ยาเคม ... บำบัด นอกจากจะมีผลฆ่าเซลล์มะเร็งแล้ว ยังฆ่าหรือทำลายเซลล์ปกติของร่างกายด้วย ทั้งนี้ชนิดของ เซลล์ร่างกายที่โดนทำลายขึ้นอยู่กับอัตราการแบ่งตัว ( Proliferation rate ) ของเซลล์แต่ละชนิด เซลล์ปกติในร่างกายจะ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ

เชลล์ที่ไม่มีการแบ่งตัว ( Non-Proliferation rate, Static ) คือ กลุ่มเซลล์ที่พัฒนามาเต็มที่
แล้วหลังการแบ่งตัวเมื่อสมัยเป็นตัวอ่อน เซลล์เหล่านี้แทบจะไม่มีการแบ่งตัวอีกเลยหลังจากนั้น
เซลล์ในกลุ่มนี้ได้แก่ เซลล์กล้ามเนื้อลาย เซลล์ประสาท เป็นต้น
. เซลล์ที่มีการแบ่งตัวช้า ( Slow Proliferation, Expanding ) คือ กลุ่มเซลล์ที่พัฒนาแล้วเช่น
กัน ในภาวะปกติจะไม่มีการแบ่งตัว แต่ในสภาวะที่เซลล์กลุ่มนี้ได้รับการบาดเจ็บจะมีการแบ่งตัว
อย่างรวดเร็ว ตัวอย่างเซลล์กลุ่มนี้ได้แก่ เซลล์ตับ เป็นต้น
เซลล์ที่แบ่งตัวรวดเร็ว ( Rapid proliferation renewing ) คือ กลุ่มเซลล์ที่มีการแบ่งตัว และ
การตายของเซลล์เกิดหมุนเวียนกันไปเป็นปกติเซลล์ในกลุ่มนี้ได้แก่ ผิวหนัง ทางเดินอาหารเป็นต้น

           ความเป็นพิษต่อไขกระดูก (Bone marrow toxicity)
               ความเป็นพิษที่พบบ่อยที่สุดของยาเคมีบำบัด คือ การกดไขกระดูก ปริมาณของเม็ดเลือดขาว จะลดต่ำลงในช่วง 7-10 วัน ในช่วง 7-10 วันหลังจากที่ผู้ป่วยได้รับยาเคมีบำบัด และจะต่ำอยู่นานประมาณ 3-10 วัน ในช่วงนี้ผู้ป่วยจะมีอัตรา เสี่ยงต่อการติดเชื้อต่างๆเพิ่มขึ้น ส่วนภาวะเกร็ดเลือดต่ำจะทำให้ผู้ป่วยมีเลือดออกตามที่ต่างๆได้ง่าย อาจถึงแก่ชีวิตได้ใน ผู้ป่วยบางราย
              การกดไขกระดูกเป็นอาการที่พบได้บ่อย ดังนั้นแพทย์จึงใช้ความรุนแรงของการกดไขกระดูกเป็นเกณฑ์ เพื่อเลื่อน การให้ยาหรือปรับขนาดยา โดยแพทย์จะรอจนกว่าระดับเม็ดเลือดขาวของผู้ป่วยมาอยู่ในระดับที่ปลอดภัย หรือถ้าต้องการ จะให้ครั้งต่อไป แพทย์จะมีทางเลือกอยู่ 2 ทาง คือให้ยากระตุ้นเม็ดเลือดขาว ( growth factors or G-CSF ) หรือลดปริมาณ ยาเคมีบำบัดลง

           ความเป็นพิษต่อระบบทางเดินอาหาร ( Gastrointestinal Toxicity )

