏ ทุกคนที่โมเสสนำออกจากประเทศอียิปต์
(17) ใครกันที่พระเจ้าทรงเอือมระอาเป็นเวลาสี่สิบปี ผู้ที่ทำบาปและล้มตายในถิ่นทุรกันดาร
(18) และเมื่อพระเจ้าทรงปฏิญาณจะไม่ให้เข้าสู่ที่พักผ่อนของพระองค์นั้นทรงกล่าวถึงใคร ผู้ที่ไม่เชื่อฟังพระองค์นั่นเอง
(19) เราจึงเห็นว่าเขาเหล่านั้นเข้าไปไม่ได้ เพราะไม่มีความเชื่อ
[Go Top]
(1) ทั้ง ๆ ที่มีพระสัญญาว่าจะให้เข้าไปในที่พักผ่อนกับพระองค์ แต่เราก็ต้องกลัวว่า อาจมีบางคนที่ไปไม่ถึง
(2) ความจริง เราได้รับข่าวดีเช่นเดียวกับเขาเหล่านั้น แต่พระวาจาที่ได้ยินนั้นไม่เป็นประโยชน์ต่อเขา เพราะเขาไม่มีความเชื่อเหมือนกับผู้ที่ฟัง
(3) แต่เราผู้มีความเชื่อเข้าไปในที่พักผ่อนได้ดังที่พระองค์ตรัสไว้ในพระคัมภีร์ว่า เราปฏิญาณขณะที่กำลังโกรธว่า เขาเหล่านั้นจะไม่มีวันเข้าไปในที่พักผ่อนของเรา และงานของพระเจ้าก็สำเร็จไปแล้วตั้งแต่ทรงเนรมิตสร้างโลก
(4) เพราะพระองค์ตรัสไว้ในพระคัมภีร์อีกตอนหนึ่งเกี่ยวกับวันที่เจ็ดว่า พระเจ้าทรงพักผ่อนจากการงานทุกอย่างในวันที่เจ็ด
(5) เรื่องนี้พระองค์ยังตรัสอีกว่า เขาเหล่านั้นจะมิได้เข้าไปในที่พักผ่อนของเรา
(6) ดังนั้น แม้ผู้ที่ได้รับข่าวดีก่อนจะไม่ได้เข้าไปในที่พักผ่อนเพราะไม่เชื่อฟัง บางคนก็ยังอาจจะเข้าไปได้
(7) พระเจ้ายังทรงกำหนดอีกวันหนึ่งคือ วันนี้ โดยตรัสผ่านทางกษัตริย์ดาวิดหลังจากนั้นเป็นเวลานาน ดังที่เราพูดแล้วว่า วันนี้ ถ้าท่านทั้งหลายได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์ ก็จงอย่าทำใจแข็งกระด้าง
(8) ถ้าโยชูวานำเขาเหล่านั้นเข้าสู่ที่พักผ่อนแล้ว พระเจ้าคงไม่ต้องตรัสภายหลังถึงอีกวันหนึ่งเป็นแน่
(9) ดังนั้น ประชากรของพระเจ้ายังจะต้องพักผ่อนเช่นเดียวกับที่พระเจ้าทรงพักผ่อนในวันที่เจ็ด
(10) เพราะผู้ที่เข้าไปในที่พักผ่อนคือผู้ที่พักผ่อนจากกิจการของตน เช่นเดียวกับที่พระเจ้าทรงพักผ่อนจากการงานทั้งปวงของพระองค์
(11) ดังนั้น เราจงรีบเข้าสู่ที่พักผ่อนนั้นเถิด เพื่อจะได้ไม่มีใครพลาดพลั้งตามแบบอย่างความดื้อรั้นในครั้งกระโน้น
(12) พระวาจาของพระเจ้าเป็นพระวาจาที่มีชีวิตและบังเกิดผล คมยิ่งกว่าดาบสองคมใด ๆ แทงทะลุเข้าไปถึงจุดที่วิญญาณและจิตใจแยกจากกัน ถึงเส้นเอ็นและไขกระดูก วินิจฉัยความรู้สึกนึกคิดภายในใจได้
(13) จึงไม่มีสรรพสิ่งใด ๆ ซ่อนเร้นไว้เฉพาะพระพักตร์ แต่ทุกสิ่งเปิดเผยอย่างชัดเจนต่อสายพระเนตรของพระผู้ซึ่งเราจะต้องทูลถวายรายงาน
(14) ในเมื่อเรามีมหาสมณะยิ่งใหญ่ผู้ซึ่งผ่านเข้าสู่สวรรค์แล้ว คือพระเยซูเจ้าพระบุตรของพระเจ้า เราจงยึดมั่นอยู่ในการแสดงความเชื่อของเราเถิด
(15) เพราะเหตุว่าเราไม่มีมหาสมณะที่ร่วมทุกข์กับเราผู้อ่อนแอไม่ได้ แต่เรามีมหาสมณะผู้ทรงผ่านการทดลองทุกอย่างเหมือนกับเรา ยกเว้นบาป
(16) ดังนั้น เราจงเข้าไปสู่พระบัลลังก์แห่งพระหรรษทานด้วยความมั่นใจเพื่อรับพระกรุณา และพบพระหรรษทานเกื้อกูลในยามที่เราต้องการ
[Go Top]
(1) มหาสมณะทุกองค์ย่อมได้รับการคัดเลือกจากมวลมนุษย์ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้แทนมนุษย์ในความสัมพันธ์ติดต่อกับพระเจ้า เพื่อถวายทั้งบรรณาการและเครื่องบูชาชดเชยบาป
(2) เขาเห็นใจผู้ที่ไม่รู้และหลงผิด เพราะเขาก็ถูกความอ่อนแอครอบงำอยู่เช่นกัน
(3) ด้วยเหตุนี้ เขาจึงต้องถวายบูชาชดเชยบาปสำหรับตนเองเช่นเดียวกับชดเชยบาปสำหรับประชากรด้วย
(4) ไม่มีใครแอบอ้างเกียรตินี้เป็นของตนได้ นอกจากผู้ที่พระเจ้าทรงเรียกเช่นเดียวกับอาโรน
(5) ในทำนองเดียวกันพระคริสตเจ้ามิได้ทรงยกย่องพระองค์ขึ้นเป็นมหาสมณะ แต่ผู้ที่ทรงยกย่องพระคริสตเจ้าคือพระเจ้า ผู้ตรัสกับพระองค์ว่า ท่านเป็นบุตรของเรา วันนี้เราให้กำเนิดท่าน
(6) เช่นเดียวกับที่ตรัสไว้อีกแห่งหนึ่งว่า ท่านเป็นสมณะตลอดนิรันดรตามแบบอย่างของเมลคีเซเดค
(7) ขณะที่พระเยซูเจ้าทรงพระชนมชีพบนแผ่นดินนี้ พระองค์ทรงอธิษฐาน ทูลขอคร่ำครวญและร่ำไห้ต่อพระเจ้าผู้ทรงช่วยพระองค์ให้พ้นความตายได้ พระเจ้าทรงสดับเพราะความเคารพยำเกรงของพระเยซูเจ้า
(8) ถึงแม้ว่าพระเยซูเจ้าทรงเป็นพระบุตร ก็ยังทรงเรียนรู้ที่จะนอบน้อมเชื่อฟังโดยการรับทรมาน
(9) และเมื่อทรงกระทำภารกิจของพระองค์สำเร็จบริบูรณ์แล้ว ก็ทรงเป็นผู้บันดาลความรอดพ้นนิรันดรแก่ทุกคนที่ยอมนอบน้อมเชื่อฟังพระองค์
(10) โดยพระเจ้าทรงแต่งตั้งพระเยซูเจ้าให้ทรงเป็นมหาสมณะตามแบบอย่างของเมลคีเซเดค0021917พระเยซูคริสต์ทรงเป็นสมณะแท้จริง
(11) เรายังต้องพูดถึงเรื่องนี้อีกหลายประการ แต่เป็นเรื่องอธิบายยากเพราะท่านทั้งหลายเข้าใจช้า
(12) เวลานี้ท่านน่าจะเป็นอาจารย์ได้แล้ว แต่ท่านยังต้องการผู้สอนหลักเบื้องต้นเกี่ยวกับพระวาจาของพระเจ้าอีก ท่านยังต้องการน้ำนม ไม่ใช่อาหารแข็ง
(13) ใครที่ยังไม่หย่านมก็ยังเป็นทารก ไม่อาจจะรับคำสอนเรื่องความชอบธรรมได้
(14) อาหารแข็งเป็นอาหารสำหรับผู้ใหญ่ ซึ่งมีประสบการณ์ฝึกฝนให้รู้จักแยกความดีและความชั่ว
