คุณพันตา สุรศิลป์พิศุทธิ์
ศิลปินค่ายรถไฟดนตรี

ผมไม่มีความเข้มแข็งพอที่จะเอาชนะธรรมชาติ บาปของตัวเองแล้วในที่สุดผมก็ถึงจุดที่ชีวิตตัวเองล้มเหลวอย่างไม่เป็นเท่า ผมพึ่งพายาเสพติดและหลงติดมัน แล้วก็ไม่ใช่แต่เพียงเท่านั้น พฤติกรรมอุปนิสัยของผมก็เปลี่ยนไปด้วย ผมเริ่มดำเนินชีวิตอย่างเด็กที่เกเรทั่วไป เที่ยวเตร่และทะเลาะวิวาท จนในที่สุดก็เกิดอาชญากรรมยกพวกตีกันแล้วทำให้มีการฆ่ากันตายเกิดขึ้น "
ผมเป็นคนบาปที่มีความหลงและยึดตัวเอง แล้วก็ไม่สามารถดิ้นหลุดจากกิเลสตัณหาได้ด้วยตัวเอง ทั้ง ๆ ที่ผมเองก็เคยบวชเรียนเป็นพระมาก่อน รู้ว่าอะไรดีรู้ว่าอะไรชั่วทุกอย่าง แต่ผมก็ไม่สามารถบังคับจิตใจเอาชนะตัวเองได้
ผมไม่มีความเข้มแข็งพอที่จะเอาชนะธรรมชาติบาปของตัวเอง แล้วในที่สุดก็ถึงจุดที่ชีวิตตัวเองล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่า ผมพึ่งพายาเสพติดและหลงติดมัน แล้วก็ไม่ใช่แต่เพียงเท่านั้น พฤติกรรมอุปนิสัยของผมก็เปลี่ยนไปด้วย ผมเริ่มดำเนินชีวิตอย่างเด็กเกเรทั่วไปเที่ยวเตร่และทะเลาะวิวาท จนในที่สุดก็เกิดอาชญากรรม ยกพวกตีกัน ทำให้มีการฆ่ากันตายเกิดขึ้น ซึ่งผู้ที่เส้นชีวิตก็คือฝ่ายคู่อริของเรานั่นเอง ผมและเพื่อน ๆ ถูกตำรวจจับได้ในที่เกิดเหตุ และถูกนำตัวขึ้นฟ้องศาล ถูกตัดสินโทษจำคุก "ตลอดชีวิต" พร้อมกันทั้งสามคน ซึ่งตอนนั้นผมมีอายุเพียง 17 ปีเท่านั้น
สภาพแวดล้อมใหญ่ที่ผมได้เข้าไปอยู่ทำให้ผมเริ่มคิดถึงชีวิตและเวลาที่ต้องเสียไปอย่างไร้ค่า

