ชาติ กอบจิตติ
เรามาถึงงานเลี้ยงเวลาหนึ่งทุ่มตรงพอดี
ลูกชายของผมมีอาการตื่นกลัวอย่างเห็นได้ชัด
ส่วนภรรยาผมดูจะเร่งร้อนผิดปกติสักหน่อย ผมเข้าใจว่าเธอคง หิว มากกว่าอย่างอื่น
เพราะงานเลี้ยงเช่นนี้เธอเคยผ่านมากับผมนับครั้งไม่ถ้วนซึ่งไม่จำเป็นจะต้องตื่นเต้นอีกเลย
ภายในห้องโถงใหญ่สว่างไสวด้วยไฟโคมระย้าย้อยห้อยอยู่กลางห้อง เสียงเปียนโนคลออยู่เบา ๆ
ผู้คนค่อนข้างหนาตา เสียงพูดคุย ,
เสียงน้ำแข็งกระทบแก้ว , เสียงเครื่องดื่มรินไหล
คละเคล้าเข้าหูอย่างไม่เป็นระเบียบ
พรมหนานุ่มสีแดงเลือดคนรองรับรองเท้าที่เคลื่อนไหวไป-มา
ผมมองหาเจ้าภาพแต่ก็ไม่เห็น
จึงพาลูกชายและภรรยาเดินเข้าทักทายผู้คนพอเป็นพิธีก่อนขอตัวเดินจากไปยังโต๊ะของเรา
ถ้าเป็นโอกาสอื่นผมคงต้องยืนดื่มพูดคุยกับคนอื่น ๆ สักเล็กน้อย เพื่อรอคอยพิธีเริ่มต้นของงาน
แต่วันนี้ ผมจำเป็นต้องแนะนำอะไรบางอย่างให้ลูกชายเข้าใจ
ผมไม่อยากให้เกิดความผิดพลาดขึ้นก่อนถึงเวลานั้น
คืนนี้จะเป็นการเริ่มต้นที่สำคัญของเขา มันจะบ่งชี้ว่าลูกชายของผมจะเป็นคนในระดับผมได้หรือ
ไม่หรือว่าเขาจะล้มเหลวกลายเป็นพวกมนุษย์ชั้นต่ำ ซึ่งผมและภรรยาไม่อยากให้ลูกเป็นเช่นนั้น
ดังนั้นผมจำเป็นต้องสร้างความรู้สึกที่ดีให้เขา
เพื่อเขาจะได้เป็นบุคคลที่สมบูรณ์แบบในระดับเราสืบต่อไปในอนาคต
ดื่มเสียหน่อยสิ ผมส่งแก้วเครื่องดื่มให้ลูก
ซึ่งหยิบจากถาดของคนรับใช้ประจำงาน
ค่อย ๆ จิบนะ เสียงภรรยาผมเตือนเบา ๆ เธอคงเกรงว่าลูกชายจะมึนเมาก่อนถึงเวลา อันควร
เมื่อเรามาถึงโต๊ะที่เจ้าภาพจัดเตรียมไว้ คนรับใช้ประจำโต๊ะโค้งให้ แล้วเลื่อนเก้าอี้บุนวมให้นั่งทีละคน ท่าทีเขาดูสภาพนุ่มนวล แต่แฝงไว้ด้วยความหวาดกลัว
ผมทรุดกายลงนั่งอย่างสบาย แล้วค่อย ๆ ดึง มีดประจำตัว ออกจากปลอก วางลงบนที่วางมีดบนโต๊ะ ภรรยาผมเปิดกระเป๋าถือหยิบ มีดประจำตัว ของเธอขึ้นมา ดึงมีดออกปล่อยปลอกร่วงลงกระเป๋า เธอวางมีดเปลือยลงบนที่วางเบื้องหน้า
มีดของเธอรูปร่างเรียวเล็กบอบบางด้ามงาสวยงาม
เป็นธรรมดาของผู้หญิงที่ชอบของสวยของงาม
แต่ความคมของมันไม่ผิดกับความสวยของงูที่ซ่อนพิษไว้
เอามีดออกมาวางซิจ๊ะ ภรรยาผมเตือนลูก
อาการตื่นประหม่ายังไม่เหือดไปจากเขา เขาค่อย ๆ
ดึงมีดขึ้นมามือสั่นเล็กน้อย
ใบมีดสะท้อนไฟวูบเข้าตาผมแล้ววางลงบนที่รองรับอย่างเคอะเขิน