[Go Top]
(1) เราจงก้าวข้ามคำสอนเบื้องต้นเกี่ยวกับพระคริสตเจ้าไปสู่คำสอนที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้นโดยไม่ต้องย้ำคำสอนเบื้องต้นอีก คือเรื่องการกลับใจละทิ้งกิจการที่นำไปสู่ความตายเรื่องความเชื่อในพระเจ้า
(2) คำสอนเรื่องพิธีล้าง เรื่องการปกมือ เรื่องการกลับคืนชีพของผู้ตายและเรื่องการตัดสินลงโทษนิรันดร
(3) เราจะทำเช่นนี้ ถ้าพระเจ้ามีพระประสงค์
(4) ผู้ที่เคยได้รับแสงสว่าง ได้ลิ้มรสพระพรจากสวรรค์ ได้รับพระจิตเจ้า
(5) ได้สัมผัสความดีงามแห่งพระวาจาของพระเจ้า และอานุภาพของโลกหน้าครั้งหนึ่งแล้ว
(6) หากยังคงกระทำผิดอีกก็เป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นทุกข์กลับใจใหม่อีกครั้งหนึ่ง เพราะเขาเหล่านั้นกำลังตรึงพระบุตรของพระเจ้าบนไม้กางเขนและประจานพระองค์อีกครั้งหนึ่ง
(7) แผ่นดินที่ชุ่มฉ่ำด้วยน้ำฝนที่ตกลงมาเสมอและบังเกิดพืชผลเป็นประโยชน์แก่ผู้ปลูกจะได้รับพระพรจากพระเจ้า
(8) ส่วนแผ่นดินที่บังเกิดต้นหนามและพุ่มหนามย่อมไม่มีค่า จะถูกสาปแช่งในไม่ช้าและจะจบลงด้วยการถูกไฟเผา
(9) พี่น้องที่รักยิ่ง เราพูดเช่นนี้เราก็ยังแน่ใจว่าท่านอยู่ในสภาพดีกว่าและกำลังมุ่งไปสู่ความรอดพ้น
(10) พระเจ้าไม่ทรงอยุติธรรมถึงกับจะทรงลืมกิจการที่ท่านได้กระทำ และทรงลืมความรักที่ท่านได้แสดงต่อพระนามของพระองค์ โดยรับใช้บรรดาผู้ศักดิ์สิทธิ์และยังคงรับใช้อยู่ต่อไป
(11) เราปรารถนาให้ท่านแต่ละคนแสดงความกระตือรือร้นต่อไปจนกว่าความหวังของท่านจะสำเร็จบริบูรณ์ในวาระสุดท้าย
(12) ทั้งนี้เพื่อมิให้ท่านเฉื่อยชา แต่เพื่อจะทำตามอย่างผู้ที่มีความเชื่อและมีความมานะพากเพียร จึงจะเป็นทายาทแห่งพระสัญญาได้
(13) เมื่อพระเจ้าทรงสัญญากับอับราฮัมนั้น พระองค์ไม่มีผู้ใดเหนือกว่าที่จะทรงนำมาอ้างยืนยันคำปฏิญาณได้ จึงทรงอ้างพระองค์ปฏิญาณว่า
(14) เราจะอวยพรเจ้าอย่างมากและจะทวีพงศ์พันธุ์ของเจ้าอย่างมากด้วย
(15) ดังนี้ อับราฮัมได้พากเพียรรอคอยและได้รับทุกอย่างตามพระสัญญา
(16) มนุษย์ย่อมปฏิญาณโดยอ้างผู้เหนือกว่าตน และสำหรับเขาเหล่านั้นการยืนยันด้วยคำปฏิญาณเป็นการยุติข้อโต้แย้งทั้งปวง
(17) ดังนั้น เมื่อพระเจ้าทรงปรารถนาจะแสดงให้บรรดาทายาทแห่งพระสัญญาเห็นชัดเจนยิ่งขึ้นอีกว่า แผนการของพระองค์ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง จึงทรงผูกมัดพระองค์ด้วยคำปฏิญาณ
(18) เพื่อให้เราซึ่งหนีทุกข์ภัย มีกำลังใจอย่างแรงกล้าที่จะยึดมั่นในความหวังเบื้องหน้า พระสัญญาและคำปฏิญาณจะไม่เปลี่ยนแปลง เพราะพระเจ้าทรงมุสาไม่ได้
(19) เรามีความหวังนี้เป็นดังสมอเรือที่มั่นคงปลอดภัยสำหรับชีวิต ความหวังดังกล่าวผ่านม่านเข้าไปถึงห้องภายในพระวิหาร
(20) ที่พระเยซูเจ้าเสด็จล่วงหน้าเข้าไปก่อนแล้วเพื่อเรา ในฐานะที่ทรงเป็นมหาสมณะนิรันดร ตามแบบอย่างเมลคีเซเดค
[Go Top]
ฮบ 7:1-3 เมลคีเซเดค
(1) เมลคีเซเดคผู้นี้ทรงเป็นกษัตริย์แห่งเมืองซาเลม ทรงเป็นสมณะของพระเจ้าสูงสุด เสด็จมาพบอับราฮัมขณะที่อับราฮัมกลับจากเผด็จศึกบรรดากษัตริย์ และทรงอวยพรอับราฮัม
(2) อับราฮัมแบ่งหนึ่งในสิบจากสิ่งของทั้งหมดถวายเมลคีเซเดค นามเมลคีเซเดคแปลว่า กษัตริย์แห่งความชอบธรรม ทรงเป็นกษัตริย์แห่งซาเลมซึ่งแปลว่า กษัตริย์แห่งสันติภาพ
(3) พระคัมภีร์ไม่กล่าวถึงพระบิดาพระมารดาหรือพระราชวงศ์ ไม่กล่าวถึงวันเริ่มต้นและบั้นปลายชีวิตของพระองค์ พระองค์จึงทรงเป็นเสมือนพระบุตรของพระเจ้า และทรงเป็นสมณะอยู่ตลอดไป
(4) ดังนั้น จงพิจารณาดูเถิดว่า ท่านผู้นี้ยิ่งใหญ่สักเพียงใด ถ้าอับราฮัมบรรพบุรุษของชนชาติอิสราเอลถวายหนึ่งในสิบจากสิ่งที่ยึดได้
(5) ลูกหลานของเลวีเมื่อได้เป็นสมณะมีข้อกำหนดตามธรรมบัญญัติให้รับหนึ่งในสิบจากประชาชน คือจากบรรดาพี่น้องแม้จะสืบเชื้อสายมาจากอับราฮัมเช่นเดียวกัน
(6) แต่เมลคีเซเดคซึ่งมิได้ทรงมาจากตระกูลเลวี ทรงได้รับหนึ่งในสิบจากอับราฮัมและยังทรงอวยพรอับราฮัมผู้ได้รับพระสัญญา
(7) คำอวยพรเป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่ให้แก่ผู้น้อยโดยไม่ต้องสงสัย
(8) นอกจากนั้น ในกรณีของตระกูลเลวีผู้รับหนึ่งในสิบเป็นมนุษย์ปุถุชนที่ตายได้ แต่ในกรณีของเมลคีเซเดคพระคัมภีร์ยืนยันว่า ผู้รับหนึ่งในสิบเป็นผู้ที่มีชีวิต
(9) และยังกล่าวด้วยว่า สมณะตระกูลเลวีซึ่งรับหนึ่งในสิบนั้นเป็นผู้จ่ายหนึ่งในสิบถวายเมลคีเซเดคผ่านทางอับราฮัมด้วย
(10) เพราะเลวียังไม่เกิด เหมือนกับยังอยู่ในกายของอับราฮัมบรรพบุรุษเมื่อเมลคีเซเดคเสด็จมาพบ
(11) ถ้าหน้าที่สมณะตระกูลเลวีสมบูรณ์อยู่แล้ว ประชากรอิสราเอลได้รับธรรมบัญญัติโดยอาศัยหน้าที่สมณะนี้ เพราะเหตุใดจึงจำเป็นต้องมีสมณะอีกแบบหนึ่งเกิดขึ้นตามแบบอย่างของเมลคีเซเดค และไม่ใช่สมณะตามแบบของอาโรน
(12) การเปลี่ยนแปลงใด ๆ ในหน้าที่สมณะต้องมีการเปลี่ยนแปลงในธรรมบัญญัติด้วยเช่นเดียวกัน
