อัศศิริ ธรรมโชติ
นายให้มาบอกให้แกออกไปจากที่แห่งนี้
พรุ่งนี้นายจะมาจัดการไร่และบ้านหลังนี้ด้วย คนมาเยือนอยู่กลางแจ้งบอกด้วยเสียงเรื่อย
ๆ
นายก็บอกกันไว้เหมือนกัน บอกให้รักษาบ้านและที่ดินตรงนี้ด้วยชีวิต คนนั่งอยู่หัวบันได พูดตอบกลับลงมาด้วยเสียงเรื่อย ๆ ปานกัน
แต่นายของแกอยู่ในเมือง เขาจะช่วยอะไรได้ ถึงแกตายก็คงไม่ได้เห็นซาก คนมาเยือนพูดขึ้นอีก ทั้งคำพูดด้วยเสียงหัวเราะแปร่งปร่า
ช่างเถอะ
เรื่องนี้ นาคก็รู้นี่น่า ชีวิตเรามันเป็นของนาย
คนมาเยือนที่ถูกเรียกว่านาค
ยืดไหล่ผึ่งผาย
ตั้งตัวตรงนิ่งอยู่ตรงกลางแจ้งลานบ้านคล้ายเสาที่ถูกปักลึกลงไปในดิน
กางเกงขาก๊วยหลวมโพลกสีดำสนิทเนื้อเดียวกับเสื้อ
พร้อมผ้าขาวม้าเคียนเอวถูกลมทุ่งพัดชายพลิ้ว ปลิวไหวคล้ายธงโบกสะบัด
ร่างตระหง่านทอดเงาอยู่เหนือหย่อมหญ้าสีเขียว ที่เส้นสายของมันไหวเต้นไปตามแรงลมบ่าย
เศษฝุ่นปลิวคว้างอยู่กลางลมและไอแดดระอุ ตะวันลอยตัวสูงละลิบลิ่ว ประหนึ่งจะหลบซ่อนเปลวอันร้อนแรงของมันเอง
เราต้องทำ
มันเป็นหน้าที่ของเรา-เหิน
วันนี้วันสุดท้ายแล้วนายยื่นคำขาดถ้าแกอยู่ได้ เราก็อยู่ไม่ได้
ลูกเมียของเราก็อยู่ไม่ได้สบายอย่างทุกวันนี้ คนชื่ออนาคพูดพลางเอามือทั้งสองกระชับผ้าขาวม้า ตั้งตัวตรงและยืดอกขึ้นไปอีก
คนชื่อเหินนั่งชันเข่าอยู่ตรงหัวบันไดชานบ้าน เขาสวมกางเกงขาก๊วยเหมือนกัน
แต่พาดผ้าขาวม้าไว้กับไหล่อันกว้างและเปลือยเปล่า เรือนกายของเขาบึกบึน ทะมัดทะแมงแข็งขัน ไม่แพ้กันกับคนมาเยือน เขานั่งยืดตัวตรง นั่งเหมือนกับตอไม้ แสงแดดลอดชายคา กระทบตาวาววามที่ทอดต่ำลงเบื้องล่าง เหมือนอย่างไม่มีวันกระพริบไหว
รู้แล้วล่ะ
กันก็เหมือนแกนั่นแหละ ทุกอย่างขึ้นกับนาย หน้าที่ของเรา นายก็มาก่อนเรา ว่าแต่จะเอาไง เหินตัดบท
นาคหัวเราะหึหึ ก้มหน้า เอาฝ่าเท้าเขี่ยดินเล่นก่อนเงยหน้าแล้วหัวเราะหึหึอีก
แกคนเดียวนะ
เหิน นาคว่า
แกกี่คนล่ะ เหินถาม
ก็ต้องคนเดียวซิ นาคตอบ
อันที่จริงมีหลายคน แต่กันไม่ให้มาหรอกพวกเด็ก ๆ
และอีกอย่างมันเป็นการเอาเปรียบแกเกินไป นาคว่าต่อ
ขอบใจ
ปืนหรือดาบล่ะ
ตอนนี้เหินลุกขึ้นยืน
ร่างทะมึนตระหง่านอยู่บนหัวบันได
ดาบสิ
มันเงียบดี นาคพูด กลั้วเสียงหัวเราะ
เหินนิ่ง
แล้วหัวเราะหึหึบ้าง
ก่อนถาม แกฆ่าคนติดตะรางมั้ย?