ผมเริ่มมองหาความหมายที่แท้ริงของการมีชีวิตอยู่อย่างมีคุณค่าภายในที่แห่งนั้น แต่ผมก็ไม่สามารถค้นหาคำตอบที่แท้จริง มันทำให้ผมทุกข์หนักกับคำถามที่คุกรุ่นอยู่ภายในใจตลอดเวลา จนกระทั่ง 2 ปี 6 เดือนผ่านไป ศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิจารณายกฟ้องข้อหาเจตนาฆ่าคนตาย เหลือเพียงทะเลาะวิวาทจนเป็นเหตุชุลมุนและมีการตายเกิดขึ้น ผมกับเพื่อนอีกคนจึงได้ลดโทษจากจำคุก "ตลอดชีวิต" เหลือเพียงจำคุก 2 ปี 6 เดือนซึ่งก็ได้จำมาครบแล้ว ดังนั้นผมจึงได้รับอนุญาตให้ประกันตัวออกมาได้ในเวลา ต่อมา
แต่ถึงกระนั้น ผมก็ยังไม่เข้าใจความหมายที่แท้จริงของการมีชีวิตอยู่ดี และเนื่องจากผมมองเห็นแล้วว่าไม่มีสิ่งใดที่จะสำคัญเท่าการค้นหาความหมายที่แท้จริงของชีวิต ผมจึงตัดสินใจบวชพระเพื่อศึกษาแนวทางการหลุดพ้นจากบาปของตัวเอง แต่ถึงแม้จะพยายามสักเท่าใด ผมก็ต้องยอมรับในเวลาต่อมาว่า ผมไม่สามารถเอาชนะความบาป หรือความรู้สึกต้องการของตัวเองได้เลย ผมไม่อยากเป็นคนที่ดูสงบแค่ภายนอก แต่ภายในว้าวุ่น หลอกลวงทั้งตัวเองและคนอื่นอีกต่อไป ผมเลยตัดสินใจสึกออกมา
เพียงไม่นานหลังจากสึกเป็นพระ ชีวิตของผมก็ไหลลงสู่จุดที่ต่ำอีกครั้ง และครั้งนี้ก็ดูเหมือนว่าโอกาสที่จะค้นหาสัจจะของชีวิตไม่มีเหลืออีกต่อไปแล้ว ร่างกายของผมบอกกับผมในคนหนึ่งว่า "ผมกำลังจะตาย" ภายหลังจากที่กลับไปพึ่งยาเสพติดอีกจนถอนตัวไม่ขึ้น และไม่มีกำลังใจที่จะหยุดหรือเลิกมันได้เลย ผมพ่ายแพ้ต่อสิ่งที่ชั่วร้ายที่ครอบงำจิตใจของผมอย่างไม่มีเหตุผล ในขณะที่ร่างกายของผมกำลังจะตาย จิตใจของผมก็ไม่เหลือความภาคภูมิใจให้กับตัวเองอีก

ในเวลานั้นจิตวิญญาณของผมจึงเริ่มร่ำร้องเรียกหาบางสิ่งที่ฤทธ์อำนาจที่จะช่วยให้ผมหลุดพ้นจากพันธนาการอันนี้ และสามารถเป็นคำตอบให้กับชีวิตของผมได้ ผมเริ่มเรียกหาพระเจ้า พระเจ้าผู้ทรงเป็นผู้สร้างสรรพสิ่งหลายรอบๆ ตัว รวมถึงชีวิตทุกชีวิต แต่ผมไม่รู้จักพระองค์ไม่รู้ไม่เข้าใจว่าพระองค์เป็นอย่างไร แล้วในคืนวันนั้นขณะที่ผมคิดถึงความตาย ผมได้พบกับสิ่งที่เรียกได้ว่าเป็นความอัศจรรย์ยิ่งที่สุดในชีวิตของผม เมื่อผมกลับจากเล่นดนตรีถึงที่พัก ผมพบแผ่นพับใบปลิวแผ่นหนึ่ง ในนั้นมีข้อความว่า "ถ้าท่านต้องการเปลี่ยนแปลงชีวิตใหม่ จงอธิษฐานขอมอบและวางทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของท่านแก่พระเจ้า ให้อธิษฐานขอในพระนามแห่งพระมหาเยซูคริสต์เจ้า"
เป็นทางออกสุดท้ายที่ภาวะจิตใจของผมไม่สามารถที่จะปฏิเสธได้อีกเป็นโอกาสสุดท้ายจริงๆ ก่อนที่ผมจะตายทั้งฝ่ายร่างกายและจิตใจ ผมตัดสินใจเชื่อในพระเจ้า และจากวันนั้นจนถึงวันนี้ ชีวิตของผมก็ได้รับการเปลี่ยนแปลงใหม่จากหน้ามือเป็นหลังมือ เรื่องราวของพระเจ้าจึงไม่ใช่สิ่งที่ไร้สาระอีกต่อไปในชีวิตของผม เพราะพระองค์ได้ทรงพิสูจน์การทรงพระชนม์อยู่ของพระองค์แล้วในชีวิตที่เปลี่ยนแปลงของผมในปัจจุบัน

ข้อมูลจากหนังสือ "Real Life Real Connections" ของ Campus Crusade for Christ