ระวัติความเป็นมา | วัดวาอาราม | ปราสาทราชวัง | สะพาน | ผู้คน

ประวัติความเป็นมาของกรุงรัตนโกสินทร์

หลังจากเสียกรุงศรีอยุธยาให้แก่พม่าครั้งที่ ๒ ในปี พ.ศ. ๒๓๑๐ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ได้ทรงย้ายเมืองหลวงมาตั้งยังกรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร ในระหว่างปี พ.ศ. ๒๓๑๑-๒๓๒๕ ต่อมาเมื่อ สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์เป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ทรงเห็นว่า ที่ตั้งของกรุงธนบุรี อยู่ทางทิศตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา ไม่เหมาะสม จึงได้ย้ายเมืองหลวงมาตั้งยังฝั่งตะวันออก ของแม่น้ำเจ้าพระยา โดยสถาปนาขึ้นเป็นกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ. ๒๓๒๕ ในการสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ ได้สร้างขึ้นตามอย่าง กรุงศรีอยุธยาที่ถูกเผาทำลาย เมื่อครั้งเสียกรุงครั้งที่ ๒ ไม่ว่าจะเป็น สถาปัตยกรรม ปราสาทราชวัง วัดวาอารามต่างๆ

ศิลปกรรมแห่งนครหลวง

   ศิลปกรรมตลอดระยะเวลายาวนาน ๒๐๐ กว่าปีของกรุงรัตนโกสินทร์ มีศิลปกรรมทั้งด้านสถาปัตยกรรม ประติมากรรม จิตรกรรม หลากยุคหลากสมัย ซึ่งอาจแบ่งเป็น ๓ สมัย คือ

สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น (ศิลปกรรมไทยประเพณี)

อยู่ในระหว่าง พ.ศ. ๒๓๒๕ - ๒๓๙๔ โดยสมัยรัชการที่ ๑ ถึงรัชกาลที่ ๒ เป็นช่วงของการย้ายเมืองหลวง มาสู่กรุงรัตนโกสินทร์ รวมทั้งฟื้นฟูศิลปกรรมแบบอยุธยาตอนปลายที่ถูกเผาทำลายเกือบทุกด้าน และในรัชกาลที่ ๓ บ้านเมืองสงบสุข มีการติดต่อค้าขายกับประเทศจีน พร้อมรับเอาอิทธิพลศิลปะจีน ทั้งในด้านเทคนิคและวัสดุก่อสร้างเข้ามาผสมผสานกัน เช่น กระเบื้องเคลือบ เครื่องถ้วยชามจีน ลวดลายปูนปั้นแบบจีน ตุ๊กตาจีน มาใช้ประดับตกแต่งศาสนสถาน จนพัฒนาเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของศิลปกรรมรัตนโกสินทร์ ในสมัยรัชการที่ ๓

สมัยรัตนโกสินทร์ตอนกลาง (ศิลปกรรมอิทธิพลตะวันตก)

อยู่ในระหว่าง พ.ศ. ๒๓๙๔ - ๒๔๖๘ ในรัชกาลที่ ๔ ลัทธิจักวรรดินิยมแพร่หลาย ในหมู่ประเทศตะวันตก มีการส่งเรือออกล่าอาณานิคม โดยเฉพาะประเทศในเอเซีย โดยใช้ความล้าหลังของประเทศ เป็นข้ออ้างในการเข้ายึดครอง  และในสมัยรัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงเสด็จประพาสยุโรปเพื่อเจริญสัมพันธไมตรี และได้ทรงนำรูปแบบความเจริญของบ้านเมืองตะวันตก มาปรับปรุงประเทศไทย เพื่อป้องกันภัยจากลัทธิจักวรรดินิยม มีการนำช่างชาวตะวันตกมาสร้างพระที่นั่ง สำคัญในรูปแบบสถาปัตยกรรมตะวันตก เช่น พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท พระที่นั่งอนันตสมาคม ในขณะเดียวกัน สถาปัตยกรรมแบบไทยก็ได้พัฒนา โดยนำเทคนิคต่างๆ มาผสมผสานเข้ากับรูปแบบสถาปัตยกรรมไทย