ไม่
นายเขาช่วย แกล่ะ
เหมือนกัน
เรื่องของนาย ทั้งสองนิ่ง
ไปละนะ
นาคว่า คืนนี้ใกล้ ๆ
สางกันจะมา
เมื่อเหินพยักหน้า
นาคก็เอี้ยวตัวกลับ
เดินดุ่มมุ่งหน้าแกว่งแขนด้วยท่าทางสบาย ๆ
คล้ายเดินเล่นชมไร่ออกไปทางประตูรั้ว
ธรรมชาติของเขาดูเหมือนจะกลับคืนมา
เช่นเดียวกันกับเหินที่ทรุดตัวลงนั่งคว้าใบจากมวนยาแล้วจุดพ่นควันเอ้อระเหย
ดวงตะวันถีบตัวสูงขึ้นไปอีก ประกายแดดระยิบเหนือทุ่งและบ้านไร่ วูบวาบคล้ายเปลวไฟ
เหินจับตามองตามร่างของคนมาเยือน
ซึ่งค่อยห่างไกลออกไปพร้อมกับระบายลมหายใจออกมากับควันบุหรี่ มันเป็นหน้าที่ของเรานาคเอ๋ย
เหินพึมพำ
เหินเห็นนาคเดินย้อมกลับเข้ามาในความคิด ณ
หน้าประตูรั้วไร่ ในคืนอันเก่านั้น นาคยังหนุ่มฟ้อไล่เรี่ยกันกับเขา นายคนพี่เดินนำหน้ากันมากับนายคนน้อง ขณะที่เหินกุลีกุจอออกไปรับ
เหิน
รู้จักกับนาคเสีย คนของพี่ฉัน นายของเขาแนะนำ
รอยยิ้มระหว่างกัน
เมื่อแรกพบของวันนั้นคือความเป็นเพื่อน คือความเข้าใจรู้หน้าที่และรู้ความรู้สึก
และต่างก็มองเห็นความสลักสำคัญในแห่งหนตำแหน่งที่อยู่ในที่ที่เดียวกันคือเป็นคนของนายทั้งสอง
แกกินเหล้าหรือเปล่า? เหินถาม ตอนที่นายทั้งสองพากันคล้อยหลังขึ้นเรือน
ก็เป็นบ้าง นาคหัวเราะหึหึ ก่อนจะว่า ฉลองกันเย็นนี้เลยเป็นไง
ความเป็นเพื่อนได้เดินคืบหน้าไปเรื่อย ๆ
คล้ายต้นไม้ที่ลงรากชิดติดกัน
แล้วเกี่ยวพันเข้ากัน
เพื่อความมั่นคงของลำต้นทั้งสอง
บ่อยครั้งที่เหินรู้สึกว่า
เขากับนาคเป็นเหมือนคน ๆ เดียวกัน
มีความบึกบึน
แข็งแกร่งแห่งเรือนกายคล้ายกัน
มีวัย อายุไล่เลี่ยกัน มีครอบครัวที่ให้นายเลี้ยงดูเหมือนกัน นายให้บ้านอยู่ขอเมียให้เขาสองคนคล้าย ๆ
กัน
นอกจากนี้ต่างก็มีหน้าที่สำคัญไม่ต่างกัน คือ
การพิทักษ์คุ้มครองติดสอบห้องตามนายไปพร้อม ๆ กันด้วย ไปทุกแห่ง
ทุกหย่อมหญ้าที่นายทั้งสองไปด้วยกันเหมือนฝาแฝด เหินคิดว่านายของตนเหนือชีวิต และยิ่งใหญ่อย่างไร นาคก็คิดว่านายของตนเป็นอย่างนั้น เรามันลูกผู้ชาย นายเป็นผู้มีพระคุณ ตายแทนได้ นาคเคยพูดเหมือนที่เขารู้สึก
เหินคาดหมายไม่ได้ว่า
เหตุใดที่ทำให้นายทั้งสองซึ่งเป็นพี่น้องคลานตามกันออกมานั้นต้องบาดหมาง
หันหลังให้กันเหมือนตายจากนายคนน้องของเขาทิ้งงานไร่อพยพเข้าเมืองใหญ่ในวันหนึ่ง
พร้อมด้วยครอบครัวของนายและครอบครัวของเขาเอง พร้อมกับถ้อยคำสั้น ๆ ที่นายบอก พี่ชายฉันมันทรยศ เราต้องไปอยู่ในเมือง และวันหนึ่งต่อมาเขาก็ได้รับถ้อยคำสั้น
ๆ จากนายอีก ไปเฝ้าบ้านเก่าที่ไร่ไว้ อย่าให้ใครเข้าไปครอบครองได้
พี่ชายฉันมันจะรุกที่และเอาบ้านหลังนั้น และต้องรักษามันไว้ด้วยชีวิต เข้าใจมั๊ยเหิน?
