ขอต้อนรับเข้าสู่หน้าการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ค่ะ   อาทิตย์นี้เป็นการเที่ยวในประเทศ  คือบริเวณวัดพุทธบูชาค่ะ

 

จากการสำรวจ จุดเริ่มแรกที่ทางคณะเดินทางได้เข้าไปคือ หน้าวัดพุทธบูชา ซึ่งสภาพทางเดินเป็นดินทรายอัดแข็ง มีเศษหินประปรายตามทาง เราได้เดินเข้าไปภายในคลอง ซึ่งจะมีทางเดินเป็นซีเมนต์ค่อนข้างแข็งแรงในฝั่งด้านขวามือ หากตามเสาไม้หรือหินที่ปักขึ้นเหนือพื้นน้ำมีคราบตะไคร้เกาะติดจำนวนมาก แต่ก็ยังเป็นธรรมชาติที่ร่มรื่นอยู่

 

 

เขตบริเวณของชุมชนวัดพุทธบูชาเป็นเขตอภัยทาน บางครั้งเราเห็นปลาตัวเล็กๆกำลังแหวกว่ายในน้ำด้วย ร้านค้าเมื่อจะขายสินค้าของชำให้ผู้คนที่สัญจรอีกฝั่งหนึ่ง มักใช้วิธีผูกชะลอมไว้กับรอกแล้วชักรอกให้ชะลอมข้ามไปอีกฝั่งหนึ่ง ซึ่งเป็นการซื้อขายที่สะดวกดี เพราะสะพานข้ามคลองในแต่ละช่วงค่อนข้างไกล อีกทั้งสภาพการเดินทางของคนในชุมชนแถบนี้มักใช้เรือยาวติดเครื่องเป็นพาหนะ บ้างก็มีเรือพาย และสภาพบ้านเรือนสองฝั่ง ส่วนมากเป็นเรือนไม้

 

ที่น่าสนใจคือ ตามทางที่เดินสำรวจเรามักพบต้นชุมเห็ดเทศขึ้น ซึ่งถ้ารู้กันจริงๆแล้ว ต้นชุมเห็ดเทศมีสรรพคุณเป็นยาสมุนไพร ที่ใช้ในทางยาระบาย

เมื่อเดินไปสักพักใหญ่ บริเวณสุดถนน จะมีศาลเจ้าแม่ทับทิม เป็นศาลที่ดูภายนอกค่อนข้างรกร้าง

ด้านหน้ามีกอหญ้าที่มีน้ำท่วมขัง ตัวเรือนก่อสร้างด้วยปูนซีเมนต์ ดูสภาพภายนอกรู้สึกถึงความเงียบสงบ ด้านหน้าที่บริเวณหลังคามีโคมแบบจีนแขวนอยู่เป็นระยะ ดูทั่วไปก็เหมือนวัดจีนธรรมดา ที่มักเน้นสถาปัตยกรรมแบบจีน ทางคณะสำรวจได้ถ่ายรูปและเดินเข้าไปสอบถาม ก็พบกับคุณลุงอ้นตน แซ่อั่น ซึ่งดูแลวัดนี้มาประมาณ20ปีเศษ คุณลุงได้ทักทายพวกเราด้วยรอยยิ้ม และให้ความร่วมมือในการหาข้อมูลอย่างดี คุณลุงเป็นชาวจีนไหหลำ แต่พูดภาษาแต้จิ๋วได้ด้วย คณะสำรวจได้ทำการสักการะบูชาเทพเจ้าจีน ซึ่งภายในวัดมีประมาณสิบกว่าองค์ โดยองค์กลางซึ่งเป็นพระประธานใหญ่ คือ เจ้าแม่ทับทิม คุณลุงอ้นตนได้เล่าถึงสาเหตุที่บริเวณข้างหน้าเป็นหญ้ารกเพราะตรงนี้มิใช่ที่ดินของวัด ในครั้งก่อนเจ้าของวัดเคยติดต่อขอซื้อแต่ไม่สำเร็จ จากการสอบถามทั่วๆไปก็พบว่าที่นี่มิได้กินเจเช่นเดียวกับวัดจีนอื่นๆ และคุณลุงยังฝากบอกกับผู้มีจิตศรัทธาในการทำบุญว่า วันที่25 พ.ย. ของทุกปี จะมีงานโกฏิเจ้าแม่ทับทิม(แซยิด) ในวันนั้นจะมีคณะหุ่นกระบอกมาเล่นพร้อมกับงิ้ว โดยงานจะเริ่มในเวลาเที่ยงถึง บ่ายสองโมงครึ่ง

หลายครั้งที่วัดนี้เคยได้รับการติดต่อจากกองถ่ายภาพยนตร์ หรือกองถ่ายละคร แต่ทางเจ้าของก็ปฏิเสธทุกราย เมื่อทางคณะสำรวจได้พิจารณาดูรอบๆก็เห็นบานประตูเป็นแบบสมัยเก่า คือใช้ล็อกโดยการยกไม้ขึ้นขัด ซึ่งเมื่อสนทนากันสักพัก จึงได้รู้ว่าวัดนี้สร้างมาประมาณ100ปีแล้ว

