E.Q. และการฝึกอบรม ป๊ะ กองฝึก

 

ณ เวลานี้ คงไม่ผู้ใดปฏิเสธความสำคัญของ E.Q. อีกต่อไปแล้ว โดยเฉพาะคนที่ทำงานพัฒนาทรัพยากรบุคคลในหน่วยงานเช่น นพบ. ที่หากศึกษาและรู้จัก E.Q. ของลูกค้า ก็จะช่วยให้ทำงานด้านการพัฒนาได้สะดวกโยธินมากอีกโข

...จะพัฒนาผู้อื่น แต่ไม่รู้จักวุฒิภาวะทางอารมณ์ของพวกเขาแล้ว งานก็คงลุล่วงได้ยาก

E.Q. คืออะไร

E.Q. ที่เรารู้จักกันในนาม “ความฉลาดทางอารมณ์” นั้น แท้ที่จริงแล้ว E.Q. เป็นผลการประเมินภาวะทางอารมณ์ว่าอยู่ในระดับสูง กลาง หรือต่ำ ส่วนความฉลาดทางอารมณ์ตามความหมายที่ถูกต้องนั้นต้องใช้ E.I. หรือย่อมาจากคำว่า Emotional Intelligence ซึ่งมีความหมายถึง การรับรู้ ความเข้าใจและสามารถปรับอารมณ์ได้เหมาะสม ซึ่งจะนับเป็นแหล่งพลังงานที่บุคคลใช้เสริมสร้างความสามารถด้านต่างๆ ได้แก่ ความสามารถด้านการรับรู้ข้อมูล ความไว้วางใจ และความคิดสร้างสรรค์

จุดเริ่มต้นของ ”ความฉลาดทางอารมณ์” มีมาเมื่อครั้งที่ ซาโลเวย์ และเมเยอร์ ได้เสนอทฤษฎีความฉลาดทางอารมณ์ ซึ่งทั้งสองได้อธิบายว่า “เป็นรูปแบบหนึ่งของความฉลาดทางสังคม ประกอบด้วยความสามารถในการรับรู้อารมณ์และความรู้สึกของตนเอง และผู้อื่น รวมถึงความสามารถในการแยกแยะความแตกต่างของอารมณ์และความคิด โดยนำผลที่ได้จากความสามารถต่างๆ ดังกล่าว มาใช้เป็นข้อมูลชี้นำความคิดและการกระทำต่อไป“

ต่อมา ทฤษฎีดังกล่าว ได้จุดประกายให้ แดเนียล โกลแมน เขียนหนังสือชื่อ “Emotional Intelligence” และแนวคิดจากหนังสือ ก็ทำให้ EI หรือความฉลาดทางอารมณ์เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง โดยเขากล่าวถึงความฉลาดทางอารมณ์ว่า “เป็นทักษะด้านบุคคลและสังคมที่นำไปสู่ความสามารถในการกระทำ ให้ทำได้ดีและมีคุณภาพที่เหนือกว่าในโลกการทำงาน”

นอกจากนี้ แดเนียล โกลแมน ยังเน้นย้ำอีกว่า ความฉลาดทางอารมณ์เปลี่ยนแปลงและพัฒนาได้ ซึ่งต่างจาก IQ ที่เกิดจากกรรมพันธุ์ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้

สำหรับในประเทศไทย กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบในการศึกษาความฉลาดทางอารมณ์ของคนไทยนั้น ได้นิยามความหมายของความฉลาดทางอารมณ์ว่า หมายถึง “ความสามารถทางอารมณ์ในการดำเนินชีวิตร่วมกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์ และมีความสุข” โดยได้กำหนดโครงสร้างของความฉลาดทางอารมณ์ไว้ 3 ด้าน คือ ดี เก่งและสุข ดังนี้

1. ด้านเป็นคนดี ลักษณะของคนดีในความหมายของกรมสุขภาพจิตหมายถึง ผู้ที่สามารถควบคุมอารมณ์และความต้องการของตน เห็นใจผู้อื่น และมีความรับผิดชอบ

2. ด้านเป็นคนเก่ง หมายถึงคนที่มีแรงจูงใจในตัวเอง สามารถตัดสินใจแก้ไขปัญหาได้อย่างยืดหยุ่น และมีสัมพันธภาพที่ดีกับผู้อื่น