เหินกราบเท้าของนาย
และลาลูกเมียกลับมาไร่
พร้อมกับถ้อยคำสั้น ๆ ที่ซึมซาบและจดจำอยู่จนเดี๋ยวนี้
การกลับมาบ้านไร่ของเหินครั้งใหม่
นาคกลายเป็นคนต้องห้ามสำหรับการคบหาด้วยเป็นคนของ ศัตรู เขาไม่ได้พบหน้านาค นับแต่เหตุการณ์ครั้งกระนั้น
แต่ทุกครั้งที่คิดถึงความระมัดระวังและหวาดระแวง ก็ดูเหมือนมากั้นกลางความเป็นเพื่อนเอาไว้ นายของนาคเป็นคนอื่น และนาคก็กลายเป็นคนของ คนอื่น แล้ว เหินรู้และสำนึกในข้อนั้น ก็เหมือนกับเขาที่เขารู้สึกสำนึกและจดดจำในพระคุณอันท่วมหัวแห่งผู้เป็นนายของเขา
มันเป็นหน้าที่ของเรา นาคเอ๋ย
เหินพึมพำขึ้นมาอีก
นาคหันหลัง
เดินห่างเหินออกมาเรื่อย ๆ
จนพ้นเลยรั้วไร่ด้วยหัวใจขัดข้องและครุ่นคิดหนัก เหินเอ๋ย แกควรจะไปเสีย นาครำพันในใจ
ที่จริงเขาก็คิดเห็นแก่ตนเองไปอย่างนั้น ทั้งที่รู้ว่าไม่มีวันเป็นไปได้
เหินคือลูกผู้ชายที่จะไม่ละทิ้งหน้าที่และไม่คืนคำสั่งหันหลังให้นายของเขา เฉกเช่นตัวเขาเอง ณ
บัดนี้เขารู้จักเหินดี
นับตั้งแต่วันแรกพบ
วันที่เขาติดสอยห้อยตามมากับนายของเขามาดำเนินงานในไร่กว้างร่วมกับนายของเหิน เมื่อนายทั้งสองมีผลประโยชน์ร่วมกัน รักกัน เขากับเหินถึงได้มาพบกัน รู้จัก และรักกันด้วย เมื่อนายแตกแยก และหันหลังให้กัน
เขากับเหินก็ต้องหันหลังและแยกกันไปเป็นของธรรมดา ชีวิตของเราทั้งสองต่างก็เป็นของนาย เกือบทุกอย่างนายให้และสร้างขึ้น
แม้แต่ความเป็นเพื่อนของเราก็เกิดมาจากนาย
อย่างที่เหินพูดเมื่อกี้ถูกแล้วนายมาก่อน มาก่อนเขาทั้งสองคน ก่อนลูกและเมีย
นายแตกแยกกันด้วยเรื่องอะไร
นาคสุดวิสัยที่จะรู้ได้
เรื่องราวของนายดูเป็นเรื่องของฟ้าดิน อยู่นอกเหนือจากคนอย่างเขาที่จะเข้าไปล่วงรู้ เขาคงรู้แต่หน้าที่
และความเป็นลูกผู้ชายที่ให้ไว้กับนายคนเดียว ก็เหมือนเหินนั่นแหละ คำสั่งของนายย่อมศักดิ์สิทธิ์
น้องชายฉันมันทรยศ ที่ดินและบ้านแห่งนั้นเป็นของฉันทุกอย่าง นาคได้รับคำบอกเล่าจากนายสั้น
ๆ และต่อมานายก็สั่งสั้น ๆ อีก ถึงเวลาไปบอกไอ้เหินได้แล้วให้มันออกไป
พรุ่งนี้ฉันจะเข้าไปจัดการที่กับบ้านหลังนั้น
นิทานเก่า ๆ จากคำบอกเล่าของแม่
ผุดแว่บขึ้นมาในสมองของนาคขณะเดินผ่านกระท่อมของชาวไร่และละเมาะไม้สองข้างทาง นิทานที่แม่เล่าแต่ครั้งนาคยังเล็ก หลายเรื่องเป็นเรื่องความผูกพันและความจงรักภักดีระหว่างนายกับบ่าว
นายผู้มีพระคุณมีคำสั่งอันศักดิ์สิทธิ์ และบ่าวผู้ซื่อสัตย์ ผู้ปฏิบัติตามหน้าที่ เป็นตัวอย่างอันดีสำหรับสอนใจคน แม่รู้ไว้ด้วยเถอะฉันเหมือนบ่าวในนิทานที่แม่เล่าอยู่บ่อย
