Back

วัดทองธรรมชาติ กรุงเทพมหานคร


วัดทองธรรมชาติวรวิหาร ถ.เชียงใหม่ แขวงคลองสาน เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร
วิหารวัดทองธรรมชาติ เป็นอาคารสถาปัตยกรรม ที่มีอายุการก่อสร้าง ในสมัยรัชกาลที่ ๓ อันเป็นอาคารแบบ ที่เรียกกันว่าแบบ พระราชนิยม ที่มีอิทธิพลศิลปจีน ที่นิยมก่อสร้างอาคาร ทรงตึกที่ปราศจากช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ และคันทวยเป็นต้น ซึ่งเป็นรูปแบบสถาปัตยกรรม ก่ออิฐถือปูนที่นิยมมาก ในสมัยรัชกาลที่ ๓ เนื่องจากเป็นพระราชนิยม ของพระองค์และ ชนชั้นสูงในยุคนั้น เป็นช่วงเวลาที่อิทธิพล จากศิลปจีนเฟื่องฟูที่สุด

ภายในวิหารนอกจาก พระพุทธรูปต่างๆ แล้ว ฝาผนังทั้ง ๔ ด้านโดยเฉพาะ เหนือขอบหน้าต่าง ยังปรากฎจิตรกรรมตกแต่ง อยู่บนฝาผนังอีกหลายร้อยตารางเมตร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในบริเวณที่อยู่เหนือกว่าขอบหน้าต่างขึ้นไป เป็นงานจิตรกรรมที่เขียนลวดลาย เครือเถาดอกไม้ ใบไม้เรียงซ้ำๆ กันในลักษณะเดียวกับ การออกแบบลายผ้า บนพื้นสีดำ โดยมีลักษณะที่พิเศษคือ ปรากฏอิทธิพลของ ลวดลายเครือเถาแบบตะวันตกด้วย แสดงให้เราเห็นถึงรูปแบบ การออกแบบลวดลาย ที่มีความก้าวหน้า เพราะลวดแบบตะวันตกนี้ จะพบเพียงจำนวนน้อย ในช่วงเวลาดังกล่าว แต่จะนิยมแพร่หลาย ในรัชกาลถัดมา ที่อิทธิพลศิลปตะวันตก เข้ามามีอิทธิพลแทนที่ ศิลปจีนมากขึ้นตามลำดับ

นอกจากนั้นแล้ว ในบริเวณเพดานพระวิหาร ก็มีลวดลายฉลุกระดาษปิดทอง บนพื้นสีแดงเป็นลายดาวเพดาน และลายตกแต่งคานของวิหารด้วย โดยใช้การออกแบบลาย ในลักษณะใช้เส้นสาน ถักไขว้กันไปมา แทนการใช้ลายไทย ตามปกติที่พบเห็นกันทั่วไป ซึ่งมีรูปแบบพิเศษ ที่พบเพียงที่นี่แห่งเดียวเท่านั้น
วัดทองธรรมชาติ มีจิตรกรรมฝาผนังฝีมือช่างสมัยรัชกาลที่ ๔ แสดงการเล่นหุ่นหลวงในงานปลงพระศพพระพุทธบิดา


ภาพชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านสมัยต้นรัตนโกสินทร์ ที่ผนังพระอุโบสถวัดทองธรรมชาติ

