แล้วหญ้าแพรกก็แหลกลาญ (1)

อัศศิริ ธรรมโชติ

           

“นายให้มาบอกให้แกออกไปจากที่แห่งนี้  พรุ่งนี้นายจะมาจัดการไร่และบ้านหลังนี้ด้วย”  คนมาเยือนอยู่กลางแจ้งบอกด้วยเสียงเรื่อย ๆ

            “นายก็บอกกันไว้เหมือนกัน  บอกให้รักษาบ้านและที่ดินตรงนี้ด้วยชีวิต”  คนนั่งอยู่หัวบันได  พูดตอบกลับลงมาด้วยเสียงเรื่อย ๆ ปานกัน

“แต่นายของแกอยู่ในเมือง  เขาจะช่วยอะไรได้  ถึงแกตายก็คงไม่ได้เห็นซาก”  คนมาเยือนพูดขึ้นอีก  ทั้งคำพูดด้วยเสียงหัวเราะแปร่งปร่า

“ช่างเถอะ  เรื่องนี้  นาคก็รู้นี่น่า  ชีวิตเรามันเป็นของนาย”

คนมาเยือนที่ถูกเรียกว่านาค  ยืดไหล่ผึ่งผาย  ตั้งตัวตรงนิ่งอยู่ตรงกลางแจ้งลานบ้านคล้ายเสาที่ถูกปักลึกลงไปในดิน  กางเกงขาก๊วยหลวมโพลกสีดำสนิทเนื้อเดียวกับเสื้อ  พร้อมผ้าขาวม้าเคียนเอวถูกลมทุ่งพัดชายพลิ้ว  ปลิวไหวคล้ายธงโบกสะบัด  ร่างตระหง่านทอดเงาอยู่เหนือหย่อมหญ้าสีเขียว  ที่เส้นสายของมันไหวเต้นไปตามแรงลมบ่าย

เศษฝุ่นปลิวคว้างอยู่กลางลมและไอแดดระอุ  ตะวันลอยตัวสูงละลิบลิ่ว  ประหนึ่งจะหลบซ่อนเปลวอันร้อนแรงของมันเอง

“เราต้องทำ  มันเป็นหน้าที่ของเรา-เหิน  วันนี้วันสุดท้ายแล้วนายยื่นคำขาดถ้าแกอยู่ได้  เราก็อยู่ไม่ได้  ลูกเมียของเราก็อยู่ไม่ได้สบายอย่างทุกวันนี้”  คนชื่ออนาคพูดพลางเอามือทั้งสองกระชับผ้าขาวม้า  ตั้งตัวตรงและยืดอกขึ้นไปอีก

คนชื่อเหินนั่งชันเข่าอยู่ตรงหัวบันไดชานบ้าน  เขาสวมกางเกงขาก๊วยเหมือนกัน  แต่พาดผ้าขาวม้าไว้กับไหล่อันกว้างและเปลือยเปล่า  เรือนกายของเขาบึกบึน  ทะมัดทะแมงแข็งขัน  ไม่แพ้กันกับคนมาเยือน  เขานั่งยืดตัวตรง  นั่งเหมือนกับตอไม้  แสงแดดลอดชายคา  กระทบตาวาววามที่ทอดต่ำลงเบื้องล่าง  เหมือนอย่างไม่มีวันกระพริบไหว

“รู้แล้วล่ะ  กันก็เหมือนแกนั่นแหละ  ทุกอย่างขึ้นกับนาย  หน้าที่ของเรา  นายก็มาก่อนเรา  ว่าแต่จะเอาไง”  เหินตัดบท

นาคหัวเราะหึหึ  ก้มหน้า  เอาฝ่าเท้าเขี่ยดินเล่นก่อนเงยหน้าแล้วหัวเราะหึหึอีก

“แกคนเดียวนะ  เหิน”  นาคว่า

“แกกี่คนล่ะ”  เหินถาม

“ก็ต้องคนเดียวซิ”  นาคตอบ

“อันที่จริงมีหลายคน  แต่กันไม่ให้มาหรอกพวกเด็ก  และอีกอย่างมันเป็นการเอาเปรียบแกเกินไป”  นาคว่าต่อ