ๆ นั่นแหละ
นาคพูดอยู่ในหัวใจของตัวเอง
นาคเงยหน้ามองตะวันที่ดูเหมือนกำลังจะโน้มตัวลงต่ำ คล้อยไปทางอีกฟากหนึ่งแล้ว
นึกถึงและอดเสียดายความเป็นเพื่อนที่จะต้องสะบั้นแหลกหักยับเยิน เมื่อตอนใกล้ฟ้าสางคืนวันนี้ไม่ได้ อันที่จริงมันก็ขาดไปนานแล้ว นาคคิด ขาดนับตั้งแต่นายขาดกัน และเหินกลายเป็นคนของ คนอื่น แม้จะไม่แหลกหักยับเยินเหมือนอย่างที่จะเกิดขึ้นในคืนวันนี้ก็ตาม
ใครจะแพ้-ชนะ นาคยังไม่ได้คิดหรอก
และเขาคิดว่าเหินเองก็ยังไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้ คล้ายกับว่า มันเป็นเรื่องของกาลเวลาและฟ้าดิน
ทั้งเขาและเหินไม่ควรจะไปตัดสินล่วงหน้าเมื่อยังไม่ได้เกิดขึ้น
มันเป็นหน้าที่ของเรา เหินเอ๋ย
และแกก็ควรจะไปเสีย ในใจของนาคอดคิดอย่างเห็นแก่ตัวไม่ได้ขึ้นมาอีก
เมื่อรู้ตัวว่าจะสับสน
นาคก็สะบัดหัว ยืดตัวตรง เดินดิ่งไปข้างหน้า
ใกล้ฟ้าสางคืนนั้น
นาคก็เข้าเรือนกลางไร่
ที่เหินจุดตะเกียงรอรับไว้แล้ว
ประกายดาบในมือคนทั้งสองวาววับจับแสงตะเกียงลาน เกิดประกายวูบวาบ คล้ายแสงแปลบปลาบที่ขีดผ่านท้องฟ้า เสียงโลหะกระทบกัน สะเก็ดไฟปลิวกระจาย คล้ายดวงดาวเปล่งแสงก่อนร่วงหล่นลงมา เสียงหอบหายใจอันถี่กระชั้น
และเสียงตึงตังโครมครามของฝาบ้านและกระดานเรือนสั้นดังอยู่หว่างความวิเวกของกลางคืน
แสงตะเกียง-ไหวเต้นเมื่อลมทุ่งกรรโชก เป็นบางครา
สะบัดผ่านใบหน้าและเรือนกายของมนุษย์ทั้งสองในเรือนอันอ้างว้างให้เห็นชัดเป็นบางครั้ง-ดวงตาที่เขม็งมีจุดสีแดงดังตาสัตว์
หยาดเหงื่อที่ชุ่มโชกไหลเยิ้มขอบแก้มและริมฝีปาก เป็นประหนึ่งปีศาจที่กระหายเลือด และหยดเลือดสีแดงเกาะตามริ้วรอยใบหน้า พะเนินอก ลำแขน
และอาบปลายดาบขาวสะท้อนชัดตัดเปลวไฟจากตะเกียงที่พรายผ่าน-สว่างวาบแล้วก็ดับวูบ
ที่ตรงนี้
พลันก็วูบสว่างที่ตรงนั้น
บางที่ก็ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
บางทีก็ฉายฉานผ่านไปเพียงชั่วครั้งเดียว แต่ทุก ๆ แห่งมีเลือดและเสียงดาบกระทบกัน เสียงหอบหายใจอันสะท้อนถี่
และเสียงครึกโครมครืนครันที่เกิดจากเสียงลั่นของฝาบ้านและกระดานเรือน
เสียงเหล่านี้เงียบลง
เมื่อฟ้าสางเต็มที่แล้ว
ดวงจันทร์ลับทิวไม้ไปแล้วที่ท้ายไร่
ท่ามกลางเสียงไก่ขันของวันรุ่งอรุณ
นาคโซเซอยู่ที่หัวบันไดบ้าน
ยืนรับเสียงไก่ขันเมื่อวันรุ่งอรุณด้วยดวงตาพร่าพราย
ดาบชุ่มเลือดในมือขวาปักปลายจมอยู่กับพื้นเรือนเบื้องหลังออกไปไม่ไกลนักมีร่างของเหินนอนเหยียดยาวสงบนิ่ง แสงตะเกียงลานค่อย ๆ
