The Talented Mr.Ripley ...ใครก็ได้ที่ไม่ใช่ฉัน |
โธมัส ริปลีย์ นั่งนิ่งอยู่บนเตียง ภายในห้องพัก บนเรือสำราญลำใหญ่ ดวงตาเหม่อลอย คล้ายกับปล่อยใจ ให้คิดถึงความเป็นตัวเอง ว่าโดยแท้จริงแล้ว คือใครกัน กระจกเงาภายในห้องนั้น สั่นไหวไปมา สะท้อนให้เห็น ริปลีย์ ต่างมุมมองกันออกไป เหมือนทิ้งท้าย ให้คิดถึงความเป็น โธมัส ริปลีย์ ชายหนุ่มที่มีหลายบุคลิก เขาพร้อมจะเป็นอะไรอะไรก็ได้ เท่าที่ความทะเยอทะยานจะพาไป... หรือบางทีนั่นอาจเป็นจุดเริ่ม ที่ทำให้เราต้องเดาว่า หลังจากนี้ต่อไป ริปลีย์ จะเป็นใครอีก... หนังจบลงตรงนี้ พร้อมกับคำถามเหล่านั้น ก็ตามมา ซึ่งสะท้อนให้เห็น ถึงความคลุมเครือต่างๆ นานาที่เกิดขึ้นกับหนังเรื่องนี้ บางทีเราอาจจะคาดหวัง กับผลงานของ แอนโธนี มิงเกลลา -ยอดฝีมือ ที่พา The English Patient คว้าออสการ์ ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม เมื่อสามปีก่อน -มากเกินไป ก็เป็นได้ ทำให้เกิดความพยายาม จะตีความฉากจบ ของเรื่องอย่างมากมาย - อันที่จริงแล้ว ฉากจบของเรื่อง น่าจะบอกอะไร อยู่เหมือนกัน อย่างน้อยกระจกที่วูบไหว ก็พอจะมองเห็นภาพ หลายๆ ด้านของผู้ชายชื่อ โธมัส ริปลีย์ ได้ไม่มากก็น้อย- มิงเกลลา ดัดแปลงนิยายขายดีของ แพทริเซีย ไฮสมิธ มาเป็นบทภาพยนตร์ The Talented Mr.Ripley ให้มีเนื้อหาลึกลับชวนติดตาม ในแนวทางของโรแมนติก-ทริลเลอร์ ที่มีโลเกชั่นสุดโรแมนติกของอิตาลีเป็นฉากหลัง โดยยกเรื่องราวความทะเยอทะยานของคนที่พยายามยกระดับความเป็นอยู่ของตัวเอง ให้เผยอหน้าขึ้นมาเทียบเคียงคนอื่น โดยไม่คำนึงถึงวิธีการและรูปแบบเพื่อให้ได้มา... เรื่องแบบนี้ อาจจะเสนอมาแล้วหลายเรื่อง ในรูปและวิธีการที่ต่างกันออกไป แต่ด้วยฝีมือของมิงเกลล่า ทำให้หนังมีความน่าดูสูง จนถึงขั้นที่เรียกว่าเป็นตัวเต็งเรื่องหนึ่งบนเวทีออสการ์ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้รับการเสนอชื่อ จะว่าไปแล้ว The Talented Mr.Ripley มีคุณสมบัติเกือบครบถ้วนทีเดียวสำหรับการเป็นหนัง 1 ใน 5 เรื่อง แต่เข้าใจว่า การที่คณะกรรมการไม่เลือก คงเป็นเพราะโทนของเรื่องที่น่าหวาดหวั่นและคลุมเครือมากจนเกินไป แม้กระทั่งคนดูเอง ยังจับสารที่ส่งออกมาได้ไม่หมด ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะมิงเกลล่า ไม่ได้พยายามสร้างบทให้หนังเรื่องนี้ ชัดเจนออกมาทางใดทางหนึ่งก็เป็นได้ แต่กลับปล่อยให้คนดูตีความเอาเอง โดยการเจาะเข้าสู่ความลึกลับในใจของ โธมัส ริปลีย์ (แมตต์ เดมอน) ชายหนุ่มบุคลิกดี