มีดประจำตัว ของเขาที่วางสงบคอยเหยื่ออยู่เบื้องหน้านั้น ผมเป็นคนพาเขาไปเลือกซื้อให้เอง หลังจากเขาได้รับอนุญาตให้มีมีดประจำตัวไว้ในครอบครองได้ซึ่งน้อยคนนักจะได้รับโอกาสงดงามเช่นนี้
ถ้าเทียบกับจำนวนพลเมืองทั้งหมดที่มีอยู่ในเมืองของเรา เราเป็นกลุ่มคนเพียงหยิบมือเดียวที่มีสิทธิ์มีมีดประจำตัว ที่เหลือนอกนั้นเป็นมนุษย์ชั้นต่ำ
ตรวจดูให้เรียบร้อย ลูกจะต้องใช้มันได้ทุกเมื่อไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน
ไม่ว่าจะหิวหรือไม่ก็ตาม
จำไว้ว่ามีดของลูกจะต้องตื่นอยู่เสมอ
ผมจดจำคำของพ่อมาตลอดและถึงวันนี้ผมกำลัง ถ่ายทอดให้ลูกชายฟัง
จำเอาไว้
มีดต้องคมอยู่ตลอดเวลาพร้อมที่จะจ้วงเฉือนได้ทุกเมื่อ
ผม
ผมไม่กล้าทำครับ
พูดอะไรอย่างนั้นลูกเอ๋ย แม่เป็นผู้หญิงแท้ ๆ แม่ยังไม่เคยนึกกลัว
ครั้งแรกพ่อก็เคยพูดแบบนี้แหละ
เอาไอ้นี่อีกสองแก้ว ผมชูแก้วขึ้นโดยมิได้หัวไปมองคนรับใช้ประจำโต๊ะ
ผมรู้ว่าเขาต้องพร้อมที่จะรับคำสั่งอยู่ตลอดเวลา เขาเป็นไอ้คนประเภทที่ไม่มีสิทธิ์มีมีดประจำตัว
เขารู้ตัวดีว่าจะต้องไม่ทำอะไรให้คนอย่างผมโกรธ
ระวังไอ้แก่นั่นไว้ ถึงเวลาแล้วอย่าไปยืนใกล้มันเหลี่ยมมันจัด
คนที่ใส่ชุดสีครีมนั่นไง ภรรยาผมแอบชี้
อย่าไปมองมัน
ฟังพ่อ
มันชอบทำมีดของมันร่วงอยู่เรื่อย
ตอนชุลมุนกัน
บางทีโดนนิ้วพวกเรากันเองขาด
หลายคนเคยโดน
ขอบใจ
เอ้าดื่มเสียอีกแก้ว เดี๋ยวคงได้เวลา ผมส่งแก้วเครื่องดื่มให้ลูก
ถึงลูกจะคบค้ากับไอ้พวกที่มีมีดประจำตัวด้วยกันแต่ก็อย่าไว้ใจใคร ภรรยาผมเสริมขึ้น
ตอนออกไปคอยระวังตัวไว้ อย่าอยู่ห่างพ่อกับแม่นัก
สวัสดีค่ะ ภรรยาผมยกมือไหว้ ผมเอี้ยวตัวมองเบื้องหลัง
สวัสดีครับ ผมลุกขึ้นยืน เราเขย่ามือกัน
ลูกรู้จักกับลุงเขาเอาไว้สิ ลูกชายผมยกมือไหว้
ครับ
นี่ลูกชายผมเอง
เขาเพิ่งได้รับสิทธิ์ให้มีมีดประจำตัวได้ในวันนี้
อ๋อ เอ
มีดประจำตัวสวยดีนี่
เขาเหลือบมองที่โต๊ะพลางเอื้อมหยิบขึ้นมาลูบคลำเล่น
บ๊ะ
คมดีเสียด้วย เขาพูดกับลูกผม
คุณพ่อพาผมไปเลือกครับ
คืนนี้เลยพามาลอง
เขาพูดกับผมในขณะวางมีดลงที่เดิม
ครับ
ครั้งแรกของเขา
เอ้อดี
นั่งตรงนี้พอดีใกล้โต๊ะอาหาร
สุนกแน่พ่อหนุ่ม เขาหัวเราะให้ลูกชายผมอย่าง กันเองก่อนเดินผละไป คนรับใช้ประจำโต๊ะหลบตาลงต่ำยามเมื่อเขาเดินผ่าน
แกมีบริษัทส่งมนุษย์ชั้นต่ำออกขายทั่วโลก
คงร่ำรวยน่าดูใช่ไหมพ่อ?
