พระพุทธสิหิงค์ (จำลอง)

green_ball3085.gif (257 bytes) เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิราบ  สร้างครั้งในรัชกาลที่  ๔  หล่อด้วยโลหะขนาดหน้าตัก กว้าง  ๑.๒๐  เมตร  ตัว องค์สูง  ๑.๖๒ เมตร ตามประวัติกล่าวไว้ว่า  พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้หล่อจำลองจาก พระพุทธสิหิงค์  ซึ่งประดิษฐานอยู่ในพระที่นั่งพุทไธศวรรย์ในพระบรมมหาราชวัง แต่ขยายขนาดให้ใหญ่ออกไป เป็นหน้าตักกว้าง  ๒  ศอก  ๑๐  นิ้ว  แล้วโปรดให้แห่ออกไปประดิษฐาน ไว้ซุ้มจระนำ  ณ  พระปฐมเจดีย์

พระร่วงโรจนฤทธิ์

green_ball3085.gif (257 bytes)  ในขณะที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่  ๖  ดำรง พระยศเป็นสมเด็จพระยุพราช  ได้เสด็จ ตรวจค้นโบราณสถานในมณฑล ฝ่ายเหนือ  เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๒  พบพระพุทธรูปชำรุดองค์หนึ่งจมในพื้น วิหาร วัดโบราณในเมืองศรีสัชนาลัย  โปรดให้ขุดขึ้น  พบพระเศียร  พระหัตถ์  และพระบาทที่ยังดีไม่ชำรุดมีลักษณะ งดงามต้องตาม พระราชหฤทัย  จึงโปรดให้เชิญลงมากรุงเทพมหานคร ครั้งเสด็จเถลิง ถวัลยราชสมบัติ  จึงโปรด ให้สมเด็จฯ  เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ ทำรูปหุ่นขี้ผึ้ง  ปฏิสังขรณ์ปั้นให้เสร็จบริบูรณ์เต็มองค์  ตั้งการพระราชพิธี เททองที่วัดพระเชตุพนฯ เมื่อ พ.ศ.๒๔๕๖  เป็นพระยืนปางห้ามญาติ  หล่อ ด้วยโลหะ ครั้นแล้วเสร็จ อัญเชิญประดิษฐานไว้ที่ซุ้มวิหารทิศ  ตรงบันได ใหญ่เมื่อวันที่  ๒  พฤศจิกายน  พ.ศ. ๒๔๕๘  ทรงถวายพระนาม ว่า  "พระร่วงโรจนฤทธิ์  ศรีอินทราทิตย์  ธรรโมภาส  มหาวชิราวุธ ราชปูชนียบพิตร" สูงจากพระเกศาถึงพระบาท  ๑๒  ศอก  ๔  นิ้ว  และทรง พระกรุณาโปรดเกล้าในพระราชพินัยกรรม ให้บรรจุพระอังคารของพระองค์ท่านไว้ในใต้ฐานพระนี้ด้วย

พระพุทธรูปศิลาขาว

green_ball3085.gif (257 bytes)  เป็นพระพุทธรูปปางประทานปฐมเทศนา  ประดิษฐานในพระอุโบสถสร้างในสมัยทวาราวดี (พ.ศ. ๑๑๐๐-๑๖๐๐)  ชาวบ้านมักจะเรียกว่า  "หลวงพ่อประทานพร"  หลวงพ่อประทานพรมี ลักษณะทั่วไปเป็นพระพุทธรูปประทับนั่งห้อยพระบาททั้งสองลงบนฐานทำเป็นกลีบบัว บาน รองรับซึ่งมีศัพท์เฉพาะเรียกว่า "ภัทรอาสน์"  หรือ " ภัทราสนะ"  พระหัตถ์ซ้ายของพระพุทธรูป วางหงายอยู่เหนือพระเพลาซ้าย  ส่วนพระหัตถ์ขวายกอยู่ในระดับพระอุระ  หันฝ่าพระหัตถ์ออก ปลาย

พระอังคุฐกับพระดัชนีงอโค้งจรดกัน  ส่วนอีกสามนิ้วพระหัตถ์กางออก  เป็นพระพุทธรูป ที่ทำด้วยศิลาขนาดใหญ่  พระพุทธรูปในรูปท่าแบบนี้ เรียกว่า "ปางประทานปฐมเทศนา" หรือ "ปางประทานเอหิภิกขุ"  ขนาดจากพระเกตุ ถึงพระบาท  ๓.๓๖  เมตร  ประวัติจากบันทึกของ พระธรรมวโรดม  (โชติ ธมฺมปฺปโชติกเถระ)  อดีตเจ้าอาวาส วัดพระปฐมเจดีย์  กล่าวเอาไว้ว่า "...........ท่านพระปลัดทอง  พระอธิการวัดกลางบางแก้ว (วัดคงคา)  ได้มาเห็นวัด พระปฐมเจดีย์ซึ่ง เวลานั้นว่างจากเจ้าอาวาส  กุฏิเสนาสนะชำรุดมาก  ท่านจึงพร้อมกันกับ "สามเณรบุญ" (ภายหลัง ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระพุทธวิถีนายก  ตำแหน่งพระราชาคณะสามัญ เจ้าอาวาสวัด บางแก้ว)  ผู้เป็น ศิษย์ได้มาช่วยบอกบุญขอแรงชาวบ้านตำบลพระปฐมเจดีย์  ไปช่วยขนอิฐที่ วัดทุ่งพระเมรุ  (ครั้นมาในรัชกาลที่  ๖  พระราชทานนามวัดทุ่งพระเมรุใหม่ว่า สวนนันทอุทยาน) เพื่อนำมาใช้ในการบูรณะปฏิสังขรณ์ในบริเวณ วัดพระปฐมเจดีย์  ได้เห็นจอมปลวกขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ในบริเวณสถานที่นั้น  และได้เห็นพระเกตุมาลาโผล่ที่ยอด จอมปลวก จึงช่วยกันทำลายจอมปลวกนั้นออกมาแล้วปรากฏเป็นพระพุทธรูปศิลาขาวขนาดใหญ่ มีรอยต่อ เป็นท่อน ๆ จึงถอดรอยตามรอยต่อนั้นออก แล้วนำประดิษฐานไว้ในพระอุโบสถวัดพระปฐมเจดีย์ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๐๔  (ปลายรัชกาลที่ ๔)  ก่อนพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวครองราชสมบัติ  ๗  ปี...."