(13) สรุปได้ว่า ข้อความเหล่านี้กล่าวถึงพระเยซูเจ้า ซึ่งอยู่ในอีกตระกูลหนึ่งที่ไม่มีสมาชิกคนใดเคยปฏิบัติศาสนกิจที่พระแท่นบูชา
(14) ทุกคนรู้ดีว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรามาจากตระกูลยูดาห์และโมเสสไม่ได้พูดอะไรถึงตระกูลนี้เลยในเรื่องที่เกี่ยวกับหน้าที่มหาสมณะ
(15) เรื่องนี้จะชัดเจนขึ้น ถ้ามีสมณะอีกองค์หนึ่งปรากฏขึ้นเหมือนกับเมลคีเซเดค
(16) ซึ่งได้เป็นสมณะมิใช่ตามกฎแห่งการสืบตระกูล แต่เดชะอำนาจแห่งชีวิตที่ไม่มีวันดับสูญ
(17) เพราะพระคัมภีร์เป็นพยานยืนยันว่า ท่านเป็นสมณะนิรันดรตามแบบอย่างของเมลคีเซเดค
(18) ดังนั้น บทบัญญัติเดิมจึงถูกยกเลิกเพราะมีข้อบกพร่องและไร้ประโยชน์
(19) เพราะธรรมบัญญัติทำให้สิ่งใดสมบูรณ์ไม่ได้ แต่ความหวังที่ดีกว่าได้เข้ามาแทนที่ธรรมบัญญัตินี้ ความหวังนี้นำเราเข้าใกล้พระเจ้า
(20) นอกจากนี้ ยังมีคำปฏิญาณของพระเจ้าอีก สมณะเดิมเป็นสมณะโดยไม่มีคำปฏิญาณ
(21) แต่พระเยซูเจ้าทรงเป็นสมณะโดยคำปฏิญาณของพระเจ้าผู้ตรัสกับพระองค์ว่า พระเจ้าทรงปฏิญาณโดยไม่มีวันเปลี่ยนพระทัยว่า ท่านเป็นสมณะนิรันดร
(22) เพราะคำปฏิญาณนี้ พระเยซูเจ้าจึงทรงเป็นผู้ประกันพันธสัญญาที่ดีกว่า
(23) สมณะในพันธสัญญาเดิมนั้นมีจำนวนมาก เพราะความตายขัดขวางมิให้เขาคงอยู่
(24) แต่เพราะพระเยซูเจ้าทรงดำรงอยู่ตลอดไป พระองค์จึงทรงเป็นสมณะนิรันดร
(25) ด้วยเหตุนี้ พระเยซูเจ้าจึงทรงช่วยคนทั้งปวงซึ่งเข้ามาหาพระเจ้าโดยทางพระองค์ให้ได้รับความรอดพ้นได้อย่างดียิ่ง เพราะพระองค์ทรงพระชนม์อยู่เป็นนิจเพื่อทูลขอพระกรุณาให้คนเหล่านั้น
(26) มหาสมณะเช่นนี้เหมาะสมกับเรา คือเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ ไร้ความผิด ไร้มลทิน แยกจากคนบาปทั้งปวง ประทับอยู่เหนือสวรรค์ชั้นฟ้า
(27) ไม่จำเป็นที่พระองค์จะต้องทรงนำเครื่องบูชามาถวายพระเจ้าทุกวัน ดังเช่นมหาสมณะองค์อื่น ๆ เพื่อถวายชดเชยบาปของตนก่อน แล้วจึงถวายชดเชยบาปของประชากร ส่วนพระเยซูเจ้าเมื่อทรงถวายพระองค์ได้ทรงกระทำเช่นนี้เพียงครั้งเดียวโดยมีผลตลอดไป
(28) ความจริง ธรรมบัญญัติได้แต่งตั้งมนุษย์ที่มีความอ่อนแอให้เป็นมหาสมณะ แต่คำปฏิญาณของพระเจ้าซึ่งมาภายหลังธรรมบัญญัตินั้น แต่งตั้งพระบุตรผู้ทรงบรรลุถึงความสมบูรณ์แล้วตลอดไปให้เป็นมหาสมณะ
[Go Top]
(1) ประเด็นสำคัญของเรื่องที่เรากำลังพูดถึงคือ เรามีมหาสมณะที่ประทับอยู่เบื้องขวาพระบัลลังก์ของพระผู้ทรงศักดานุภาพในสวรรค์
(2) เป็นผู้ปฏิบัติศาสนกิจในสถานศักดิ์สิทธิ์ในกระโจมแท้จริงที่พระเจ้าทรงตั้งขึ้น มิใช่กระโจมที่มนุษย์ตั้งขึ้น
(3) มหาสมณะทุกองค์ย่อมรับการแต่งตั้งเพื่อถวายบรรณาการและเครื่องบูชา ดังนั้น จำเป็นที่พระคริสตเจ้าจะต้องทรงมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งถวายด้วย
(4) ถ้าพระองค์ประทับในโลกนี้ พระองค์ก็คงไม่ทรงเป็นสมณะแต่อย่างใด เพราะมีผู้อื่นถวายบรรณาการตามธรรมบัญญัติอยู่แล้ว
(5) เขาเหล่านี้ปฏิบัติศาสนกิจที่เป็นรูปแบบและเงาแห่งของจริงในสวรรค์ ตามที่โมเสสได้รับพระบัญชาเมื่อกำลังจะตั้งกระโจมขึ้น พระเจ้าตรัสว่า จงระวัง ทำทุกอย่างตามแบบที่เราแสดงให้ท่านเห็นบนภูเขา
(6) บัดนี้ พระคริสตเจ้าทรงได้รับศาสนบริการที่ยิ่งใหญ่กว่าศาสนบริการของสมณะตระกูลเลวี เช่นเดียวกับที่พันธสัญญาซึ่งมีพระองค์ทรงเป็นคนกลางนั้นดีกว่าพันธสัญญาเดิมเพราะตั้งอยู่บนพระสัญญาที่ดีกว่า
(7) ถ้าพันธสัญญาแรกไม่มีข้อบกพร่อง ก็คงไม่จำเป็นต้องมีพันธสัญญาที่สอง
(8) แต่พระเจ้าทรงพบข้อบกพร่องของประชากร จึงตรัสว่า
ดูเถิด วันนั้นจะมาถึง พระเจ้าตรัส
เมื่อเราจะทำพันธสัญญาใหม่กับตระกูลอิสราเอลและตระกูลยูดาห์
(9) ไม่เหมือนกับพันธสัญญาที่เราทำไว้กับบรรพบุรุษของเขา
ในวันที่เราจูงมือพาเขาออกจากประเทศอียิปต์
เนื่องจากเขาไม่ได้รักษาพันธสัญญาของเรา
เราจึงไม่สนใจเขาอีกต่อไป พระเจ้าตรัส
(10) นี่คือพันธสัญญาที่เราจะทำกับตระกูลอิสราเอล
ภายหลังวันเหล่านั้น พระเจ้าตรัส
เราจะใส่บทบัญญัติของเราในจิตใจของเขา
เราจะจารึกไว้ในดวงใจของเขา
และเราจะเป็นพระเจ้าของเขา
และเขาจะเป็นประชากรของเรา
(11) แต่ละคนจะไม่สอนเพื่อนบ้าน
และพี่น้องของตนโดยพูดว่า จงรู้จักพระเจ้าเถิด อีกแล้ว
เนื่องจาก ทุกคนตั้งแต่ผู้น้อยจนถึงผู้ใหญ่จะรู้จักเรา
(12) เพราะเราจะกรุณาต่อความอธรรมของเขา
และจะไม่จดจำบาปของเขาอีกต่อไป
(13) เมื่อพระเจ้าตรัสถึงพันธสัญญาใหม่ พระองค์ทรงหมายความว่าพันธสัญญาแรกนั้นเก่าไปแล้ว ของที่เก่าและล้าสมัยแล้ว ย่อมใกล้จะสูญสิ้น
[Go Top]
(1) พันธสัญญาแรกยังมีกฎเกณฑ์เกี่ยวกับศาสนพิธีและมีพระวิหารแห่งแผ่นดินนี้
(2) กระโจมถูกสร้างขึ้นดังนี้ ห้องแรกมีคันประทีป โต๊ะและปังถวาย ห้องนี้เรียกว่า สถานที่ศักดิ์สิทธิ์
(3) เบื้องหลังม่านมีห้องที่สองซึ่งเรียกว่าสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อย่างยิ่ง
