Cresitive Thinking ดร.ขนิฏฐา กาญจนรังษีนนท์ กองฝึกอบรม (เอกสาร CD Forum) |
|||||||||||||
เ อ็ด โจนาธาน เป็นคนทำให้เราเกิดเวที CD Forum ครั้งนี้ขึ้น ด้วยการสนับสนุนของโครงการสนับสนุนเครือข่ายองค์กรชุมชน (สค.อช.) หรือ CORNS ...เรื่องมีอยู่ว่า AusAID ให้ความช่วยเหลือกรมการพัฒนาชุมชนในการสนับสนุนเครือข่ายองค์กรชุมชนเพื่อสร้างความเข้มแข็งของชุมชนและหารูปแบบการทำงานของกรมการพัฒนาชุมชน โครงการฯนี้มีการตั้งคณะทำงานมากมาย คณะทำงานอยากจะสร้างและพัฒนาทีมงานของตัวเองจึงขอรับการสนับ-สนุนทุนจากโครงการฯ จัดฝึกอบรมความคิดสร้างสรรค์ทางบวก จากศูนย์ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ของ Dr. Edward De Bono ซึ่งเป็นนักจิตวิทยาชื่อดังเจ้าของทฤษฎีหมวก 6 ใบอันลือชื่อ มีคนเข้ารับการ อบรม 30 คน หลักสูตรความคิดสร้างสรรค์ทางบวก เป็นหลักสูตรปูพื้นฐานความคิดก่อนที่จะพัฒนาวิธีคิดด้วยหมวก
6 ใบ เรายังไม่ได้เรียนวิธีคิดหมวก 6 ใบ เพราะแพงเกินไป แต่หลักสูตรความคิดสร้างสรรค์ทางบวกก็ได้ให้อะไรกับเรามากมายจนต้องเอามาคุยกันในเวทีที่ไร้รูปแบบหลายต่อหลายครั้ง เอ็ด โจนาธาน คือชื่อที่อาจารย์ตั้งให้กับตัวเอง คำว่า Cresitive มาจากคำว่า Creative รวมกัน positive + constructive อาจารย์เอ็ด เกริ่นนำว่า คน เป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุดในองค์การ สิ่งที่สำคัญที่สุดในตัวคนที่ทำให้คนสร้างประโยชน์ให้แก่องค์การ
สังคม ตนเอง และครอบครัวได้มากที่สุดก็คือ การคิด การคิดที่ทรงคุณค่าซึ่งสร้างให้เกิดประโยชน์ต่อทั้งตนเอง
และสังคม ก็คือ การคิดอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งต้องอาศัยปัจจัยหลักที่สำคัญคือ
ความคิดสร้างสรรค์ คุณค่าของความคิดสร้างสรรค์อยู่ที่ ความใหม่ ความคิดสร้างสรรค์ทุกความคิดล้วนเป็นสิ่งที่มีค่าของโลกทั้งสิ้น
ความคิดสร้างสรรค์ไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบหรือจัดระดับคุณค่าได้ ทุกความคิดมีค่าทั้งสิ้น
อาจารย์เอ็ด ชี้ให้เห็นถึงที่มาของความคิดคนอันเป็นผลมาจากนักปรัชญาชื่อดังของโลกในอดีตที่ครอบงำวิธีการศึกษาหาองค์ความรู้สาขาต่าง ๆ ของโลกเราในปัจจุบัน 3 คน คือ เพลโต อริสโตเติล และโซคราติส นักปรัชญาดังกล่าว ทำให้วิธีคิดของคนเราอยู่ในกรอบของการมีเหตุ-ผล ความถูกความผิด และการโต้แย้งเอาชนะกัน ความคิดที่ถูกต้องต้องมีเพียงหนึ่งเดียว เมื่อเราเรียนและถูกฝึกมาภายใต้วิธีคิดดังกล่าว ความคิดสร้างสรรค์ที่มีมาแต่กำเนิดก็ถูกทำลายลงไป
