ผ้าทอลายหางกระรอก

จำลอง ฝั่งชลจิตร

 

“มือน้อยน้อยค่อยวาดมาดกระสวย

อีกมือช่วยกระชับด้ายไกวประกบ

                                      ตีนเหยียบกี่กระตุกยกตกกระทบ

คอยประคบคัดเส้นเป็นดอกดวง..”*

 

            ไม่ทราบเหมือนกันว่าท่านผู้แต่งกวีบทนี้จะเคยได้มาพบเห็นสองมือของกานดา  ตอนที่สาวน้อยเธอกระตุกกระสวยหรือเปล่า  ถึงได้เขียนมันออกมาได้เช่นนั้น

 

กานดาเด็กสาววัยสิบเก้า  ลูกสาวชาวเกาะกลางทะเลสาบ  ผิวเนื้อคล้ายสีน้ำผึ้ง  คล้ำหวาน  ผมยาวเหมือนสาหร่าย  เด็กสาวกระตุกกระสวยพุ่งไปตามรางไม้  ดึงเส้นด้ายขวาง  เมื่อเธอเหยียบกี่ตึง  เส้นด้ายสีขาวจากกระสวยถึงเหนี่ยวไปอัดเป็นผืนผ้าทีสะเส้น ๆ เธอกระตุกกระสวยเหล็กหัวท้ายแหลมกลับอีกครั้งแล้วเหยียบกี่อีกที  ทำกลับไปกลับมาอยู่อย่างนั้น  รวดเร็วจนเสียงกี่ดังกึงกัง ๆ ออกไปไกล

สาวน้อยดูรีบร้อนนัก  จึงเหยียบกี่กระตุกจนนับไม่ทัน  เมื่อดังผสานกับกี่ตัวอื่น ๆ กว่าสามสิบตัว  เสียงดังเหมือนกับโรงงานทีเดียว  เธอยกมือชื้นเหงื่อเช็ดหน้าผาก  ก่อนเม็ดเหงื่อจะทันไหลเข้าตา  ดึงผ้าเช็ดหน้าที่เหน็บไว้ขอบสะเอวขึ้นซับซ้ำ  พอแห้งสนิทจึงกระตุกกระสวยกราวใหญ่

กานดารีบร้อน  เธอมีนัดที่ท้ายเกาะ  เลิกทอผ้าต้องแวะไปท่าน้ำท้ายวัด  จรูญบอกจะนำเรือพายมารออยู่ที่นั้น  ตกลงกันไว้ก่อนแล้วว่าจะเข้าไปเที่ยวในทะเลสาบก่อนตะวันตกดิน  นึกขึ้นมาเท่านี้เธอก็ยิ้มยินดี  เมื่อลมโชยผ่านมา  กลิ่นเหงื่ออวลตลบ  ปนเปกับกลิ่นหอมของเนื้อแรกสาว

จรูญ  คนรักวัยแก่กว่ากันห้าปี  เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขชาวเกาะ  เพียงแต่อยู่คนละด้าน  เกิดและเติบโตท่ามกลางเสียกี่กระตุก  กลิ่นหอมของเส้นด้าย  ตาจันพ่อของเขาเป็นช่างทอฝีมือดีที่สุดในหมู่คนทอผ้าด้วยกัน  ด้วยทอผ้ามานานนักตั้งแต่ก่อนสงครามญี่ปุ่น  ช่างทอรุ่นนั้นล้มหายตายจากไปก็มาก  ที่เหลืออยู่ก็เลิกกันไปบ้าง  เพราะเมื่อสิ้นสงครามใหม่ ๆ ไม่มีใครทอผ้า  เส้นด้ายก็ซื้อยากเย็น  เจ็ดปีหลังสงครามเลิก  ว่างเว้นการทอกันทั้งเกาะ  คุณหญิงภรรยาของคหบดีท่านหนึ่งในตัวจังหวัดกลัวว่าศิลปกรรมพื้นบ้านเกี่ยวกับการถักทอจะสูญหาย  จึงมอบกี่ให้เจ็ดกี่พร้อมเงินอีกจำนวนหนึ่งสำหรับซื้อเส้นด้วย  ชาวเกาะพอได้ทำทุนทอผ้าและให้เด็กรุ่นใหม่ฝึกฝนการทอไปด้วย