อะไรกันร่ำรวย
ภรรยาผมแทรกขึ้นมา
คำว่าร่ำรวยนั้นเอามาใช้วัดจำนวนเงินของแกไม่ได้หรอก
แกเป็นเจ้าภาพงานนี้
นี่เนื่องในโอกาสอะไรครับ?
ไม่มีอะไรสำคัญ
เพียงแต่สังสรรค์กันธรรมดา ๆ
แม่กับพ่อคิดว่าไหน ๆ วันนี้ลูกก็มีมีดประจำตัวแล้ว จึงอยากให้ลูกลองใช้มัน ครั้งแรกคิดว่าจะให้ลูกลองที่บ้าน
แต่คิดอีกทีว่าพามางานเลี้ยงนี้น่าจะสนุกกว่า
ภรรยาผมอธิบายให้ลูกฟังยืดยาว เขานั่งฟังเนือย ๆ ผมคิดว่าเขาน่าจะกระตือรือร้นมากกว่านี้
ผมค่อนข้างจะวิตกว่าเขาจะกลายเป็นไอ้พวกมนุษย์ชั้นต่ำ
แววตาเขาไม่หิวกระหายเหมือนอย่างพวกเรา เขาน่าจะรู้ว่าเขามีโอกาสดีเพียงใดที่สามารถมีมีดประจำตัวได้
มีคนอีกจำนวนมหาศาลที่พยายามไขว่คว้าหามีดประจำตัวแต่ไร้ผล บางคนลงทุนถึงขนาดเป็นนายหน้าค้า-ขายพ่อแม่ , พี่น้องตัวเอง เพื่อจะได้สิทธิ์ในการมีมีดประจำตัว บางคนวิ่งเต้นเดินทางไปต่างประเทศ เพื่อให้ทางโน้นรับรองในการขอสิทธิ์มีมีดประจำตัว
หลายคนยอมอยู่นอกกฎหมายเพื่อแสวงหามีดประจำตัว
แต่ลูกชายผมคงไม่ได้คิดถึงความยากลำบากเหล่านั้น เพียงแต่ผมยกบริษัทในเครือให้เขาสองบริษัทเท่านั้น
เขาก็ได้รับสิทธิ์ในการมีมีดประจำตัวทันที
หรืออาจจะเป็นเพราะมันง่ายเกินไปเขาถึงไม่ค่อยสนใจ
ทุกอย่างจะเรียบร้อยลูก ไม่มีอะไรน่ากลัว
แม่กับพ่อจะคอยดูแลลูกตลอดเวลา
เสียงภรรยาผมสรุปให้ลูกฟัง
ผมทำไม่ได้หรอกแม่ มันน่าขยะแขยง น่ารังเกียจ
ถ้าแกจะผ่าเหล่าผ่ากอก็ตามใจแก
คิดให้ดีก็แล้วกัน
เพราะนั่นหมายถึงวิถีชีวิตแกจะต้องเปลี่ยนไป เป็นไอ้พวกมนุษย์ชั้นต่ำ อีกหน่อยถ้าแกมีเมียมีลูก
อดอยากเข้าก็ต้องเอาลูกมาขายเป็นสินค้าข้างถนน ให้คนที่มีมีประจำตัวเขาซื้อไปแล่เนื้อเถือหนัง ดูดเลือดดูดสมองมากิน รึตัวแกเองก็เถอะ
ถึงเวลานั้นอย่ามาร้องโอดโอยกับฉันก็แล้วกัน ฉันช่วยอะไรแกไม่ได้
ผมไม่ได้ตั้งใจขู่ลูกเลยเพียงแต่เล่าความจริงให้เขาฟัง
แต่ในน้ำเสียงอาจจะมีอารมณ์ขุ่นมัวปะปนอยู่ข้าง
ลูกก็เคยเห็นไม่ใช่หรือจ๊ะ เวลามีนายหน้านำพวกมนุษย์ชั้นต่ำมาขายที่บ้านเราน่ะ
