สินน้ำใจ

ประชาคม  ลุนาชัย

 

            ลุงสวงก้าวออกจากบ้านขณะเมียแกกำลังทำกับข้าวอยู่ในครัว  นั่นคงเป็นอาหารมื้อสุดท้ายของคนงานทั้งสองก่อนที่พวกเขาจะเดินทางกลับบ้านเกิดที่ภาคอีสาน

คนงานทั้งสองของแกตื่นนอนแต่เช้าตามปกติ  จัดแจงนำเสื้อผ้าลงกระเป๋าเดินทางแล้วออกมานั่งก่อไฟผิงใต้ต้นมะม่วง  ลุงสวงเหลือบมองราวเสื้อผ้าที่เคยห้อยรุงรังเหนือเพิงพักคนงาน  บัดนี้เหลือเพียงความว่างเปล่า  แกพยักหน้าหงึก ๆ อย่างเข้าใจดีว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา  ทั้งสองดีใจที่จะได้กลับบ้านไปพบหน้าพ่อแม่ญาติพี่น้อง

ลมหนาวปลิดใบแห้งมะม่วงสองต้นหน้าบ้านร่วงหล่นลงมาเป็นระยะ ๆ หยาดน้ำค้างชื้นพื้นหญ้าสองฟากทางเดินเท้าที่ทอดจากหน้าบ้านสู่ท้ายไร่  ลุงสวงเปลือยเท้าหนาเตอะย่ำไปบนพื้นหญ้า  ทอดตามองท้ายไร่ ทว่าหมอกหนาขึงม่านจนแกมองไม่เห็นป่าอ้อยเขียวครึ้ม นอกจากเงาเลือนลางเบื้องหน้า

ผ่านแปลงผักที่กำลังชูใบรับน้ำค้าง  หยุดมองผักสวนครัวที่เมียแกปลูกไว้สำหรับทำกับข้าวและตัดส่งตลาดขายแก้ขัดสนไปบ้างบางครั้ง  บนเนื้อที่ไร่เศษที่เหลือจากปลูกหอมหัวใหญ่นั้นมีทั้งคะน้า  กะหล่ำดอก  กะหล่ำปลี

ลมหนาววูบผ่าน  ลุงสวงสะท้านเยือก  รีบยกแขนสองข้างขึ้นกอดอก  ห่อไหล่ลู่ลง  ผมสีดอกเลาสะบัดปลิว  ริมฝีปากสั่นระริก  ยังดีที่เสื้อกันหนาวสองชั้นช่วยแกไม่ให้เยือกเย็นกว่าที่เป็นอยู่  แก่ป่ายเท้าไปตามคันดินกลางไร่  อันเป็นกิจวัตรยามเช้าที่เคยปฏิบัติสืบมาเป็นนิสัย  ไม่ว่าหน้าแล้งที่พืชผักในไร่เหลือน้อยหรือต้นหน้าหนาวที่ผืนไร่ของแกยังสดเขียวไปทุกหย่อม

สองสามเดือนก่อน  ลุงสวงเดินเล่นออกกำลังกายในยามเช้าเช่นวันนี้  แต่ด้วยความรู้สึกที่แตกต่างกันลิบลับ  ตอนนั้นรอบกายแกเต็มไปด้วยต้นหอมที่กำลังงอกงาม  แกจะมองทุกสิ่งทุกอย่างด้วยความวาดหวัง  ทว่าบัดนี้เหลือเพียงผืนดินโล่งเปล่ากับริ้วรอยการเก็บเกี่ยว

นึกพลางเดินพลางก่อนชะงักเท้านิ่งหยุดอยู่กับที่  เหลือบมองรอยแตกบนร่องดินที่ต้นหอมเคยสดเขียว  หวนนึกถึงภาพการทำงานของแกกับเมียและลูกจ้างทั้งสอง  นึกถึงหยาดเหงื่อแรงงานที่ช่วยกันฟูมฟักมันตั้งแต่เป็นลูกกล้าต้นเล็ก ๆ กระทั่งเติบใหญ่

แกเคยอิ่มเอมกับภาพหวังที่วาดไว้ในใจ  ว่าปีนี้แกคงได้กอบกู้หนี้สิน  มีเหลือเป็นทุนสำรองทำไร่ปีหน้า  ไม่อับอายขายหน้าเพื่อนชาวไร่ด้วยกัน  แต่สุดท้ายผลที่แกได้รับช่างชวนหดหู่ท้อแท้เสียเหลือเกิน