เจือจางลงตามลำแสงของยามเช้าที่ค่อย ๆ เข้มขึ้น
นาคยืนอยู่ในที่เห็นยืนอยู่เมื่อบ่ายวานนี้! ผ้าขาวม้าเคียนเอว และกางเกงขาก๊วยที่หลวม
โพลกของเขาเต็มไปด้วยหยาดเลือดอันเกิดจากรอยแผลตามลำแขน และแผงอกที่เปลือยเปล่า เช่นเดียวกับใบหน้าที่มีสีแดง ซึมออกเป็นแห่ง ๆ
เขาก้าวลงบันได้ด้วยมือเปล่า
ปล่อยให้ดาบปักปลายคาค้าง
สั่นไกวอยู่กับพื้นเรือน
ก้าวลงได้ไม่กี่ขั้น
เขาก็หล่นลงสู่พื้นดินตรงลานบ้านกลิ้งไปติดกอหญ้า แน่นิ่งอยู่ตรงนั้น เหินไปแล้ว
นาคนอนคิดด้วยหัวใจอันระรวย พรุ่งนี้นายก็จัดการไร่ได้ทุกอย่าง
ตามที่นายต้องการหน้าที่ของเราเสร็จสิ้นแล้ว
นาคเพิ่งจะรู้ว่าความเป็นเพื่อนระหว่างเขากับเหินนั้นไม่มีวันสิ้นสุด
สิ่งที่สิ้นขาดไปคือลมหายใจของเพื่อนต่างหาก ความรัก ความเข้าใจ
และความเป็นลูกผู้ชายด้วยกันยังคงอยู่แม้จนขณะนี้
ขณะที่เหินไม่มีชีวิตและชีวิตเขาก็กำลังจะไม่มี นาครู้สึกว่าน้ำตาของตัวเองกำลังไหลอาบพรากใบหน้า ปนกับเลือดและเหงื่อ
นิทานเก่า ๆ ของแม่ลอยเข้ามาในความคิดอีกครั้ง
เรื่องราวพิสดารเหล่านั้นเป็นเรื่องระหว่างนายกับบ่าว ที่เขาได้รับคำบอกเล่ามาจากแม่อย่างจำเจ
แม่จะบอกทุกครั้งว่าให้จดจำเป็นตัวอย่างสำหรับการสร้างความดีของคนเรา ภาพของนาย ภาพของเมีย ของลูก และภาพของเหินปรากฏเด่นชัด ทั้ง ๆ ที่เขาซบหน้าติดอยู่กับกอหญ้า
สุดท้ายก็ภาพของแม่ที่ล่วงลับไปแล้วนานแจ่มชัดอยู่กับนิทานเหล่านั้น แม่
นิทานของแม่ถูกแล้ว
แต่ฉันก็คิดว่าโชคดี
ที่ไม่ได้เล่านิทานเหล่านั้นให้ลูก ๆ ของฉันฟัง นิทานที่แสนจะเจ็บปวดอย่างฉันในขณะนี้ นาคร้องไห้
เขาคิดว่าความเจ็บปวดนั้นเกิดมาทั้งร่างกายและจิตใจของเขา เขารู้สึกไม่เพียงว่า
ตัวเองกำลังเสียเลือดที่กำลังไหลออกจากร่าง แต่กำลังเสียลูก เสียเมีย และได้เสียเพื่อนไปแล้ว คือ
เหิน
นายล่ะนายของเขา เขาก็กำลังจะสูญเสียนายในขณะนี้ เพียงแต่ว่าเขาไม่รู้สึกเจ็บปวดที่สูญเสียไปเหมือนกับเพื่อนและลูกเมีย
เมื่อวาระสุดท้ายได้เดินทางมาถึง
นาคคิดว่าตนเองดีเสียด้วยซ้ำต่อการที่จะสูญเสียนายไปเสียทีหนึ่ง เหินเมื่อใกล้ตายก็คงคิดไม่ต่างไปจากเขา
นาคคิดและรู้สึกว่าพันธะทั้งหลายแหล่กำลังสูญสิ้นไปโดยปริยาย ความรู้สึกใหม่คือ
การเป็นอิสระจะมาบังคับและเป็นนายเขาทั้งสองต่อไปอีกแล้ว ณ
บัดนี้
มือทั้งสองของนาคกำเกร็งกอหญ้าแพรกแหลกยับเยินเป็นทางก่อนลมหายใจสุดท้ายจะหลุดออกจากร่างไป
-00000-