ถึงกระนั้นบางครอบครัวก็เลิกไปอย่างแน่นอน  หันมาซื้ออวน  แห  ทำโพงพาง  โดยเฉพาะครอบครัวที่อยู่ริมน้ำ  บางรายทำสวนละมุด  ทุเรียน  ส่วนครอบครัวของกานดา  พ่อของเธอซื้อเรือเล็กมาลำหนึ่ง  สำหรับออกไปดักโพงพางและราวเบ็ดในทะเลสาบ  กานดาอยู่บ้านเปล่า ๆ ก็เลยรับจ้างทอผ้าไปวัน ๆ

“เพิ่งเลิกซิ   แฟนหนุ่มออกปากถาม  เมื่อกานดาเดินยิ้มมาที่ท่าวัดซึ่งเขานั่งกุมไม้พายอยู่

“จ้ะ…รีบ ๆ ให้หมดเส้นด้าย”  เด็กสาวตอบ  “มาคอยนานหรือยัง

“ครู่นี้เอง  คงเหนื่อยมากซิท่า   เขาลุกขึ้นยืน  “ลงเรือเร็ว ๆ มัวชักช้าโอ้เอ้  เดี๋ยวก็ค่ำมืดหรอก”

กานดาก้าวตามเขาไปในเรือลำไม่ใหญ่โตนัก  เขานำเรือออกจากท่าวัด  ไม้พายวาดน้ำจ๋อมๆ จนน้ำหมุนเป็นเกลียว  เรือพายมุ่งไปในทะเลสาบ  มองเห็นทิวไม้แนวหญ้าสีเขียว ๆ อยู่ไม่ไกลนัก  เด็กสาวเอามือราน้ำเบา ๆ

“นี่”  เขาทัก  “เมื่อไม่พายก็อย่าราน้ำซี”

“ก็ได้”  เธองอนนิดหนึ่ง  นัยน์ตามีแววอบอุ่นยิ่งนัก  ดวงตะวันลอยอยู่เหนือแนวไม้  นกเป็ดน้ำโผบินขึ้นมาเป็นฝูง  คนตกใจคนจากเมืองซึ่งเช่าเหมาเรือหางยาวมาเที่ยว  ขนอาหารมื้อเย็นมากินแกล้มทิวทัศน์  เรือพายห่างจากเกาะ  มองเห็นทิวโกงกางเขียว ๆ หลังคาบ้านทำด้วยดินเผาสีเหลืองสุก

พอจรูญนำเรือเข้าแนวสาหร่ายเรี่ย ๆ น้ำ  เด็กสาวร้องถาม

“ให้ช่วยมั๊ย”

“ไม่ต้องหรอก  เพียงแต่หันหน้ามาทางคนพายก็หายเหนื่อยแล้ว”  เสียงของเขาอ่อนหวาน  เด็กสาวยังใจหาย

“ไม่ล่ะ”  กานดาขวยดายประสาสาว  ไม่ยอมหันกลับไปมองเขา

“ถ้าขี้โกง…”  เขาเสียงแข็งทันที  “ก็หยุดที่นี่แหละ  คืนนี้จะนอนบนเรือ  ให้อาบน้ำค้าง  ให้ปลิงมันขึ้นมากัด”  แต่ปลายเสียงนุ่มเนียนอยู่ลึก ๆ

กานดานั่งหัวหน้ามาทางเขา  ซ่อนความพึงพอใจไว้ใต้ใบหน้าง้ำ ในใจรู้สึกมีความสุขเมื่ออยู่ใกล้เขา  เด็กสาวรู้สึกอบอุ่นพอ ๆ กับนั่งข้างเตาถ่านไม้โกงกาง

 