“ขอบใจ  ปืนหรือดาบล่ะ”  ตอนนี้เหินลุกขึ้นยืน  ร่างทะมึนตระหง่านอยู่บนหัวบันได

“ดาบสิ  มันเงียบดี”  นาคพูด  กลั้วเสียงหัวเราะ

เหินนิ่ง  แล้วหัวเราะหึหึบ้าง  ก่อนถาม  “แกฆ่าคนติดตะรางมั้ย

“ไม่  นายเขาช่วย  แกล่ะ”

“เหมือนกัน  เรื่องของนาย”  ทั้งสองนิ่ง

“ไปละนะ”  นาคว่า  “คืนนี้ใกล้ ๆ สางกันจะมา”

เมื่อเหินพยักหน้า  นาคก็เอี้ยวตัวกลับ  เดินดุ่มมุ่งหน้าแกว่งแขนด้วยท่าทางสบาย ๆ คล้ายเดินเล่นชมไร่ออกไปทางประตูรั้ว  ธรรมชาติของเขาดูเหมือนจะกลับคืนมา  เช่นเดียวกันกับเหินที่ทรุดตัวลงนั่งคว้าใบจากมวนยาแล้วจุดพ่นควันเอ้อระเหย

ดวงตะวันถีบตัวสูงขึ้นไปอีก  ประกายแดดระยิบเหนือทุ่งและบ้านไร่  วูบวาบคล้ายเปลวไฟ

เหินจับตามองตามร่างของคนมาเยือน  ซึ่งค่อยห่างไกลออกไปพร้อมกับระบายลมหายใจออกมากับควันบุหรี่  “มันเป็นหน้าที่ของเรานาคเอ๋ย…”  เหินพึมพำ…เหินเห็นนาคเดินย้อมกลับเข้ามาในความคิด    หน้าประตูรั้วไร่  ในคืนอันเก่านั้น  นาคยังหนุ่มฟ้อไล่เรี่ยกันกับเขา  นายคนพี่เดินนำหน้ากันมากับนายคนน้อง  ขณะที่เหินกุลีกุจอออกไปรับ

“เหิน  รู้จักกับนาคเสีย  คนของพี่ฉัน”  นายของเขาแนะนำ

รอยยิ้มระหว่างกัน  เมื่อแรกพบของวันนั้นคือความเป็นเพื่อน  คือความเข้าใจรู้หน้าที่และรู้ความรู้สึก  และต่างก็มองเห็นความสลักสำคัญในแห่งหนตำแหน่งที่อยู่ในที่ที่เดียวกันคือเป็นคนของนายทั้งสอง

“แกกินเหล้าหรือเปล่า  เหินถาม  ตอนที่นายทั้งสองพากันคล้อยหลังขึ้นเรือน

“ก็เป็นบ้าง”  นาคหัวเราะหึหึ  ก่อนจะว่า  “ฉลองกันเย็นนี้เลยเป็นไง”

