ทำงานเป็นทีมดีจริงหรือ อมรรัตน์ แกมทอง : www.correct.go.th/hrd/journal.htm

 

ในโลกของการทำงานปัจจุบันนี้ ให้ความสำคัญมากกับการทำงานในรูปแบบของทีมงาน และมีแนวโน้มว่าภายในปี ค.ศ. 2000 ที่จะมาถึงนี้ หน่วยงานจำนวนมากจะบริหารและดำเนินงานไป โดยใช้รูปแบบของการทำงานเป็นทีม อย่างไรก็ตาม จากผลการศึกษาและวิจัยก็ยังมีองค์กรหรือหน่วยงานบางแห่ง ต้องประสบกับปัญหาเนื่องจากผลกระทบของการทำงานเป็นทีม จึงทำให้เกิดข้อกังขาว่า การทำงานในรูปแบบของทีมนั้น ไม่ดี ไม่เหมาะสม ใช่หรือไม่? ซึ่งการตั้งข้อสงสัยเช่นนี้คงจะเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องนัก เพราะจริงๆ แล้ว ควรจะพิจารณา โดยเริ่มจากคำถามที่สำคัญๆ อย่างน้อย 3 คำถาม คือ
1. ความหมายที่แท้จริงของทีมงาน คืออะไร?

คำว่า ทีมงาน มักจะถูกนำมาใช้ในรูปแบบของการรวมตัวเป็นกลุ่มทุกรูปแบบ ซึ่งก็มีผู้ให้ความหมายของคำนี้ไว้หลายทัศนะด้วยกัน เช่น

แจ๊ค ออสเบอร์น (Jack Osburn) ได้เสนอแนะเกี่ยวกับ “ทีม” ไว้ในนิตยสารชื่อ Performance & Instruction ว่า อาจแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท คือ

- เป็นการบริหารหรือจัดการเกี่ยวกับการวินิจฉัยปัญหาและตัดสินใจ โดยใช้แนวคิดและข้อเสนอแนะจากบุคคลหลายๆ คน

- เป็นกลุ่มบุคคลซึ่งมาพิจารณาแก้ไขปัญหาที่ได้รับมอบหมายร่วมกัน โดยผู้ร่วมงานกลุ่มนี้จะทำการวินิจฉัยปัญหาและให้คำเสนอแนะหรือแก้ปัญหานั้นๆ

- เป็นการตัดสินใจเกี่ยวกับกระบวนการ โครงการ และการดำเนินงานต่างๆ ซึ่งกระทำโดยยึดตามความคิดเห็นของผู้ที่มีประสบการณ์และความชำนาญมากกว่าผู้ที่มีอาวุโสหรือตำแหน่งระดับสูงกว่า

เอ็ดเวิร์ด ลอเลอร์ (Edward Lawler) ให้คำจำกัดความของทีมในแง่ของการปรับปรุงแก้ไขปัญหาและสร้างคุณภาพงาน ในหนังสือชื่อ The Ultimate Advantage ว่า ทีมนั้นเป็นกลุ่มของผู้ปฏิบัติงานซึ่งทำงานร่วมกัน รับผลกระทบของงานที่กระทำนั้นร่วมกัน และนำมาพิจารณาเพื่อหาวิธีการให้งานนั้นประสบผลสำเร็จมากยิ่งขึ้น โดยทีมนั้นต้องมีองค์ประกอบสำคัญ 7 อย่าง คือ กระบวนการควบคุมการทำงานสมาชิก ความรับผิดชอบในการตัดสินใจ ความต้องการด้านการฝึกอบรม การประชุมปรึกษาหารือ การบริหาร และการจัดการ และระบบการให้รางวัลตอบแทน

2. ทีมงานเป็นวิธีการทำงานที่ดีกว่า เหนือกว่าวิธีอื่นเสมอหรือไม่?