3. ด้านมีความสุข ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นคนมีความสุขนั้น จะเป็นผู้ที่ภูมิใจในตนเอง มีความพึงพอใจในชีวิต และเป็นผู้มีความสงบทางใจ

อย่างไรก็ตาม โครงสร้างของความฉลาดทางอารมณ์ หาได้มีแบบแผนแน่นอนไม่ หากจะมีความยืดหยุ่น หรือแตกต่างกันไปตามจุดประสงค์ของผู้ศึกษา เช่นที่ แดเนียล โกลแมน แบ่งโครงสร้างความฉลาดทางอารมณ์เป็น 2 ส่วนคือ สมรรถนะทางสังคม และสมรรถนะส่วนบุคคล ขณะที่ สโลเวย์และเมเยอร์ แบ่งโครงสร้างความฉลาดทางอารมณ์เป็น 3 แบบ ขั้น คือ ขั้นรู้ตน ควบคุมอารมณ์ และขั้นใช้ความฉลาดทางอารมณ์ เป็นต้น

การพัฒนาตนสู่ความฉลาดทางอารมณ์

นายแพทย์วิทยา นาควัชระ กล่าวถึงคนที่มี IQ สูงๆ ว่ามักเครียดง่ายกว่าคนธรรมดา คนเก่งๆ ที่มักเครียดบ่อยเกินกว่าเหตุจึงควรพัฒนาทักษะของตนอย่างเร่งด่วน ก่อนที่ความเครียดจะนำโรคต่างๆ มาเยือน สำหรับวิธีการพัฒนาอารมณ์ ก็สามารถนำหลักเกณฑ์ต่อไปนี้มาพิจารณาและเลือกใช้ได้ตามที่ต้องการ

1. รู้จักอารมณ์ของตนเอง ตามปกติ เมื่อเกิดอารมณ์ มนุษย์จะตกอยู่ในภาวะใดภาวะหนึ่งคือ ถูกอารมณ์ครอบงำ ไม่สามารถฝืนอารมณ์ได้ และแสดงออกไปตามสภาพอารมณ์ แต่ถ้ารู้จักอารมณ์ของตน ก็จะช่วยให้ควบคุมตัวเองได้ ซึ่งจะช่วยให้รู้ว่า ในอารมณ์เช่นนี้ ควรแสดงออกเช่นไรจึงเหมาะสม

แนวทางการรู้จักตนเอง อาจใช้แนวทางดังนี้

- ทบทวนอารมณ์ การทบทวนจะช่วยให้ทราบว่าตน เป็นคนมีพื้นฐานทางอารมณ์อย่างไร โดยอาจหาเวลาว่างในแต่ละวัน ทบทวนว่าวันนี้ได้แสดงพฤติกรรมโดยไร้การควบคุมไปบ้าง และส่งผลกระทบใดบ้าง ถ้าผลเป็นที่พอใจทั้งต่อตนและผู้อื่น ก็ชมเชยตนเอง แต่ถ้าตรงกันข้าม ก็ขอให้ตั้งจิตให้มั่นว่า หากเกิดเหตุการณ์ที่มากระตุ้นอารมณ์ทางลบที่คล้ายกันนี้อีก ก็จะไม่ยินดียินร้ายหรือจะเดินหนีไปเพื่อบรรเทาการแสดงอารมณ์

- ฝึกการใช้สติเตือนตน วิธีการสำคัญที่สุดที่เราจะรู้จักตนเองได้คือ ต้องมี “สติ” หรือการรู้สึกตัวอยู่ตลอดเวลาว่ากำลังทำอะไร คิดทำสิ่งใดอยู่ และตกอยู่ในสถานการณ์ใด และสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นดังกล่าวส่งผลต่อเราอย่างไร โดยสติจะยับยั้งการกระทำที่ไม่สมควรออกไป

2. มีวิธีจัดการกับอารมณ์ จะเป็นการควบคุมให้แสดงออกได้อย่างเหมาะสมทั้งกับบุคคล เวลา สถานที่ และสถานการณ์ การควบคุมอารมณ์เช่นนี้จะส่งผลให้ไม่เป็นคนหุนหันพลันแล่น และมีวิธีแสดงอารมณ์ได้อย่างเหมาะสม ทั้งยังสามารถให้เหตุผลต่อการกระทำของตนได้