ความเป็นเพื่อนได้เดินคืบหน้าไปเรื่อย ๆ คล้ายต้นไม้ที่ลงรากชิดติดกัน  แล้วเกี่ยวพันเข้ากัน  เพื่อความมั่นคงของลำต้นทั้งสอง  บ่อยครั้งที่เหินรู้สึกว่า  เขากับนาคเป็นเหมือนคน ๆ เดียวกัน  มีความบึกบึน  แข็งแกร่งแห่งเรือนกายคล้ายกัน  มีวัย  อายุไล่เลี่ยกัน  มีครอบครัวที่ให้นายเลี้ยงดูเหมือนกัน  นายให้บ้านอยู่ขอเมียให้เขาสองคนคล้าย ๆ กัน  นอกจากนี้ต่างก็มีหน้าที่สำคัญไม่ต่างกัน  คือ  การพิทักษ์คุ้มครองติดสอบห้องตามนายไปพร้อม ๆ กันด้วย  ไปทุกแห่ง  ทุกหย่อมหญ้าที่นายทั้งสองไปด้วยกันเหมือนฝาแฝด  เหินคิดว่านายของตนเหนือชีวิต  และยิ่งใหญ่อย่างไร  นาคก็คิดว่านายของตนเป็นอย่างนั้น  “เรามันลูกผู้ชาย  นายเป็นผู้มีพระคุณ  ตายแทนได้”  นาคเคยพูดเหมือนที่เขารู้สึก

เหินคาดหมายไม่ได้ว่า  เหตุใดที่ทำให้นายทั้งสองซึ่งเป็นพี่น้องคลานตามกันออกมานั้นต้องบาดหมาง  หันหลังให้กันเหมือนตายจากนายคนน้องของเขาทิ้งงานไร่อพยพเข้าเมืองใหญ่ในวันหนึ่ง  พร้อมด้วยครอบครัวของนายและครอบครัวของเขาเอง  พร้อมกับถ้อยคำสั้น ๆ ที่นายบอก  “พี่ชายฉันมันทรยศ  เราต้องไปอยู่ในเมือง”  และวันหนึ่งต่อมาเขาก็ได้รับถ้อยคำสั้น ๆ จากนายอีก  “ไปเฝ้าบ้านเก่าที่ไร่ไว้  อย่าให้ใครเข้าไปครอบครองได้  พี่ชายฉันมันจะรุกที่และเอาบ้านหลังนั้น  และต้องรักษามันไว้ด้วยชีวิต  เข้าใจมั๊ยเหิน

เหินกราบเท้าของนาย  และลาลูกเมียกลับมาไร่  พร้อมกับถ้อยคำสั้น ๆ ที่ซึมซาบและจดจำอยู่จนเดี๋ยวนี้

การกลับมาบ้านไร่ของเหินครั้งใหม่  นาคกลายเป็นคนต้องห้ามสำหรับการคบหาด้วยเป็นคนของ  “ศัตรู”  เขาไม่ได้พบหน้านาค  นับแต่เหตุการณ์ครั้งกระนั้น  แต่ทุกครั้งที่คิดถึงความระมัดระวังและหวาดระแวง  ก็ดูเหมือนมากั้นกลางความเป็นเพื่อนเอาไว้  นายของนาคเป็นคนอื่น  และนาคก็กลายเป็นคนของ  “คนอื่น”  แล้ว  เหินรู้และสำนึกในข้อนั้น  ก็เหมือนกับเขาที่เขารู้สึกสำนึกและจดดจำในพระคุณอันท่วมหัวแห่งผู้เป็นนายของเขา

“มันเป็นหน้าที่ของเรา  นาคเอ๋ย…”  เหินพึมพำขึ้นมาอีก

 

…นาคหันหลัง  เดินห่างเหินออกมาเรื่อย ๆ จนพ้นเลยรั้วไร่ด้วยหัวใจขัดข้องและครุ่นคิดหนัก  “เหินเอ๋ย  แกควรจะไปเสีย”  นาครำพันในใจ