(4) ในห้องนั้นมีพระแท่นทองคำเผากำยาน และหีบพันธสัญญาหุ้มทองคำทุกด้าน ในหีบมีภาชนะทองคำใส่มานนา มีไม้เท้าของอาโรนที่ผลิดอกตูมและแผ่นศิลาจารึกพันธสัญญา
(5) บนฝาหีบมีรูปเครูบแห่งพระสิริรุ่งโรจน์ กางปีกปกคลุมพระบัลลังก์แห่งพระกรุณา แต่เวลานี้ ไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงเรื่องนี้อย่างละเอียด
(6) ทุกอย่างจัดเตรียมไว้เช่นนี้ บรรดาสมณะเข้าไปในห้องแรกเป็นประจำเพื่อปฏิบัติศาสนกิจ
(7) ส่วนห้องที่สองนั้น มหาสมณะเพียงผู้เดียวเข้าไปปีละครั้ง และเมื่อเข้าไปต้องนำเลือดสัตว์ไปถวายเป็นเครื่องบูชาเพื่อตนเองและเพื่อชดเชยบาปที่ประชากรได้ทำโดยไม่เจตนา
(8) พระจิตเจ้าทรงแสดงให้เห็นว่า ตราบใดที่ห้องแรกยังคงอยู่ ตราบนั้นหนทางไปสู่สถานที่ศักดิ์สิทธิ์อย่างยิ่งก็ยังไม่เปิดออก
(9) ห้องแรกนี้เป็นตัวอย่างของเวลาปัจจุบัน แสดงว่าบรรณาการและเครื่องบูชาที่ถวายนี้ทำให้ผู้นมัสการมีจิตใจสะอาดหมดจดไม่ได้
(10) ศาสนพิธีนี้เป็นเพียงกฎเกณฑ์ชีวิตภายนอกเกี่ยวกับอาหาร เครื่องดื่มและพิธีชำระล้างต่าง ๆ เท่านั้น มีผลบังคับใช้จนถึงเวลาที่พระเจ้าจะทรงเปลี่ยนแปลงแก้ไข
(11) พระคริสตเจ้าเสด็จมาเป็นมหาสมณะผู้นำพระพรต่าง ๆ ที่พระเจ้าทรงสัญญาจะประทานมาให้ พระองค์เสด็จผ่านกระโจมที่ยิ่งใหญ่กว่าและสมบูรณ์กว่า ทั้งมิใช่กระโจมที่สร้างขึ้นด้วยมือมนุษย์ คือมิใช่กระโจมของโลกนี้
(12) พระองค์เสด็จเข้าสู่สถานที่ศักดิ์สิทธิ์อย่างยิ่งเพียงครั้งเดียวตลอดไป สิ่งที่พระองค์ทรงนำไปด้วยมิใช่เลือดแพะและเลือดลูกโค แต่ทรงนำพระโลหิตของพระองค์เข้าไป และทรงกระทำให้การไถ่กู้นิรันดรสำเร็จ
(13) ถ้าการประพรมบุคคลที่มีมลทินด้วยเลือดแพะ เลือดลูกโค รวมกับเถ้าของโคเพศเมีย ยังทำให้บุคคลนั้นบริสุทธิ์ร่วมศาสนพิธีได้
(14) พระโลหิตของพระคริสตเจ้า ย่อมทำได้มากกว่านั้น พระคริสตเจ้าทรงถวายพระองค์โดยปราศจากตำหนิมลทินแด่พระเจ้าเดชะพระจิตเจ้าผู้ทรงดำรงอยู่ตลอดนิรันดร พระโลหิตชำระจิตใจของเราให้บริสุทธิ์จากกิจการที่ตายแล้วเพื่อจะได้รับใช้พระเจ้าผู้ทรงชีวิต
(15) ดังนั้น พระคริสตเจ้าทรงเป็นคนกลางในการทำพันธสัญญาใหม่ เพื่อให้ผู้ที่ได้รับเรียกเป็นทายาทกองมรดกนิรันดรได้รับตามพระสัญญา เพราะพระองค์ทรงยอมรับความตายเพื่อลบล้างการล่วงละเมิดตามเงื่อนไขของพันธสัญญาเดิมแล้ว
(16) พันธสัญญาก็เหมือนพินัยกรรม จำเป็นต้องพิสูจน์ว่าผู้ทำพินัยกรรมตายแล้ว
(17) เพราะพินัยกรรมมีผลบังคับใช้เฉพาะเมื่อผู้ทำตายแล้วเท่านั้น และไม่มีผลเลยตราบที่ผู้ทำพินัยกรรมยังมีชีวิตอยู่
(18) ดังนั้น แม้พันธสัญญาเดิมก็เริ่มมีผลบังคับเมื่อมีเลือดเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเท่านั้น
(19) เมื่อโมเสสใช้ประกาศข้อกำหนดทุกข้อแห่งธรรมบัญญัติให้ประชากรรู้โดยทั่วกันแล้ว เขาผสมเลือดลูกโคและเลือดแพะกับน้ำ ใช้ขนแกะสีแดงและกิ่งไม้หุสบจุ่มเลือดที่ผสมน้ำนั้นประพรมหนังสือธรรมบัญญัติและประชาชน
(20) พูดว่า นี่คือโลหิตแห่งพันธสัญญาซึ่งพระเจ้าทรงกระทำกับท่านทั้งหลาย
(21) โมเสสใช้เลือดพรมกระโจมและภาชนะที่ใช้ในพิธีกรรมทุกชิ้นด้วยเช่นเดียวกัน
(22) ธรรมบัญญัติกำหนดว่าเกือบทุกสิ่งต้องใช้เลือดประพรมให้บริสุทธิ์สำหรับศาสนพิธี ถ้าไม่มีการหลั่งเลือดก็ไม่มีการอภัยบาป
(23) เมื่อสิ่งที่เป็นภาพจำลองสิ่งของในสวรรค์จำเป็นต้องรับการชำระด้วยวิธีนี้ ของแท้ในสวรรค์ก็จะต้องรับการชำระด้วยเครื่องบูชาที่ดีกว่านี้อย่างแน่นอน
(24) พระ คริสตเจ้ามิได้เสด็จเข้าสู่พระวิหารที่มือมนุษย์สร้าง พระวิหารนี้เป็นภาพจำลองของพระวิหารแท้ แต่พระองค์เสด็จเข้าสู่สวรรค์ ทั้งนี้ เพื่อจะทรงปรากฏอยู่เฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าแทนเรา
(25) มิใช่เพื่อถวายพระองค์ครั้งแล้วครั้งเล่า ดังเช่นมหาสมณะต้องเข้าไปในพระวิหารเป็นประจำทุกปีพร้อมกับนำเลือดซึ่งไม่ใช่เลือดของตนเข้าไปด้วย
(26) มิฉะนั้น พระคริสตเจ้าคงจะต้องทรงรับการทรมานครั้งแล้วครั้งเล่าตั้งแต่สร้างโลกเป็นต้นมา ตรงกันข้ามพระองค์ทรงปรากฏพระองค์เพียงครั้งเดียว ณ บัดนี้ ซึ่งเป็นยุคสุดท้ายเพื่อลบล้างบาปโดยบูชาพระองค์
(27) มนุษย์ถูกกำหนดให้ตายเพียงครั้งเดียว หลังจากนั้นจะมีการพิพากษาฉันใด
(28) พระคริสตเจ้าก็ฉันนั้น พระองค์ทรงถวายพระองค์เพียงครั้งเดียว เพื่อทรงแบกบาปของคนจำนวนมาก พระองค์จะทรงปรากฏพระองค์เป็นครั้งที่สองโดยไม่ทรงเกี่ยวข้องกับบาปอีก แต่เพื่อทรงนำความรอดพ้นมาประทานแก่ผู้ที่รอคอยพระองค์
การถวายบูชาของพระคริสตเจ้าประเสริฐกว่าการถวายบูชาตามบทบัญญัติของโมเสส
[Go Top]
(1) เนื่องจากธรรมบัญญัติเป็นเพียงเงาและไม่ใช่ภาพจริงของพระพรที่พระเจ้าทรงสัญญาจะประทานให้ จึงไม่อาจทำให้ผู้มาเฝ้าพระเจ้าบรรลุถึงความบริบูรณ์ได้ แม้จะถวายเครื่องบูชาเดียวกันตลอดปีอย่างต่อเนื่องทุกปี
