|
การดับทุกข์ในพระพุทธศาสนา
ทั้งดับทุกข์แบบชั่วครั้งชั่วคราว
หรือดับทุกข์แบบถาวร(ของพระอรหันต์) พระพุทธองค์สอนให้ดับที่ต้นเหตุ
ตามแนวในอริยสัจจ์4 ฉะนั้น คำสอนของศาสนาพุทธ
จะเน้นเรื่องเหตุและผลเป็นหลัก จนถึงขนาดว่า อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์
บิดาแห่งวิชาวิทยาศาสตร์ กล่าวว่า
"ถ้าจะมีคำสอนใดซึ่งไปกันได้กับวิทยาศาสตร์
คำสอนนั้นคือคำสอนในพระพุทธศาสนา"
อีกทั้งยังสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการแก้ปัญหาได้ทุกปัญหา
คือให้แก้ที่ต้นเหตุของปัญหา
เพราะความอยาก เป็นอาการของทุกข์ ทำให้เกิดทุกข์ เพราะอยากแล้ว มันร้อนรุ่ม มันวุ่นวาย มันดิ้นรน มันไม่สบายใจ เป็นเหตุให้ร่างการต้องแสวงหาสิ่งที่จะมาสนองความอยาก ซึ่งมันทำให้ไม่สบายกายไปด้วย
และความอยากที่ว่านี้ก็คือ
ความไม่รู้จักพอนั่นเอง
เพราะถ้าพอมันก็ไม่อยาก
เมื่อไม่อยากมันก็ไม่ทุกข์ ฉะนั้น
การแก้ทุกข์ที่ต้นเหตุอีกอย่างหนึ่ง
คือ รู้จักพอ ความจริงแล้ว
ปัจจัย4
เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิต
แต่บางทีการใช้สอยก็เกินความจำเป็น
ใช้ไปด้วยการสนองความอยาก
อาหารมื้อหนึ่ง
อย่างมีคุณค่าและปริมาณ
ก็ไม่กี่สิบบาท
บางคนใช้มื้อละหลายพันบาท
เงินเดือนหมื่นห้า ใช้สามมื้อหมด
เสื้อผ้าสำหรับป้องกัน หนาว
ร้อน เหลือบ ยุง ลิ้น ไร
ชุดละไม่กี่ร้อยบาท
บางคนซื้อกางเกงตัวละหลายพันบาท
ถ้าเป็นผู้อันจะกินก็ไม่มีปัญหาเท่าไร
ถึงจะกินจะใช้แล้วมันก็ไม่ทำให้อายุยืนขึ้น
หรือทำให้รอดตายได้ก็เถอะ
แต่ถ้าเป็นผู้ไม่ค่อยมีอันจะกินละก็
แทนที่จะเป็นการบรรเทาทุกข์จากการหิว
หนาว ร้อน เหลือบ ยุง ลิ้น ไร
ก็กลับจะเป็นการเพิ่มทุกข์ให้ไม่รู้จบ
เพราะการบรรเทาทุกข์แบบไม่รู้จักพอนี้ เป็นการเกาไม่ถูกที่คัน นั่นเอง
ถาม
เงิน 10,000 บาท ทำให้คนมีความสุขได้ไหม
ตอบ ไม่แน่ มันอยู่ที่ความพอ(ใจ) ถ้าใจเขาพอก็มีความสุขได้
แต่ถ้าใจเขาไม่พอ(ไม่พอใจ) ก็มีความสุขไม่ได้
ถาม
ถ้าสอนให้รู้จักพอ แล้วจะมีการพัฒนาหรือ แล้วจะมีความเจริญหรือ
ตอบ พัฒนาได้ เจริญได้ เพราะไม่ได้สอนให้หยุด คนที่รู้จักพอก็จะทำตาม
หน้าที่ได้อย่างดีด้วย ไม่ต้องไปโกงกิน คอรัปชั่น แล้วมันจะไม่เจริญ
ได้อย่างไร มันก็จะเจริญทั้งทางจิตใจและวัตถุอย่างมั่นคง มันสำคัญ
ที่ศาสนาพุทธสอนเรื่องเหตุและผลที่เน้นในปัจจุบันมาก เพราะถ้าทำ
ให้ดีที่สุดในปัจจุบันซึ่งเป็นเหตุ ผลอันเป็นอนาคตจะไม่ดีได้อย่างไร
และบางทีอาจจะลบรอยอดีตที่ไม่ดีได้เป็นบางส่วนอีกด้วย
|