มีแนวคิดที่เชื่อกันโดยทั่วไปว่า ผลงานที่เกิดจากการทำงานร่วมกันเป็นทีมนั้น จะเหนือกว่าการทำงานแบบตัวใครตัวมัน ดังเช่นทัศนะของ ปีเตอร์ อาร์. ชโชลเทส (Peter R. Scholtes) ที่กล่าวว่า “…ยากนัก ที่คนคนเดียวจะมีความรู้และประสบการณ์ดีในทุกๆ เรื่อง ดังนั้น ในการจะกระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดอย่างมีคุณภาพนั้น โดยมากแล้วต้องเป็นผลจากการทำงานร่วมกันเป็นทีม”

แค๊ทเชนบาร์ด และ สมิทธ จาก Harvard Business Review ให้ความเห็นว่า ทีมงานเป็นหน่วยพื้นฐานของการปฏิบัติงานในองค์กรที่มีผลการปฏิบัติงานในระดับสูง สำหรับหน่วยงานที่ต้องการความท้าทายในการปฏิบัติงาน ทีมงานเป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุดที่ฝ่ายจัดการควรใช้เป็นเครื่องมือ อย่างไรก็ตาม ก็คงจะไม่ใช่ทุกลักษณะงานที่เหมาะสมกับวิธีนี้ เพราะการทำงานเป็นทีมนั้น เหมาะสมกับงานที่ต้องการทักษะในหลายๆ ด้าน รวมทั้งมุมมองและความเห็นที่หลากหลายในช่วงเวลานั้นด้วย และแม้ว่าทางเลือกของทีมจะให้ผลงานที่อยู่ในระดับสูงมาก ก็ยังคงจะต้องระวังความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นตามมา ฝ่ายจัดการจึงควรมีความตรงในการประเมินผลที่เกิดขึ้นด้วย

ลอเลอร์ ให้คำวิจารณ์ว่า รูปแบบของทีมที่เป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินการนั้น จะเหมาะสมกับองค์กร ในกรณีที่องค์กรเน้นที่คุณภาพผลผลิตและการให้บริการ โดยเน้นกลยุทธ์ในการบริหาร ซึ่งใช้นวัตกรรมใหม่ๆ ที่จะทำผลผลิตออกสู่ตลาดอย่างรีบเร่ง สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าและอย่างมีคุณภาพด้วย นอกจากนี้ เขายังได้ให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการทำงานเป็นทีมไว้ 5 ประการ คือ

การทำงานเป็นทีมจะช่วยปรับปรุงผลงานของพนักงาน ถ้าทีมนั้นตั้งเป้าหมายของผลผลิตไว้ และติดตามผลสะท้อนกลับ ว่าปฏิบัติงานได้ดีเพียงใด ในการที่จะบรรลุเป้าหมายนั้น
ผลผลิตจะเพิ่มขึ้นถ้าสมาชิกทีมเปิดกว้าง ยืดหยุ่น และได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี โดยทุกคนพยายามช่วยเหลือกันและกัน
ทีมซึ่งมีความใกล้ชิดกัน สนิทสนมกลมเกลียวกันอย่างแนบแน่น จะช่วยเพิ่มบรรยากาศในการทำงานและจูงใจให้แต่ละคนตั้งใจทำงานมากขึ้น การให้รางวัลหรือการลงโทษโดยกระบวนการกลุ่มเอง จะส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการทำงานของแต่ละคนมากกว่า โดยการกระทำจากฝ่ายหัวหน้า/ผู้บริหาร
ทีมงานนั้นเหมาะจะนำมาใช้กับภารกิจที่เป็นบทบาทชันสูงของนักบริหารโดยเฉพาะการวินิจฉัย และตัดสินใจในเรื่องต่างๆ
การทำงานเป็นทีมช่วยลดการจ้างแรงงานบุคลากรด้านการควบคุมดูแลในระดับหัวหน้างาน (Supervisor)
ในกรณีของรูปแบบทีมซึ่งกระทำโครงการใดโครงการหนึ่งร่วมกัน อาจจะต้องประสบกับปัญหา เช่น โครงการด้านการพัฒนาคุณภาพงาน ( QC) ถ้าใช้การแก้ปัญหาร่วมกันโดยทีม อาจจะไม่ค่อยมีประสิทธิภาพนัก แม้งานวิจัยของนักจิตวิทยาองค์กร จะสรุปว่าคุณภาพของการตัดสินใจ โดยกลุ่มอาจจะเท่าเทียมกันโดยผู้บริหารแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะดีกว่าเพียวฃงแต่อาจจะเป็นที่ยอมรับร่วมกันมากกว่าเท่านั้น