(2) มิฉะนั้น การถวายบูชาแบบนี้คงจะต้องยุติลง ในเมื่อผู้นมัสการได้รับการชำระล้างครั้งหนึ่งเพื่อให้บริสุทธิ์ตลอดไปแล้ว เขาคงจะไม่สำนึกว่าตนยังมีบาปอีก
(3) แต่การถวายบูชาเหล่านี้ยังเตือนให้สำนึกถึงบาปอยู่ทุกปี
(4) เพราะเลือดโคเพศผู้และเลือดแพะชำระบาปให้หมดสิ้นไปไม่ได้
(5) ดังนั้น เมื่อพระคริสตเจ้าเสด็จมาในโลก จึงตรัสว่า
พระองค์ไม่มีพระประสงค์เครื่องบูชาและของถวายอื่นใด
พระองค์จึงทรงเตรียมร่างกายไว้ให้ข้าพเจ้า
(6) พระองค์ไม่พอพระทัยในเครื่องเผาบูชาและเครื่องบูชาชดเชยบาป
(7) ข้าพเจ้าจึงทูลว่า ข้าแต่พระเจ้า ข้าพเจ้าอยู่ที่นี่
ในม้วนหนังสือมีข้อความเขียนเกี่ยวกับข้าพเจ้าไว้ว่า
ข้าพเจ้ามาเพื่อปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระองค์
(8) พระคริสตเจ้าตรัสเป็นอันดับแรกว่าพระเจ้าไม่มีพระประสงค์และไม่พอพระทัยในเครื่องบูชา ของถวาย เครื่องเผาบูชาและเครื่องบูชาชดเชยบาป ทั้ง ๆ ที่มีกำหนดไว้ในธรรมบัญญัติ
(9) แล้วจึงตรัสต่อไปว่า ข้าพเจ้าอยู่ที่นี่ ข้าพเจ้ามาเพื่อปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระองค์ พระคริสตเจ้าจึงทรงยกเลิกการถวายบูชาแบบเดิมและทรงตั้งการถวายบูชาแบบใหม่ขึ้นแทน
(10) โดยพระประสงค์นี้เองเราทั้งหลายได้รับความศักดิ์สิทธิ์ เดชะการถวายพระวรกายของพระองค์เป็นการบูชาที่พระเยซูคริสตเจ้าทรงกระทำแต่เพียงครั้งเดียวโดยมีผลตลอดไป
(11) สมณะทุกองค์อยู่ประจำหน้าที่ของตนทุกวัน ถวายเครื่องบูชาอย่างเดียวกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ก็อภัยบาปไม่ได้
(12) ส่วนพระคริสตเจ้าทรงถวายเครื่องบูชาชดเชยบาปเพียงครั้งเดียว แล้วจึงเสด็จเข้าประทับ ณ เบื้องขวาของพระเจ้าตลอดไป
(13) ยังเหลืออยู่เพียงแต่จะให้ศัตรูของพระองค์ถูกปราบเป็นที่รองพระบาทเท่านั้น
(14) โดยอาศัยการถวายบูชาเพียงครั้งเดียวพระองค์ทรงทำให้ทุกคนที่กำลังรับความศักดิ์สิทธิ์บรรลุถึงความศักดิ์สิทธิ์สมบูรณ์ตลอดไป
(15) พระจิตเจ้าทรงยืนยันเรื่องนี้กับเรา โดยตรัสในเบื้องต้นว่า
(16) นี่คือพันธสัญญา ซึ่งเราจะกระทำกับเขาทั้งหลาย
วันหนึ่งในภายหน้า พระเจ้าตรัส
เราจะนำบทบัญญัติของเราใส่ไว้ในดวงใจของเขา
และจะจารึกบทบัญญัตินั้นไว้ในจิตใจ
(17) แล้วตรัสอีกว่า เราจะไม่จดจำบาปและความอธรรมของเขาต่อไปอีกเลย
(18) เมื่อบาปและความอธรรมเหล่านี้ได้รับการอภัยแล้ว จะไม่มีการถวายเครื่องบูชาชดเชยบาปอีกต่อไป
ความเชื่อที่มั่นคง
(19) พี่น้องทั้งหลาย เมื่อเรามีความมั่นใจที่จะเข้าสู่สถานที่ศักดิ์สิทธิ์อย่างยิ่งเดชะพระโลหิตของพระเยซูเจ้า
(20) โดยทางใหม่ที่ให้ชีวิตซึ่งพระองค์ทรงเปิดไว้ให้เราผ่านทะลุม่านเข้าไป ม่านนี้คือพระวรกายของพระองค์
(21) และเมื่อเรามีมหาสมณะคอยดูแลพระวิหารของพระเจ้าแล้ว
(22) เราจงเข้าไปใกล้ด้วยใจจริงและเต็มเปี่ยมด้วยความเชื่อ มีดวงใจบริสุทธิ์มีจิตสำนึกว่าตนได้รับการอภัยแล้ว มีร่างกายที่ชำระล้างสะอาดด้วยน้ำบริสุทธิ์
(23) เราจงยึดมั่นโดยไม่หวั่นไหวในการประกาศความหวังที่เรามีอยู่ เพราะว่าพระองค์ผู้ประทานพระสัญญานั้นทรงซื่อสัตย์
(24) เราจงพิจารณาหาทางปลุกใจกันและกันให้มีความรักและประกอบกิจการดี
(25) อย่าขาดการเข้าร่วมชุมนุมกันดังที่บางคนเคยทำ แต่จงตักเตือนกัน จงกระทำเช่นนี้ให้มากยิ่งขึ้นดังที่ท่านเห็นแล้วว่าวันนั้นใกล้จะมาถึงแล้ว
(26) เมื่อได้รับความรู้อย่างดีถึงความจริงแล้ว ถ้าเรายังจงใจทำบาปอีก ก็จะไม่มีเครื่องบูชาชดเชยบาปใดช่วยได้อีกต่อไป
(27) มีแต่การรอคอยที่น่ากลัวว่าจะต้องรับการตัดสินลงโทษ และไฟร้อนแรงที่จะเผาผลาญพวกกบฎให้สิ้นไป
(28) ผู้ที่ละเมิดธรรมบัญญัติของโมเสสยังถูกประหารอย่างไร้ความปรานี เมื่อมีพยานสองหรือสามคนที่ยืนยันได้
(29) ท่านคิดว่าผู้ที่เหยียบย่ำพระบุตรของพระเจ้า สบประมาทพระโลหิตแห่งพันธสัญญาซึ่งได้บันดาลความศักดิ์สิทธิ์ให้เขา ล่วงเกินพระจิตเจ้าผู้ประทานพระหรรษทานให้ จะต้องได้รับโทษหนักกว่าสักเพียงใด
(30) เรารู้จักผู้ที่ตรัสว่า การแก้แค้นเป็นของเรา เราจะตอบแทน และพระคัมภีร์ยังกล่าวอีกว่า พระเจ้าจะทรงพิพากษาประชากรของพระองค์
(31) ช่างน่ากลัวยิ่งนักที่จะต้องตกอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้าผู้ทรงชีวิต
(32) จงระลึกถึงวันในอดีต วันที่ท่านสู้ทนความทุกข์ทรมานมากมายหลังจากที่ได้รับความสว่าง
(33) บางครั้งท่านก็ถูกประจานให้อับอาย และถูกข่มเหงอย่างเปิดเผย บางครั้งท่านก็ร่วมทุกข์กับผู้ที่รับชะตากรรมเดียวกัน
(34) โดยเหตุที่ท่านได้ร่วมทนทุกข์ทรมานกับผู้ถูกจองจำและยินดีให้เขาริบทรัพย์สินของท่านไป เพราะท่านรู้อยู่ว่าท่านมีทรัพย์สินที่ดีกว่าและจีรังยั่งยืนกว่า
(35) ดังนั้น จงอย่าทิ้งความไว้วางใจซึ่งมีบำเหน็จยิ่งใหญ่
(36) ท่านต้องมีความพากเพียรในการทำตามพระประสงค์ของพระเจ้า เพื่อจะได้รับบำเหน็จตามพระสัญญา