ลูกสังเกตบ้างหรือเปล่าว่าพวกมนุษย์ชั้นต่ำที่เราซื้อไว้ครั้งละคนสองคนนั้นมันหายไปไหนหมด
ภรรยาผมพูดเสียงกรีดกรายกับลูกฟังคล้ายเธอกำลังข่มขู่พวกมนุษย์ชั้นต่ำ
ผมทราบครับ
ผมถึงว่ามันน่าขยะแขยง น่าสงสารเขาด้วย
ลูกยังไม่เคยลองน่ะสิลูกถึงพูดแบบนี้ พ่อเองอยากให้ลูกได้ลองเหมือนกัน
แต่ติดว่าตอนนั้นลูกยังไม่มีมีดประจำตัว วันนี้ถึงได้พามาลองดู เอาน่าลองดูสักที ถ้าไม่ชอบหรืออย่างไรพ่อก็ไม่ว่า ตกลงนะลูกนะ ผมใช้น้ำเย็นเข้าลูบ เขาไม่ตอบอะไรเพียงแต่นั่งก้มหน้านิ่ง
ดื่มเสียอีกหน่อยสิ มันจะช่วยให้ดีขึ้น ผมบอก
เขายกแก้วขึ้นจิบแล้ววางลง สายตาเขามองที่คนรับใช้ประจำโต๊ะ
ผมรู้ว่าลูกชายผมกำลังมีเมตตาต่อพวกมนุษย์ชั้นต่ำ
เสียงเปียโนหยุดเล่น ไฟหรี่ลง ผู้คนที่ยืนคุยต่างรู้นัยกัน พวกเขาค่อย ๆ แยกย้ายกลับนั่งตามโต๊ะของตัวเอง
เพียงครู่เดียวก็เงียบสงบอยู่ในความสลัวราง ไฟบนเวทีเปิดส่องลงเป็นวงกลม เจ้าภาพเดินมาหยุดยืนกลางแสงไฟ เสียงเขาดังขึ้นอย่างผู้มีอำนาจ ตามลักษณะของพวกเรา
สวัสดีท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย ผมขอรบกวนเวลาอันมีค่าของท่านสักเล็กน้อย ก่อนจะถึงเวลาอาหารที่ผมจัดเตรียมไว้สำหรับพวกเรา
ภรรยาผมจัดแจงผูกผ้ากันเปื้อนให้ลูกชาย
ซึ่งเธอเองเป็นคนเลือกซื้อมาสำหรับวันนี้โดยเฉพาะ เธออวดผมเมื่อตอนเย็น มันเป็น ผ้ากันเปื้อน ที่ตัดเย็บด้วยฝีมือประณีต สีเทาทึม แลดูสง่าตามแบบฉบับของลูกผู้ชาย
ผมจัดแจงผูกผ้ากันเปื้อนให้ตัวเอง
โดยมีคนรับใช้ประจำโต๊ะคอยช่วยเหลือผูกตรงด้านหลังคอให้
ภรรยาผมผูกให้ลูกเสร็จก็จัดการผูกให้ตัวเธอเอง รวดเร็วชำนิชำนาญเช่นเดียวกับแม่บ้านทั่วไปของคนในระดับเรา ที่ต้องใช้ ผ้ากันเปื้อน เป็นประจำยามที่ต้องทำครัวเอง
ทุกคนต่างสาละวนกับการผูกผ้ากันเปื้อนอยู่ในความสลัว
ราวกับกุ๊กภัตตาคารกำลังเตรียมตัวก่อนจะสับหมูหรือสับเนื้อ
แต่เกรงว่าเลือดของสัตว์บนเขียงจะกระเซ็นมาเปื้อนเสื้อผ้าอันสะอาดสะอ้านของเขา
ไชโย ไชโย ไชโย
เสียงตะโกนก้องห้อง