ทำไร่ขาดทุนประการเดียวนั้นแกไม่เจ็บปวดเท่าใดนัก  แต่ความผิดหวังด้านอื่นที่ถาโถมเข้ารุมนี่สิยากยิ่งที่แกจะทำใจได้  ความจริงปีนี้แกไม่ตั้งใจจะลงหอมหัวใหญ่มากมายขนาดนี้หรอก    แกขาดทุนติดต่อกันมาหลายปีจนเข็ดขยาด  ตั้งใจปลูกผักเพียงไร่สองไร่ขายกินประทังชีวิตไปวัน ๆ ผลักภาระหนี้สินทั้งหมดให้ลูกสาวลูกเขยช่วยสะสาง

ลูกสาวลูกเขยของแกแยกไปเช่าที่ดินต่างอำเภอทำไร่เมื่อสองปีก่อน  ที่กว่าห้าสิบไร่ของมันลงหอมหัวใหญ่ทั้งหมดเป็นที่ทราบกันดีว่าไร่ใหม่ ๆ ต้นทุนไม่สูง  ไม่สิ้นเปลืองค่าปุ๋ยและยาฆ่าแมลงเหมือนที่เก่า  ดูแลรักษาง่าย  ทั้งต้นก็งาม  หัวใหญ่ได้น้ำหนัก  แกหวังว่าเพียงไม่กี่ปีมันคงมีกำไรช่วยล้างหนี้สินให้แกได้

นึกถึงความหลังบางช่วงแล้วลุงสวงก็ได้แต่แค้นใจ  ปีที่พืชไร่แกงาม  หอมลงหัวสมบูรณ์พร้อมเก็บเกี่ยวออกได้ทันราคา  ช่วงนั้นแกยังไม่มีหนี้สิน  ไม่เคยบากหน้าไปขอทุนจากใคร  มีแต่เถ้าแก่ปากคลองตลาดนั่นแหละเป็นฝ่ายมาหาแกถึงบ้าน  บางรายถึงกับหอบเงินมาให้ล่วงหน้า

แกยังจำไอ้เตียวเล้งตอนที่มันจน ๆ ได้ดี  เมื่อหลายปีก่อนชาวไร่แถบนี้ไม่เคยมีใครทำส่งมันสักเจ้า  มันแวะเวียนมาหาแกที่บ้านนับสิบเที่ยว

“ส่งผมนะลุง  ส่งผม…เห็นใจผมบ้านเถอะนะ”  ท่าทางมันน่าสงสาร  แทบจะก้มกราบเท้าแกเลยทีเดียว  มันวิงวอนตื๊อจนแกใจอ่อน  ในที่สุดหอมทั้งยี่สิบไร่ของแกเมื่อบรรจุเข่งเสร็จก็ประทับชื่อส่งไอ้เตียวเล้งเจ้าเดียว

ช่วงสามสี่ปีที่พืชไร่แกออกได้ราคา  ไอ้เตียวเล้งถึงกับมีเงินสร้างตึกใหม่  ทั้งยังเที่ยวออกทุนให้ชาวไร่ย่านนี้อีกหลายสิบเจ้า  มันยิ่งใหญ่ขึ้นเป็นลำดับ  ขณะแกได้เพียงรถเครื่องคันเดียวซึ่งต่อมาทำเป็นสามล้อบรรทุกผัก

ยามไร่แกดีใคร ๆ ก็ตามง้อขอซื้อ  พอตกอับขาดทุนซ้ำซาก  เถ้าแก่ที่เคยมาอ้อนวอนต่างปฏิเสธเป็นเสียงเดียว  เมื่อถึงคราวแกเป็นฝ่ายบากหน้าไปขอความช่วยเหลือ  ไอ้เตียวเล้งกลายเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่  นับวันมันจะบีบบังคับแกเหมือนลูกไก่ในกำมือ

นับแต่ปีที่ลูกสาวแต่งงาน  ฐานะการเงินของลุงสวงตกต่ำลงเรื่อย ๆ เมื่อลูกสาวออกเรือนแยกไปทำไร่ต่างหาก  แกตั้งใจวางมือจากทำไร่เพราะรู้สึกเหนื่อยล้าทั้งกายและใจ  สังขารนับวันร่วงโรย  ไฟแห่งความทะเยอทะยานก็แทบสิ้นเชื้อ