ให้เหลือเพียงความคิดที่ถูกต้อง มีเหตุผลหาคนโต้แย้งไม่ได้เพียงหนึ่งเดียว
ทุกคนอยากเป็นเจ้าของความคิดนั้น เพื่อให้ได้รับการยอมรับว่าเป็นคนเก่งที่สุด Dr.Edward บอกว่าแท้จริงแล้ว
ความคิดของทุกคนดีหมด เจ้าของความคิดควรจะเป็นคนเดียวที่จะตัดสินว่าดีหรือไม่ดีอย่างไร
ชอบหรือไม่ชอบอย่างไร คนอื่นไม่ควรไปตัดสินความคิดของเขา เพราะคนเราต่างก็มีเหตุผลของตัวเอง
ถ้าเราเอาความรู้สึกของเรา เหตุผลของเราไปตัดสินคนอื่น ก็เท่ากับว่าของเราถูก
ของคนอื่นผิด แล้วโลกเราก็จะไม่น่าอยู่ คนเราจะมุ่งเอาชนะคะคานกันไปโดยไม่สนใจว่าคนที่ถูกทำให้แพ้จะรู้สึกอย่างไร
อาจารย์เอ็ด พูดอยู่บ่อยครั้งที่จะชี้ให้เราเห็นว่า ความรักความเข้าใจเอาใจใส่กันเป็นสิ่งดีงาม และไม่ควรทำลายมันเพียงเพื่อความสะใจของคนคนหนึ่ง หรือเพียงเพราะต้องการล้อเล่น ...พวกเราคนในเวทีก็พากันพูดถึงเรื่องนี้เหมือนกันว่า เราก็ทำกันบ่อย เราพูดหยอกเพื่อนแรง ๆ โดยไม่สนใจว่าเป็นการทำให้เพื่อนเสียหน้า เขินอาย สูญเสียความมั่นใจในตัวเองไปหรือเปล่า ก็คนอื่น ๆ ที่ฟังเขาก็หัวเราะกัน บรรยากาศดีออก แต่เราลืมว่าเพื่อนที่เป็นเป้าหมายของเรานั้นบาดเจ็บไปพะเรอเกวียนแล้ว เช่น... เจอเพื่อนที่ห้องประชุม ก็ทักเพื่อนเสียงดังเชียว มาลี วันนี้แต่งตัวสวยจัง แต่ฉันว่าไม้แขวนเสื้อไม่สวยนะ พอเห็นเพื่อนหน้าเหี่ยว ๆ ก็นึกขึ้นได้ โทษที พูดเล่นน่ะ สวยจริง ๆ ไม้แขวนก็สวย แต่เพื่อนชักไม่เชื่อเสียแล้ว
เกรงว่าจะมีรายการหักมุมอีก มีเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในห้องน้ำ กรมการพัฒนาชุมชน เพื่อนเราที่ผ่านการอบรมมาแล้วหอบมาเล่าให้คนในเวทีฟัง ว่าก่อนจะมาร่วมเวทีแวะไปเข้าห้องน้ำ ได้ยินเสียงคน 2 คนพูดกันอย่างนี้... เออ หนูไม่เห็นพี่หวาน(นามสมมติ)นานแล้ว เขาหายหน้าไปไหนนะ "หน้าเขาก็ไปกับตัวเขานั่นแหละ (หัวเราะ) ถามใหม่ว่า แล้วตัวเขาหายไปไหนล่ะพี่ ตัวเขาก็ไปกับหน้าเขาน่ะซิ เออ ถามแปลก (อึ้งไปครู่หนึ่ง) ก็หนูอยากรู้จริง ๆ หน้ากับตัวเขาหายไปไหนเหรอพี่ จะไปรู้เขารึ (ถอนใจ) แหมพี่นี่ ปากแบบนี้น่าจะอยู่แถวบ้านหนูนะ ฉันไม่ไปอยู่แถวบ้านเธอหรอก ฉันกลัวไม่ได้แต่งงาน ขึ้นคานเหมือนเธอ ...เป็นงั้นไป คนเล่าบอกว่า แต่ก่อนก็เป็นเหมือน 2 คนนี้แหละ ชอบต่อปากต่อคำ เล่นสำบัดสำนวน
ยอกย้อน จนกว่าคู่สนทนาจะจนแต้มโต้ไม่ทัน สนุกดี แต่พออบรมแล้ว ได้ฟังคนอื่นเขาพูดกัน