สิ้นเสียงโห่ร้องไฟในห้องค่อย
ๆ สว่างขึ้น จนจัดจ้าแลเห็นทุกสิ่งทุกอย่างชัดเจน
ประตูทางด้านขวามือเปิดออกทุกคนมองไปที่ประตู
ร่างของชายคนหนึ่งนอนอยู่บนเตียงโลหะกำลังถูกเข็นเข้ามา ร่างกายเขาไม่มีอะไรปกปิด
นอกจากปลอกเหล็กที่ยึดไว้ตรงกลางลำตัวและตามแขน , ขา
ส่วนหัวถูกคลุมไว้ด้วยกล่องโลหะสี่เหลี่ยมครอบมาถึงคอยึดติดกับเตียง ไม่มีใครเห็นหน้าเขา ไม่มีใครรู้ว่าเขาเป็นใคร
เตียงแรกผ่านไป
เตียงที่สองเข็นตามเข้ามา
ทุกสิ่งคล้ายกับเตียงแรก
ผิดแต่ว่าร่างที่นอนเปลือยอยู่บนเตียงนี้เป็นผู้หญิงเท่านั้นเอง
ทำไมต้องเอากล่องเหล็กครอบหัวไว้ด้วยล่ะพ่อ? ลูกชายผมถามขึ้น
มันเป็นกฎ
การที่เราจะกินคนด้วยกันเราจะต้องไม่สงสารมัน ไม่ต้องเห็นดวงตาอ้อนวอนของมัน ไม่ได้ยินเสียงร้องขอชีวิตของมัน
สงสารมันไม่ได้หรอก
ไอ้พวกมนุษย์ชั้นต่ำพวกนี้มันเกิดมาเพื่อให้คนอย่างพวกเรากิน
ถ้าเราสงสารมันเราก็ไม่มีความสุข
ภรรยาผมเสริมให้ลูกฟัง
ดูจากรูปร่างของคนทั้งสองที่นอนอยู่บนเตียงกลางแสงไฟ
เห็นได้ชัดว่าเจ้าภาพมีการเตรียมการเป็นอย่างดี ร่างทั้งสองพ่วงพีน่าลิ้มรส ขนตามตัวถูกโกนออกจนเกลี้ยงร่างกายชำระล้างขาวสะอาด
ผิวของหญิงสาวเป็นสีชมพูนวลปลั่งด้วยเลือดฝาดภายใน
แน่นอน งานระดับนี้คงไม่อยากให้มีที่ติ
ร่างทั้งสองนอนหายใจอยู่กลางแสงไฟ ล้อมรอบด้วยสายตาที่หิวกระหาย
ครับถึงเวลารับประทานอาหารร่วมกันแล้วครับ ขอเชิญทุกท่านรับประทานได้เลย ขอบคุณครับ เสียงเจ้าภาพกล่าวอำลาเวที
สิ้นเสียงประกาศผู้คนเริ่มเคลื่อนไหวคึกคัก
ไปกันเถอะเรา
เดี๋ยวจะไม่ทัน
ภรรยาผมเตือนพลางหยิบมีดของเธอ แล้วลุกขึ้นยืน
ผม
ผม ไม่กล้าครับ ลูกชายผมเสียงสั่น
เอ๊
อะไรกันอีกเล่า ผมชักอารมณ์เสีย
ไปเถอะลูก
ไม่ลองไม่รู้หรอก ดูคนอื่นเขาสิออกไปกันหมดแล้ว ภรรยาผมฉุดมือลูกให้ลุกขึ้น
อย่าลืมมีด ผมเตือนลูกด้วยเสียงดุ ๆ
ดูซิ ถ้าไม่อร่อยจริง
คนเขาไม่มารุมกินกันขนาดนี้หรอก ได้ยินเสียงภรรยาผมบอกลูกเบา
ๆ ขณะเดิน
ผมมาถึงโต๊ะอาหารก่อนภรรยาและลูก ถึงตอนนี้ผมไม่ได้สนใครอีกแล้ว