ใช่สิ…วัยต้นเจ็ดสิบของแกควรถึงเวลาพักผ่อน  เมียแกปีนี้ก็หกสิบห้า  แม้ร่างกายนางยังดูแข็งแรง  ยกจอบขุดดินสู้งานในไร่ได้ทั้งวัน  แต่นางทำงานหนักมามาก  กำลังใจก็ถูกบั่นทอนด้วยความผิดหวังปีแล้วปีเล่า  นางควรได้พักผ่อนในบั้นปลายชีวิตพร้อม ๆ กับแก

แต่ทว่าลูกเขยเจ้ากรรมนั่นสิไม่ยอมให้แกกับเมียอยู่ว่าง

“ลองสู้อีกสักปีสิพ่อ  ปล่อยไร่ว่างเอาไว้ทำไมไม่เสียดายหรือ  เผื่อเคราะห์ดีมีกำไรพ่อจะได้มีเงินใช้หนี้  หากเหลือมากพ่อก็อาจมีรถกระบะมาขับเล่นก็ได้…”  ลูกเขยสรรหาคำมายั่วยุแกได้ไม่ซ้ำ

“ฉันจะเข้ากรุงเทพฯหาคนงานมาให้  เรื่องทุนฉันจะประกันกับไอ้เตียวเล้งมันเอง  ทำเถอะพ่อ  ดีกว่าอยู่ว่าง”

คำยุแหย่ของเจ้าลูกเขยได้ผล  ถึงปลายเดือนสิบฝนทิ้งช่วง  แกกับเมียลงมือเพาะกล้าหอมเตรียมไว้  จ้างรถมาตีดิน  อีกไม่กี่วันถัดมาลูกเขยก็นำคนงานสองคนมาส่ง

ทั้งคู่เป็นเด็กหนุ่มอายุน้อย  สอบถามได้ความว่าเป็นพี่น้องท้องเดียวกัน  ลูกเขยแกรับมาจากสำนักจัดหางานย่านหัวลำโพง  ทั้งสองเพิ่งเข้ากรุงเทพฯครั้งแรก  คนพี่อายุสิบแปดคนน้องย่างสิบหก  ทั้งคู่ผิวคล้ำ  หน้าซื่อ  ท่าทางตื่นกลัว

“เคยทำไร่มาก่อนหรือเปล่าล่ะ”  แกถาม  มองหน้าทั้งสองสลับไปมา

คนพี่ฝืนยิ้ม  เงยหน้าขึ้นตอบแกไม่เต็มเสียง  “เคยทำแต่นา  บ้านผมไม่มีไร่”

“มาแล้วต้องทำงาน  จะพากันหลบหนีไม่ได้เด็ดขาด  อยู่จนหอมในไร่ออกหมดนั่นแหละถึงจะให้กลับ  ถ้าอยู่ไม่ครบก็ไม่มีเงินให้แม้แต่บาทเดียว”  แกอธิบายถึงเงื่อนไขเหมือนเคย  ปฏิบัติต่อคนงานรุ่นก่อน ๆ ซึ่งก็ไม่เคยมีปัญหาอะไร  คนงานแกทุกรุ่นต่างอยู่ครบตามสัญญา  ในปีที่แกมีกำไรมากนอกจากเงินเดือนแล้ว  แกยังซื้อของฝากของขวัญให้เป็นสินน้ำใจ  แม้ปีที่ขาดทุนแกก็ยังส่งค่ารถ  ถือว่าคนงานมาอยู่ร่วมทุกข์ร่วมสุขเสมือนคนในครอบครัวของแก

แต่พี่น้องคู่นี้ยังดูเด็กนัก  ท่าทางขลาดกลัว  แกไม่แน่ใจว่ามันจะสู้งานหนักได้หรือเปล่า

เมื่อเห็นแกทำท่าไม่เต็มใจรับ  ลูกเขยคล้ายอ่านความในใจแกออก  รีบตกปากเป็นประกัน

“อยู่ได้น่าพ่อ  ลูกอีสานสู้งานทุกคนอยู่แล้ว  จริงไหม…ไอ้หนุ่ม”  ลูกเขยแกตบหลังคนพี่  พูดกระเซ้าคนน้อง  ก่อนจากไปลูกเขยแกให้โอวาททั้งสองยกใหญ่

“เอ็งไม่ต้องกลัวหรอก  พ่อแกใจดีจะตาย  งานดีขยันก็ได้เงินเดือนมาก  หากขี้เกียจคอยแต่จะกลับบ้านท่าเดียวก็อาจจะได้น้อยหน่อย  อยู่กับพ่อเอ็งสองคนต้องขยัน  ตั้งใจทำงาน