ไม่สนุกเหมือนเมื่อก่อน รู้สึกเห็นใจคนที่ถูกว่า เขาคงเสียหน้า อับอาย และกลับไปก็คงจะหาทางพัฒนาฝีปากเพื่อกลับมาตอบโต้ให้เป็นฝ่ายชนะบ้าง
ก็คงจะเป็นเช่นนี้อีกนาน เพราะใคร ๆ เขาก็ทำกันอย่างนี้ เขาทำกันมา ก็ทำกันไป
ตอนที่ฝึกอบรม อาจารย์เอ็ด อธิบายว่าคนที่เขาเล่นโวหารกัน เขาก็ไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายเพื่อนจริง ๆ หรอกนะ เขาก็ยังรักเพื่อนอยู่ แต่เป็นความรักที่ตั้งอยู่บนความไม่สนใจความรู้สึกของเพื่อนเท่าความรู้สึกของตนเอง มันสนุกดี เราสนุก อาจารย์ เอ็ดเชิญชวนให้เราสร้างบรรยากาศของการอยู่ร่วมกันเสียใหม่ ให้เป็นบรรยากาศของเพื่อนจริง
ๆ รัก ทำให้เพื่อนมีความรู้สึกดี ๆ โดยไม่หวังผลตอบแทนอะไรจากเพื่อน ถ้าจะชมใคร
ก็ให้ชมเขาจริง ๆ โดยไม่หักมุม ไม่ล้อเล่นจนเลยเถิด ถ้าเขาไม่มีอะไรน่าชม
ก็ไม่ต้องแกล้งชม ไม่พูดอะไรเลยก็ไม่มีใครว่า แต่ถ้าพูดก็ให้พูดแต่สิ่งดี
ๆ นอกจากนี้ อาจารย์เอ็ด ให้เราหัดที่จะพูดน้อย ๆ ฟังมาก ๆ ให้ยอมรับคนอื่นในสิ่งที่เขาเป็น
โดยไม่ไปตัดสินตีค่าว่าสิ่งที่เขาเป็น สิ่งที่เขาชอบ สิ่งที่เขาคิด ดีหรือไม่ดี
ถูกหรือไม่ถูก วิธีหัดง่าย ๆ อาจารย์เอ็ดให้เราตั้งชื่อตัวเองใหม่ โดยชื่อแรกเป็นชื่อตัวเราเองชื่อเล่นชื่อจริงก็สุดแล้วแต่
ชื่อหลังเป็นชื่อคนที่เราชอบ นี่เป็นที่มาของชื่อ เอ็ด เวลาที่อาจารย์อธิบายสาระทางวิชาการ ปกติเรามักจะตอบโต้ ท้าทาย เพราะเราก็มักจะมีปมในใจอยู่ว่า สิ่งที่อาจารย์พูดเรารู้แล้ว สิ่งที่อาจารย์พูดมันไม่จริง มันมีข้อยกเว้น เรามีประสบการณ์ เราอยากแลกเปลี่ยน เราอยากเล่า เราอยากช่วยอธิบาย อาจารย์เอ็ดขอร้องพวกเราว่า อย่าค้าน อย่าโต้แย้ง อย่าเพิ่งพูดอะไรเวลาที่อาจารย์กำลังพูด ขอให้ฟังมันไปเรื่อย ๆ คิดตามมันไป อย่าปิดกั้นการฟังของตัวเอง อาจารย์อธิบายว่า คนเราสมองไม่ว่างเปล่า มีความรู้เก่า ๆ ความคิดเก่า ๆ อยู่เยอะ ถ้าเราเปิดรับความรู้ใหม่ เสียงใหม่ ๆ ประสบการณ์ใหม่ ๆ ความคิดใหม่ ๆ เข้าไปซะบ้าง เราจะเป็นคนที่มีข้อมูลมาก การตัดสินใจ การประพฤติปฏิบัติก็จะทำได้ดีขึ้น อาจารย์ยังบอกอีกว่า การรับข้อมูลก็เหมือนธรรมชาติของน้ำ ที่ ฝนตกลงมา น้ำไหลเป็นทาง เมื่อเรามีกล่องรับน้ำจำกัด เราก็มีน้ำน้อย น้ำไหลมาแต่เราไม่มีกล่องรับน้ำว่างรอไว้ น้ำก็ไหลนองพื้นซึมลงดินไป ก็แปลกที่ทำให้พวกเราซึ่งปกติช่างพูดกันทั้งนั้น เงียบเสียงไปเสียได้ พอใจสงบ ประตูใจเปิด สมองก็รับสิ่งที่ผ่านเข้ามา พวกเราวิเคราะห์กันว่า ฝนตกลงมา น้ำไหลเป็นทาง ทำให้เราเข้าใจว่า ทำไมเราจึงมีแต่ของเก่า