ที่จริงเขาก็คิดเห็นแก่ตนเองไปอย่างนั้น  ทั้งที่รู้ว่าไม่มีวันเป็นไปได้  เหินคือลูกผู้ชายที่จะไม่ละทิ้งหน้าที่และไม่คืนคำสั่งหันหลังให้นายของเขา  เฉกเช่นตัวเขาเอง    บัดนี้เขารู้จักเหินดี  นับตั้งแต่วันแรกพบ  วันที่เขาติดสอยห้อยตามมากับนายของเขามาดำเนินงานในไร่กว้างร่วมกับนายของเหิน  เมื่อนายทั้งสองมีผลประโยชน์ร่วมกัน  รักกัน  เขากับเหินถึงได้มาพบกัน  รู้จัก  และรักกันด้วย  เมื่อนายแตกแยก  และหันหลังให้กัน  เขากับเหินก็ต้องหันหลังและแยกกันไปเป็นของธรรมดา  ชีวิตของเราทั้งสองต่างก็เป็นของนาย  เกือบทุกอย่างนายให้และสร้างขึ้น  แม้แต่ความเป็นเพื่อนของเราก็เกิดมาจากนาย  อย่างที่เหินพูดเมื่อกี้ถูกแล้วนายมาก่อน  มาก่อนเขาทั้งสองคน  ก่อนลูกและเมีย

นายแตกแยกกันด้วยเรื่องอะไร  นาคสุดวิสัยที่จะรู้ได้  เรื่องราวของนายดูเป็นเรื่องของฟ้าดิน  อยู่นอกเหนือจากคนอย่างเขาที่จะเข้าไปล่วงรู้  เขาคงรู้แต่หน้าที่  และความเป็นลูกผู้ชายที่ให้ไว้กับนายคนเดียว  ก็เหมือนเหินนั่นแหละ  คำสั่งของนายย่อมศักดิ์สิทธิ์

“น้องชายฉันมันทรยศ  ที่ดินและบ้านแห่งนั้นเป็นของฉันทุกอย่าง”  นาคได้รับคำบอกเล่าจากนายสั้น ๆ และต่อมานายก็สั่งสั้น ๆ อีก  “ถึงเวลาไปบอกไอ้เหินได้แล้วให้มันออกไป  พรุ่งนี้ฉันจะเข้าไปจัดการที่กับบ้านหลังนั้น”

นิทานเก่า ๆ จากคำบอกเล่าของแม่  ผุดแว่บขึ้นมาในสมองของนาคขณะเดินผ่านกระท่อมของชาวไร่และละเมาะไม้สองข้างทาง  นิทานที่แม่เล่าแต่ครั้งนาคยังเล็ก  หลายเรื่องเป็นเรื่องความผูกพันและความจงรักภักดีระหว่างนายกับบ่าว

นายผู้มีพระคุณมีคำสั่งอันศักดิ์สิทธิ์  และบ่าวผู้ซื่อสัตย์  ผู้ปฏิบัติตามหน้าที่  เป็นตัวอย่างอันดีสำหรับสอนใจคน  “แม่รู้ไว้ด้วยเถอะฉันเหมือนบ่าวในนิทานที่แม่เล่าอยู่บ่อย ๆ นั่นแหละ”  นาคพูดอยู่ในหัวใจของตัวเอง

นาคเงยหน้ามองตะวันที่ดูเหมือนกำลังจะโน้มตัวลงต่ำ  คล้อยไปทางอีกฟากหนึ่งแล้ว  นึกถึงและอดเสียดายความเป็นเพื่อนที่จะต้องสะบั้นแหลกหักยับเยิน  เมื่อตอนใกล้ฟ้าสางคืนวันนี้ไม่ได้  อันที่จริงมันก็ขาดไปนานแล้ว  นาคคิด  ขาดนับตั้งแต่นายขาดกัน  และเหินกลายเป็นคนของ  “คนอื่น”  แม้จะไม่แหลกหักยับเยินเหมือนอย่างที่จะเกิดขึ้นในคืนวันนี้ก็ตาม

ใครจะแพ้-ชนะ  นาคยังไม่ได้คิดหรอก  และเขาคิดว่าเหินเองก็ยังไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้  คล้ายกับว่า  มันเป็นเรื่องของกาลเวลาและฟ้าดิน  ทั้งเขาและเหินไม่ควรจะไปตัดสินล่วงหน้าเมื่อยังไม่ได้เกิดขึ้น