ทั้งสองคล้ายเชื่อฟังลูกเขยแกทุกอย่าง  หรืออาจเพราะความเป็นเกษตรกรที่ฝังในสายเลือดของมัน  นับแต่ลงทำงานวันแรกทั้งคู่ทำงานอย่างแข็งขัน  แกกับเมียแทบไม่ต้องบอกสอนอะไรมาก  พอยกร่องเสร็จนำกล้าหอมลงปักดำ  เมื่อหอมทั้งไร่ตั้งตัว  มันออกไร่ทำงานกันแต่เช้ามืด  ไม่รอให้เมียแกปลุกเหมือนคนงานรุ่นก่อน ๆ พักกินข้าวไม่ว่าเป็นเช้าหรือบ่าย  นั่งพักเพียงไม่กี่นาทีก็ออกไร่ทำงานต่อ

“ได้ลูกจ้างขยันอย่างนี้ก็สบายใจ  ถือเป็นบุญของเรา”  ลุงสวงเปรยกับเมีย  นางเองดูจะชอบใจสองพี่น้องมากกว่าแกเสียด้วยซ้ำ  เพราะทั้งสองทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับนางตลอดทั้งวัน

“ไม่เคยได้ยินมันพูดมันบ่นอะไรเลย  ใช้ให้ทำอะไรก็ก้มหน้าก้มตาทำ  คนงานว่านอนสอนง่ายอย่างนี้หายากนะแก”  นางเอ่ยชมทั้งสองไม่ขาดปาก  ลุงสวงก็ได้แต่วาดหวัง  หากไร่แกมีกำไรคงได้ตบรางวัลให้พี่น้องคู่นี้อย่างเต็มที่

หลังกินข้าวมื้อเย็น  สองพี่น้องชอบนั่งคุยกันที่แคร่ใต้ต้นมะม่วง  บางครั้งลุงสวงก็เข้าร่วมวงคุย  แนะให้ทั้งสองไปเที่ยวเปิดหูเปิดตาเสียบ้าง  ระยะทางจากไร่ถึงตลาดอำเภอประมาณสามสี่กิโลเมตรถือว่าไม่ไกลนักสำหรับคนบ้านนอกที่คุ้นเคยการเดินเท้ามาแต่เล็กจนโต  ทว่าทั้งสองไม่เคยไปเที่ยวตามที่แกแนะนำเลยสักครั้ง  รีบเข้านอนแต่หัวค่ำทุกวัน

คนพี่รูปร่างสูงโย่ง  ผิวเข้มกว่าคนน้องเล็กน้อย  ยิ้มง่ายอารมณ์แจ่มใส  ทำงานคล่องแคล่วแต่ละเอียด  ส่วนคนน้องไม่ค่อยพูดจา  ค่อนข้างขี้อาย  แต่ก็สู้งานไม่แพ้พี่ชาย  ลุงสวงนึกนิยมน้ำอดน้ำทนลูกข้าวเหนียวสองพี่น้องอยู่ในใจ  นึกอายเหมือนกันที่ตอนแรกแกดูพวกมันผิดไป

ลุงสวงคิดวางแผนไว้ลึก ๆ ว่า  หากปีนี้ไร่แกมีกำไร  ปีหน้าคงต้องการแรงงานสองพี่น้องคู่นี้อีก  แกจะต้องหาทางซื้อใจมันไว้  เงินเดือนต้องให้มันสมน้ำสมเนื้อ  ส่วนสินน้ำใจนั้นหากเป็นไปได้แกจะซื้อสร้อยทองให้คนละบาททีเดียว

จนกระทั่งหอมงวดแรกทยอยออกจากไร่  เป็นช่วงราคากำลังดิ่งเหวลดลงเหลือกิโลกรัมละไม่กี่บาท  ซ้ำร้ายหอมแกยังเน่าไส้  เสียหายนับสิบไร่  แกคิดคำนวณเท่าไหนก็มองเห็นแต่หนทางขาดทุน  ยิ่งหอมในไร่เหลือน้อย  แกยิ่งกลัดกลุ้มกระวนกระวาย  ทั้งหนักใจหนี้สินที่พอกพูนจากปีก่อน ๆ และค่าจ้างคนงานที่เป็นปัญหาเฉพาะหน้า