แนวทางจัดการกับอารมณ์

- ทบทวนการกระทำที่สนองอารมณ์ว่ามีผลเช่นไร และอาจส่งผลใดในอนาคต

- เตรียมแสดงอารมณ์ โดยใช้วิธีสั่งตนเองให้ทำและไม่ทำอะไร

- ฝึกให้รับรู้แต่สิ่งที่เราเกี่ยวข้อง โดยเลือกรับรู้ เลือกฟังแต่สิ่งดี ๆ ที่ช่วยสร้างความสบายใจ

- สร้างความรู้จักดี ๆ แก่ตนเอง ผู้อื่น และสิ่งรอบ ๆ เพราะจะเป็นตัวสร้างพลังทำให้ตนมั่นใจ

3. สร้างแรงจูงใจ แรงจูงใจจะเกิดได้ดีเมื่อเรามีความมั่นใจ และความมั่นใจจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเรามองตนเองให้แง่ดี สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุข

แนวทางสร้างแรงจูงใจ

- ทบทวนสิ่งสำคัญที่จะช่วยนำชีวิตสู่จุดหมายที่วางไว้ และจัดลำดับความสำคัญว่าสิ่งใดต้องมาก่อน พร้อมกับพิจารณาความต้องการ/สิ่งที่อยากได้ อยากเป็นอย่างมีนั้นเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน

- เลือกทำความต้องการที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดก่อน เพราะจะนำความสำเร็จและความภูมิใจมาสู่ท่านได้ง่ายกว่า ทำให้มั่นใจที่จะทำในสิ่งที่ยากขึ้น

-ฝึกมองหาประโยชน์จากปัญหา/ อุปสรรคให้ได้ เช่น แทนที่จะคิดว่าหัวหน้าลำเอียงใช้งานเราคนเดียว ก็ให้ฝึกคิดว่าเป็นโอกาสดีที่เราจะได้ฝึกฝนทักษะการทำงาน ทั้งยังจะเป็นผลงานในการพิจารณาความดีความชอบอีกด้วย

- ฝึกสร้างความหมายในชีวิต โดยนึกแต่สิ่งที่สร้างความภูมิใจแม้จะเป็นเรื่องเล็ก ๆ ก็ควรสร้างให้เกิดคุณค่าแก่ตนและผู้อื่น

4. หยั่งรู้อารมณ์ผู้อื่น เป็นการรับรู้อารมณ์ ความรู้สึกของผู้อื่น มีความเข้าใจและเห็นใจผู้อื่น โดย

สามารถตอบสนองผู้อื่นได้โดยไม่ฝืนอารมณ์ของตน

แนวทางหยั่งรู้อารมณ์ผู้อื่น

-ฝึกฝนสังเกตอากัปกริยาของผู้อื่น โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับเรา ตั้งแต่แววตา สีหน้า ท่าทาง การพูด น้ำเสียง ตลอดจนการแสดงออกอื่นๆ พร้อมกับฝึกแปลความหมายที่เขาสื่อมาด้วย กรณีที่ยังไม่แน่ใจว่า แปลความหมายได้ถูกต้อง ก็หาเวลาสอบถามกับเจ้าตัวไปตรงๆ เช่น ช่วงประชุมคุณรู้สึกเครียดกับคำพูดผมใช่ไหม

-พยายามนึกถึงเหตุผลของการกระทำว่า สิ่งที่ผู้อื่นได้ทำลงไปนั้น มีเหตุผลใด หรืออาจใช้วิธีเอาใจเขามาใส่ใจเราก็ได้เช่นกัน

-ฝึกฝนการตอบสนองอารมณ์ผู้อื่น เพื่อให้เขาได้รับรู้ถึงความห่วงใย ความเข้าใจหรือความเห็นใจของเราที่มีให้อย่างจริงใจ ซึ่งจะนำไปสู่สัมพันธภาพที่ดีในที่สุด

5. คงไว้ซึ่งสัมพันธภาพ มีคำกล่าวว่า การสร้างสัมพันธภาพที่ดีให้เกิดขึ้นก็เรื่องหนึ่ง แต่การคงสัมพันธภาพดีๆ ไว้นั้นก็อีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งบางสถานการณ์อาจยากกว่าด้วยซ้ำ ดังนั้น ผู้ที่สามารถคงสัมพันธภาพดีๆ ไว้ได้ตลอดจึงนับว่า เป็นอีกผู้หนึ่งที่สามารถดำรงชีวิต หรือร่วมงานกับผู้อื่นได้อย่างสร้างสรรค์และมีความสุข