เมื่อพิจารณาจากข้อมูลที่กล่าวมาทั้งหมด “ทีม” อาจจะไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาที่สมบูรณ์แบบในองค์กรอย่างไรก็ตามมีปัจจัยสนับสนุนที่น่าสนใจ 3 ประการคือ

กระบวนการกลุ่มจะมีอิทธิพลในการกระตุ้นแรงจูงใจในเรื่องศักยภาพการทำงานของคนมากกว่าผู้บริหารหรือหัวหน้างาน
ในการตัดสินใจที่มีเป้าหมายยึดได้แน่ชัด กระบวนการกลุ่มจำทำได้ดีกว่า
กระบวนการกลุ่มเป็นวิถีทางของประชาธิปไตย ที่ผู้บริหารควรใช้
3 .จะใช้วิธีการทำงานแบบทีมอย่างไร จึงจะเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ?

จากการศึกษาของนักจิตวิทยาพบว่าหนัวหน้ากลุ่มหรือหัวหน้าทึมเป็นบุคคลที่สำคัญมากแต่ควรทำหน้าที่เป๋นผู้ช่วยเหลือมากกว่าเป็นผู้นำ ซึ่งบทบาทของหัวหน้ากลุ่มหรือหัวหน้าทีม ควรมีดังนี้

ให้รางวัลและตระหนักถึงการมีส่วนช่วยเหลืองานต่างๆ ของสมาชิก
บ่งชี้ให้เห็นถึงจุดเชื่อมของทางออกปัญหาต่างๆ ที่อยู่ภายใต้การตัดสินใจ
กระตุ้นให้เห็นถึงทางออกปัญหาหลายๆ ทาง และพร้อมที่จะรับข้อเสนอใหม่ๆ
เป็นผู้ที่ชี้ให้เห็นถึงปัญหามากกว่าเป็นผู้ที่คอยแก้ปัญหา เพื่อที่กลุ่มจะได้ไม่ด่วนสรุปเร็วเกินไป
ปกป้องความคิดเห็นของกลุ่มน้อย และให้ความสำคัญกับข้อเสนอแนะต่างๆ
กรณีของทีมงานที่ไม่มีหัวหน้านั้นการทำงานจะดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพถ้าสมาชิกกลุ่มนั้นมีการเสริมแรงซึ่งกันและกันในการทำงาน มีการวางแผน การประชุม ปรึกษาหารือกันตามกำหนดเวลาที่แน่ชัด ในขณะเดียวกัน ทีมงานจะมีคุณภาพน้อย ถ้าสมาชิกมีเพียงไม่กี่คนผูกขาดการอภิปรายแสดงความคิดเห็นต่างๆ หรือเป็นการประชุมที่มีกลุ่มใหญ่มาก และลักษณะของคนไม่หลากหลายโดยเฉพาะทีมซึ่งเป็นทีมที่ถาวร การจะทำงานได้อย่างดีนั้น คุณสมบัติของสมาชิกนั้นสำคัญมาก และแต่ละคนต้องตระหนักถึงการมีส่วนร่วมในสังคมนั้นๆ และให้คุณค่ากับรางวัลตอบแทนของสังคมนั้นด้วย

แม้ว่าทีมงานหรือการทำงานร่วมกันเป็นทีม จะไม่ใช่คำตอบในการแก้ปัญหาทุกด้านในองค์กรแต่ก้เป็นทางเลือกที่ดีในหลายๆ สถานการณ์ขึ้นอยู่กับว่าจะสามารถนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับแต่ละองค์กรได้อย่างไร.