วันเข้าพรรษา ^_^
Date : ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ของทุกปี



ความหมาย
การเข้าพรรษา เป็นพุทธบัญญัติ ซึ่งพระถิกษุทุกรูปต้องปฏิบัติตาม หมายถึงการอธิษฐานอยู่ประจำที่ ไม่เที่ยวจาริกไปยังสถานที่ต่างๆ เว้นแต่มีกิจจำเป็นจริงๆ ช่วงจำพรรษาจะอยู่ในระหว่างฤดูฝนคือแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ ถึง ขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๑๑ ของทุกปี
ดังนั้นวันเข้าพรรษาหมายถึง วันที่พระภิกษุในพระพุทธศาสนาอธิษฐานอยู่ประจำในวัดหรือ เสนาสนะที่คุ้มแดดคุ้มฝนได้แห่งหนึ่ง ไม่ไปค้างแรมที่อื่นตลอด ๓ เดือนในฤดูฝน

ความสำคัญ
วันเข้าพรรษานี้ มีความสำคัญต่อพุทธศาสนิกชนและเป็นวันสำคัญของพระพุทธศาสนา ด้วยเหตุผลดังนี้
๑.พระภิกษุจะหยุดจาริกไปยังสถานที่อื่นๆ แต่จะเข้าพักอยู่ประจำในวัดแห่งเดียวตามพุทธบัญญัติ
๒.การที่พระภิกษุอยู่ประจำที่นานๆ ย่อมมีโอกาสได้สงเคราะห์กุลบุตรที่ประสงค์จะอุปสมบทเพื่อศึกษาพระธรรมวินัย และสงเคราะห์พุทธบริษัททั่วไป
๓.เป็นเทศกาลที่พุทธศาสนิกชนงดเว้นอบายมุขและความชั่วต่างๆ เช่นการดื่มสุรา สิ่งเสพติด และการเที่ยวเตร่เฮฮา เป็นต้น
๔. นอกจากเป็นเทศกาลที่พุทธศาสนิกชนงดเว้นอบายมุขและความชั่วต่างๆแล้ว ในช่วงเวลาพรรษาพุทธศาสนิกชนทั่วไปจะบำเพ็ญทาน รักษาศีล ฟังธรรมและเจริญภวนามากขึ้น


ประวัติความเป็นมา
เมื่อครั้งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประทับอยู่ ณ วัดเวฬุวัน เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ มีเหตุการณ์เกิดขึ้นคือพวกชาวบ้านกลุ่มหนึ่งพากันกล่าวตำหนิพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาว่า ช่างไม่รู้จักกาลเวลาเสียเลยพากันจาริกไปเรื่อยๆ ไม่หยุดยั้งแม้แต่ในระหว่างฤดูฝน บางครั้งก็ไปเหยียบข้าวกล้าของชาวนาเสียหาย ขณะที่พวกนิครณถ์ นักบวช ในศาสนาอื่นและฝูงนกยังหยุดพักผ่อน ไม่ท่องเที่ยวไปในฤดูฝนเช่นนี้
เรื่องนี้ทราบถึงพระพุทธเจ้าในกาลต่อมา พระองค์จึงทรงรับสั่งให้พระสงฆ์ประชุมพร้อมกัน ตรัสถามจนได้เป็นความจริงแล้ว จึงทรงบัญญัติเรื่องการเข้าพรรษาไว้ว่า
"อนุชานามิ ภิกขะเว วัสสัง อุปะคันตุง" แปลว่า "ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้พวกเธออยู่จำพรรษา"
วันเข้าพรรษานี้ โดยทั่วไปกำหนดในวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ เรียกว่าวันเข้าพรรษาแรก(ปุริมพรรษา)ถ้าปีใดเป็นอธิกมาส มีเดือนแปด ๒ หน ก็เลื่อนไปเข้าพรรษา ในวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ หลัง ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นไม่สามารถเข้าพรรษาได้ ก็เลื่อนเข้าพรรษา ในแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ ก็ได้ ไปสิ้นสุดเอาวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ เรียกว่าวันเข้าพรรษาหลัง (ปัจฉิมพรรษา)