หยิบจานได้ก็ตรงรี่ไปที่เตียงหญิงสาวหาที่ว่างเข้าแทรก นมทั้งสองข้างโดยเฉือนออกไปแล้วเลือดไหลออกมาไม่หยุด ร่างนั้นสะบัดดิ้นอยู่เร่า ๆ
แต่ก็ไม่สามารถหลุดพ้นจากพันธนาการของปลอกเหล็กได้
ผมเลือกเชือดเอาเนื้อบริเวณสีข้าง เนื้อตรงนั้นกระตุกสั่นเป็นริ้ว ๆ
ขึ้นมา
มันเต้นสู้กับคมมีดของผมอย่างสนุกสนาน ผมแล่เนื้อชิ้นนั้นขาดออกจากลำตัว วางหมับลงบนจานตัวเอง มีเลือดติดมาด้วยพอคละเคล้า
ใครคนหนึ่งสับฉับลงบนข้อมือ เลือดกระเซ็นมาถูกใบหน้าผม ผมหันไปมอง เขาเอ่ยขอโทษ แล้วชี้ให้ผมดูข้อมือที่ขาดออกจากแขน มันยังเต้นกระตุกได้ เราหัวเราะให้กันอย่างรื่นเริง เขาหยิบข้อมือที่ยังกระตุกเต้นนั้นขึ้นใส่จาน
ผมชอบกินนิ้วมือ
มันมีเอ็นกรุบกรับดีเวลาเคี้ยว เขาบอกผมพร้อมรอยยิ้มสมใจ
ผมหันกลับมามองที่ร่าง
มันแหว่งเว้าไปอย่างน่าใจหายรวดเร็วกันจริง ๆ มองเห็นแต่ มีดประจำตัว วาววับ วุ่นวาย เชือดเฉือน เถือกเถือลงไปบนร่างแทนไม่มีที่ว่าง
ผมเร่งมือแล่เนื้อตรงสะโพกออกมาชิ้นเขื่องพอสมควรยกใส่จาน
ถึงตอนนี้ท้องได้ถูกแหวะออกจนเหวอะหวะไส้ทะลุทะลักออกมาคลุกเคล้ากับเลือด
ผมไม่ค่อยชอบกินเครื่องในนักและคิดว่าเนื้อในจานผมคงพออิ่ม จึงล่าถอยกลับมายังโต๊ะ
อุ๊ย
มีตัวอ่อนอยู่ในท้องด้วย เสียงผู้หญิงกรี๊ดกร๊าดดีใจ
ผมไม่ได้หันกลับไปมอง ไม่สนใจใครอีกต่อไป นอกจากเนื้อแดงสดบนจานของตัวเอง ค่อยเดินประคองมันกลับมายังโต๊ะ
ภรรยาและลูกชายผมยังไม่กลับมา
ผมเรียกคนรับใช้ประจำโต๊ะมาปลดผ้ากันเปื้อน ซึ่งเปรอะเลือดออกจากตัว เขาลนลานเข้ามาอย่างพินอบยิ่งกว่าเดิม ภาพที่เขาเห็นคงทำให้เขาตกใจ และมันคงสอนให้เขาเชื่อฟังผมเป็นอย่างดีทีเดียว
ถ้าเขายังไม่อยากเป็นอย่างร่างที่ถูกรุมทึ้งอยู่นั่น
เอาอย่างเดิมมาแก้ว ผมสั่งเขาเมื่อผ้ากันเปื้อนพ้นตัว
ผมนั่งจิบเครื่องดื่มรอภรรยาและลูก สักครู่ทั้งสองกลับมา ภรรยาผมเดินนำหน้า ในจานของเธอพูนด้วยเนื้อเคล้ากับเลือด ดูเหมือนจะมีกระดูกอ่อนปนมาด้วย ลูกชายด้วยเดินตามหลังมาติด ๆ