        งานจิตรกรรมไทย ที่เขียนประดับตกแต่งในศาสนสถานนั้น โดยมากล้วนเขียนเรื่องราว ในทางพุทธศาสนา นอกจากเพื่อความงาม ในการตกแต่งอาคารทางศาสนา และเพื่อสั่งสอนพุทธศาสนิกชนแล้ว ยังสะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลง ทางสังคมและวัฒนธรรม โดยผ่านปลายพู่กันของจิตรกรโบราณ อันงามวิจิตรดุจเทพเนรมิต
        เราจะมาชมภาพพุทธประวัติ ในตอนพระอินทร์ทรงพิณสามสาย ถวายแก่พระพุทธเจ้าภายหลัง จากการบำเพ็ญทุกข์กิริยา ดังความตอนหนึ่งจาก " พระปฐมสมโพธิกถา " ฉบับที่รจนาโดย กรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส เมื่อครั้งรัชกาลที่ ๓ กล่าวไว้ว่า    "..........แลวัตรปฏิบัตินี้ ใช่หนทางพระโพธิญาณ ดังอาตมะ จะปริวิตกจะปฏิบัติไฉนหนอ จึงจะเป็นทางพระโพธิญาณโดยแท้ ขณะนั้นสมเด็จพระอมรินทราธิราช ทราบในข้อปริวิตก ดังนั้น จึงทรงซึ่งพิณสามสาย ลงมาดีดถวายพระมหาสัตว์ สายหนึ่งเคร่งนักพอดีดก็ขาดออกไป สายหนึ่งหย่อนนัก ดีดเข้าก็ไม่บันลือเสียง แลสายหนึ่งไม่เคร่งไม่หย่อนเป็นปานกลาง ดีดเข้าก็บันลือศัพท์ ไพเราะเจริญจิต พระมหาสัตว์ได้สดับเสียงพิณ ก็ถือเอานิมิตนั้น ทรงพิจารณาเห็นแจ้งว่า มัชฌิมปฏิบัตินั้น เป็นหนทางแห่งพระโพธิญาณ.........."
Bangkok Style : 42 KB
จิตรกรรมฝาผนัง ที่พระอุโบสถวัดทองธรรมชาติสมัยรัชกาลที่ ๓ แสดงภาพพระอินทร์ทรงดีดพิณถวายพระพุทธองค์
        จิตรกรรมฝาผนัง ณ พระอุโบสถ วัดทองธรรมชาติ กรุงเทพ อันเป็นผลงานในสมัยรัชกาลที่ ๓ คืองานแห่งแรกที่เราจะไปชมกัน เราจะเห็นภาพพระพุทธเจ้า ประทับไสยาสน์บนโขดหิน พระวรกายสีทอง ด้านล่างปรากฏภาพพระอินทร์ ทรงพิณสามสาย ถวายแก่พระพุทธองค์ โดยพิณที่พระอินทร์ทรงอยู่นั้น จัดว่าเป็นพิณประเภทใช้นิ้วดึง (plucked strings) ซึ่งจัดว่าเป็นพิณโบราณ ประเภทหนึ่ง และเป็นพิณที่เป็นรากเหง้าเค้ามูล ให้แก่พิณชนิดต่างๆ ต่อมาในภายหลังด้วย

        เสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ ของงานศิลปะก็คือ เรามิได้รับรู้ เพียงเรื่องราวของภาพจิตรกรรม เท่านั้น หากทว่ายังซึมซับอรรถรส และอารมณ์สะเทือนใจ ทางความงามไปพร้อมกันด้วย ดังแม้ว่า จะเป็นภาพพุทธประวัติตอนเดียวกัน แต่ทว่ารูปแบบ และอรรถรสทางความงามนั้น ล้วนแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
        จากแบบแผน และลายเส้น อันประณีตอ่อนหวาน ตามแบบช่างหลวง ที่วัดทองธรรมชาติ ของเมืองบางกอก มาสู่รูปแบบงาน ที่มีความอิสระกว่า ในงานที่มีลักษณะแบบ " กึ่งพื้นบ้าน " ในงานจิตรกรรม ที่วัดบวกครกหลวง

        รอยฝีแปรงที่ปาดป้ายโขดหิน และพื้นดินอย่างมั่นใจ ผนวกกับการตัดเส้น ที่ด้วยพู่กันที่รวดเร็วฉับพลัน ทำให้เกิดพลังทางความงาม ตอบโต้กับผู้ชม อย่างตรงไปตรงมา อรรถรสทางความงาม ในรูปแบบดังกล่าวนี้ นับว่าเป็นเสน่ห์อันวิเศษ ที่เราจะหาชมได้ยากจากงาน ที่เต็มไปด้วยระเบียบแบบแผน อันเคร่งครัด ตามแบบช่างหลวง