(37) อีกไม่นานนัก
พระองค์ผู้จะต้องทรงมาถึง ก็จะเสด็จมาแล้ว พระองค์จะไม่ทรงชักช้า
(38) ผู้ชอบธรรมของเราจะดำรงชีพด้วยความเชื่อ
แต่ถ้าเขาท้อถอย เราจะไม่พอใจเขาเลย
(39) เราไม่ใช่คนท้อถอยจนต้องพินาศ แต่เราเป็นคนมีความเชื่อเพื่อรักษาชีวิตให้รอดพ้น
[Go Top]
(1) ความเชื่อคือความมั่นใจในสิ่งที่เราหวังไว้ เป็นข้อพิสูจน์ถึงสิ่งที่มองไม่เห็น
(2) เพราะความเชื่อนี้ คนในสมัยก่อนจึงได้รับการยกย่องในพระคัมภีร์
(3) เพราะความเชื่อ เราจึงเข้าใจว่าพระวาจาของพระเจ้าเนรมิตสร้างโลก ดังนั้น สิ่งที่มนุษย์มองเห็นได้จึงเกิดขึ้นจากสิ่งที่มนุษย์มองไม่เห็น
(4) เพราะความเชื่อ อาแบลจึงถวายเครื่องบูชาที่ดีกว่าเครื่องบูชาของคาอินแด่พระเจ้า ทำให้เขาได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ชอบธรรม โดยพระเจ้าทรงรับรองบรรณาการของเขา เพราะความเชื่อนี้ แม้ว่าอาแบลล่วงลับไปแล้ว เขาก็ยังพูดอยู่ทั้งๆที่ตายแล้ว
(5) เพราะความเชื่อ พระเจ้าทรงรับตัวเอโนคไปโดยเขาไม่ต้องประสบความตาย ไม่มีใครพบเขาเพราะพระเจ้าทรงรับเขาไปแล้ว ก่อนที่เขาจะถูกยกไปก็มีคำยกย่องว่า เขาเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้า
(6) แต่ถ้าไม่มีความเชื่อแล้ว จะเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้าไม่ได้เลย เพราะผู้ที่มาเฝ้าพระเจ้า จำเป็นต้องเชื่อว่า พระองค์ทรงดำรงอยู่และประทานบำเหน็จแก่ผู้แสวงหาพระองค์
(7) เพราะความเชื่อ เมื่อโนอาห์ได้รับคำเตือนของพระเจ้าเกี่ยวกับเรื่องที่ยังมิได้เห็น เขาจึงมีความยำเกรงพระองค์และสร้างเรือใหญ่เพื่อช่วยให้ครอบครัวของตนรอดตาย และเพราะความเชื่อนี้เอง เขาตัดสินลงโทษโลก และได้เป็นทายาทแห่งความชอบธรรมซึ่งบังเกิดมาจากความเชื่อ
(8) เพราะความเชื่ออับราฮัมเชื่อฟังเมื่อพระเจ้าทรงเรียกให้ออกเดินทางไปสู่สถานที่ที่เขาจะได้รับเป็นมรดก เขาออกเดินทางไปโดยไม่รู้ว่าจะไปไหน
(9) เพราะความเชื่อ เขาพำนักในดินแดนแห่งพระสัญญาเยี่ยงคนต่างด้าวในต่างแดน เขาอาศัยอยู่ในกระโจมเช่นเดียวกับอิสอัคและยาโคบผู้เป็นทายาทร่วมพระสัญญาเดียวกัน
(10) เขารอคอยนครที่มีรากฐานซึ่งพระเจ้าทรงเป็นผู้ออกแบบและทรงก่อสร้าง
(11) เพราะความเชื่อ แม้นางซาราห์จะพ้นวัยให้กำเนิดแล้ว พระเจ้ายังทรงบันดาลให้ตั้งครรภ์ได้ เพราะนางเชื่อว่าพระองค์ผู้ทรงสัญญาจะทรงซื่อสัตย์ต่อคำสัญญานั้น
(12) ดังนั้น จากคนเดียวซึ่งเปรียบเสมือนกับตายแล้ว กลับบังเกิดลูกหลานมากมายเหมือนดวงดาราในท้องฟ้า และเหมือนเม็ดทรายที่นับไม่ได้บนชายทะเล
(13) เขาทุกคนเหล่านี้ตายไปแล้วในความเชื่อโดยไม่ได้รับสิ่งที่ทรงสัญญาไว้ แต่ก็ได้เห็นและได้ต้อนรับสิ่งเหล่านั้นซึ่งยังอยู่ห่างไกล และรู้ดีว่าตนเป็นแต่เพียงคนต่างด้าวและพลัดถิ่นในโลก
(14) ผู้ที่พูดเช่นนี้ ชี้ให้เห็นว่าตนกำลังเสาะแสวงหาแหล่งพำนัก
(15) หากเขาคิดถึงถิ่นกำเนิดที่จากมา เขาคงมีโอกาสกลับไปได้
(16) แต่โดยแท้จริงแล้ว เขาเหล่านี้พยายามไขว่คว้าหาแหล่งพำนักที่ดีกว่า นั่นคือเมืองสวรรค์ ดังนั้น พระเจ้าจึงไม่ทรงละอายที่จะรับพระนามว่าเป็นพระเจ้าของเขา เพราะพระองค์ทรงจัดเตรียมเมืองไว้ให้พวกเขาแล้ว
(17) เพราะความเชื่อ เมื่อพระเจ้าทรงลองใจ อับราฮัมจึงถวายอิสอัค เขาผู้ได้รับพระสัญญาก็ถวายบุตรคนเดียวของตน
(18) บุตรที่พระวาจากล่าวถึงไว้ว่า โดยทาง อิสอัคเชื้อสายจะรับนามของท่าน
(19) เขาเชื่อว่าพระเจ้าทรงฤทธานุภาพอาจปลุกคนตายให้ฟื้นได้ และดังนั้น ก็เปรียบได้ว่า เขาได้รับอิสอัคคืนมา
(20) เพราะความเชื่อ อิสอัคจึงอวยพรยาโคบและเอซาวเรื่องอนาคต
(21) เพราะความเชื่อ ก่อนจะสิ้นใจ ยาโคบจึงอวยพรบุตรแต่ละคนของโยเซฟ และก้มลงนมัสการพระเจ้าโดยใช้ไม้เท้ายันตัวไว้
(22) เพราะความเชื่อ ก่อนจะสิ้นชีวิต โยเซฟจึงพูดถึงการอพยพของลูกหลานอิสราเอลและสั่งเรื่องการจัดการกับกระดูกของตน
(23) เพราะความเชื่อ เมื่อโมเสสเกิดมา บิดามารดาจึงซ่อนเขาไว้เป็นเวลาสามเดือน เพราะเห็นว่าทารกนั้นน่ารักและไม่กลัวที่จะขัดพระราชกระแสรับสั่งของกษัตริย์
(24) เพราะความเชื่อ เมื่อโมเสสเติบโตขึ้นแล้ว เขาจึงไม่ยอมได้ชื่อว่าเป็นพระโอรสของพระราชธิดาของกษัตริย์ฟาโรห์
(25) แต่เลือกที่จะถูกข่มเหงร่วมกับประชากรของพระเจ้า มากกว่าที่จะทำบาป แล้วมีความสุขสบายเพียงชั่วระยะหนึ่ง
(26) เขาเชื่อว่า การถูกสบประมาทเหมือนผู้รับเจิมประเสริฐกว่าทรัพย์สมบัติทั้งปวงของอียิปต์เพราะเขามองบำเหน็จรางวัลที่จะได้รับ
(27) เพราะความเชื่อ โมเสสจึงออกจากประเทศอียิปต์โดยไม่กลัวพระพิโรธของกษัตริย์ เขาไม่หวั่นไหวเหมือนได้เห็นพระเจ้าที่มนุษย์มองเห็นไม่ได้
(28) เพราะความเชื่อ เขาจึงทำฉลองปัสกาและประพรมเลือด เพื่อมิให้ผู้ทำลายบุตรคนแรกมาแตะต้องบุตรของชาวอิสราเอล
(29) เพราะความเชื่อ ชาวอิสราเอลจึงเดินผ่านทะเลแดงราวกับเดินบนดินแห้ง ส่วนชาวอียิปต์ซึ่งพยายามทำเช่นเดียวกันต่างจมน้ำตายสิ้น