พระพุทธนรเชษฐ์

green_ball3085.gif (257 bytes)  ประดิษฐาน  ณ  ลานชั้นลด (กะเปาะ)  ด้านทิศใต้ขององค์พระปฐมเจดีย์  สร้างในสมัยทวาราวดี (พ.ศ. ๑๑๐๐-๑๖๐๐)  ชาวบ้านเรียกว่า "พระขาว"  หรือ "หลวงพ่อขาว"  มีลักษณะและขนาดเช่นเดียว กับหลวงพ่อประทานพรองค์ที่ประดิษฐานในพระอุโบสถ  เดิมอยู่ที่โบราณสถานวัดทุ่งพระเมรุ นครปฐม อยู่ห่างจากองค์พระปฐมเจดีย์ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ประมาณสองกิโลเมตร  เป็นองค์หนึ่งในจำนวน พระพุทธรูปศิลาขาว  ๔  องค์  ซึ่งนายธนิต  อยู่โพธิ์  อดีตอธิบดีกรมศิลปากรกล่าวไว้ในหนังสือ "พระพุทธรูปศิลาขาว สมัยทวาราวดี" ว่า  พระพุทธรูปศิลาเนื้อหินขาว  ๔  องค์  ซึ่งเคยประดิษฐานอยู่ ณ  วัดพระเมรุ จังหวัดนครปฐมนั้น ในสมัยอยุธยาตอนต้น ราวรัชกาลสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่  ๑  หรือรัชกาลสมเด็จพระราเมศวร  ได้ขนย้าย กันมาประดิษฐานไว้ในวัดพระยากง  จังหวัดพระนครศรีอยุธยา  เกือบครบ  ๓  องค์ คงทิ้งไว้ที่เดิม  ๑  องค์ กับชิ้นส่วนบางท่อน  ต่อมาในรัชกาลที่  ๔  ได้นำองค์ที่คงอยู่  ณ  ที่เดิมนั้นไปประดิษฐานเป็นพระประธาน ในพระอุโบสถวัดพระปฐมเจดีย์  กับในรัชกาลที่  ๕  ได้นำชิ้นส่วนที่เหลือไปจัดตั้งไว้  ณ  ระเบียงพระปฐมเจดีย์ ส่วนที่นำไปวัดพระยากงนั้น  ต่อมาราว  ๒๐ ปีมานี้  ได้มีผู้ศรัทธานำบางส่วนมาประกอบเป็นองค์ไว้ที่วัดขุนพรหม

ส่วนที่ยังคงอยู่ที่วัดพระยากงก็มีคนใจร้ายทุบทำลายพระเศียร  ๒  พระเศียร  ให้แตกแยกจากกันเพื่อสะดวกแก่ การขนย้าย  แล้วนำมาขายไว้  ณ  ร้านค้าของเก่าในเวิ้งนครเกษม  และกรมศิลปากรได้นำมาคืนประกอบเข้าแล้วนำ ไปจัดตั้งแสดงอยู่  ณ  พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ  เจ้าสามพระยา  จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ต่อมาด้วยความ ร่วมมือของผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา  กรมศิลปากรได้นำพระพุทธรูปองค์วัดขุนพรหม  กับชิ้นส่วน ที่วัดพระยากง  มาประกอบเต็มองค์โดยถูกลดส่วนสัดได้  ๓  องค์ 
จัดตั้งแสดงไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยาหนึ่งองค์  ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร หนึ่งองค์  ถวายพระนามว่า "พระพุทธนรเชษฐ์เศวตอัศมมัยมุนี  ศรีทวราราวดีปูชนียบพิตร" ซึ่งได้นำมาประดิษฐานไว้เป็นที่สักการบูชา  ณ  ลานชั้นลดด้านทิศใต้ขององค์พระปฐมเจดีย์ เมื่อรวมองค์ที่ประดิษฐานอยู่แล้วในพระอุโบสถ  วัดพระปฐมเจดีย์ด้วยกันก็เป็นครบ สี่องค์

 


    กลับไปด้านบน