ในหมู่คนหนุ่มรุ่นเดียวกัน  จรูญเป็นหนุ่มที่มีอนาคตที่สุด  ทอผ้าทำมาหากินจรูญไม่เคยแพ้ใคร  ตาจันได้ถ่ายทอดเคล็ดวิธีทอผ้าให้เขาจนหมด  และเขาก็รับเอามาอย่างสมใจพ่อ  แน่นอนว่าเขาต้องเป็นคนที่มีฝีมือที่สุดต่อไป  เขาต้องเดินทางบ่อยครั้งเพื่อไปสาธิตการทอผ้าตามที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะตามงานเทศกาล  กรุงเทพฯก็เคยขึ้นไปทออวดผู้สนใจ  หน้าที่ประจำอีกอย่างหนึ่งก็คือ  เขาเป็นครูนอกระบบของโรงเรียนบนเกาะ  สอนวิชาทอผ้าให้เด็กโดยไม่เอาเงินเดือน  แต่บางครั้งเขารู้สึกน้อยใจ  พอเด็ก ๆ โตขึ้นก็พากันไปเรียนหนังสือที่อื่นหมด  การสอนวิชาทอผ้าเป็นเพียงการสอนให้เด็กเอาคะแนนจากหมวดวิชาหัตถกรรมเท่านั้นเอง  จะเหลือเด็กอีกกี่คนที่อยู่กับบ้าน  ถึงกระนั้นจะมีสักกี่คนที่ทนนั่งอยู่หลังกี่เพื่อการทอผ้ารับจ้างหลาละเจ็ดบาทสิบบาท

“เดือนแปดนี้พี่จะบวช”  เขาบอกคนรัก  ขณะลอยเรือไว้บนแผ่นสาหร่าย  “พอเดือนสิบสองหลังออกพรรษา  พี่จะแต่งงาน”  เขายิ้ม  คลึงไม้พายที่วางขวางแคมเรืออยู่ไปมา  เด็กสาวหน้าแดงปลั่ง  แดงพอ ๆ กับดวงตะวันที่ชะลออยู่ริมฟ้าขับหมู่เมฆาจนเป็นสีชมพูอมแดง  นกเป็ดน้ำบินผ่านไปเป็นฝูงพลันชวนกันหลบหายไปในพงหญ้า

“ไม่เร็วไปหรือทิด   กานดาอดหัวเราะเขาไม่ได้  “ให้เส้นผมมันขึ้นเต็มหัวเสียก่อน  สาบสบงจีวรคงไม่ทันออกหมด  ชาวบ้านเขาจะนินทากันให้อาย  อ้ายทิดรูญมันบวชเพื่อจะเบียดหาใช่แทนคุณน้ำนมสักหยดไม่”

เขาโพล่งออกมาด้วยอารมณ์หนุ่ม  จ้วงไม้พายลงน้ำออกแรงงัดจนเรือไหววูบ

“ช่างเขาปะไร  เราหมั้นกันแล้ว  ใครเขาก็รู้กันตลอด  หัวเกาะท้ายเกาะ”

“รอให้นานกว่านี้ไม่ได้หรือ  ให้เส้นผมขึ้นเต็มหัวเสียก่อน  ตัดผมสักครั้งก็ยังดี  สาบพระสาบสงฆ์จะได้หมด”  กานดาแย้งเมื่อเขาพายเรืออ้อมหมู่ไม้

นกเป็ดแดงฝูงหนึ่งกำลังดำหัวกินดอกสาหร่าย  พอได้ยินเสียงคนผ่านมาก็บินพรึบ ๆ ขึ้นฟ้า  ส่งเสียงร้องแพ็บ ๆ หายไปท่ามกลางแผ่นฟ้าสีครึ้ม  นกพวกนี้ทำรังอยู่ในกอหญ้ารกกลางทะเลสาบ  มีจำนวนเป็นหมื่น ๆ ตั้งแต่ทะเลน้อยถึงลำปำ  ยิ่งฤดูสาหร่ายออกดอกออกลูก  นกพวกนี้ชุกชุมที่สุด  นกเป็ดหอม  นกเป็ดลายจะมาเมื่อปลายฤดูฝน  จนทะเลสาบมีเสียงอึงมี่เล่ากันว่า  นกเป็ดหอม  นกเป็ดลาย  มาจากทางเหนือของจีน  เกาหลี  ญี่ปุ่น  พอถึงฤดูแล้งก็พากันบินกลับถิ่นฐาน  เหลือแต่นกเป็ดแดงกับนกเป็ดผีให้เฝ้าทะเลสาบ  หากไม่ถูกมือดีดับชีพเสียก่อน