ที่มีโอกาสเข้าไปใกล้ชิดกับเจ้าของอู่ต่อเรือขนาดใหญ่ที่มีลูกไม่เอาไหน เจ้าของอู่ต่อเรือ จ้าง ริปลีย์ ด้วยเงินหนึ่งพันดอลลาร์ (เมื่อปี 1958) ให้ออกตามหาลูกชาย ดิกกี้ กรีนลีฟ (จู้ด ลอว์) ที่เตร็ดเตร่อยู่กับ มาร์จ เชอร์วู้ด (กวิเนธ พัลโทรว์) นักเขียนสาวอยู่ในอิตาลี และนี่คือจุดเริ่มต้นของความไม่ชัดเจนทั้งหลายทั้งปวง พร้อมกับการดำเนินเรื่องที่ชวนอึดอัดเป็นอย่างยิ่ง หนังเคลื่อนตัวอย่างเอื่อยๆ เฉื่อยชา ค่อยฉายภาพความสัมพันธ์ของตัวละครอย่างเป็นขั้นตอน การที่ทำแบบนี้ มิงเกลลาอาจต้องการให้คนดูซึมซับเรื่องราวที่กำลังเป็นไป โดยเฉพาะการแนะนำให้คนดูรู้จัก โธมัส ริปลีย์ ในแง่มุมต่างๆ ให้มากที่สุด ริปลีย์ เป็นคนที่น่าสนใจไม่น้อย เขามีความขัดแย้งในตัวเองสูง จิตใจแปรปรวนและจ่อมจมอยู่กับปมด้อยของตัวเอง นั่นคือ ปมด้านสถานะ ไม่แปลกที่เขาจะบอกใครต่อใครว่า เป็นศิษย์เก่าพรินซ์ตัน ทั้งๆ ที่เป็นเพียงพนักงานตั้งคีย์เปียโน หรือพยายามเข้าไปตีสนิทกับกลุ่มคนในสังคมชั้นสูง เมื่อเขาได้รับโอกาสดีๆ ในการเข้าไปคลุกคลีกับหนุ่มไฮโซอย่าง ดิกกี้ แน่นอน เขาไม่ปล่อยให้โอกาสนี้หลุดลอยไป เมื่อ ริปลีย์ ได้พบกับ ดิกกี้ เขาหลงใหลในรูปแบบการใช้ชีวิตของหนุ่มชั้นสูงคนนี้ทันที เพราะนี่คือชีวิตแห่งความฝันที่หาได้ไม่ง่ายนัก แต่จะทำอย่างไรดีล่ะที่จะให้ได้มาซึ่งชีวิตสำเร็จรูปดังที่เห็น ในตอนหนึ่ง ริปลีย์ เขาพูดออกมาว่า I always thought it would be better to be a fake somebody than a real nobody -การแสร้งเป็นคนมีชื่อเสียงสักคนหนึ่ง คงดีกว่าเป็นตัวจริงที่ไม่มีใครรู้จักในสังคม -ด้วยความมุ่งมั่นแบบนี้ ทำให้ ริปลีย์ พยายามทุกวิถีทางเพื่อให้ตัวเอง "เป็น" หรืออย่างน้อยก็ "ใกล้เคียง" กับสิ่งที่ ดิกกี้ ถือปฏิบัติ เหตุนี้กระมัง-กระบวนการในความพยายามที่จะเป็นบุคคลอีกคนหนึ่งของ ริปลีย์ ใกล้เคียงกับลักษณะ sociopath หรือผู้ที่มีความแปรปรวนทางเพศ จนทำให้เราคิดเตลิดไปว่า ริปลีย์เป็นเกย์หรือเปล่า ความจริงในประเด็นนี้ ถ้าจะตีความตามภาพที่เห็น ก็น่าจะได้ แต่ที่สุดแล้ว พฤติกรรมไม่ว่าจะเป็นสายตาที่มองอย่างเว้าวอน การจ้อง ดิกกี้ ไม่กะพริบตา หรือข้อเสนอที่อยากจะให้ ดิกกี้ เป็นพี่น้องกับตัวเอง คือการแสดงออกเพื่อปกปิด "เจตนา" ที่แท้จริงต่างหาก หรือความสัมพันธ์ใหม่ที่เกิดขึ้นกับ ปีเตอร์ (แจ็ค ดาเวนพอร์ต) ชายอีกคนหนึ่งที่มีความเป็นเกย์แท้ๆ อาจทำให้คนดูมั่นใจว่า ริปลีย์เป็นเกย์แน่นอน แต่แท้จริงแล้ว ปีเตอร์ คือไลฟ์สไตล์แบบใหม่ ที่ริปลีย์อยากจะเป็นนั่นเอง