“จะให้มันเดือนละเท่าไหร่ดี”  วันแล้ววันเล่า  แกครุ่นคิดถึงเงินเดือนคนงานไม่อาจปลงตก  จะให้อัตราเดียวกับที่เคยจ้างก็นึกอายใจ  เพราะค่าครองชีพถีบตัวสูงขึ้นกว่าปีก่อน ๆ มาก  ครั้นจะให้มากก็ไม่รู้จะหามาจากไหน

ทั้งสองคนรักหอมทุกต้นเหมือนกับที่แกรัก  หวังได้รับผลตอบแทนคุ้มค่าเช่นเดียวกับที่แกหวัง  ขณะคิดถึงเรื่องเงินเดือน  ภาพการทำงานของคนทั้งสองยังตรึงใจแกอยู่เสมอไม่ว่ายามที่มันเดินจับหนอนหลอดหอม  แกเห็นมันค่อย ๆ เด็ดดึงก้านใบหอมอย่างทะนุถนอม  ระวังไม่ให้สะเทือนถึงลำต้น  หรือยามสับร่องก็บรรจงวางจอบลงอย่างระมัดระวัง  ทำงานแต่เช้าเลิกค่ำมืดอย่างไรไม่เคยปริปากบ่น  ข้าวปลาที่เมียแกจัดหาให้จะถูกปากหรือไม่  มันก็ทนอยู่กินตามมีตามเกิด

“กลับบ้านไปแล้วจะพากันมาเยี่ยมลุงกับป้าหรือเปล่าล่ะไอ้หนู”  แกถามเมื่อหอมจวนหมดไร่

คนพี่ยิ้มกว้าง  ขณะคนน้องง่วนอยู่กับการคัดเบอร์หอมหน้าเคร่ง

“ปีหน้าจะกลับมาช่วยลุงทำไร่อีกหรือเปล่า”  แกถามย้ำทั้งที่รู้แก่ใจดีว่าแกคงไม่มีโอกาสจ้างคนทำไร่อีกแล้ว

“ไม่รู้พ่อแม่จะให้มาอีกหรือเปล่า  ต้องแล้วแต่…”  คนพี่ตอบแบ่งรับแบ่งสู้  แกพยักหน้าแล้วแค่นยิ้ม  หากคำพูดนี้ออกจากปากคนอื่นแกก็คงคิดว่า  “ไอ้นี่ฉลาด”  เข้าใจหาคำตอบไม่ผูกมัดตัวเอง  แต่สำหรับพี่น้องคู่นี้  แกเชื่อน้ำใสใจจริงของมัน

ทั้งสองคงคิดถึงบ้านไม่น้อย  ทันทีที่หอมเข่งสุดท้ายพ้นจากไร่  คนน้องท่าทางคึกคักขึ้นทันตา  ใบหน้าที่เคยเคร่งขรึมมาตลอดห้าเดือนเริ่มมีรอยยิ้ม  หลังเลิกงานแกได้ยินมันแผดเสียงร้องเพลงลูกทุ่งหมอลำอย่างมีความสุข  และเจ้าคนน้องนี่เองเป็นคนเอ่ยทวงสัญญาจากแก

“ให้ลุงเข้ากรุงเทพฯคิดบัญชีกับเถ้าแก่ก่อน”  แกขอผัดสองวัน  แต่ไม่ใช่รอเงินจากเถ้าแก่นั่นหรอก  เพราะแกแน่ใจว่านอกจากจะไม่มีเหลือแล้ว  แถมยังจะเข้าเนื้ออีกเป็นหมื่น

เมื่อถึงกรุงเทพฯการณ์เป็นตามที่แกคาดไว้  ไอ้เตียวเล้งต้อนรับแกอย่างเหยียดหยาม

“ติดลบอีกสองหมื่นลุง”  มันผลักบัญชีให้แกดู  ก่อนสำทับ  “ปีหน้าลุงไม่ต้องมาเอาที่ฉันอีกแล้วนะ  เอาที่ใครฉันไม่ห้าม  แต่ลุงต้องส่งผักใช้หนี้ฉัน”

ไอ้เตียวเล้งไล่เบี้ยอย่างไม่เกรงใจ  ลุงสวงได้แต่ก้มหน้านิ่ง

“ข่าวว่าไร่ลูกสาวลุงดีไม่ใช่หรือ  ทำไมลุงไม่เอาที่เขามาใช้หนี้ฉันบ้างล่ะ  ดูสิ…หนี้ลุงแสนกว่าเข้าไปแล้ว  ถ้าปีหน้าลุงยังไม่มีปัญญาใช้  ฉันเห็นทีจะคิดดอกลุงร้อยละยี่สิบ…”