“กลับเถิดจ๊ะ”  กานดาบอกแฟนหนุ่ม  “เดี๋ยวมืดค่ำลงจริง ๆ ดอก”

“ไม่อยากกลับ  อยากนอนฟังเสียงนกที่นี่”  เข้าล้อเล่นแต่ท่าทีขึงขัง

“ก็ลองดู  หากไม่ถูกปืนก่อนบวช”

เขาคัดท้ายเรือกลับหลังจากน้ำวน  รีบพายกลับเกาะซี่งมองเห็นหลังคาบ้านอยู่รำไร  สายลมจากแนวไม้พัดเอากลิ่นดอกไม้ดอกหญ้ามาหอม ๆ หอมเหมือนกลิ่นแก้มสาวคนรัก

“เอาเถอะ  เมื่อถึงวันแต่งงาน  พี่จะทอผ้าถุงผ้าเสื้อให้แฟนใส่อวดคน”  เขาบอกหญิงสาว  “ใคร ๆ ก็คงชมว่าเจ้าสาวของพี่สวยนัก”

“ให้มันจริง ๆ เถอะ  กลัวแต่ว่าจะหาผ้าทอไม่ได้แม้ฝ่ามือเท่านั้น  ลำพังเก็บเอาไว้สักผืนยิ่งยากเย็นแสนเข็ญ  พอทอเสร็จเขาก็มารับไป จะดูเส้นดูลายก็ไม่ได้ดู  พ่อของพี่ยังบ่นอยู่เลย  หากมีวิธีการอื่นหาเงินจะเลิกทอผ้าแล้ว”  เธอแย้งเหมือนหมิ่นเขา

“ก็บ่นไปตามประสาแก่”  เขาตัดบท  ตรงท่าน้ำวัดที่พระสงฆ์รูปหนึ่งถือถังน้ำลงมาตักน้ำไปรดต้นไม้  เขาเทียบเรือให้แฟนสาวขึ้น  “มะรืนนี้ข้ามเรือไปดูหนังกันมั๊ย   เขาเอ่ยปากชวนเมื่อหันหัวเรือออกมา

“ไม่ว่างจ๊ะ  ต้องรีบทอผ้าเก็บเงิน”  กานดาส่งยิ้มให้ก่อนที่เขาจะพ้นท่าน้ำไปไกล  ทิ้งรอยพายพุ้ยน้ำไว้เป็นสะดือกลม  เมื่อพ้นน้ำสีคล้ำเหมือนกับสีท้องฟ้า

ยี่สิบปีหลังสงครามญี่ปุ่นสิ้นสุดลง  ชาวเกาะเริ่มหัวมาทอผ้ากันอีก  คนที่มีกี่อยู่แล้วเริ่มแต่งกี่เอาออกมาใช้  คนที่ยังไม่มีก็สร้างมันขึ้นมา  ราคาผ้าดีขึ้น  เส้นด้ายสำหรับทอหาซื้อได้ไม่ยาก  สัปดาห์หนึ่งได้ยินเสียงกี่ดังเพิ่มขึ้นตัวหนึ่ง  พอทอเสร็จก็เก็บเข้าตู้  วันดีคืนดีเอามานั่งเล็งดอกเล็งลายพินิจดูความซับซ้อนของลายราชวัตร  ความสวยเรียบของลายหางกระรอกพร่องเงินขาดทองเมื่อไหร่  เอาข้ามเรือไปขายในจังหวัดก็พอมีคนซื้อ  เพราะผ้าทอจากทะเลสาบมีชื่อเสียงอยู่แล้ว  กี่กระตุกเพิ่มเป็นร้อยในจำนวนครอบครัวทั้งหมดบนเกาะกว่าสี่ร้อยครอบครัว  เกาะเล็ก ๆ ที่ยืนสงบอยู่ปากทะเลสาบแห่งนี้  หนึ่งนาทีไม่เคยขาดเสียงกี่กระตุก

นายซ้วนมีกี่ทอผ้าถึงสามสิบกี่  ชาวบ้านผู้ใดไม่มีเงินพอที่จะสร้างกี่ก็มาทอผ้ารับจ้าง  คนจีนชื่อหว่าจากตัวเมืองเป็นตัวแทนจำหน่ายผ้า  เขาเคยบอกว่าเขาส่งผ้าไปขายที่กรุงเทพฯด้วย  พร้อม ๆ กับเป็นผู้ซื้อด้ายมาจำหน่ายอีกด้วยเช่นกัน  บ่อยครั้งที่คนจีนคนนั้นนั่งเรือหางยาวมาที่บ้านนายซ้วน  หอบเส้นด้ายเป็นลัง ๆ ก่อนขนผ้ากลับไป  สี่ห้าปีให้หลังนายซ้วนตายเมียของแกกับลูกชายรับช่วงแทน  กานดาเข้าทอผ้าจ้างที่บ้านนายซ้วนมาหกเจ็ดปี  ทอมาตั้งแต่เนื้อสาวยังไม่แตก  จากค่าจ้างหลาละสามบาทจนถึงเจ็ดบาทสิบบาท

คนจีนที่ชื่อหว่ายังคงไปมาที่เกาะบ่อย ๆ เขาลงทุนสร้างกี่ให้ชาวบ้านที่ไม่มีกี่  ส่วนเขาจะหาด้ายมาป้อน  คนทอรับค่าจ้างเป็นหลา ๆ ตาจันพ่อของจรูญมีกี่อยู่สองตัว  เป็นกี่ดั้งกี่เดิมที่ทอมาก่อนสงคราม  สองพ่อลูกยังทออยู่ทุกวัน  เมียกับตาจันพอได้ผลัดกันยามเหนื่อย  ส่วนจรูญไม่รอให้ใครมาเปลี่ยน  วันหนึ่งทอผ้าได้ถึงหกหลาเจ็ดหลา  เขาทอได้รวดเร็วและสวยงามที่สุด  แต่นั่นแหละทุกๆ สัปดาห์เขามักได้ยินข่าวจากคนจีน  ชื่อหว่าเกี่ยวกับราคาเส้นด้ายที่เปลี่ยนไป  โรงงานทางกรุงเทพฯไม่ยอมปล่อยเส้นด้ายให้พ่อค้าย่อย  จะซื้อก็ต้องซื้อกันทีละเป็นร้อยๆ กิโลกรัม พันกิโลกรัม 

“อั๊วมีเงินน้อย  ขายผ้าก็ได้กำไรผืนละไม่กี่บาท”  ชาวจีนชื่อหว่าเริ่มพูดกับคนทอผ้าที่บ้านนายซ้วน  วันที่เขานั่งเรือหางยาวมาที่เกาะ  “เห็นทีว่าอั๊วต้องเลิกแน่ ๆ ถ้าด้ายมันขึ้นราคาไม่หยุดอย่างนี้  ซื้อก็ยากด้วย”  คนทอผ้ารับจ้างทุกคนรู้สึกใจหายยิ่งการทอผ้ากำลังดีอยู่ด้วย  นับตั้งแต่สมเด็จฯ  ท่านทรงมอบ  ‘เสื้อพระราชทาน’  ให้เป็นชุดประจำชาติ  ชาวบ้านทอผ้ากันแทบไม่ว่างเลย  ผ้าจากเกาะนำไปตัดเป็น  ‘เสื้อพระราชทาน’ ได้สวยงามที่สุด  กี่กระตุกเพิ่มขึ้นกว่าพันกี่แล้วด้วยซ้ำ

“แต่อั๊วไม่อยากเห็นงานศิลปะพื้นบ้านที่ดีอย่างนี้ต้องหยุดไป”  คนจีนหยุดคำพูด  หัวไปสำรวจใบหน้าที่มีแววดีใจปรากฏขึ้นทุกดวง  “อั๊วจะต้องรักษาสิ่งเหล่านี้เอาไว้ให้ลูกหลาน  แต่อั๊วอยากขอร้องคนทอผ้าทุกคนนะ  ทุกคนที่เอาด้ายไปจากอั๊วต้องขายผ้าให้อั๊ว”