แนวทางรักษาสัมพันธภาพ

-ฝึกการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพทั้งด้านการเป็นผู้พูดและผู้ฟังที่ดี ด้วยเกิดเหตุหลายต่อหลายครั้งที่ สัมพันธภาพดีๆ ต้องจบลงเพราะการสื่อสารที่ไม่ดี

-ฝึกฝนการให้-รับ และแลกเปลี่ยน ทั้งนี้ นอกจากจะก่อให้เกิดประโยชน์ในหลายทางแล้ว ยังเป็นการสร้างคุณค่าทั้งแก่ตนและผู้อื่นอีกด้วย

-ฝึกฝนการให้เกียรติ ยอมรับและชื่นชมผู้อื่นอย่างจริงใจ เพราะนอกจากจะเป็นการสร้างคุณค่าและความภาคภูมิใจแก่ผู้อื่นแล้ว เรายังอาจได้รับทุกสิ่งที่ให้ไป กลับคืนมาด้วย

นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ตามที่ นายแพทย์วิทยา นาควัชระ กล่าวไว้ในคอลัมน์คุยกันเพื่อชีวิตใน"สกุลไทย " ว่า ต้องให้มีการใช้สมองซีกขวาให้มากขึ้น เพราะสมองซีกขวาจะเกี่ยวข้องกับการรับความสุขทั้งหลาย โดยอาจใช้กิจกรรมบางอย่างไปกระตุ้นสมองเพื่อให้พัฒนามากขึ้น เช่น การฟังเพลงที่ไพเราะ การออกกำลังกายที่ไม่ใช่การแข่งขัน ฯลฯ

แบบประเมินผลความฉลาดทางอารมณ์

การประเมินผลความฉลาดทางอารมณ์มาจากภาษาคำว่า Emotional Quotient หรือที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในเมืองไทยว่า EQ ดังนั้น จากที่เคยจำกันมาว่า EQ คือ ความฉลาดทางอารมณ์นั้น ที่ถูกต้องควรใช้คำว่า EI เพราะความฉลาดทางอารมณ์ในความหมายเชิงองค์ประกอบนั้น คือคำว่า Emotional Intelligence

สำหรับ EQ ควรนำมาใช้เมื่อต้องการกล่าวถึง การประเมินผล หรือผลการประเมินความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Quotient) ว่าสูง ปกติหรือต่ำกว่าปกติ เช่นเดียวกับ IQ ซึ่งเป็นผลการประเมินระดับความสามารถด้านเชาว์ปัญญา (Intelligence Quotient) ทั้ง EQ และ IQ จึงล้วนเป็นผลมาการประเมินผล

การสร้างแบบประเมิน EQ จะขึ้นอยู่กับผู้ประเมินว่า ต้องการประเมินผลของอารมณ์ที่องค์ประกอบใดบ้าง เช่นแบบประเมินของ บาร์ออน ที่เป็นแบบที่ได้รับการยอมรับว่า เป็นแบบประเมินความฉลาดทางอารมณ์ที่ครอบคลุมมาก กล่าวคือเขาแบ่งโครงสร้างความฉลาดทางอารมณ์ เป็น 5 องค์ประกอบ คือ ดังนี้

1. ด้านภายในตนเอง มีองค์ประกอบย่อยคือ

การรับรู้ เข้าใจความรู้สึก และศรัทธาตนเอง
การแสดงความรู้สึก ความเชื่อ ความคิดและสามารถปกป้องสิทธิของตนได้อย่างสร้างสรรค์
การรับรู้คุณค่าของตนโดยเฉพาะในด้านการทำได้และต้องทำด้วยความสุขและพึงพอใจ
ความสามารถในการกำหนดเป้าหมายด้วยตนเอง และการควบคุมความคิดและการกระทำ โดยไม่พึ่งผู้อื่น
2. ด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล มีองค์ประกอบย่อยคือ

การสร้างและคงความสัมพันธ์ที่ดีไว้ ซึ่งหมายถึงการแสดงผูกพันอันแน่นเฟ้น รู้จักให้-รับความรักจากผู้อื่น
การร่วมมือและการมีส่วนร่วมสร้างสรรค์สังคมที่เกี่ยวข้อง
การรับรู้ เข้าใจและยอมรับความรู้สึกผู้อื่น
3. ด้านการปรับตัวทางอารมณ์ มีองค์ประกอบคือ

การรับรู้ เข้าใจปัญหา และสามารถหาแนวทางแก้ไขปัญหาได้มีประสิทธิภาพ
การแยกแยะความรู้สึกส่วนตัวกับความเป็นจริง และแสดงออกได้อย่างสอดคล้อง
การปรับอารมณ์ ความคิด และพฤติกรรมตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป
4. ด้านจัดการกับความเครียด มีองค์ประกอบคือ

การอดทนต่อสิ่งชั่วร้าย ภาวะกดดันและความรุนแรงของอารมณ์ ขณะที่สามารถตอบสนองอารมณ์ของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ความสามารถในการอดทนต่อความปรารถนา และสิ่งยั่วยุ โดยสามารถแสดงออกถึงการอดทนดังกล่าวได้เหมาะสม
5. ด้านลักษณะอารมณ์ทั่วไป มีองค์ประกอบคือ

ความรู้สึกพึงพอใจในชีวิตเป็นส่วนใหญ่ และมีความยินดีที่ได้อยู่ร่วมกับผู้อื่น
ความสามารถด้านการมองโลกในแง่ดี แม้ตกอยู่ท่ามกลางสถานการณ์เลวร้าย
นอกจากแบบประเมินที่สร้างโดยนักจิตวิทยาชาวต่างประเทศแล้ว ก็ยังมีแบบประเมินความฉลาดทางอารมณ์แบบไทยๆ ที่คณะทำงานศึกษาและพัฒนาแบบประเมินความฉลาดทางอารมณ์ กรมสุขภาพจิต ได้สร้างตามโครงสร้างความฉลาดทางอารมณ์ 3 องค์ประกอบ คือ ด้านดี เก่งและสุข กรณีที่ท่านต้องการสร้างแบบประเมิน EQ ขึ้นมาใหม่ ท่านจึงควรมีคำตอบแล้วว่า ต้องการประเมินอะไรบ้าง และในแต่ละองค์ประกอบจะประเมินรายละเอียดใดบ้าง ซึ่งอาจหาแบบสอบถามที่นักจิตวิทยาต่างประเทศมาศึกษาเพิ่มเติม

สำหรับองค์ประกอบของความเป็นดี เก่งและสุข จะมีรายละเอียดอะไรบ้างนั้น ปรากฏในแบบทดสอบแต่ก่อนที่จะลงมือทำแบบทดสอบ คณะทำงานได้แนบคำแนะนำมามาไว้ด้วยว่า…

“เป็นแบบประเมินที่ประกอบไปด้วยประโยคที่มีข้อความเกี่ยวข้องกับอารมณ์และความรู้สึกที่แสดงออกในลักษณะต่างๆ แม้บางประโยคอาจไม่ตรงกับที่ท่านเป็นอยู่ก็ตาม ขอให้ท่านเลือกคำตอบที่ตรงกับตัวท่านมากที่สุด ไม่มีคำตอบถูกหรือผิด ดีหรือไม่ดี โปรดตอบตามความเป็นจริงและตอบทุกข้อ เพื่อท่านได้รู้จักตนเองและวางแผนพัฒนาตนเองต่อไป”

สำหรับสิ่งสำคัญของการประเมิน EQ นั้น นอกจากกระดาษโน้ตและดินสอแล้ว ท่านควรนำความจริงใจออกมาใช้ด้วย โดยใส่เครื่องหมาย / ในช่องที่คิดว่าตรงกับตัวท่านมากที่สุด สำหรับคะแนนที่ท่านอาจได้ต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ ก็อย่าเสียใจจนตีอกชกหัวตัวเอง เพราะกรมสุขภาพจิตกล่าวว่า องค์ประกอบด้านต่างๆ ที่ปรากฏอยู่ในแบบทดสอบนั้น เป็นสิ่งที่มีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา แต่คะแนนที่ต่ำกว่าปกติ จะช่วยเป็นข้อเตือนใจให้ท่านหาแนวทางพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ในด้านนั้นๆ ให้มากขึ้น