ใบหน้าเขาซีดเผือดคล้ายจะเป็นลมในจานที่ถืออยู่มีเพียงนิ้วหัวแม่เท้าอันเดียว
ไอ้เซ่อเอ๊ย
แย่งมาได้แค่นี้เรอะวะ ผมเกิดโทสะจนระงับไม่อยู่
รู้สึกอับอายที่ลูกชายผมทำให้ผมต้องเสียหน้า
คุณก็
ใจเย็น ๆ สิ ลูกเรามันไม่เคย ภรรยาผมพูดกับผมด้วยเสียงนุ่มนวล
ผมหวนนึกถึงตัวเองเมื่อครั้งแรกที่พ่อพาไปกินคน
ตัวเองก็ไม่ต่างกับลูกชายในตอนนี้มากนัก นึกเช่นนี้จึงค่อยสงบลง รู้สึกสงสารลูกชายขึ้นมา
คนรับใช้ประจำโต๊ะปลดผ้ากันเปื้อนให้ทั้งสอง
พ่อขอโทษ
กินดูลูก ลองดู ผมบอกลูกด้วยความสำนึกผิด
ลูกชายผมค่อยมีใบหน้ายิ้มขึ้นมาหน่อย เขาพยักหน้ารับ แล้วจ้องมองผม
คล้ายจะลอกเลียนกิริยาที่ผมจะจัดการกับเนื้อสดในจาน
มือซ้ายของผมหยิบส้อมขึ้นมาจิ้มลงบนเนื้อ มือขวาผมถือมีดประจำตัว เถือเนื้อนั้นให้ขาดจากกันพอดีคำ ใส่เนื้อเข้าปากเคี้ยวอย่างช้า ๆ
เพื่อดูดซับรสชาติของมันให้ถ้วนทั่ว
นุ่ม
นุ่มจริง ๆ เขาคงขุนเอาไว้นาน ผมบอกกับภรรยา
คุณว่าอะไรนะ? เธอเงยหน้าขึ้นถาม เห็นได้ชัดว่าเธอไม่ได้ฟังผม ภายในปากเธอแดงเหมือนคนกินหมากสมัยโบราณ
ผมว่ามันนุ่ม
ค่ะ ๆ
เธอพยักหน้ารับ แล้วก้มลงหั่นเนื้อในจานของเธอ ยกขึ้นใส่ปาก
ดิฉันตัดเอากระดูกซี่โครงอ่อนมาด้วย อยากจะเสริมจมูกให้โด่งอีกหน่อย คุณว่าดีไหมคะ? เธอพูดขณะเคี้ยว
แล้วแต่คุณเถอะ
อ้าวลูก
ทำไมไม่กินล่ะ มัวมองอะไรอยู่ กินสิลูกอร่อยนะ
เธอพูดกับลูกทั้งที่ปากยังไม่ว่าง
ลูกชายผมลังเลอยู่นิดหนึ่ง เขาค่อย ๆ
เฉือนหนังตรงโคนหัวแม่เท้าขึ้นมานิดหน่อย
แต่ค้างมือไว้
ลองแตะ ๆ ดูก็ได้
อย่าไปคิดถึงศีลธรรมให้มากนัก
ศีลธรรมมันเป็นเรื่องของไอ้พวกมนุษย์ชั้นต่ำ
กินซะลูก
แม่ขอร้อง
อย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก เขายกส้อมที่จิ้มหนังหัวแม่เท้าขึ้นใส่ปาก ทันทีที่ลิ้นเขาสัมผัสรส ผมเห็นใบหน้าของเขาแปรเปลี่ยนไป
ราวกับว่าเขาได้พบสิ่งมหัศจรรย์ที่เขาคิดไม่ถึงว่าจะได้เจอะเจอ ดวงตาเขาวาววามฉายแววแห่งความดุร้ายออกมา
เขาจ้องมองหัวแม่เท้าในจานอย่างหิวกระหาย
ผมยิ้มให้กับภรรยา เธอเองก็ลอบมองลูกอยู่เช่นกัน เธอยิ้มตอบ