ๆ อยู่ในสมอง เราไม่ค่อยรับอะไรใหม่ ๆ ไม่รับอะไรแปลก ๆ เพราะเราคิดว่า เราดีแล้ว
เราเก่งแล้ว ที่มีอยู่ก็พอแล้ว ความจริง ฟังไว้อีกหน่อยก็ไม่เสียหายอะไร
จะปิดกั้นโอกาสตัวเองไปทำไม ตอนหลังนี่ เวลาใครพูดอะไร เราจะอดทนที่จะฟังมากขึ้น
ไม่ตัดสินความรู้ของคนอื่น ไม่ด่วนสรุปอะไรง่าย ๆ ไม่ตัดสินคนเดียว การมีกล่องข้อมูลเพิ่มขึ้นเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งของความคิดสร้างสรรค์
เพราะความคิดสร้างสรรค์เกิดจากการตัดข้ามรูปแบบความคิด โดยการดึงข้อมูลจากกล่องหนึ่งไปเชื่อมโยงกับข้อมูลของอีกกล่องหนึ่ง
ซึ่งเป็นคนละเรื่องกันและไม่มีความเกี่ยวเนื่องกันมาก่อน กลายเป็นความคิดใหม่
ยิ่งมีกล่องข้อมูลมาก เราก็จะมีช่องทางตัดข้ามกล่องได้มาก ปัจจัยที่สองของความคิดสร้างสรรค์ คือ พลังสร้างสรรค์ พลังสร้างสรรค์เป็นปัจจัยทำให้เกิดแรงหนุนในการคิดสร้างสรรค์ เป็นตัวผลักดันและสนับสนุนให้เราหมั่นคิดสร้างสรรค์อยู่เสมอ พลังสร้างสรรค์เกิดขึ้นได้จากการสร้างความเชื่อมั่น หรือความมั่นใจในตนเอง ซึ่งจะเกิดขึ้นได้จากการประเมินสิ่งต่าง ๆ จากใจของตัวเอง อาจารย์เอ็ดแนะนำให้เราประเมิน สิ่งต่าง ๆ จากใจของเราเองว่าชอบหรือไม่ชอบ
แทนการประเมินว่าดีหรือไม่ดี ถูกหรือผิด เพราะการประเมินอย่างหลังเป็นการเทียบเคียงกับสิ่งต่าง
ๆ นอกใจเรา นอกจากนี้ การประเมินว่าชอบหรือไม่ชอบนั้น เป็นการสร้างความกล้าหาญขึ้นต้นที่เราเริ่มฟังความรู้สึกของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา
โดยไม่ต้องตามคนรอบข้างหรือตามกลุ่ม แม้ความรู้สึกของเราจะไม่ตรงกับคนอื่น
แต่ก็ต้องฝึกที่จะไว้ใจความรู้สึกของตัวเองในแบบของตัวเอง และไม่ทำให้ผู้ใดเดือดร้อน
อาจารย์เอ็ดให้พวกเราลองฝึกดู โดยให้แต่ละคนบอกเล่าให้กันและกันฟังว่า มีอะไรในตัวเราที่เราเคยไม่ชอบเลย
ไม่อยากได้ ไม่อยากเป็นเลย คนฟังก็ให้รับฟังเฉย ๆ ไม่ต้องคล้อยตาม ไม่ต้องปลอบใจ
รอบที่สอง ให้บอกถึงสิ่งที่รู้สึกชอบมากในตัวเอง ปัจจัยที่สามของความคิดสร้างสรรค์ คือ ทักษะสร้างสรรค์ ทักษะสร้างสรรค์ก็คือทักษะในการเชื่อมโยง
ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ถ้าเราหัดทำบ่อย ๆ พร้อมกับใช้อารมณ์ขัน และจินตนาการในการคิด