ความฉลาดทางอารมณ์กับการฝึกอบรม

การจัดการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ของบุคลากร เป็นสิ่งที่ทุกองค์กรไม่ควรเพิกเฉย โดยเฉพาะภาคราชการที่กำลังอยู่ในช่วงปฏิรูป เพราะถึงแม้จะเป็นทักษะส่วนบุคคล แต่หากเมื่อใดที่ข้าราชการมีทักษะทางอารมณ์สูง ก็จะเป็นผู้ที่มีความเข้าใจธรรมชาติและความรู้สึกนึกคิดของผู้อื่น ซึ่งนอกจากจะส่งผลดีต่อการประสานความร่วมมือระหว่างกลุ่ม/องค์กรประชาชนแล้ว ข้าราชการที่มีความฉลาดทางอารมณ์ยังจะช่วยกันสร้างสรรค์ผลงานอันเต็มไปด้วยประสิทธิภาพอีกด้วย

การคัดเลือกบุคคลเข้าทำงานภาคราชการที่ผ่านมา มักสนใจแต่เรื่องความฉลาดด้านเชาว์ปัญญา โดยมิคำนึงถึงทักษะทางอารมณ์ หากเวลาและงานศึกษาวิจัยจำนวนมากก็ยืนยันข้อเท็จจริงแล้วว่า ความฉลาดทางอารมณ์เป็นส่วนผลักดันให้เกิดการคิดค้นใหม่ๆ ที่นับเป็นทั้งความสำเร็จของบุคลากรและองค์กร

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าเชาว์ปัญญาจะไร้คุณค่าเสียทีเดียว เพราะการที่ข้าราชการจะสามารถสร้างผลงานอันมีประสิทธิภาพได้นั้น ต้องอาศัยทั้งปัจจัยด้านเชาว์ปัญญาและปัจจัยด้านอารมณ์ ซึ่งที่ผ่านมา ต้องนับว่า ข้าราชการทุกคนมีปัจจัยด้านเชาว์ปัญญากันทั่วถ้วนแล้ว เพราะต้องผ่านกระบวนการคัดเลือกและสรรหาตามที่หน่วยงานกำหนด จะขาดอยู่ก็แต่การพัฒนาทักษะทางอารมณ์ ซึ่งหากภาคราชการทุกแห่ง สนใจที่จะพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ของข้าราชการอย่างจริงจัง และเป็นรูปธรรมกว่าที่ผ่านมา ก็อาจจะได้เห็นข้าราชการยุคปฏิรูปที่สมบูรณ์แบบได้ดังใจ

รูปแบบการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ของข้าราชการที่ได้ผลอย่างถาวรนั้น คงไม่มีรูปแบบใดเหมาะไปกว่าการฝึกอบรม ซึ่งแน่นอนว่า ต้องเป็นการฝึกอบรมที่แตกต่างจากการฝึกอบรมหลักสูตรทั่วไป ที่ต้องเน้นให้เกิดการปฏิบัติเพื่อนำสู่ทัศนคติใหม่ๆ ในการมองตนเองและผู้อื่นด้วยกิจกรรมอันเหมาะสม โดยบทความ ขอเสนอแนวทางฝึกอบรม เพื่อให้สามารถนำไปปรับใช้ ดังต่อไปนี้

1. ขั้นเตรียมการฝึกอบรม ควรมีการหา T.N. (Training Need) เพื่อประเมินความพร้อม ความ

ต้องการพัฒนาตนเอง และสภาพปัญหาของกลุ่มเป้าหมายก่อน เพราะการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ที่ได้ผลสืบเนื่องคงทนนั้น กลุ่มเป้าหมายต้องได้รับการพัฒนา ที่ควรเริ่มตั้งแต่การรู้จักภาวะอารมณ์ของตนและสามารถระบุอารมณ์ผู้อื่น การควบคุมตน รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา และทักษะทางสังคม

นอกจากนี้ การหา T.N. ยังทำให้ทราบได้ว่า กลุ่มเป้าหมายแต่ละคน มีอารมณ์ทางลบหรือไม่ อย่างไร และอารมณ์ทางลบนั้นส่งผลต่อการฝึกอบรมหรือไม่ รวมถึงได้ทราบว่า พฤติกรรมใดที่เหมาะสมกว่าที่เป็นอยู่ ซึ่งข้อมูลที่ได้ดังกล่าว จะช่วยให้เตรียมเทคนิคฝึกอบรม และวิธีการสลายอารมณ์ทางลบได้อย่างเหมาะสม