มันไล่นิ้วให้แกดูตัวเลขหนี้สินติดค้าง  ลุงสวงนั่งอึ้งด้วยความแค้นใจ

แกคอตกจากกรุงเทพฯ  บากหน้าสู่ไร่ลูกสาวด้วยต้องการเงินเร่งด่วนมาจ่ายคนงาน

“ทำไมพ่อไม่เอาล่วงหน้าที่เถ้าแก่ล่ะ  หอมฉันยังออกไม่หมดจะเอาเงินจากไหนมา”  ลูกเขยแกเสียงเขียว  พยายามบิดพลิ้ว  ลุงสวงถึงกับร้อนวูบวาบในใจ

แกรู้ดีว่าหอมของมันออกได้ราคา  เป็นหอมเบอร์ใหญ่ราคาไม่ตกทั้งนั้น  และที่ยังเหลืออีกหลายสิบไร่ก็ยังไม่ได้ถอนไม่มีเสียหายแม้แต่ตารางวาเดียว  อย่างน้อยมันควรมีกำไรเป็นแสน  ลำพังเงินเล็กน้อยแค่นี้น่าจะแบ่งให้แกได้

“คนงานมันจะกลับบ้าน  มึงต้องหาให้กูก่อน  จะให้มันกลับตัวเปล่าได้ยังไง  ก็มึงไม่ใช่หรือเป็นเจ้ากี้เจ้าการพามา”  แกขึ้นเสียงบ้าง  โมโหหัวฟัดหัวเหวี่ยง  ลูกสาวตัวดีก็เข้าข้างผัว  มองแกเหมือนคนแปลกหน้าไปอีกราย

ทุ่มเถียงนานเกือบชั่วโมง  กว่าสองผัวเมียจะยอมแกอย่างไม่ค่อยเต็มใจ  สุดท้ายแกได้เงินมาแค่หมื่นถ้วน ๆ

พกความแค้นเต็มอกกลับบ้าน  สิ้นศรัทธาต่อน้ำจิตน้ำใจคนร่วมโลก  เข้าใจเจตนาลูกเขยได้แจ่มแจ้งก็วันนี้นี่เองที่มันยุให้แกทำไร่ก็เพราะไม่อยากแบกภาระหนี้สินแทนแกนั่นเอง  หากแกมีกำไรขึ้นมามันก็พลอยได้อาศัย  และเมื่อโชคร้ายล่มจม  แกกับเมียต้องหาทางชดใช้หนี้สินกันตามลำพัง

ลูกสาวลูกเขยแกไม่ผิดอะไรกับไอ้เตียวเล้ง  พอได้ดีมีเปรียบเข้าไม่มีเสียล่ะที่มันจะหวนนึกถึงความหลังครั้งเก่า  เมื่อคนเราคิดถึงแต่ตัวเองกันทั้งโลก  แล้วทำไมแกต้องคิดถึงคนอื่น…

 

เมื่อหมอกสางม่าน  ป่าอ้อยท้ายไร่ค่อย ๆ เขียวครึ้มเด่นชัด  แสงแดดอบอุ่นขึ้นเป็นลำดับ  ลุงสวงเหลียวซ้ายแลขวา  คล้ายแว่วยินเสียงใครตะโกนเรียก  พอหันมองทางหัวไร่ก็เห็นเมียยืนป้องปาก  พลางกวักมือไหว ๆ เรียกแก

นางคงห่วงคนงานจะถึงกรุงเทพฯมืดค่ำ  ลุงสวงพยักหน้าหงึก ๆ อย่างเข้าใจดี  ใช่สิ…สองพี่น้องต้องนั่งรถหลายต่อทีเดียวกว่าจะถึงบ้าน

ลุงสวงขยับสาวเท้าเดินก้มหน้างุด ๆ แกหัวเราะหึ ๆ ออกมาคนเดียว  เมื่อนึกถึงการตัดสินใจเกี่ยวกับเงินเดือนคนงาน

ตอนแรกแกเป็นทุกข์เป็นร้อนแทบนอนไม่หลับ  สองพี่น้องทำงานกับแกมาห้าเดือนเศษก็แค่ให้มันคนละพันบาทต่อเดือน  บวกลบกับจำนวนเงินที่แกมีอยู่และที่ได้มาจากลูกสาวท่าไหนก็ไม่ลงตัว  จนกระทั่งทบทวนถึงน้ำจิตน้ำใจที่คนอื่น ๆ ปฏิบัติต่อแก  ไม่ว่าไอ้เตียวเล้ง  ลูกเขยเจ้าความคิด  หรือแม้แต่ลูกสาวในไส้แท้ ๆ ลุงสวงเกิดมีดวงตาเห็นธรรมขึ้นมาทันที