“มันเป็นหน้าที่ของเรา  เหินเอ๋ย…และแกก็ควรจะไปเสีย”  ในใจของนาคอดคิดอย่างเห็นแก่ตัวไม่ได้ขึ้นมาอีก

เมื่อรู้ตัวว่าจะสับสน  นาคก็สะบัดหัว  ยืดตัวตรง  เดินดิ่งไปข้างหน้า

ใกล้ฟ้าสางคืนนั้น  นาคก็เข้าเรือนกลางไร่  ที่เหินจุดตะเกียงรอรับไว้แล้ว  ประกายดาบในมือคนทั้งสองวาววับจับแสงตะเกียงลาน  เกิดประกายวูบวาบ  คล้ายแสงแปลบปลาบที่ขีดผ่านท้องฟ้า  เสียงโลหะกระทบกัน  สะเก็ดไฟปลิวกระจาย  คล้ายดวงดาวเปล่งแสงก่อนร่วงหล่นลงมา  เสียงหอบหายใจอันถี่กระชั้น  และเสียงตึงตังโครมครามของฝาบ้านและกระดานเรือนสั้นดังอยู่หว่างความวิเวกของกลางคืน

แสงตะเกียง-ไหวเต้นเมื่อลมทุ่งกรรโชก  เป็นบางครา  สะบัดผ่านใบหน้าและเรือนกายของมนุษย์ทั้งสองในเรือนอันอ้างว้างให้เห็นชัดเป็นบางครั้ง-ดวงตาที่เขม็งมีจุดสีแดงดังตาสัตว์  หยาดเหงื่อที่ชุ่มโชกไหลเยิ้มขอบแก้มและริมฝีปาก  เป็นประหนึ่งปีศาจที่กระหายเลือด  และหยดเลือดสีแดงเกาะตามริ้วรอยใบหน้า  พะเนินอก  ลำแขน  และอาบปลายดาบขาวสะท้อนชัดตัดเปลวไฟจากตะเกียงที่พรายผ่าน-สว่างวาบแล้วก็ดับวูบ  ที่ตรงนี้  พลันก็วูบสว่างที่ตรงนั้น  บางที่ก็ซ้ำแล้วซ้ำเล่า  บางทีก็ฉายฉานผ่านไปเพียงชั่วครั้งเดียว  แต่ทุก ๆ แห่งมีเลือดและเสียงดาบกระทบกัน  เสียงหอบหายใจอันสะท้อนถี่  และเสียงครึกโครมครืนครันที่เกิดจากเสียงลั่นของฝาบ้านและกระดานเรือน

เสียงเหล่านี้เงียบลง  เมื่อฟ้าสางเต็มที่แล้ว  ดวงจันทร์ลับทิวไม้ไปแล้วที่ท้ายไร่  ท่ามกลางเสียงไก่ขันของวันรุ่งอรุณ

นาคโซเซอยู่ที่หัวบันไดบ้าน  ยืนรับเสียงไก่ขันเมื่อวันรุ่งอรุณด้วยดวงตาพร่าพราย  ดาบชุ่มเลือดในมือขวาปักปลายจมอยู่กับพื้นเรือนเบื้องหลังออกไปไม่ไกลนักมีร่างของเหินนอนเหยียดยาวสงบนิ่ง  แสงตะเกียงลานค่อย ๆ เจือจางลงตามลำแสงของยามเช้าที่ค่อย ๆ เข้มขึ้น

นาคยืนอยู่ในที่เห็นยืนอยู่เมื่อบ่ายวานนี้!  ผ้าขาวม้าเคียนเอว  และกางเกงขาก๊วยที่หลวม   โพลกของเขาเต็มไปด้วยหยาดเลือดอันเกิดจากรอยแผลตามลำแขน  และแผงอกที่เปลือยเปล่า  เช่นเดียวกับใบหน้าที่มีสีแดง  ซึมออกเป็นแห่ง ๆ