สมัยปัจจุบัน (ศิลปกรรมสากล)

อยู่ในช่วง พ.ศ. ๒๔๖๘ - ปัจจุบัน นับแต่สมัยรัชกาลที่ ๗ เป็นต้นมา สถานการณ์โลก ตลอดจนสถานการณ์บ้านเมืองเปลี่ยนแปลงไปในทางเป็นสากลมากขึ้น ศิลปกรรมในยุคนี้ มีพัฒนาการเปลี่ยนแปลงไปเช่นกันจากศิลปกรรมเพื่อศาสนา และชนชั้นสูงมาสู่ศิลปะ เพื่อสังคมส่วนรวมและสามัญชนทั่วไป รวมทั้งการผสมผสานรูปแบบ ของศิลปกรรมแนวประเพณี เข้ากับอิทธิพลศิลปกรรมตะวันตกจนเกิดเป็นศิลปกรรมในรูปแบบใหม่ เป็นการก้าวเข้าสู่ความเป็นสากล ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

วัดวาอาราม

มรดกทางสถาปัตยกรรมที่ยังคงอยู่ ซึ่งเป็นแหล่งรวบรวม และเก็บรักษาศิลปกรรมงาน ช่างอันทรงคุณค่าในทุกแขนงสาขา ของไทยเอาไว้ วัดที่น่าสนใจมีดังนี้

วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว)

สร้างพร้อมพระบรมมหาราชวัง เมื่อแรกสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ ในปี พงศ. ๒๓๒๕ โดยสร้างเป็นวัดในพระบรมมหาราชวัง แบบเดียวกับวัดพระศรีสรรเพชญ์ ที่กรุงศรีอยุธยา เป็นถานที่ประดิษฐานพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต) รอบระเบียงคดมีภาพจิตรกรรมฝาผนัง อันงดงามและประติมากรรมทวารบาลรูปยักษ์ จากวรรณดีรามเกียรติ์ขนาดสูงใหญ่รวม ๖ คู่

วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม

เดิมชื่อวัดโพธิ์ เป็นวัดเก่าแก่ที่มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา รัชกาลที่ ๑ โปรดฯ ให้บูรณะปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ เป็นวัดประจำรัชกาล และเป็นสถานที่รวบรวมสรรพวิทยาการจนได้ชื่อว่า เ ป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของไทย มีพระพุทธรูปปางไสยาสน์ขนาดใหญ่ และมหาเจดีย์ ๔ รัชกาล ซึ่งภายในพระเจดีย์องค์ใหญ่ ประดับกระเบื้องสีเขียว เป็นที่ประดิษฐานซากโกลนสำริดของพระศรีสรรเพชญ์ดาญาณ พระพุทธรูปยืน คู่บ้านคู่เมืองอยุธยาที่ถูกพม่าสุมไฟลอกเอาทองคำไปจนหมด ในบริเวณวัดยังประดับประดาด้วยตุ๊กตาจีนขนาดใหญ่น้อยอีกมากมาย

วัดสุทัศน์เทพวราราม

สร้างขึ้นในปี พ.ศ. ๒๓๕๐ เดิมชื่อ วัดมหาสุทธาวาส เป็นวัดที่ไม่มีเจดีย์ประธาน เนื่องจากมุ่งหมายจะให้เหมือนกับ วัดพนัญเชิงที่อยุธยา โดยรัชกาลที่ ๑ โปรดฯ ให้เป็นศูนย์กลางพระนครและได้บรรจุดวงเมืองเอาไว้ใต้ฐานพระศรีศากยมุนี พระประธานที่สร้างขึ้นใน สมัยพญาลิไทแห่งสุโขทัย ซึ่งรัชกาลที่ ๑ โปรดให้อัญเชิญมาจากวัดมหาธาตุที่สุโขทัย