เมื่อคนอื่นเข้าเป็นกันอย่างนี้  แล้วแกจะมัวงมโข่งอีกทำไม  ไม่ใช่เพราะผลพวงจากที่แกห่วงใยคนอื่นมากกว่าตัวเองนั่นหรอกหรือ  ถึงได้มีหนี้สินท่วมหัวอยู่ในเวลานี้

“จะให้มันเดือนเท่าไหร่ดี”  แกได้คำตอบเอาเมื่อตอนค่อนสว่าง…แกไม่เคยพูดถึงอัตราค่าจ้างนี่หว่า  จะให้เท่าไหร่ก็ควรขึ้นอยู่กับความพอใจของแก

ลุงสวงยิ้มให้กับการตัดสินใจ  รู้สึกสาสมที่ได้เป็นฝ่ายกระทำต่อคนอื่นบ้าง  ตลอดชีวิตชาวไร่  แกเคยแต่ตกเป็นเบี้ยล่างให้คนอื่นเหยียบย่ำ

เมื่อน้ำหนักจากข้างบนกดทับลงมา  ชอบธรรมดีแล้วไม่ใช่หรือที่แกต้องถ่ายเทลงสู่เบื้องล่าง

“ให้มันเดือนละสามร้อยก็พอ…”  ลุงสวงปลงใจแน่วแน่คิดคำนวณคร่าว…จ่ายคนงานสามพันบาทเศษ  แกยังมีเหลือไว้กินเหล้าล้างซวยอีกกว่าหกพัน  แถมยังมีทุนไว้เล่นไพ่ตอนงานประจำปีของสมาคมชาวไร่  แกควรมีรางวัลพิเศษสำหรับตัวเองบ้าง  ทำงานเหนื่อยยากลำบากมาเป็นปีไม่ใช่หรือ…

ลุงสวงรู้อยู่แก่ใจดีว่าค่าแรงขั้นต่ำเขตจังหวัดแกวันละเท่าไหร่  รู้ว่านี้เป็นอัตราเดียวที่แกเคยจ้างคนงานเมื่อสิบกว่าปีก่อน  คิดดูตกชั่วโมงไม่ถึงบาท  แม้รู้สึกเจ็บปวดอยู่ลึก ๆ แต่แกก็พยายามสลัดมันทิ้ง

ลุงสวงก้าวเข้าบ้าน  เด็กหนุ่มทั้งสองนั่งกุมกระเป๋าเสื้อผ้ารออยู่แล้ว  เมียแกยังง่วนอยู่กับถ้วยชามหลังบ้าน  แกยิ้มให้คนงานก่อนหายเข้าห้องนอนครู่หนึ่ง  กลับออกมาพร้อมซองสีขาวสองซอง  เป็นซองเงินเดือนที่แกเตรียมไว้

สองพี่น้องหน้าสลดลงพร้อมกันเมื่อทราบถึงอัตราเงินเดือน  คนน้องรีบคลี่เงินในซองออกนับ  คนพี่จ้องหน้าแกเขม็ง  คล้ายส่งคำถามบางอย่างมาทางสายตา  ลุงสวงหน้าชาด้วยความอับอาย  แต่แกยังตั้งสติได้ทัน

“ลุงเสียใจที่ให้เงินเดือนเอ็งน้อย  แต่นี่มันเป็นเงินจำนวนสุดท้ายที่ลุงมีอยู่  ใจจริงก็อยากให้เอ็งเดือนละพันห้า…สองพัน  ถ้าไร่มีกำไรก็ตั้งใจซื้อของขวัญให้เป็นสินน้ำใจ  แต่โชคลุงไม่ดี  ทำให้เอ็งสองคนพลอยโชคร้ายไปด้วย”  แกถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

“ลุงติดหนี้เถ้าแก่เป็นแสน  จ่ายเอ็งไปแล้วลุงกับป้าไม่มีเหลือแม้แต่ค่ากับข้าว”  ลุงสวงตีหน้าเศร้า  จ้องหน้าเด็กหนุ่มทั้งสองด้วยสายตาวิงวอน