นับจากนั้นเป็นต้นมา  ตาจันกับจรูญ  แม้แต่เจ้าของกี่คนอื่น ๆ ซึ่งไม่มีกำลังเงินมากพอที่จะไปซื้อด้ายมาจากโรงงานครั้งละมาก ๆ ก็ตกเป็นลูกจ้างของคนจีนชื่อหว่าไปโดยปริยาย  ตกลงราคาค่าจ้างกันตามแต่ลายไหนทอยากทอง่าย

“พี่ตั้งใจจะทอผ้าหางกระรอกไว้ผืนหนึ่ง”  จรูญบอกกานดาในศาลาวัดที่ชาวเกาะทำบุญเลี้ยงพระ  “ทอให้สวยที่สุด” 

“คงสวยดีจังนะ”  กานดานึกชมเขา  “เห็นทอให้เจ้าสาวรายอื่นมานักต่อนักแล้ว”

“แต่คราวนี้ต้องสวยที่สุดเพราะทอให้เจ้าสาวของตัวเอง”  เขายิ้มด้วยความภูมิใจ  มาลับดอกพิกุลที่กานดาเก็บมันมาร้อยหอมระรื่น  เธอคล้องเป็นกำไลมือ  กานดาเก็บดอกพิกุลที่ร่วงอยู่ตามโคนต้นในลานวัดนี้เอง

“วันที่เถ้าแก่หว่ามา  พี่จะขอซื้อเขา”  เมื่อสิ้นคำพูดนี้  กานดารู้สึกรักเขามากขึ้นกว่าวันไหนๆ

ตอนบ่ายวันหนึ่งหลังจากนั้นห้าหกวัน  คนจีนชื่อหว่านั่งเรือหางยาวมาที่เกาะอีกครั้ง  เอาด้วยมาเต็มลำเรือ  เขามาเก็บผ้าทอที่บ้านตาจัน

“เถ้าแก่หว่าครับ  ผ้าสองหลานี้ผมขอซื้อนะครับ”  จรูญยกผ้าทอลายหางกระรอกสีฟ้าปนขาว  ซึ่งเขาบรรจงทออย่างดีที่สุดสำหรับเจ้าสาวของเขา  และตัดมันเก็บไว้ต่างหาก

“เอาซี  อั๊วหักค่าแรงลื้อสองหลานะ  สิบแปดบาท”  เขายิ้มยินดีกับจรูญ

“อั๊วคิดกะลื้อแค่…  แค่สองร้อยยี่สิบเท่านั้น

ใบหน้าของเขาอวบอูมขาวเป็นมัน

“อะไรกันเถ้าแก่  ทำไมแพงอย่างนี้

จรูญโพล่งออกไปพลางดึงกระสวยกราวใหญ่  ก็ตอนที่เขาทอเองเมื่อไม่กี่เดือน  ราคามันหลาละเจ็ดสิบบาทแค่นั้นเอง  เขารู้ราคามันดีเพราะทอผ้าขายมาจนมือด้านแล้ว  เจ็ดสิบบาทก็ยังเป็นราคาขายที่ได้กำไรมากมาย

“ลื้อน่ะไม่รู้อะไร”  ชายจีนพยายามชี้แจง  พลางตบไหล่เขาเบา ๆ  “เชื่ออั๊วซี  ด้ายมันแพงที่สุดตั้งแต่อั๊วซื้อมา  แล้วอีกอย่างหนึ่ง  ลื้อเชื่อมั๊ย

เขามองหน้าจรูญ  ก่อนที่จะกล่าวต่อไป

“ลื้อเชื่อมั้ย  ลื้อจะได้ผ้าทอผืนที่ดีที่สุดบนเกาะนี้เลยทีเดียวนะ”  เขาลูบหลังจรูญอีกครั้ง  พลันหัวเราะจนแก้มกระเพื่อม

ไม่มีใครได้ยินเสียงพูดของชายหนุ่ม  แม้แต่ตาจันพ่อของเขา  ซึ่งนั่งอยู่ข้าง”