ลูกชายผมใช้ส้อมจิ้มหัวแม่เท้าขึ้นมาทั้งดุ้น อ้าปากกว้างแล้วยัดมันหายเข้าไป เขาเคี้ยวมันอย่างตะกละตะกลาม
เขาคงรู้ซึ้งถึงรสชาติเนื้อคนแล้ว สีหน้าเขาไม่เหลือวี่แววความเป็นคนขี้สงสารมนุษย์ชั้นต่ำอยู่เลย
ดิฉันบอกคุณแล้วว่าให้เวลากับลูกหน่อย ภรรยาผมพูดขึ้นอย่างภาคภูมิ ผมไม่ตอบอะไร ยังคงมองลูกชายอย่างชื่นชม
ลูกชายผมเคี้ยวเนื้อหัวแม่เท้าอย่างเอร็ดอร่อย
สักครู่หลังจากที่เขาดูดซึมรสชาติอันหอมหวานของมันแล้ว เขาปลิ้นกระดูกหัวแม่เท้าออกมาจากปาก
มันขาวสะอาดไม่มีเศษเนื้อหรือคราบเลือดติดอยู่เลย เขาคงดูดซับมันจนหมดน้ำ ก่อนเค้นคายกระดูกออกมา สักครู่เขาคายเล็บเท้าตามออกมา ในปากยังเคี้ยวเอื้องเนื้ออยู่
ผมรู้ว่าเขายังไม่อยากกล้ำกลืนมันลงคอ เพราะความเสียดายรสชาติของเนื้อคนนั่นเอง
พ่อบอกลูกแล้วว่าลูกจะไม่ผิดหวัง นี่เพียงแค่หัวแม่ตีนเท่านั้นนะ พ่อจะบอกให้ ผมสัพยอก
ลูกชายผมมองตอบ ใบหน้าเขาเหมือนสำนึกผิด ที่ไม่ยอมเชื่อเสียแต่แรก
ไม่เช่นนั้นเขาคงจะได้เนื้อมากินอีกมากกว่านี้ น้ำตาเขาซึมเอ่อ
ผมไม่แน่ใจว่ามันเอ่อท้นขึ้นมาเพราะความสำนึก
หรือว่ามันท้นขึ้นมาเพราะความเอร็ดอร่อยที่เขาได้รับ ในที่สุดเขากระเดือกกลืนเนื้อในปากอย่างแสนเสียดาย
เดี๋ยวผมจะออกไปเอาอีก เขาขยับตัวจะลุกขึ้น
ไม่ต้องไปหรอกลูกเอ๋ย ป่านนี้เหลือแต่กระดูกแล้ว ผมแบ่งเนื้อในจานให้ลูกชายอีกเล็กน้อย เฝ้าดูเขาเคี้ยวกินอย่างหมดห่วง
รักษามีดประจำตัวเอาไว้ให้ดี มันเป็นสิทธิ์ที่เจ้าจะได้กินเนื้อคนด้วยกัน ผมบอกกับลูกในขณะที่ตัวเองกำลังแล่เนื้อในจาน
แม่ขอผมอีกหน่อย เสียงลูกชายผมเว้าวอนฟังน่าเอ็นดู
สักครู่ผมเหลือบมองลูกชาย เนื้อในจานของเขาหมดแล้ว แต่ในมือเขายังกระชับ มีดประจำตัว แน่น เขากำลังจ้องมองคนรับใช้ประจำโต๊ะ ด้วยสายตาที่ผมรู้ว่าเขาต้องการอะไร
ผมยิ้มให้กับตัวเองขณะก้มลงมองเนื้อในจาน ผมค่อย ๆ ผ่านมันออกเป็นชิ้นบาง ๆ แล้วจิ้มขึ้นมาเคี้ยวช้า ๆ อย่างพ่อบ้านที่มีความสุขกับครอบครัวอันอบอุ่น
-00000-