เพราะ-ถ้า ดิกกี้ เป็นตัวแทนของไฮโซที่ใช้ชีวิตอย่างเสรี ปีเตอร์ คงเป็นชายหนุ่มที่ใช้ชีวิตท่ามกลางความหรูหรา - ส่วนนี้อาจทำให้ ตัวปลอม ที่ ริปลีย์ อยากจะเป็น "เต็ม" ขึ้นมาก็ได้ จนกระทั่งฉากสุดท้าย-ความรุนแรงทั้งหลายที่ ริปลีย์ ก่อขึ้น ล้วนเป็นการกระทำที่ต้องการปกปิดตัวเองทั้งสิ้น เพื่อให้การ "แลกเปลี่ยน" ตัวตนของเขาสมบูรณ์ตลอดไป โธมัส ริปลีย์ นั่งนิ่งอยู่บนเตียงภายในห้องพักบนเรือสำราญลำใหญ่ ดวงตาเหม่อลอย... เขาจะเป็นใครอีก.
ประจวบ วังใจ |
The Talented Mr.Ripley ...พรสวรรค์ในปมอำมหิต |
คนดูหนังบางคนตั้งคำถามว่า The Talented Mr.Ripley คืองานฟิล์มนัวร์ที่มีพื้นฐานของ Thriller ทว่า - ตามความเห็นของ ทอม สเดิร์นเบิร์ก ผู้อำนวยการสร้าง เขาบอกว่า นี่เป็นหนังโรแมนติก ไม่ใช่ฟิล์มนัวร์ เพียงแค่ถูกจำกัดสี ในแนวโรแมนติกเท่านั้น และการมีอิตาลี เป็นฉากหลัง ก็เป็นส่วนหนึ่ง ของเรื่องราวโรแมนติกนี้ เรื่องราวโรแมนติกที่ว่านี้ก็คือ ภาพยนตร์ระทึกขวัญ เรื่องล่าสุด จากฝีมือของ แอนโธนีย์ มิงเกลล่า ผู้กำกับออสการ์ กับ The Talented Mr.Ripley อัจฉริยะอำมหิต ซึ่งนำแสดงโดย แมทท์ เดมอน ในบท "ทอม ริปลี่ย์" และกวินเนธ พัลโธรว์ ในบทของ "มาร์จ เซอร์วูด" ส่วน จูด ลอว์มาในบทของ ดิกกี กรินลีฟ และ เคท แบลนเซตต์ รับผิดชอบ ในบทของ "เมเรดิธ ล็อก" โดยมีมิงเกลล่าเขียนบท และกำกับ จากนวนิยายระทึกขวัญขายดีของ "แพทริเซีย ไฮลมิธ" The Talented Mr.Ripley หรือชื่อไทย "อัจฉริยะอำมหิต" เป็นงานเรื่องแรก ของมิงเกลล่า หลังจากความสำเร็จ อย่างล้นหลามของ The English Patient ซึ่งได้รับรางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม รวมถึงสาขา ผู้กำกับยอดเยี่ยม มาคราวนี้เขาดึงมือขวา และซ้าย จากภาพยนตร์ แห่งความทรงจำ เรื่องนั้น มาร่วมสร้างความระทึกขวัญ อันสวยงามอย่างสุดฝีมือ มิงเกลล่าแสดงความเห็นถึง การสร้างหนังเรื่องนี้ว่า หลังจากได้อ่านนิยายเรื่องนี้ ของแพทริเซีย ไฮสมิธ ซึ่งเป็นภาคแรก ของนิยายชุดริปลี่ย์ เขาพบเนื้อหาเกี่ยวกับ ชายหนุ่มที่รู้สึกตัวเอง ว่าเป็นคนนอก ตลอดเวลา และพยายามแลกตัวตนของเขา กับอีกคนหนึ่ง ซึ่งมีความสำคัญ กว่าตัวจริง ทำให้จินตนาการของเขา ตื่นเต้นเป็นอันมาก "ตรงนั้นคือเนื้อหาหลัก ของนิยายเรื่องนี้ การพยายามเปลี่ยนตัวตน เพื่อให้ได้เป็นคน ที่สำคัญกว่า "เขาอธิบาย" ความต้องการ เปลี่ยนตัวเองแบบนั้น มันแสดงถึง ภาวะแตกแยก ภายในบุคลิก ความไม่พอในใจ ตัวเองอย่างยิ่งยวด หรือแม้แต่ ความโกรธแค้นตัวเอง ซึ่งทุกอย่าง คือพื้นฐานความต้องการของคน" "ผมเชื่อว่า เราทุกคน ล้วนแต่ไม่เคยพอใจ ในตัวเองทั้งสิ้น ไม่จุดใดก็จุดหนึ่ง มีความกลัว ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ในที่สุดแห่งความต้องการนั้น เราก็อาจจะทำ สิ่งที่แม้แต่เราเอง ก็ไม่เคยคิดถึงมาก่อน มันเป็นเรื่องราว ที่เย้ายวนผม มากจริงๆ แน่นอน ว่าผมก็เคยรู้สึก ไม่เข้ากับวัฒนธรรมอังกฤษ ที่ผมอยู่ และเติบโตมา และจินตนาการ ที่จะแลกเปลี่ยนตัวเอง กับคนอื่นอยู่บ่อยไป" THE Talented Mr.Ripley เริ่มเรื่องด้วยการพาทอม ริปลี่ย์ ไปตามหาลูกชายเจ้าสำราญ ของเศรษฐีอเมริกา หลังจากความอำมหิตของเขา เริ่มปรากฏขึ้น สิ่งที่เขาทำ เป็นเสมือนลูกดอก ที่ย้อนกลับมา เป็นชนักปักหลัง ที่ทำให้เขาต้องหลบตำรวจ และคนที่สามารถ เปิดโปงตัวจริงของเขา ได้อยู่ตลอดเวลา "ฉากหลังของเรื่องนี้ มีความสำคัญมาก "วิลเลี่ยม ฮอร์เบิร์ท ผู้อำนวยการสร้างกล่าว "เรากำลังสร้างเรื่อง ที่มีอิตาลี ปลายปี 1950 เป็นภาพนำ และมีดนตรีรื่นหูของเวีย เวเนโต (Vis Veneto) ในโรม, มีเสื้อผ้าหรูหรากรีดกราย, มีรถหรูและสกู๊ตเตอร์ มีบรรยากาศของ คนรวยอเมริกัน ที่เดินทางมาท่องเที่ยว หรือแม้แต่ การมีภาพยนตร์ ของเฟลินี่, อันโตนิโอนี่ และวิสคอนติ เป็นส่วนเสริม" เขากล่าว หนังเรื่องนี้ถูกถ่ายทำใน 9 แห่งทั่วประเทศอิตาลี ตั้งแต่เวนิส, ทัสคานี, โรม, เนเปิล ไปจนถึงเกาะอิสเซีย และเมืองโพรชิดาในอ่าวเมืองเนเปิล รวมถึงปาเลอโม ในซิซิลี และนิวยอร์ค อเมริกา ความพิถีพิถันของแอนโธนี มิงเกลล่า(The English Patient)นั้น ให้ในรายละเอียด ของการย้อนยุค ยังเน้นลงไปในบรรยากาศ อันแสนโรแมนติก, เติมแต้มด้วยระดับความลึก ของเรื่องราว และเพิ่มสีสัน ในความดรามา อันจะนำชีวิตมาสู่นวนิยาย ส่วนหนึ่งในสอง ของผู้อำนวยการอย่าง ฮอร์เบิร์ก ให้ความเห็นว่า "ผมอ่านหนังสือเล่มนี้เกือบ 15 รอบและทุกๆ รอบก็ตื่นเต้น กับเรื่องไปทุกครั้ง ผมคิดว่า มันเป็นนิยายที่เหมาะมาก ที่จะนำมาสร้าง เป็นภาพยนตร์ ด้วยเนื้อหาที่ทุกคน เข้าถึงได้ เรื่องราวความไม่พอใจ ในตนเอง และอยากเป็นคนอื่น อย่างไรก็ดี การได้รับลิขสิทธิ์ภาพยนตร์มาสร้าง ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจาก เคยมีผู้อำนวยการสร้าง ชาวฝรั่งเศษ ชื่อโรเบิร์ต ฮาคิม นำนวนิยายเรื่องนี้ ไปสร้างแล้วครั้งหนึ่ง ในชื่อเรื่อง Purple Noon นำแสดงโดยอเลน เดอลอง และกำกับโดยเรเน เคลมงในปี 1950 หลังจากนั้นลิขสิทธิ์ ก็ยังอยู่ในความดูแลของฮาคิม" ก่อนหน้านี้นวนิยายของไฮสมิธ ได้ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ แล้วหลายเรื่อง รวมถึง Stranger on a train ของอัลเฟรด ฮิทซค็อค นักวิจารณ์แกรห์ม กรีนน์ กล่าวถึง นวนิยายของเธอว่าเป็น "บทกวีแห่งความซาบซึ้ง" และเขียนถึงเธอว่า "เธอสร้างโลกของตัวเองขึ้นมา -โลกที่โดดเด่น และน่าเชื่อถือ" ชาวนิวยอร์ค ล้วนรู้จักไฮสมิธดี และต่างเรียกหนังสือ ของเธอว่าเป็น "มิตรที่แท้จริง" "หลังจากฮาคิมเสียชีวิตไปแล้ว...ครอบครัวของเขา ได้ติดต่อผม เนื่องจากต้องการให้ ภาพยนตร์เรื่องนี้ ถูกสร้างอีกครั้งหนึ่ง ในอเมริกา และเมื่อผมปรึกษา กับทนาย ก็ตัดสินใจร่วมสร้าง กับซิดนีย์ พอลแลคเพราะใครๆ ก็รู้จักเขาดี ในนามผู้อำนวยการสร้าง / ผู้กำกับภาพยนตร์ ซึ่งนั้นทำให้เราทำงาน ได้ง่ายขึ้นด้วย ทั้งในเรื่องการเซ็นสัญญา ซื้อลิขสิทธิ์ และการสร้างเป็นภาพยนตร์" ก่อนตัดสินใจขายลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ ภรรยาม่ายของฮาคิม และลูกสาว มีความต้องการ ที่จะพบซิดนีย์ พอลแลค และทำความเข้าใจ กับการนำเรื่องราว ของสามีเธอไปสร้าง เธอทั้งคู่ ต่างก็เป็นแฟนตัวจริง ของพอลแลค หลังจากการพบปะ ผ่านไป ครอบครัวของฮาคิม ก็ตัดสินใจ ขายลิขสิทธิ์ ให้กับมิราจ เอ็นเตอร์ไพรซ์ "ซิดนีย์กับผม เป็นแฟนตัวยง ของแอนโธนีย์ มิงเกลล่า และเคยพยายาม ดึงเขามาร่วมงานแล้ว หลายครั้งก่อนหน้านี้" ฮอร์เบิร์กกล่าว "เขาเองก็ไม่เคยทำภาพยนตร์แบบนี้ เราเลยคิดว่า เขาจะสนใจ จึงส่งหนังสือ ไปให้เขาอ่าน เพื่อพิจารณา" ในขณะนั้นมิงเกลล่า กำลังเขียนบท The English Patient และวางแผนจะกำกับ ด้วยตัวเอง ในบอรดเวย์อยู่ จึงทำให้เรา ต้องเลื่อนการเปิดกล้อง ไปเกือบหกเดือน ในระหว่างนั้น ผมก็ได้รับข้อเสนอ เรื่องริปลี่ย์ ผมได้อ่านหนังสือ และคิดว่า ชอบเรื่องราวแบบนี้นะ ชอบตัวละคร ผมมีเวลาตัดสินใจ ที่จะเขียนบทภาพยนตร์ "การสร้างภาพยนตร์ โดยดัดแปลง จากวัตถุดิบอื่น ผู้ดัดแปลงบท ต้องสร้างเรื่องใหม่ จินตนาการใหม่ ของนวนิยาย ที่เป็นวัตถุดิบ ให้เหมาะสม ในการเขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้ ผมต้องพยายาม ที่จะหาทางเสริมบุคลิก ที่โดดเด่นของริปลี่ย์ ให้ผู้ชมสามารถเชื่อมโยง ทุกการตัดสินใจ, ทุกอุบัติเหตุ, ทุกอุบัติการณ์ และทุกความคิด และเขาตลอดระยะเวลา การเดินทางสู่อิตาลี" มิงเกลล่าเปลี่ยนบทบรรยาย ให้กลายเป็นพล็อตเรื่อง ที่ละเอียดมากขึ้น ตัวอย่างเช่นในนิยายนั้น ดิกกี้ กรีนลิฟมีอนาคตเป็นจิตรกร แต่มิงเกลล่าตัดสินใจเปลี่ยนให้เขามีอนาคตเป็นนักแซกโซโฟนแจ๊ซ ซึ่งสอดคล้องกับลักษณะเดิมของริปลี่ย์ที่เล่นเปียโนได้ "สิ่งหนึ่งที่ผมขอร้องไว้กับสตูดิโอก็คือผมจะไม่เริ่มสร้างมันจนกว่าจะพบคนที่มาเล่นเป็นริปลี่ย์ที่ถูกใจเสียก่อน" มิงเกลล่ากล่าว "มีหลายคนที่ผมคิดว่าน่าจะเป็น ริปลี่ย์ได้แต่ก็ยังไม่ใช่ จนเมื่อผมได้ดูตัวอย่าง ฟิล์มภาพยนตร์เรื่อง Good Will Hunting ตั้งแต่ยังไม่ได้ออกฉาย ผมก็พบริปลีย์... แมทท์ เดม่อน" "ผมเคยดูแมทท์ใน Courage Under Fire และประทับใจเขา แต่ตอนนี้ผมต้องการเจอ และคุยกับเขา เกี่ยวกับโปรเจคนี้ เขาเองก็เป็นนักเขียนบทภาพยนตร์ และในความเป็นนักเขียนนั้น ผมเชื่อว่าเขาสามารถเข้าใจ สิ่งที่ผมพยายามทำในบทภาพยนตร์เรื่องนี้ และเขาก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ" เขาบอก ส่วนนักแสดงรุ่นใหม่ อย่างแมทท์ เดมอนบอกว่า "ผมรู้สึกว่าบทภาพยนตร์มันเร้าใจมาก... ผมรักตัวละครริปลี่ย์ เขาต่างจากผมเหลือเกิน เขาแยกตัวตน ออกจากคนที่เขาอยู่ด้วย มันต่างหาก ที่ผมแสดงมาตลอดชีวิต นี่สิแปลกแยกของจริง" ความแตกต่างระหว่างตัวจริง ของนักแสดง กับตัวละครที่เขาจะต้องแสดงนี้เอง ที่ทำให้มิงเกลล่า ยิ่งมั่นใจว่า เดม่อนคือคนเดียว ที่จะแสดงเป็น ทอม ริปลีย์ ได้ "ความจริงที่ว่าคุณภาพของแมทท์นั้น ชนะใจผม ช่างเป็นบุคลิก ที่ไม่เคยหยุดนิ่ง และอบอุ่น ทำให้ผมเชื่อว่า เขาเพอร์เฟกต์ มันชัดเจนว่าแมทท์ เป็นยานพาหนะที่เพอร์เฟกต์ ที่จะนำผู้ชมไปสู่โลกของริปลีย์ ได้ตลอดทั้งเรื่อง เขาแสดงโศกนาฏกรรม ได้ดีเท่ากับที่เขาแสดงบทอื่น" ฉากชีวิตที่สวยงามของทอม ริปลี่ย์ (แมทท์ เดม่อน) และดิกกี้ กรีนลีฟ (จูด ลอว์) อุบัติขึ้น ท่ามกลางทะเลสีคราม และทิวทัศน์อันสวยงาม ของอิตาลีในปี 1950 เมื่อพ่อของดิกกี้ ซึ่งร่ำรวย และมีอาชีพ เป็นเจ้าของอู่ต่อเรือ ได้ขอร้องให้ทอม เดินทางไปยังอิตาลี เพื่อตามลูกชายเจ้าสำราญ กลับบ้านที่อเมริกา ในขณะที่ดิกกี้ และมาร์จ เซอร์วู๊ด (กวิเน็ทท์ พัลโธรว์) ภรรยาสาวสวย ไม่เคยสำเหนียกถึง ความอำมหิต ที่กำลังคืบคลานมา พร้อมกับการปรากฏตัวของทอม ซึ่งจะทำให้ชีวิตที่เคยสวยงามของทั้งคู่ เปลี่ยนไปในที่สุด.. และกลายเป็นจุดหักเห ที่น่าติดตาม ในหนังเรื่องนี้ * * ***************************** * * อยากจะเป็นอะไร..ตัวปลอมของคนสำคัญหรือเป็นตัวจริงของ"หัวใจที่ไร้ความหมาย" ก่อนที่แมทท์ เดม่อน จะพูดประโยคคมคำในหนัง The Talented Mr.Ripley ว่า เขาอยากเป็นตัวปลอม ของคนที่สำคัญ ดีกว่าการเป็นตัวเอง ที่ไร้ความหมายนั้น - เชื่อว่าใครต่อใคร ในฮอลลีวู้ด หรือคนรุ่นใหม่ ในสังคมโลก ยุคดอทคอม ก็คงจะรู้สึกนึกคิดในการ "อยากมีและอยากเป็น" ที่ว่านี้ อยากมีและอยากเป็น...