ยาเคมี ... บำบัด นอกจากจะมีผลฆ่าเซลล์มะเร็งแล้ว ยังฆ่าหรือทำลายเซลล์ปกติของร่างกายด้วย ทั้งนี้ชนิดของ เซลล์ร่างกายที่โดนทำลายขึ้นอยู่กับอัตราการแบ่งตัว ( Proliferation rate ) ของเซลล์แต่ละชนิด เซลล์ปกติในร่างกายจะ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ
ความเป็นพิษต่อไขกระดูก (Bone marrow toxicity) ความเป็นพิษที่พบบ่อยที่สุดของยาเคมีบำบัด คือ การกดไขกระดูก ปริมาณของเม็ดเลือดขาว จะลดต่ำลงในช่วง 7-10 วัน ในช่วง 7-10 วันหลังจากที่ผู้ป่วยได้รับยาเคมีบำบัด และจะต่ำอยู่นานประมาณ 3-10 วัน ในช่วงนี้ผู้ป่วยจะมีอัตรา เสี่ยงต่อการติดเชื้อต่างๆเพิ่มขึ้น ส่วนภาวะเกร็ดเลือดต่ำจะทำให้ผู้ป่วยมีเลือดออกตามที่ต่างๆได้ง่าย อาจถึงแก่ชีวิตได้ใน ผู้ป่วยบางราย การกดไขกระดูกเป็นอาการที่พบได้บ่อย ดังนั้นแพทย์จึงใช้ความรุนแรงของการกดไขกระดูกเป็นเกณฑ์ เพื่อเลื่อน การให้ยาหรือปรับขนาดยา โดยแพทย์จะรอจนกว่าระดับเม็ดเลือดขาวของผู้ป่วยมาอยู่ในระดับที่ปลอดภัย หรือถ้าต้องการ จะให้ครั้งต่อไป แพทย์จะมีทางเลือกอยู่ 2 ทาง คือให้ยากระตุ้นเม็ดเลือดขาว ( growth factors or G-CSF ) หรือลดปริมาณ ยาเคมีบำบัดลง
ความเป็นพิษต่อระบบทางเดินอาหาร ( Gastrointestinal Toxicity )
ผมร่วง ( Alopecia ) ในผู้หญิงผมร่วง (Alopecia) เป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความกังวลอย่างยิ่ง ถึงแม้ว่าเมื่อหยุดยาแล้ว ผมจะงอกใหม่ก็ตาม ในช่วงของการรักษาผู้ป่วยอาจจะใส่วิกผมเพื่อช่วยในเรื่องจิตใจ
ความเป็นพิษต่อผิวหนัง ( Skin Toxicity ) ยาเคมีบำบัดบางตัว อาจจะทำให้มีอาการขึ้นผื่นผิวหนังอักเสบสีคล้ำขึ้น หรือไวต่อแสงมากขึ้น นอกจากนี้ยังทำ ให้เล็บผิดปกติได้ ระหว่างที่ได้รับยาเคมีบำบัดมีการรั่วออกนอกเส้นเลือด แพทย์จะหยุดการให้ยาเคมีบำบัด และจะใช้น้ำแข็ง ประคบทุก 6 ชั่วโมง เป็นเวลา 3 วัน ในบางครั้งอาจส่งผลให้เกิดการตายของเนื้อเยื่อ ซึ่งต้องรักษา โดยวิธีการตัดปะของ ผิวหนัง ( skin graftiny ) มาถึงตรงนี้ท่านผู้อ่านหลายท่าน อาจจะเริ่มเกิดความกลัวไม่กล้าเข้ารับเคมีบำบัด แม้ว่าผลข้างเคียงเหล่านี้จะดู น่ากลัว แต่ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันได้ก้าวไปข้างปน้าอย่างรวดเร็ว ทำให้แพทย์สามารถพยากรณ์ผลข้าง เคียงที่จะเกิดขึ้นของยาเคมีบำบัดแต่ละตัวว่ามีอะไรบ้าง และแพทย์สามารถป้องกันรักษา อาการข้างเคียงที่เกิดขึ้นได้ สุดท้ายขอให้ท่านทั้งหลายเข้าใจไว้ว่า การรับยาเคมีบำบัด แพทย์จะคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดที่ผู้ป่วยจะได้รับ ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของการรักษาหรือคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย ต่างก็มีจุดมุ่งหมายเดียว คือให้ผู้ป่วยได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี และ หายจากโรคร้ายนี้