เขาก้าวลงบันได้ด้วยมือเปล่า  ปล่อยให้ดาบปักปลายคาค้าง  สั่นไกวอยู่กับพื้นเรือน  ก้าวลงได้ไม่กี่ขั้น  เขาก็หล่นลงสู่พื้นดินตรงลานบ้านกลิ้งไปติดกอหญ้า  แน่นิ่งอยู่ตรงนั้น  “เหินไปแล้ว…”  นาคนอนคิดด้วยหัวใจอันระรวย  “พรุ่งนี้นายก็จัดการไร่ได้ทุกอย่าง  ตามที่นายต้องการหน้าที่ของเราเสร็จสิ้นแล้ว”

นาคเพิ่งจะรู้ว่าความเป็นเพื่อนระหว่างเขากับเหินนั้นไม่มีวันสิ้นสุด  สิ่งที่สิ้นขาดไปคือลมหายใจของเพื่อนต่างหาก  ความรัก  ความเข้าใจ  และความเป็นลูกผู้ชายด้วยกันยังคงอยู่แม้จนขณะนี้  ขณะที่เหินไม่มีชีวิตและชีวิตเขาก็กำลังจะไม่มี  นาครู้สึกว่าน้ำตาของตัวเองกำลังไหลอาบพรากใบหน้า  ปนกับเลือดและเหงื่อ

นิทานเก่า ๆ ของแม่ลอยเข้ามาในความคิดอีกครั้ง  เรื่องราวพิสดารเหล่านั้นเป็นเรื่องระหว่างนายกับบ่าว  ที่เขาได้รับคำบอกเล่ามาจากแม่อย่างจำเจ  แม่จะบอกทุกครั้งว่าให้จดจำเป็นตัวอย่างสำหรับการสร้างความดีของคนเรา  ภาพของนาย  ภาพของเมีย  ของลูก  และภาพของเหินปรากฏเด่นชัด  ทั้ง ๆ ที่เขาซบหน้าติดอยู่กับกอหญ้า  สุดท้ายก็ภาพของแม่ที่ล่วงลับไปแล้วนานแจ่มชัดอยู่กับนิทานเหล่านั้น  “แม่…นิทานของแม่ถูกแล้ว  แต่ฉันก็คิดว่าโชคดี  ที่ไม่ได้เล่านิทานเหล่านั้นให้ลูก ๆ ของฉันฟัง  นิทานที่แสนจะเจ็บปวดอย่างฉันในขณะนี้”  นาคร้องไห้  เขาคิดว่าความเจ็บปวดนั้นเกิดมาทั้งร่างกายและจิตใจของเขา  เขารู้สึกไม่เพียงว่า  ตัวเองกำลังเสียเลือดที่กำลังไหลออกจากร่าง  แต่กำลังเสียลูก  เสียเมีย  และได้เสียเพื่อนไปแล้ว  คือ  เหิน…นายล่ะนายของเขา  เขาก็กำลังจะสูญเสียนายในขณะนี้  เพียงแต่ว่าเขาไม่รู้สึกเจ็บปวดที่สูญเสียไปเหมือนกับเพื่อนและลูกเมีย

เมื่อวาระสุดท้ายได้เดินทางมาถึง  นาคคิดว่าตนเองดีเสียด้วยซ้ำต่อการที่จะสูญเสียนายไปเสียทีหนึ่ง  เหินเมื่อใกล้ตายก็คงคิดไม่ต่างไปจากเขา  นาคคิดและรู้สึกว่าพันธะทั้งหลายแหล่กำลังสูญสิ้นไปโดยปริยาย  ความรู้สึกใหม่คือ  การเป็นอิสระจะมาบังคับและเป็นนายเขาทั้งสองต่อไปอีกแล้ว    บัดนี้

มือทั้งสองของนาคกำเกร็งกอหญ้าแพรกแหลกยับเยินเป็นทางก่อนลมหายใจสุดท้ายจะหลุดออกจากร่างไป…

 

-00000-