เจ็บปวดก็ยอม ทรมานก็ได้... หรือถึงขั้นต้องแลกตัวตน (soul) ก็ไม่ปฏิเสธ คนหนึ่งที่เป็นเสมือนตัวแทนของ ใครสักคน ที่ยอมแลก ขาย พลี ตัวตนก็คือ ทอม ริปลีย์ เจ้าหน้าที่บริการในสุขา ที่ใช้ช่องทางพลิกผันตัวเอง เข้ามาสู่การมีอยู่ ของลูกชายมหาเศรษฐีนาม ดิกกี้ . . ..................................................... . . ทอมไม่ต่างอะไรจากความว่างเปล่า... ที่ต้องการบางอย่างมา "ถมให้เต็ม" สิ่งที่เขาต้องการไม่ใช่ "ถมด้านที่สนุกสนาน" ลงหลุมบ่อชีวิตที่เปล่าเปลี่ยว..เงียบเหงา.. หรืออยากให้สาวสวยอย่างมาร์จ (กวินเนธ พัลโธรว์) เทความรัก ลงในหัวใจที่ไม่แข็งแรง แต่สิ่งที่หนึ่งซึ่งสำคัญ ในความรู้สึกของ ทอม ก็คือ เขาต้องการที่จะมี "ตัวตน" ในทำนองเป็น "ใครสักคน" แม้การเป็น "ใครสักคน" ที่ว่านี้ จะเคยทำให้ หนึ่งในเด็กผู้ชาย 4 คนในหนัง Stand By Me ต้องตายลง หรือส่งผลให้ชีวิตของ "นายเอ็ด" ในหนัง Edtv ต้องตกแตก กระจัดกระจาย.. และเก็บมาต่อเกือบไม่ได้ - ก็ตาม ดิกกี้(ซึ่งชื่อมีนัยยะ ของความเป็นผู้ชายจริงแท้อยู่แล้ว) เหมือนเป็น "การมีอยู่ที่ครบถ้วน" ในสังคม (การมีคนรักที่สวยอย่างมาร์จ เป็นภาพที่ต้องการตอกย้ำว่า เขาสมบูรณ์เพียงใด) เมื่อใครคนหนึ่งที่เป็นเหมือน "สิ่งว่างเปล่า" ได้มารับรู้ "ตัวตนที่สมบูรณ์" เป็นธรรมดา ที่ทอมจะอ่อนไหว ไปกับสถานภาพตรงนั้น ของลูกชายมหาเศรษฐี อย่าว่าแต่ทอมเลย... "ในเราบางคน ก็เคยหวั่นไหวมากมาย กับสภานภาพนี้แบบ" ...มิงเกลล่าเคยพูดไว้ . . ....................................................... . . อะไรทำให้คนยุคนี้กล้าที่จะเป็น "ตัวปลอมของคนสำคัญ" มากกว่าการมีอยู่ของ "ตัวจริงที่ไร้ความหมาย" รายการทีวี... ตำแหน่งมิสสารพัดในสังคม... การใฝ่หารางวัล มารองรับสถานภาพสักตัว... หรือสังคมยุค 2000 ไม่เคยมี "วงแขน" สำหรับใครก็ตามที่ "ไม่ดัง" "ความดัง" จึงขายได้ง่ายกว่า "ความดี" ความดีอาจจะราคาแค่ 15 บาท แต่ความดังเอาไปลงตลาดหุ้น แปรรูปได้จากความหวือหวา.. การเป็นใครสักคนนั้น - อาจจะไม่ยากแล้วสำหรับสังคมในยุคนี้ แต่ความจริงที่จริงกว่าอย่างหนึ่งก็คือ ยังไม่เคยมีใครรอดพ้น จากสถานภาพตรงนั้นอย่างปลอดภัย และคนที่เดินออกมาได้ - พูดเหมือนกันอย่างหนึ่งก็คือ โลกไม่เคยหมุนรอบตัวเขาอย่างที่ใครคิด เพราะ "ดาวสีน้ำเงิน" หมุนรอบตัวเอง - ตั้งแต่มนุษย์ลืมตาและตายลง...
นันทขว้าง สิรสุนทร |