การถือปฏิบัติวันเข้าพรรษาในประเทศไทย
สมัยก่อนประชาชนไทยส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกรรม จะเริ่มทำนาปักดำข้าวกล้าก่อนพรรษากาล พอพระสงฆ์เข้าพรรษา ก็จะเสร็จงานในไร่นา ย่อมมีเวลาว่างมาก ประกอบกับการคมนาคมไปมาระหว่างสถานที่ต่างๆ ก็ไม่ค่อยสะดวก เนื่องจากฝนตกชุกและน้ำขึ้นเจิ่งนองเต็มแม่น้ำลำคลองทั่วไป ชาวบ้านจึงถือโอกาสเข้าวัดถวายทาน รักษาศีลฟังธรรมและเจริญภาวนาเพิ่มพูนบุญกุศลกันมากขึ้น
ดังนั้น เมื่อถึงวันเข้าพรรษา พุทธศาสนิกชนก็จะพากันหาอาหารทั้งคาวหวานผลไม้และเครื่องอุปโภคที่จำเป็นแก่สมณะ นำไปถวายแก่พระภิกษุสงฆ์ในวัดใกล้บ้านตน พระภิกษุก็จะแนะนำสั่งสอนให้เกิดศัทธาในการปฏิบัติตามหลักทาน ศีลและภาวนา และความไม่ประมาทในการประกอบคุณความดีอื่นๆ ตามประวัติศาสตร์ พุทธศาสนิกชนชาวไทย ได้เริ่มบำเพ็ญกุศลเนื่องในเทศกาลเข้าพรรษานี้ตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย เป็นราชธานี ดังข้อความในศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ว่า
"พ่อขุนรามคำแหงเจ้าเมืองสุโขทัยนี้ ทั้งชาวแม่ชาวเจ้า ทั้งท่วยปั่วท่วยนาง ลูกเจ้าลูกขุนทั้งสิ้นทั้งหลาย ทั้งหญิงทั้งชายฝูงท่วยมีศัทธาในพุทธศาสน์ มักทรงศีล เมื่อพรรษาทุกคน"
การบำเพ็ญกุศลเนื่องในเทศกาลเข้าพรรษานี้ ยังมีประเพณีสำคัญอยู่ 2 ประเพณี ควรนำมากล่าวไว้ ณ ที่นี้ ดังนี้

ประเพณีแห่เทียนพรรษา
ประเพณีนี้คงเกิดขึ้นจากความจำเป็นที่ว่าสมัยก่อน ยังไม่มีไฟฟ้าใช้กันดังในปัจจุบัน เมื่อพระสงฆ์จำพรรษารวมกันมากๆ ก็จำเป็นต้องปฏิบัติกิจวัตร เช่น การทำวัตรสวดมนต์เช้ามืดและตอนพลบค่ำ การศึกษาพระปริยัติธรรม กิจกรรมเหล่านี้ล้วนต้องการแสงสว่าง ด้วยเหตุนี้พุทธศาสนิกชน จึงนิยมหล่อเทียนต้นใหญ่ กะว่าจะจุดได้ตลอดเวลา ๓ เดือน ไปถวายพระภิกษุในวัดใกล้ๆ บ้าน เป็นพุทธบูชา เทียนดังกล่าวเรียกว่า "เทียนจำนำพรรษา" ก่อนจะนำเทียนไปถวายนี้ ชาวบ้านมักจะจัดเป็นขบวนแห่แหนกันไปอย่างเอิกเกริก สนุกสนานเรียกว่า"ประเพณีแห่เทียนจำนำพรรษา"

ประเพณีถวายผ้าอาบน้ำฝน
การถวายผ้าอาบน้ำฝนนี้ เกิดขึ้นแต่สมัยพุทธกาล คือมหาอุบาสิกาชื่อว่า สิสาขา ได้ทูลขอพระบรมพุทธานุญาตให้พระสงฆ์ได้มี ผ้าอาบน้ำสำหรับผลัดเปลี่ยนเวลาสรงน้ำฝนระหว่างฤดูฝน นางวิสาขาจึงเป็นสตรีคนแรกที่ได้รับพุทธานุญาตให้ถวายผ้าอาบน้ำฝนแด่พระสงฆ์ ด้วยเหตุนี้ เมื่อถึงวันเข้าพรรษา พุทธสานิกชน ตั้งแต่กรุงสุโขทัยเป็นราชธานี จึงนิยมนำผ้าอาบน้ำฝนไปถวายพระสงฆ์ผู้จะอยู่จำพรรษา พร้อมกับอาหารพร้อมเครื่องใช้ที่จำเป็นต่างๆ
แม้ในปัจจุบัน พุทธศาสนิกชนไทยก็ยังคงปฏิบัติกิจกรรมอย่างนี้อยู่ บางวัดมีการแจกฎีกานัดเวลาประกอบพิธีถวายผ้าอาบน้ำฝน (วัสสิกสาฎก) หรือ ผ้าจำนำพรรษาและเครื่องใช้อื่นๆ ณ ศาลาบำเพ็ญกุศลของวัดใกล้บ้านตน

กิจกรรมวันเข้าพรรษา
เป็นเทศกาลแห่เทียนพรรษาและมีการจัดประกวดเทียนพรรษา ของแต่ละหมู่บ้าน อำเภอ บางแห่งจะนำเทียนที่มีอยู่มาเคี่ยวหลอมใหม่ โดยเทลงในพิมพ์ทรงกระบอก ใหญ่ ก็จะได้เทียนเล่มใหญ่เพื่อให้พระสงฆ์ใช้จุดในการจำวัดอยู่ในวัด และจะมีพระเข้ามาบวชมาก ถวายผ้าอาบน้ำฝนและจตุปัจจัยแกภิกษุสามเณร ละเว้นการทำชั่ว ทำบุญกุศลต่างๆ หรือเข้าฟังธรรมเทศนา