(30) เพราะความเชื่อ ประชากรอิสราเอลจึงเดินรอบเมืองเยริโคเป็นเวลาเจ็ดวัน กำแพงพังทลายลง
(31) เพราะความเชื่อ นางราหับหญิงแพศยาจึงไม่ถูกฆ่าตายพร้อมกับผู้ไม่มีความเชื่อ เพราะนางต้อนรับผู้สอดแนมเป็นอย่างดี
(32) ข้าพเจ้ายังจะต้องพูดอะไรอีกหรือ ข้าพเจ้าไม่มีเวลาจะเล่าเรื่องกิเดโอนบาราค แซมสัน เยฟธาห์ ดาวิด ซามูเอลและบรรดาประกาศก
(33) เพราะความเชื่อ เขาเหล่านี้จึงพิชิตอาณาจักร ปฏิบัติความยุติธรรม ได้รับพระสัญญา ปิดปากสิงโต
(34) ดับไฟร้อนแรง พ้นจากคมดาบ ได้รับพละกำลังพ้นจากความอ่อนแอ กลายเป็นผู้เข้มแข็งในสงครามและขับไล่กองทัพต่างชาติให้พ่ายไป
(35) หญิงบางคนได้รับผู้ตายของตนที่กลับคืนชีพ บางคนถูกทรมานจนตาย ไม่ยอมรับการปลดปล่อย เพื่อจะกลับคืนชีพมารับชีวิตที่ดีกว่า
(36) บางคนถูกสบประมาท ถูกโบยตีและยังถูกล่ามโซ่จำคุกอีกด้วย
(37) เขาถูกหินทุ่ม ถูกเลื่อยเป็นสองส่วน ตายด้วยคมดาบ บางคนนุ่งห่มหนังแกะหนังแพะร่อนเร่ไป ขัดสน ได้รับความยากลำบาก ถูกข่มเหง
(38) โลกนี้ไม่เหมาะกับเขาเหล่านี้ พวกเขาระหกระเหินไปในถิ่นทุรกันดาร ตามภูเขา ในถ้ำและตามโพรง
(39) คนเหล่านี้ทุกคน แม้ว่าพระเจ้าทรงยกย่องเขาเพราะความเชื่อแล้ว เขาก็ยังมิได้รับสิ่งที่ทรงสัญญาไว้
(40) พระเจ้าทรงจัดเตรียมสิ่งที่ดีกว่าไว้ให้เรา เพื่อเขาเหล่านั้นจะได้รับความดีบริบูรณ์พร้อมกับพวกเรานั่นเอง [Go Top]
(1) พวกเรา ก็เช่นเดียวกัน เมื่อมีพยานจำนวนมากห้อมล้อมอยู่ เราจงละทิ้งทุกสิ่งที่ถ่วงอยู่และบาปที่เกาะแน่น เราจงมีมานะวิ่งต่อไปในการแข่งขันซึ่งกำหนดไว้สำหรับเรา
(2) จงเพ่งมองไปยังพระเยซูเจ้าผู้ทรงบุกเบิกความเชื่อและทรงทำให้ความเชื่อนั้นสมบูรณ์ พระองค์ทรงยอมสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน ไม่ทรงถือว่าเป็นความตายที่น่าอับอาย เพราะทรงคำนึงถึงความยินดีที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ บัดนี้พระองค์ประทับ ณ เบื้องขวาแห่งพระที่นั่งของพระเจ้าแล้ว
(3) ท่านทั้งหลายจงคิดถึงพระองค์ที่ทรงอดทนต่อการคัดค้านเช่นนี้ของคนบาป ท่านจะได้ไม่ท้อถอยหมดกำลังใจ
(4) ในการต่อสู้กับบาป ท่านยังมิได้ต้านทานจนถึงกับต้องหลั่งเลือดเลย
(5) ท่านลืมคำเตือนที่พระเจ้าตรัสกับท่านในฐานะที่เป็นบุตรแล้วหรือ
ลูกเอ๋ย อย่าดูถูกการเฆี่ยนตีสั่งสอนของพระเจ้า
อย่าท้อถอยเมื่อพระองค์ทรงตำหนิเจ้า
(6) เพราะพระเจ้าทรงเฆี่ยนตีสั่งสอนผู้ที่พระองค์ทรงรัก
และทรงเฆี่ยนตีทุกคนที่ทรงรับไว้เป็นบุตร
(7) ท่านจงอดทนรับการเฆี่ยนตีสั่งสอนเถิด พระเจ้าทรงกระทำต่อท่านเยี่ยงกระทำต่อบุตร มีบุตรคนใดบ้างที่บิดาไม่เฆี่ยนตีสั่งสอนเลย
(8) ถ้าท่านไม่ถูกเฆี่ยนตีสั่งสอนอย่างที่ทุกคนได้รับ ท่านก็ไม่ใช่บุตร แต่เป็นลูกไม่มีพ่อ
(9) นอกจากนั้น เราทุกคนต่างมีบิดาผู้ให้กำเนิดเฆี่ยนตีสั่งสอนเรา และเราเคารพท่าน เราก็ยิ่งควรอ่อนน้อมเชื่อฟังพระบิดาฝ่ายจิตของเราเพื่อจะมีชีวิตมิใช่หรือ
(10) บิดาผู้ให้กำเนิดเราเฆี่ยนตีสั่งสอนเพียงไม่กี่วันตามที่ท่านเห็นสมควร แต่พระเจ้าทรงเฆี่ยนตีสั่งสอนเพื่อประโยชน์ของเรา เพื่อให้เรามีส่วนร่วมในความศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์
(11) เป็นความจริงที่ว่า ขณะที่ถูกเฆี่ยนตีสั่งสอนไม่มีความน่ายินดี มีแต่ความทุกข์ แต่ให้ผลเป็นสันติและเป็นความชอบธรรมแก่ผู้ที่ยอมรับการเฆี่ยนตีสั่งสอนเป็นการฝึกฝนตนเอง
(12) ดังนั้น ท่านทั้งหลายจงทำให้มือที่อ่อนเปลี้ยและหัวเข่าที่สั่นเทามีกำลังมั่นคงขึ้น
(13) จงเดินให้ตรงทาง เพื่อว่าขากะเผลกจะได้ไม่ต้องพิการ แต่จะหายเป็นปกติ
(14) จงพยายามอยู่อย่างสันติกับทุกคน จงมีความศักดิ์สิทธิ์ซึ่งจำเป็นเพื่อจะได้เห็นพระเจ้า
(15) จงระวังอย่าให้มีผู้ใดขาดพระหรรษทานของพระเจ้า และอย่าให้มีรากแห่งความขมขื่นใด ๆ งอกขึ้นมาก่อความวุ่นวายซึ่งอาจจะเป็นพิษแก่คนจำนวนมาก
(16) อย่าให้ผู้ใดทำผิดประเวณีหรือดูหมิ่นสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหมือนกับเอซาว ซึ่งขายสิทธิการเป็นบุตรคนแรกของตนเพียงเพื่อแลกกับอาหารมื้อเดียว
(17) ท่านทั้งหลายรู้อยู่แล้วว่า เมื่อเอซาวต้องการได้รับพรจากบิดา เขาก็ถูกปฏิเสธ และไม่อาจเปลี่ยนใจบิดาได้ แม้จะร่ำไห้วอนขอแล้วก็ตาม
(18) ท่านทั้งหลายมิได้เข้าใกล้สิ่งที่ประสาทสัมผัสได้ หรือสิ่งที่มีเปลวไฟลุกโชติช่วง หรือสิ่งที่มีความมืดมัวและมืดมิดหรือพายุ
(19) หรือเสียงแตรหรือพระสุรเสียง ซึ่งทำให้ทุกคนที่ได้ยินพากันร้องขอให้ยุติ
(20) เพราะพวกเขาทนไม่ได้ที่จะฟังพระบัญชาที่ว่า ใครก็ตาม แม้สัตว์ ถ้าสัมผัสกับภูเขาจะต้องใช้หินทุ่มให้ตาย
(21) ภาพที่เห็นช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก จนโมเสสถึงกับพูดว่า ข้าพเจ้ากลัวจนตัวสั่น
(22) แต่ท่านเข้ามาถึง ภูเขาศิโยนและนครแห่งพระเจ้าผู้ทรงชีวิต คือ นครเยรูซาเล็มในสวรรค์ ซึ่งมีทูตสวรรค์เหลือคณานับ