        ส่วนงานจิตรกรรมที่ " วัดกิ่งแก้ว " นั้นแม้ว่าฝีมือช่าง จะมีลักษณะค่อนมาทาง พื้นบ้านมากกว่า ( เมื่อเปรียบเทียบกับ วัดทองธรรมชาติ ) แต่รอยฝีแปรง ที่ปาดป้ายโขดเขา และพื้นดิน รวมทั้งโครงสีโดยรวมนั้น มีความนุ่มนวล และสะอาดตา ซึ่งนับว่าแตกต่าง กับงานจิตรกรรม ที่วัดบวกครกหลวง โดยสิ้นเชิง

        นอกจากนั้นแล้วงานศิลปะ ย่อมมีความสัมพันธ์ กันอย่างใกล้ชิด กับสังคมอีกด้วย สิ่งที่จิตรกรได้เขียนนั้น ไม่ได้เป็นแต่เพียงภาพวาด ที่เล่าเรื่องราวพุทธประวัติ ตอนหนึ่งเท่านั้น



หากจิตรกร ยังได้พรรณนาชีวิต และสังคมรอบข้างของตน ผ่านลายเส้น และสีสันได้อย่างวิจิตรบรรจง
        พระอินทร์ในงานจิตรกรรม ที่วัดทองธรรมชาตินั้น ทรงเครื่องทรง และชฎาตามแบบการแต่งกาย ทางนาฏลักษณ์ ของเมืองบางกอก ในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ อันสืบทอดมาจาก สมัยอยุธยาตอนปลาย ส่วนงานจิตรกรรม ที่วัดบวกครกหลวงนั้น เนื่องจากวิถีชีวิตประจำวัน ของจิตรกรที่นั่น ดูจะใกล้ชิดกับวัฒนธรรมพม่า ค่อนข้างมาก ฉะนั้นจึงมิใช่เรื่องแปลก ที่จิตรกรที่วัดบวกครกหลวง จะเขียนภาพพระอินทร์ และพระพุทธเจ้า ทรงแต่งกาย และครองจีวรแบบพม่าดังกล่าว
        สำหรับงานจิตรกรรม ที่วัดกิ่งแก้วนั้นความเจริญ และวิทยาการจากโลกตะวันตก ที่หลั่งไหลมาสู่สยามประเทศ ในครั้งกระนั้น คงสร้างความตื่นตาตื่นใจ อยู่มิใช่น้อย แก่ชุมชนบางพลี อันอยู่ไม่ไกลจาก เมืองบางกอกมากนัก ดังนั้นเราจึงพบว่า พระอินทร์ในงานจิตรกรรม ที่วัดกิ่งแก้วนี้ไม่ได้ทรงดีดพิณ ดังโบราณเสียแล้ว หากแต่พระองค์ทรงหันไป " สีไวโอลิน " แทนเสียแล้ว เพื่อให้เข้ากับยุคสมัย และความเปลี่ยนแปลง ทางสังคมเมื่อครั้งที่ จิตรกรยังมีชีวิตอยู่นั่นเอง

        ฉะนั้นคราใดก็ตาม ที่เราได้ชมภาพ " พระอินทร์ทรงสีไวโอลิน " ก็อดมิได้ที่จะยิ้มเล็กน้อย ในอารมณ์ขันอัน " ทันสมัย " ของจิตรกรที่บางพลีไปได้ ด้วยว่าภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้าเรานั้น ไม่ได้เป็นเพียง ภาพพุทธประวัติเท่านั้น หากแต่มันคือภาพ ที่มีชีวิตชีวาของชุมชนบางพลี ในยุคนั้นนั่นเอง

        ไม่แน่หรอกนะ หากพระอินทร์ปรากฏกาย ให้เราเห็นอีกครั้ง ในยุค INTERNET ล่ะก็ พระองค์อาจจะ เล่นคอมพิวเตอร์ก็ได้ ใครจะไปรู้ ......^-^


จากบทความเรื่อง อมรินทราต่างสไตล์
ดูเพิ่มเติ่มที่ วัดทองธรรมชาติ
E-mail : SunThai Homepage Group   or   searchthailand@hotmail.com