วัดบวรนิเวศวิหาร

สร้างขึ้นในสมัยรัชการที่ ๓ เป็นวัดที่พระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรีหลายพระองค์ เคยประทับในสมัยที่ทรงผนวชเป็นพระภิกษุ ได้แก่ สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ สมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ สมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ รวมทั้ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบัน และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ภายในวัดประดิษฐานพระพุทธชินสีห์ และพระศาสดา พระพุทธรูปสำคัญที่สร้างในสมัยพญาลิไทแห่งกรุงสุโขทัย

วัดเทพธิดาราม

คือวัดที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดฯ ให้สร้างพระราชทานพระธิดา คือ กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๗๙ เป็น ๑ ใน ๓ วัด ที่สร้างขึ้นใหม่ในรัชกาลที่ ๓ มีปรางค์ทิศ ๔ องค์ ฝีมือช่างรัชกาลที่ ๓ ประดับกระเบื้องเคลือบสวยงามมาก วัดแห่งนี้เคยเป็นที่จำพรรษาของกวีเอกสุนทรภู่ เมื่อสมัยบวขเป็นพระ ในระหว่าง พ.ศ. ๒๓๘๓-๒๓๘๕ ปัจจุบันทางวัดยังเก็บรักษากุฏิสุนทรภู่เอาไว้ให้ชม

วัดราชนัดดาราม

เป็นวัดที่รัชกาลที่ ๓ ทรงสร้างพระราชทานแก่พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าโสมนัสวัฒนาวดี เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๘๙ โดยมี โลหะปราสาท เป็นประธานของวัด ซึ่งเป็นโลหะปราสาทแห่งที่ ๓ ในพระพุทธศาสนา โดยหลังแรกนางวิสาขา สร้างถวายพระพุทธเจ้า มีชื่อว่า มิคารมาตุปราสาท ณ วัดบุปผาราม ในสมัยพุทธกาล ส่วนหลังที่ ๒ สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๘๖ โดย พระเจ้าทุษฐคามณีอภัยในศรีลังกา ปัจจุบันเหลือเพียงโลหะปราสาท ที่วัดราชนัดดาเพียงแห่งเดียวในโลก บริเวณหน้าวัดยังเป็นที่ตั้งของ ลานพลับพลามหาเขษฏาบดินทร์ อันเป็นสถานที่สำหรับต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง มุมหนึ่งประดิษฐานพระบรมราชานุสาวรีย์ ของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓

วัดสระเกศ

เดิมชื่อวัดสะแก รัชกาลที่ ๑ ทรงบูรณะปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ พระราชทานนามว่า วัดสระเกศ ในสมัยรัชกาลที่ ๓ ทรงสร้างภูเขาทอง สูง ๑ เส้น ๑๘ วา ๒ สอง (๗๗ เมตร) เจดีย์ภูเขาทองสร้างเสร็จ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ บนเจดีย์บรรจุ พระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งค้นพบที่เมืองกบิลพัสดุ์ ที่อุปราชแห่งอินเดีย ได้ทูลเกล้าฯ ถวาย

วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม

เดิมเป็นวัดร้าง ชื่อวัดแหลมและวัดไทรทอง อยู่ติดกัน ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๕ โปรดฯ ให้สร้างวัดขึ้นแทนที่วัดเก่าทั้งสอง โดยกรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ เป็นผู้ออกแบบ เป็นวัดหินอ่อนที่งดงามที่สุด ภายในพระอุโบสถประดิษฐาน พระพุทธชินราชจำลอง ระเบียงคดรอบพระอุโบสถ ประดิษฐานพระพุทธรูปเก่าแก่ปางต่างๆ ที่รวบรวมมาจากหัวเมือง

วัดอินทรวิหาร

เป็นวัดเก่าแก่ ที่มีมาตั้งแต่รัชกาลที่ ๑ สร้างโดยขุนอินทร์ เป็นนิวาสสถานเดิมของ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ในวัยเยาว์ เมื่อท่านได้เป็นสมเด็จพระพุฒาจารย์ จึงได้สร้างพระยืนขนาดใหญ่ ไว้เป็นอนุสรณ์ มีนามว่า พระศรีอาริยเมตไตรย สูง ๑๖ วา (๗๒ เมตร)

วัดไตรมิตรวิทยาราม