(23) ท่านเข้ามาถึงที่ชุมนุมฉลองชัยและมาถึงชุมนุมของบุตรคนแรกที่ได้รับการลงชื่อไว้ในสวรรค์แล้ว มาถึงองค์พระเจ้า พระตุลาการของมนุษย์ทุกคน ร่วมกับบรรดาจิตของผู้ชอบธรรมที่บรรลุถึงความสมบูรณ์แล้ว
(24) และยังเข้ามาถึงองค์พระเยซูเจ้าผู้เป็นคนกลางแห่งพันธสัญญาใหม่ และมาถึงพระโลหิตที่ประพรมซึ่งกล่าวถึงสิ่งที่ดียิ่งกว่าโลหิตของอาแบล
(25) จงระวัง อย่าปฏิเสธที่จะรับฟังกระแสพระดำรัสของพระเจ้า ถ้าผู้ที่ไม่ยอมฟังคำตักเตือนในโลกนี้ยังหนีไม่พ้นการลงโทษ พวกเราที่หันหลังให้กับผู้ที่ตักเตือนเราจากสวรรค์จะหนีพ้นการลงโทษได้หรือ
(26) ในอดีต พระสุรเสียงทำให้แผ่นดินสั่นสะเทือน แต่บัดนี้ พระองค์ทรงสัญญาว่า จะทำให้แผ่นดินสั่นสะเทือนอีกครั้งหนึ่ง มิใช่แผ่นดินเท่านั้นที่สั่นสะเทือน แต่จะทำให้สวรรค์สั่นสะเทือนอีกด้วย
(27) คำว่าอีกครั้งหนึ่ง หมายความว่าสิ่งที่สั่นสะเทือนจะสูญหายไป เพราะเป็นเพียงสิ่งสร้าง แต่สิ่งที่ไม่สั่นสะเทือนจะคงอยู่
(28) ดังนั้น เมื่อได้รับอาณาจักรที่มั่นคงไม่คลอนแคลนนี้แล้ว เราจงขอบพระคุณและแสดงคารวกิจรับใช้พระเจ้าตามพระประสงค์ด้วยความเคารพยำเกรง
(29) เพราะพระเจ้าของเราทรงเป็นประดุจเพลิงที่เผาผลาญทุกสิ่ง
[Go Top]
(1) ท่านทั้งหลายจงรักกันฉันพี่น้องต่อไป
(2) อย่าละเลยที่จะต้อนรับแขกแปลกหน้า เพราะเมื่อต้อนรับแขกแปลกหน้า บางคนได้ต้อนรับทูตสวรรค์โดยไม่รู้ตัว
(3) จงระลึกถึงผู้ที่ถูกจองจำประหนึ่งว่าท่านกำลังถูกจองจำร่วมกับเขาด้วย จงระลึกถึงผู้ที่ถูกข่มเหงเพราะท่านก็มีร่างกายเช่นเดียวกัน
(4) จงให้การสมรสเป็นที่นับถือจากทุกคน สามีภรรยาจงซื่อสัตย์ต่อกัน เพราะพระเจ้าจะทรงตัดสินลงโทษผู้ผิดประเวณีและผู้เป็นชู้
(5) อย่าให้ความโลภทรัพย์สินเงินทองครอบงำชีวิตของท่าน จงพอใจในสิ่งที่ท่านมี พระเจ้าตรัสว่า เราจะไม่ละเลยหรือทอดทิ้งเจ้า
(6) โดยเหตุนี้ เราจึงพูดด้วยความมั่นใจได้ว่า พระเจ้าทรงเป็นผู้ช่วยเหลือข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะไม่กลัว มนุษย์จะทำอะไรข้าพเจ้าได้
(7) จงระลึกถึงผู้นำของท่าน ซึ่งประกาศพระวาจาของพระเจ้าให้กับท่าน จงพิจารณาว่าเขาเหล่านั้นดำเนินชีวิตและตายอย่างไร จงประพฤติตามอย่างความเชื่อของเขา
(8) พระเยซูคริสตเจ้าทรงเป็นองค์เดียวเสมอ ทั้งอดีต ปัจจุบันและตลอดไป
(9) อย่าปล่อยให้คำสอนแปลก ๆ นานาชนิดมาหลอกลวงท่าน การที่ดวงใจของท่านมั่นคงเดชะพระหรรษทาน ไม่ใช่เพราะกฎเกณฑ์เรื่องอาหารนั้นเป็นการดีแล้ว ผู้ที่ปฏิบัติตามกฎเหล่านี้ไม่ได้รับประโยชน์แต่ประการใด
(10) พวกเรามีแท่นบูชาแท่นหนึ่งและสมณะชาวยิวที่ถวายคารวกิจรับใช้ในพระวิหารไม่มีสิทธิจะกินของถวายบนแท่นบูชานี้
(11) มหาสมณะนำเลือดของสัตว์เข้าไปในสถานศักดิ์สิทธิ์เป็นเครื่องบูชาชดเชยบาป ส่วนซากสัตว์นั้นถูกนำไปเผานอกค่าย
(12) ดังนั้น พระเยซูเจ้าก็ทรงรับการทรมานนอกประตูเมือง เพื่อจะทำให้ประชากรศักดิ์สิทธิ์ด้วยพระโลหิตของพระองค์
(13) เราจงออกไปหาพระองค์ที่นอกค่าย และยอมรับการถูกสบประมาทเช่นเดียวกับพระองค์
(14) เราไม่มีนครถาวรอยู่ที่นี่ แต่กำลังแสวงหานครที่จะมาถึง
(15) เดชะพระคริสตเจ้าเราจงถวายคำสรรเสริญเป็นบูชาแด่พระเจ้าเสมอไป เป็นถ้อยคำจากปากถวายพระเกียรติแด่พระนามของพระองค์
(16) อย่าละเลยที่จะกระทำกิจการที่ดีและรู้จักแบ่งปัน เกื้อกูลกัน เพราะนี่คือเครื่องบูชาที่พระเจ้าพอพระทัย
(17) จงเชื่อฟังและอยู่ใต้อำนาจผู้นำของท่าน เพราะเขาเหล่านั้นคอยเอาใจใส่ดูแลวิญญาณของท่านเสมือนผู้ที่ต้องเสนอรายงาน เพื่อให้เขาทำงานนี้ด้วยความยินดี มิใช่ด้วยความเศร้า ซึ่งจะไม่เป็นประโยชน์อะไรสำหรับท่านเลย
(18) จงอธิษฐานภาวนาเพื่อเรา เรามั่นใจว่าเรามีมโนธรรมบริสุทธิ์ เพราะเราปรารถนาที่จะประพฤติดีทุกโอกาส
(19) ข้าพเจ้าขอร้องท่านเป็นพิเศษให้อธิษฐานภาวนาเพื่อข้าพเจ้าจะได้กลับมาอยู่กับท่านโดยเร็วที่สุด
(20) พระเจ้าแห่งสันติทรงนำพระเยซูเจ้าองค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา องค์ผู้เลี้ยงแกะผู้ยิ่งใหญ่ ให้กลับคืนพระชนมชีพจากบรรดาผู้ตาย เพราะทรงหลั่งพระโลหิตแห่งพันธสัญญานิรันดร
(21) ขอพระองค์โปรดให้ท่านพร้อมสรรพที่จะทำตามพระประสงค์ในกิจการที่ดีทุกชนิด และขอพระองค์ทรงทำสิ่งที่พอพระทัยในเรา เดชะพระเยซูคริสตเจ้า ขอพระสิริรุ่งโรจน์จงมีแด่พระองค์ตลอดนิรันดร อาเมน
(22) พี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าขอร้องท่าน จงอดทนฟังคำตักเตือนเหล่านี้ อันที่จริงแล้ว ข้าพเจ้าเขียนถึงท่านเพียงสั้น ๆ
(23) ขอให้ท่านรู้ว่า ทิโมธีน้องของเราได้รับอิสรภาพแล้ว ถ้าเขามาถึงในเร็ววันนี้ ข้าพเจ้าก็จะมาเยี่ยมท่านพร้อมกับเขาด้วย
(24) ขอฝากความคิดถึงผู้นำของท่านและผู้ศักดิ์สิทธิ์ทุกคน พี่น้องจากอิตาลีขอฝากความคิดถึงท่านด้วย
(25) ขอพระหรรษทานสถิตอยู่กับท่านทั้งหลายเทอญ [Go Top]