 

พวกเราลาคุณลุงอ้นตนกับภรรยา(คุณนวล) แล้วเดินเลาะไปทางด้านหลัง ถัดจากวัดมีสวนมะม่วง เนื้อที่ค่อนข้างกว้าง ด้านหน้าสวนมีถนนยกพื้นซีเมนต์ ฝั่งตรงข้ามมีการปลูกมะพร้าวสลับกับแนวกล้วย เมื่อเดินมาสุดทางจะพบทางแยก อาชีพที่สะดุดตาเหล่าคณะสำรวจอีกอาชีพคือ การเพาะพันธุ์นกสวยงาม ชื่อทางการค้าคือ “ขุนเทียนฟาร์ม” เราได้พบกับคุณลุง แผน ซึ่งเป็นเจ้าของกิจการ คุณลุงแผนได้กรุณาเล่าให้ฟังถึงที่มาที่กว่าจะเป็นขุนเทียนฟาร์มในทุกวันนี้ว่า เริ่มแรก คุณลุงแผนขายผลไม้อยู่ เมื่อขายได้สักพักใหญ่ๆก็เกิดความเบื่อหน่าย ประกอบกับเป็นผู้ชอบเลี้ยงนกเป็นทุนเดิม จึงได้ซื้อนกหงส์หยกมาจำนวนสี่คู่ ตกตัวละประมาณ250บาท

ด้วยความที่ไม่เคยเลี้ยงนกมาก่อน และไม่ได้อ่านหนังสือการเลี้ยงเลย หากคุณลุงแผนได้ใช้วิธีการดูพฤติกรรมนกทุกวันจนรู้แจ่มแจ้งว่าควรจะอย่างไร นกหงส์หยกร่นแรกเมื่อออกลูกมาแล้วสามารถขายได้ถึงตัวละ60บาท นับว่าเป็นกำไรที่อยู่ในขั้นน่าพอใจ จึงได้นำพันธุ์นกต่างประเทศที่ราคาแพงขึ้นเข้ามาเพาะพันธ์ โดยมีการนำไปขายที่ตลาดอตก.ในการขายนกจะได้กำไรแค่1ใน3 สาเหตุที่ยังต้องผ่านพ่อค้าคนกลางอยู่ก็เพราะไม่มีเวลามากพอที่จะไปขายเอง อีกทั้งคนที่บ้านมีหัวเรี่ยวหัวแรงเพียงสามคนเท่านั้น ซึ่งประกอบด้วยภรรยาของคุณลุง และลูกชาย อีกทั้งตลาดที่รับซื้อยังต้องการเป็นจำนวนมาก เมื่อส่งนกไปขายแล้วก็ไม่มีนกเหลือมากพอที่จะนำไปขายเองควบอีกทางได้ ซึ่งตอนนี้ได้ดำเนินกิจการมา7ปีแล้ว

ปัญหาที่พบในการเลี้ยงนกคือ พวกโรคของนก เช่นรา โรคทางเดินหายใจ แต่โชคดีที่ว่าเมื่อนกตัวใดตัวหนึ่งเป็นโรคแล้ว มักจะไม่ทำให้ตัวอื่นติดโรคด้วย นอกจากปัญหาเรื่องโรคของนก คุณลุงยังประสบปัญหาน้ำท่วมบ้างบางครั้ง เนื่องจากเป็นสวนที่ติดคลอง แต่ตอนนี้มีการสร้างทำนบตามคลองขึ้น จึงไม่ก่อเกิดปัญหาเท่าไร

นกที่นี่มีหลายร้อยชนิด ส่วนใหญ่สั่งซื้อพ่อแม่พันธุ์จากฮอลแลนด์ และอาหารก็สั่งมาจากต่างประเทศเช่นกัน โดยตัวอาหารจะเป็นอาหารอบแห้ง ทำให้ไม่มีกลิ่นรบกวน ซึ่งพวกเราก็เห็นว่าจริง เนื่องจากแม้จะนั่งอยู่ใกล้กรงนก แต่กลับไม่ได้กลิ่นขี้นกทั้งๆที่มีการเลี้ยงนกหลายร้อยตัว และข้างล่างของกรงนกก็เปิดให้น้ำจากคลองเข้ามา ทำเป็นบ่อเลี้ยงปลาไปในตัวด้วย โดยปลาที่เลี้ยงคือปลาแรด ซึ่งคุณลุงบอกยิ้มๆว่าเลี้ยงไว้เพื่อดูเล่นเฉยๆ