คลื่นไส้อาเจียน เป็นผลข้างเคียงที่พบได้บ่อย ก่อให้เกิดความทุกข์ทรมานแก่ผู้ป่วย จนบางครั้งผู้ป่วย บางรายถึงกับไม่ยอมไปรับเคมีบำบัด นอกจากนี้ยังมีผลข้างเคียงอื่น ที่เกิดจากอาการอาเจียนอย่างรุนแรง. เช่น การฉีกขาดของเยื่อบุหลอดอาหาร ทำให้มีเลือดออกในทางเดินอาหาร ได้สูญเสียน้ำและเกลือแร่ ทานอาหารไม่ได้ น้ำหนักลด คุณภาพชีวิตเลวลง และสำคัญที่สุดคือ ผลข้างเคียงทางด้านจิตใจ ผู้ป่วย เกิดอาการวิตกกังวล เครียด นอนไม่หลับ และอาการคลื่นไส้อาเจียน ที่เกิดขึ้นก่อนการได้รับยาเคมีบำบัด ซึ่งเป็นผลมาจากจิตใจ ไม่ใช่ยาเคมีบำบัด การให้ยาระงับอาการคลื่นไส้อาเจียนที่เหมาะสม จะทำให้ผู้ป่วย ยอมรับยาเคมีบำบัดได้ดียิ่งขึ้น
แผลในปากและทางเดินอาหาร เซลล์เยื่อบุช่องปาก กระเพาะอาหารและทางเดินอาหาร มักได้รับผล กระทบจากยาเคมีบำบัดทำให้เกิดแผลได้ สภาวะนี้สามารถหายได้เอง แต่อาจจะก่อให้เกิดปัญหาการติด เชื้อซ้ำซ้อนได้
ท้องเสีย โดยปกติจะเกิดกับผู้ป่วยที่ได้รับยาเคมีบำบัดอยู่แล้ว ในบางกรณีอาการท้องเสีย อาจจะเกิด จากการติดเชื้อซ้ำจากภาวะเม็ดเลือดขาวลดต่ำลง
ท้องผูก สามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นจากยาเคมีบำบัด หรือจากยาที่ป้องกันอาการ คลื่นไส้อาเจียนบางตัว

           ผมร่วง ( Alopecia )
              ในผู้หญิงผมร่วง (Alopecia) เป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความกังวลอย่างยิ่ง ถึงแม้ว่าเมื่อหยุดยาแล้ว ผมจะงอกใหม่ก็ตาม ในช่วงของการรักษาผู้ป่วยอาจจะใส่วิกผมเพื่อช่วยในเรื่องจิตใจ

         ความเป็นพิษต่อผิวหนัง ( Skin Toxicity )
                ยาเคมีบำบัดบางตัว อาจจะทำให้มีอาการขึ้นผื่นผิวหนังอักเสบสีคล้ำขึ้น หรือไวต่อแสงมากขึ้น นอกจากนี้ยังทำ ให้เล็บผิดปกติได้ ระหว่างที่ได้รับยาเคมีบำบัดมีการรั่วออกนอกเส้นเลือด แพทย์จะหยุดการให้ยาเคมีบำบัด และจะใช้น้ำแข็ง ประคบทุก 6 ชั่วโมง เป็นเวลา 3 วัน ในบางครั้งอาจส่งผลให้เกิดการตายของเนื้อเยื่อ ซึ่งต้องรักษา โดยวิธีการตัดปะของ ผิวหนัง ( skin graftiny )
               มาถึงตรงนี้ท่านผู้อ่านหลายท่าน อาจจะเริ่มเกิดความกลัวไม่กล้าเข้ารับเคมีบำบัด แม้ว่าผลข้างเคียงเหล่านี้จะดู น่ากลัว แต่ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันได้ก้าวไปข้างปน้าอย่างรวดเร็ว ทำให้แพทย์สามารถพยากรณ์ผลข้าง เคียงที่จะเกิดขึ้นของยาเคมีบำบัดแต่ละตัวว่ามีอะไรบ้าง และแพทย์สามารถป้องกันรักษา อาการข้างเคียงที่เกิดขึ้นได้
               สุดท้ายขอให้ท่านทั้งหลายเข้าใจไว้ว่า การรับยาเคมีบำบัด แพทย์จะคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดที่ผู้ป่วยจะได้รับ ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของการรักษาหรือคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย ต่างก็มีจุดมุ่งหมายเดียว คือให้ผู้ป่วยได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี และ หายจากโรคร้ายนี้