2. ขั้นดำเนินการฝึกอบรม ควรมีการฝึกเชิงสถานการณ์ให้กลุ่มเป้าหมายได้เรียนรู้จากการปฏิบัติจริง โดยแจ้งผลการประเมินทุกครั้ง เพื่อให้ทราบจุดอ่อน-แข็งของตน เพราะการพัฒนาทางอารมณ์เกิดได้จากการฝึกปฏิบัติจริงของเจ้าตัวเท่านั้น ส่วนวิธีการท่องจำ หรือความเข้าใจ จะไม่ช่วยให้เกิดการพัฒนาแต่อย่างใด

นอกจากนี้ วิทยากร/ผู้เกี่ยวข้องพึงตระหนักเสมอว่า การฝึกอบรมจะได้ผลหรือไม่ ขึ้นอยู่กับ

บรรยากาศและสัมพันธภาพระหว่างกลุ่มเป้าหมาย และระหว่างกลุ่มเป้าหมายกับวิทยากร / ผู้เกี่ยวข้อง
การเปิดโอกาสให้กลุ่มเป้าหมายทุกคนมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางทั่วถึง เพื่อเกิดการเรียนรู้ร่วมกัน ซึ่งจะเป็นการสร้างแรงจูงใจที่ดี
มีการโยงให้เห็นถึงความสำคัญของอารมณ์กับการทำงานอย่างชัดเจน
มีกิจกรรมให้กลุ่มเป้าหมายฝึกทักษะเกี่ยวกับการแก้ไขจุดอ่อนของตน รวมถึงกิจกรรมที่ท้าทาย เฉพาะเจาะจง และชัดเจน เพราะจะช่วยกลุ่มเป้าหมายรู้สึกว่า การพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์อยู่ในวิสัยที่ทำได้ เช่น กิจกรรมควบคุมความโกรธต่อหน้าผู้คน ฯลฯ
เน้นให้เกิดการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ ด้วยการแสดงอากัปกริยาต่างๆ อย่างเป็นรูปธรรม โดยเน้นให้สื่อสารกันทันทีทันใด แทนการบอกให้รู้/ทำให้ดู วิธีการอาจใช้การอภิปราย จำลองสถานการณ์ ฯลฯ
อาจมีกิจกรรมเกี่ยวกับการใช้ต้นแบบที่กลุ่มเป้าหมายสร้างขึ้นเอง จากการสังเกตพฤติกรรมของผู้ที่ตนคิดว่ามีความฉลาดทางอารมณ์สูง ซึ่งอาจเป็นหนึ่งในกลุ่มเป้าหมายด้วยกันก็ได้ โดยให้ออกมารายงานหน้าชั้นถึงเหตุผลที่เลือกเป็นต้นแบบ
หากมีกรณีกลุ่มเป้าหมายท้อแท้ ควรหาทางป้องกันแก้ไขโดยเร็ว ซึ่งอาจใช้เทคนิคเสริมกำลังใจ หรือคำชมอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการมอบหมายพี่เลี้ยงกลุ่มให้คอยให้คำแนะนำ และคำปรึกษา
3. ขั้นประเมินผล ควรวางแผนการประเมินผลทุกระยะ คือ นอกจากจะประเมินขณะฝึกอบรมแล้ว

ควรมีการประเมินผลหลังการฝึกอบรมด้วย เพื่อได้ทราบว่า ผลการพัฒนาที่เกิดขึ้นเมื่อขณะฝึกอบรมนั้น จะยังคงทนอยู่หรือไม่หากกลับมาอยู่กับสภาพแวดล้อมเก่า

นอกจากนี้ ทุกครั้งที่มีการประเมินผลระหว่างการฝึกอบรม ต้องแจ้งให้กลุ่มเป้าหมายทราบทุกครั้ง เพราะนอกจากจะเป็นข้อมูลให้กลุ่มเป้าหมายได้ประเมินตนเองแล้ว การแจ้งผลการประเมินยังช่วยเป็นแรงจูงใจที่ดีอีกด้วย.

เอกสารประกอบ

สำนักพัฒนาสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต . “อีคิว : ความฉลาดทางอารมณ์” , นนทบุรี : ที-คอม , 2543.

วิทยา นาควัชระ . “คุยกันเรื่องชีวิต”, สกุลไทย ฉบับเดือนพฤศจิกายน ,2543.