สำหรับผู้ที่สนใจจะเลี้ยงนกนั้น ขั้นแรกคือการลงทุน คุณลุงบอกว่าควรมีเงินลงทุนก่อน (ขึ้นหลักล้าน) จากนั้นก็หานกที่ราคาต่ำแต่สวยงาม เช่นครั้งแรกที่คุณลุงเลือกนกหงส์หยก เพราะเป็นนกที่บุคคลธรรมดาพอจะซื้อหามาเลี้ยงได้ และก็มีลูกเร็ว จากนั้นค่อยขยับราคาของนกที่จะเลี้ยงขึ้น คุณลุงยึดหลักการเลี้ยงแบบพึ่งกัน ให้ความรัก ความเอาใจใส่ ความเมตตา โดยเฉพาะใจรักนั้นสำคัญ เพราะถ้าไม่มีใจรัก ไม่มีความอดทน หากนกที่เลี้ยงไว้ติดโรค หรือไม่ยอมตกลูก ก็อาจเกิดปัญหาขึ้นมาภายหลังได้เช่นกัน

สำหรับเคล็ดการเลี้ยงนกที่คุณลุงแอบศึกษามาจากสถานเพาะเลี้ยงนก และพฤติกรรมที่คุณลุงเฝ้าดูพวกมันทุกวันมีง่ายๆคือ ขั้นแรกดูกรงนกก่อนว่ากว้างเท่าไร ยาวเท่าไร ดูพฤติกรรมการอยู่อาศัย การกินอาหาร ว่ากินประมาณเท่าไร กินอาหารประเภทอะไร ส่วนมากนกที่นี่จะกินอาหารประเภทเดียวกัน ตกค่าอาหารต่อตัวนก1ตัวประมาณวันละ10สตางค์ เมื่อเริ่มศึกษาขั้นตอนเล็กๆน้อยๆเหล่านี้แล้ว ก็สามารถลงมือเพาะเลี้ยงได้

บนเนื้อที่2ไร่ของ”ขุนเทียนฟาร์ม” ซึ่งทำการเพาะเลี้ยงนกเป็นอาชีพหลักแล้ว ยังมีการเพาะเลี้ยงไก่แจ้ด้วย แต่กลับไม่เป็นที่นิยมของตลาดเท่าไหร่ ไม่เหมือนนกซึ่งทำรายได้ให้เห็นจะจะถึงเดือนละ40000บาท เพราะไก่แจ้ต้องการเนื้อที่ในการเลี้ยงมาก ไม่เหมือนนกซึ่งใช้พื้นที่ได้คุ้มค่ากว่า และเจาะกลุ่มเป้าหมายในการขายได้ดีกว่า โดยส่วนมากพวกที่ซื้อส่วนใหญ่มักต้องการเลี้ยงไว้ดูเล่น ช่วงที่จะขายนกได้ดีคือช่วงปิดเทอม

 

นอกจากนี้ ทางคณะสำรวจได้พบว่ายังมีการปลูกกระบองเพชรพันธุ์ต่างๆมากมาย ไม่ว่าจะเป็นดาวล้อมเดือน หรือพวกคอนโดมิเนียม ซึ่งเมื่อถามคุณลุงก็พบว่าบางครั้งได้ตัดกระบองเพชรขายด้วย แต่ไม่ได้จริงจังเท่าไหร่ เนื่องจากว่าไม่มีกระบองเพชรที่ราคาเหยียบหมื่นเช่นหยกนำโชค หรือยิมโน

ในอนาคต คุณลุงมีความคิดอยากเลี้ยงหนูตัวเล็กๆไว้ขายด้วย ซึ่งแนวคิดนี้ได้มาจากการไปเดินสวนจตุจักร และเห็นมีคนสนใจหนูพวกนี้ค่อนข้างมาก ตอนนี้คุณลุงก็ได้ทำการเลี้ยงในเชิงศึกษาพฤติกรรมของพวกมันก่อน ถ้าเห็นหนทางก็คงจะพัฒนาไปเต็มขั้นกว่านี้

นี่คือการเกษตรแบบพอเพียงตามพระราชดำรัสของในหลวงอย่างแท้จริง ที่สามารถดัดแปลงเนื้อที่2ไร่มาทำกิจกรรมได้อย่างเหมาะสม ถ้าใครสนใจต้องการติดต่อขอซื้อนก หรืออยากศึกษาการเลี้ยงนก คุณลุงแผนยินดีต้องรับ โดยท่านสามารถติดต่อได้ที่

 

              

                  สุดท้ายนี้ขอขอบคุณเพื่อนๆทุกคนที่อุตส่าห์ช่วยซักถามข้อมูลต่างๆ   แม้จะไม่ได้ใช้ประโยชน์ในรายงาน  แต่เราทำบนโฮมเพจให้แล้วนะ

                ขอบคุณคุณลุงแผนกับการต้อนรับอย่างอบอุ่นโดยไม่เห็นว่าพวกเราเป็นเด็กนักศึกษา   และยังถ่ายทอดความรู้ให้อย่างไม่ปิดบัง

ขอให้คุณลุงขายนกได้เยอะๆนะคะ

ไกลนั้น