คนน้องถือซองเงินค้าง  คล้ายไม่อาจทำใจกับอัตราเงินเดือนที่ได้รับ  คนพี่พับซองใส่กระเป๋าเสื้อ  เม้มริมฝีปากครุ่นคิด  ก่อนหันมายิ้มและพยักหน้าให้แกช้า ๆ

“หากเอ็งผ่านมาทางนี้อย่าลืมแวะเยี่ยมลุงกับป้าบ้างล่ะ  เผื่อปีหน้าไร่ลุงมีกำไรจะได้ชดเชยให้เอ็ง”  ลุงสวงตีน้ำเสียงโหยไห้ได้สมบทบาท  เล่นเอาสองพี่น้องนิ่งอึ้ง

“ไม่เป็นไรหรอกลุง  ได้แค่นี้ก็มากพอแล้ว”  คนพี่กล่าว  น้ำเสียงเย็นชาของมันหนาวสะท้านไปถึงหัวอกลุงสวง  แกถึงกับนิ่วหน้าขมวดคิ้วด้วยความหวั่นไหว

 

ลุงสวงขับรถเครื่องสามล้อนำคนงานมาส่งถึงตลาดอำเภอเมื่อตอนสายท่ามกลางแสงแดดเจิดจ้า  สองพี่น้องวางกระเป๋าลงข้างถนน  ลุงสวงจอดรถทิ้งไว้หน้าร้านค้าคนรู้จัก  แกยังไม่รีบกลับทันทีด้วยต้องการทำหน้าที่นายจ้างเป็นครั้งสุดท้าย  รอส่งคนงานขึ้นรถเสียก่อน  แกยังต้องการซื้อความรู้สึกที่ดีคืนกลับมา  รถเข้ากรุงเทพฯที่แล่นจากตัวจังหวัดนาน ๆ จะผ่านมาสักคัน  ลุงสวงชวนทั้งสองคุยฆ่าเวลาไปเรื่อย ๆ

เด็กหนุ่มทั้งสองผิวพรรณหม่นคล้ำกว่าที่มาวันแรก  อีกทั้งยังซูบผอมลงมาก  นึกถึงความลำบากของคนงานแล้วลุงสวงสงสารจับใจ  ตลอดช่วงชีวิตที่ผ่านไปของแกไม่เคยกดขี่คนงานในลักษณะเช่นนี้

ขณะใจหนึ่งอยากเพิ่มเงินให้กับคนทั้งสอง  อีกใจหนึ่งก็ฉุกคิดถึงไอ้เตียวเล้ง  นึกถึงลูกสาวและลูกเขย…

จนกระทั่งรถโดยสารแล่นมาจอดหน้าตลาด  สองพี่น้องยกมือไหว้ลาแกอย่างนอบน้อม  ลุงสวงพึมพำอวยชัยให้พรยืนมองทั้งสองหิ้วกระเป๋าขึ้นรถ

รถยังจอดรอแม่ค้ารายหนึ่งที่กำลังหิ้วของพะรุงพะรังออกมาจากตลาดสด  ลุงสวงเหลือบมองแม่ค้า  พอหันกลับมาอีกทีแกก็เห็นเด็กหนุ่มคนพี่ก้าวลงจากรถท่าทางร้อนรนเหมือนลืมอะไรสักอย่าง  มันวิ่งตรงมาที่แก

ลุงสวงใจหายวูบ…มันอาจลงมาทำร้ายเพราะไม่พอใจเงินเดือนที่ได้รับ  แกตื่นตระหนก  ไม่ทันคิดจะหลบหนีเอาตัวรอด  เด็กหนุ่มก็ปรี่มาถึงตรงหน้า

“ลุงครับ  นี่…ผมกับน้องแบ่งมาคืนให้”  เด็กหนุ่มยัดซองเงินใส่มือแกรวดเร็วก่อนวิ่งกลับขึ้นรถในขณะแกยังไม่หายตกตะลึง

ลมวูบใหญ่พัดผ่านหน้า  ลุงสวงยืนโงนเงน  ผมสีดอกเลาของแกสะบัดปลิว  รถโดยสารแล่นลิ่วไปข้างหน้า  ทิ้งไว้เพียงผงฝุ่นคลุ้งตลบ

แม้รถแล่นผ่านเลยจนลับสายตาไปแล้ว  แต่ลุงสวงยังยืนถือซองสีขาวนิ่งงัน  แกยืนอยู่ในท่าเดิมคล้ายแท่งหินที่ถูกสาป

-00000-