อีกกิจกรรมหนึ่งที่เราติดใจกัน ก็คือ การสร้างบรรยากาศดี ๆ อาจารย์เอ็ดสมมติเหตุการณ์ว่า เราติดอยู่ในห้อง ๆ หนึ่งร่วมกับคนอีกหลายคน ทุกคนเครียด เซ็ง เราอยากสร้างบรรยากาศดี ๆ ให้ทุกคนหายเครียด หายเซ็ง สนุกสนานกัน ให้เราเดินขึ้นไปหน้าห้อง ยืนบนเก้าอี้ มือถือไมค์ แนะนำตัวเอง สวัสดีค่ะ ชื่อเอ็ด โจนาธานค่ะ ขอร้องเพลงสักเพลงนะคะ แล้วก็ร้องเพลงไปสักท่อนหนึ่ง ไม่ต้องไพเราะก็ได้ เพราะเราไม่ต้องการประกวดร้องเพลง เราต้องการเพียงให้มีคนรู้สึกอยากจะขึ้นมาร้องเพลงบ้าง ถ้ามีคนรำคาญเสียงของเราแล้วลุกขึ้นมาร้องแทน ก็ยิ่งดี แสดงว่า เราบรรลุเป้าหมายแล้ว แม้ว่าเขาจะไม่ได้พูดถึงหรือขอบคุณเราแม้แต่น้อยที่เป็นคนเริ่มก็ตาม พวกเราคุยกันว่า เรื่องอย่างนี้เราไม่ค่อยได้คิด เราคิดแต่จะทำในสิ่งที่ดีที่สุด แม้เราอยากให้คนอื่นมาร่วมก็ตาม แต่เมื่อเราทำดีที่สุดแล้ว ก็จะไม่มีใครทำได้ดีกว่า คนอื่นก็เลยไม่คิดจะมาร่วม ท้ายสุดแล้ว เราสนุกคนเดียว อาจารย์ย้ำว่า ความคิดสร้างสรรค์จะถูกแสดงออกมามากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับว่าเราอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ทำให้เรารู้สึกปลอดภัยและมีอิสระพอที่จะแสดงความคิดสร้างสรรค์ของเราออกมาเพียงใด
อาจารย์เอ็ด บอกว่า บรรยากาศที่สร้างสรรค์ คือบรรยากาศที่ทำให้คนเรารู้สึกปลอดภัยและอิสระพอที่จะแสดงความคิดสร้างสรรค์ออกมานั่นเอง
ซึ่งสามารถสร้างขึ้นได้ โดยการทำให้เกิดความเข้าใจและการมีข้อปฏิบัติร่วมกัน
3 อย่าง คือ การยอมรับคนอย่างไม่มีเงื่อนไข การไม่ประเมินหรือตัดสินสิ่งที่คนอื่นทำหรือคิด
และการเข้าใจอย่างแท้จริงจากสถานะและความรู้สึกของคน อารมณ์ขันเป็นสิ่งคู่กันกับบรรยากาศสร้างสรรค์ เราต้องมีอารมณ์ขัน มองโลกในแง่ดี
มีทัศนคติที่ดีกับผู้คน มีทัศนคติที่ดีกับตัวเอง รู้จักกาละและเทศะ รู้จักยอมเสียบ้าง
ทำให้คนรู้สึกว่า เราน่ะพอจะตกลงกันได้ ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า Agreeable
ถ้าเราเป็นอย่างนี้ใครก็อยากจะทำงานร่วมกับเรา ถ้าเราเครียด ขี้โมโห ด่าเก่ง
ช่างนินทา ช่างค่อนขอด ไม่มีใครอยากร่วมงานด้วยหรอก อาจารย์เอ็ดชี้ให้เราเห็นว่าความคิดทางบวกกับความคิดทางลบต่างกันอย่างไร และแสดงให้เห็นดังตาราง
แท้จริงชีวิตนั้นแสนง่าย คุณให้อะไรกับชีวิต
คุณก็ได้สิ่งนั้น ถ้าคุณมองหาข้อดี มองหาทางออก คุณก็จะพบข้อดี พบทางออก
แต่ถ้าคุณมองหาแต่ปัญหา ความยุ่งยาก คุณก็จะพบแต่ปัญหาและความยุ่งยาก ชีวิตเป็นของคุณ
คุณอยากเป็นอย่างไหนล่ะ |