คุณหัทยา (เกษสังข์) วงศ์กระจ่าง นักจัดรายการวิทยุ

"เด็กเกิดมาได้อย่างไร มันอัศจรรย์จริง ๆ คิดว่าต้องมีอะไรสักอย่างที่มีฤทธานุภาพมากที่ทำให้ระบบธรรมชาติเป็นแบบนี้"
ชีวิตค่อนข้างจะราบรื่นมาตลอดไม่ว่าจะเป็นพื้นฐานทางครอบครัวหรือชีวิตในการทำงานและไม่รู้สึกว่าตนเองต้องไปแสวงหาอะไรมากมาย จนกระทั่งเมื่อมีครอบครัวและเริ่มตั้งครรภ์ เป็นช่วงที่มีเวลาว่างทำให้เริ่มคิดถึงเรื่องต่าง ๆ รวมไปถึงเรื่องที่ว่าเด็กเกิดมาได้อย่างไร
"มันอัศจรรย์จริงๆ คิดว่าต้องมีอะไรสักอย่างที่มีฤทธานุภาพมากที่ทำให้ระบบธรรมชาติเป็นแบบนี้ต้องมีใครสักคนที่เป็นใหญ่ในปฐมพีจริง ๆ ที่สามารถจะกำหนดกฏเกณฑ์ว่า 9 เดือนเด็กจะต้องคลอดออกมาและกำหนดการเจริญเติบโต กำหนดทุกสิ่งทุกอย่าง"
ช่วงที่ท้องจะอ่านหนังสือเตรีมพร้อมสำหรับการเป็นแม่ เจอหนังสือแปลของ ดร. เมส์ ด็อบสัน เป็นหนังสือเรื่อง กล้าฝึกวินัยให้ลูกรัก ซึ่งผู้เขียนได้กล่าวไว้ในหนังสือของเขาว่า การที่ชีวิตครอบครัวของเขาประสบความสำเร็จ เพราะเขาเชื่อฟังคำสั่งของพระเจ้า เขาอ่านพระคัมภีร์ซึ่งมีอายุกว่า 2000 ปีแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างในพระคัมภีร์ได้กำหนดโลกนี้เอาไว้แล้ว ทำให้อยากลองอ่านพระคัมภีร์ดู
พอช่วงคริสตมาสปี 39 พี่ปุ๊ อัญชลี ก็ชวนไปโบสถ์ ตอนแรกก็คิดว่าจะไปดีไหม แต่ในพระคัมภีร์พูดถึงการนมัสการพระเจ้าก็เลยไป พอได้ไปโบสถ์ก็เริ่มอยากรู้จักพระเจ้ามากขึ้น อยากรู้ว่าคนที่ไปโบสถ์จริง ๆ เขารู้จักพระเจ้าอย่างไร เขาสัมผัสกับความรักของพระเจ้าได้อย่างไร และพระเจ้ามีอิทธิพลต่อโลกนี้อย่างไร ในที่สุดก็ลองเปิดใจดูลองอธิษฐาน
แต่ก็ไม่ใช่เรื่อง่ายที่จะตัดสินใจเชื่อพระเจ้า เพราะรู้สึกว่าศาสนาเก่าที่เรานับถือมาก็ไม่เคยทำร้ายเรา เราก็ได้สิ่งดีๆมาตลอด ก็คิดว่าเป็นเรื่องของการเปลี่ยนศาสนาหรือเปล่า หรือว่าเป็นเรื่องของความเชื่อเฉย ๆ ซึ่งก็ไม่แปลกถ้าเราจะเชื่อในสิ่งที่ดีสำหรับชีวิตของเรา ถ้าเราไม่เอาเรื่องของศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้อง เมื่อเราต้องการที่จะเชื่อในพระเจ้า แล้วทำไมเราจะเชื่อไม่ได้
หลังจากที่ได้รู้จักพระเจ้าแล้ว สิ่งที่เปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดสำหรับตัวเอง คือ อีโก้ลดน้อยลง ความรู้สึกอยากมีชื่อเสียง อยากรับงานเยอะ ๆ เริ่มหายไป เราเคยเติบโตทางวัตถุมากเกินไป ดิฉันขอบพระคุณพระเจ้าที่มารู้จักพระเจ้าทันเวลา
ความคิดของเราเปลี่ยนไป ก่อนที่จะเชื่อพระเจ้า คิดว่าชีวิตตัวเองดีอยู่แล้ว เรามองไม่เห็นความบาปของตัวเอง เราคิดว่าการที่เรามีอีโก้ การที่เราต้องการจะเอาชนะคน การที่เราต้องการจะเป็นหนึ่งไม่ใช่ความบาป แต่จริง ๆ แล้วนั่นคือการไม่ถ่อม และไม่รู้จักพอ ขอบคุณพระเจ้าที่เรามารู้จักพระเจ้าก่อนทำให้เรานิ่งได้ ไม่ต้องตะบันรับงานแข่งกับเขา ไม่พยายามไขว่คว้ารักษาความโด่งดังเหมือนก่อน ถึงชีวิตอาจจะแย่กว่านี้ หรือไม่ได้เป็นไปอย่างที่เราคิด เราก็ไม่กลัวอีกต่อไป เพราะเราฝากทุกอย่างไว้ในพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ของพระเจ้า และอีกอย่างหนึ่งคือได้รับความสงบและสันติสุขมากกว่าชีวิตก่อนรู้จักกับพระเจ้า
พระเจ้าทรงอวยพระพรชีวิตในครอบครัวด้วย พระเจ้าทรงสอนผ่านทางพระคัมภีร์ให้เชื่อฟังสามีมากขึ้น ซึ่งต่างจากก่อนเชื่อพระเจ้าที่เป็นคนต้องการเอาชนะ สามีก็สังเกตว่าใจเย็นขึ้นด้วย รู้สึกประทับใจพระเจ้าที่พระองค์ทรงช่วยให้ความสัมพันธ์ในบ้านนุ่มนวลขึ้น รวมทั้งในเวลาที่ว้าวุ่นใจหรือมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องลูกหรือเรื่องอื่นๆ พออ่านพระคัมภีร์ก็เจอคำตอบ ยามที่ลูกไม่สบายเมื่ออธิษฐานกับพระเจ้าแล้วสถานการณ์ก็คลี่คลายไปในทางที่ดี
เวลาไปโบสถ์และได้เปล่งเสียงโมทนาพระคุณพระเจ้าแล้ว รู้สึกว่ามันยิ่งใหญ่ เมื่อก่อนที่เคยสวดชินกัญชรทุกคืน ซึ่งท่องได้หมด แต่ไม่เข้าใจ ไม่รู้ว่าความหมายคืออะไร รู้แต่คนเขาบอกว่า ฉันเก่ง ฉันท่องได้ แต่พอได้มาอธิษฐานกับพระเจ้าแล้ว รู้สึกว่าเราได้พูดเอง เป็นคำพูดที่พระเจ้ากับเรา เข้าใจ


ข้อมูลจากหนังสือ "Real Life Real Connections" ของ Campus Crusade for Christ