|
|
มหาสติปัฏฐานสุตร ฉบับ บาลี-ไทย-อังกฤษ
The foundation of mindfulness
โดย.....สมลักษณ์ วันโย เปรียญ ปริญญาตรี สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์
ปริญญาโท เศรษฐศาตร์
|
เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา
กุรูสุ วิหรติ กมฺมาสธมฺมํ นาม กุรูนํ นิคโม
อันข้าพเจ้า( พระอานนทเถระ) ได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มี
พระภาคเจ้าประทับอยู่ในหมู่ชนชาวกุรุ ชื่อกัมมาสธัมมะ
"Thus have I heard.
Once the Blessed One was staying among the Kurus at
Kammasadhamma, a market town of the Kurus.
ตตฺร โข ภควา ภิกฺขู อามนฺเตสิ ภิกฺขโวติ
ในกาลนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเตือนภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย ดังนี้
There the Blessed One addressed the monks thus:
' Monks'.
ภทนฺเตติ เต ภิกฺขู ภควโต ปจฺจสฺโสสุ ํ
ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น ทูลรับพระพุทธพจน์ว่า พระเจ้าข้า ดังนี้
Saying ' Venerable Sir' these monks respectfully replied
to the Blessed One.
ภควา เอตทโวจ
พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสพระพุทธภาษิตนี้ว่า
And the Blessed One spoke thus:
เอกายโน อยํ ภิกฺขเว มคฺโค
สตฺตานํ วิสุทฺธิยา
โสกปริเทวานํ สมติกฺกมาย
ทุกฺขโทมนสฺสานํ อฏฺฐงฺคมาย
ญายสฺส อธิคมาย
นิพฺพานสฺส สจฺฉิกิริยาย
ยทิทํ จตฺตาโร สติปฏฺฐานา
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทางนี้เป็นทางไปอันเอก (เป็นที่ไปของบุคคล
ผู้เดียว เป็รที่ไปแห่งเดียว) เพื่อความหมดจดวิเศษของสัตว์ทังหลาย
เพื่อความก้าวล่วง ซึ่งความโศกและความร่ำไร เพื่อความอัสดงค์ดับไป
แห่งทุกข์และโทสนัส เพื่อบรรลุญายธรรม (ธรรมคารรู้ ธรรมที่ถูก
คือ อริยมรรค ) เพื่อกระทำพระนิพพานให้แจ้ง ทางนี้คือสติปัฏฐาน
(ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งสติ) ๔ อย่าง
This is the Sole Path, Monks, for the purification of beings,
for the overcoming of sorrow and lamentation, for the
disappearance of pain anf grief, for reaching the Noble
Path, for the realization of Nibbana, namely, the Four
Foundations of Mindfulness.
กตเม จตฺตาโร ?
สติปัฏฐาน ๔ อย่าง คืออะไรบ้าง?
What are the four?
อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ
อาตาปี สมฺปชาโน สติมา
วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมพิจารณาเห็นกายในกาย
เนืองๆ อยุ่ มีความเพียรให้กิเลสเร่าร้อน มีสัมปชัญญะ มีสติ พึงนำ
อภิชฌาและโทมนัส(ความยินดียินร้าย) ในโลกให้พินาศ
" Monks, herein ( in this Teaching ) a monk dwells comtemplating
the body in the body, ever ardent, clearly comprehending
and mindful, removing covetousness and grief in the world.
เวทนาสุ เวทนานุปสฺสี วิหรติ
อาตาปี สมฺ์ปชาโน สติมา
วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ
เธอย่อมพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาเนืองๆ อยุ่ มีความเพียรให้กิเลสเร่าร้อน
มีสัมปชัญญะ มีสติ พึงนำอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียให้พินาศ
" He dwells comtemplating the feeling in the feelings, ever
ardent, clearly comprehending and mindful, removing covetousness
and grief in the world.
จิตฺเต จิตฺตานุปสฺสี วิหรติ
อาตาปี สมฺปชาโน สติมา
วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ
เธอย่อมพิจารณาเห็นจิตในจิตเนืองๆ อยุ่ มีความเพียรให้กิเลสเร่าร้อน มีสัมปชัญญะ
มีสติ พึงนำอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียให้พินาศ
" He dwells comtemplating the mind in the mind, ever ardent, clearly
comprehending and mindful, removing covetousness and grief
in the world.
ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ
อาตาปี สมฺปชาโน สติมา
นิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ
เธอย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมเนืองๆ อยุ่ มีความเพียรให้กิเลสเร่าร้อน มีสัมปชัญญะ
มีสติ พึงนำอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียให้พินาศ
"He dwells comtemplating the mind-object in the mind-objects,
ever ardent, clearly comprehending and mindful, removing covetousness
and grief in the world.
อุทเทโส นิทฐิโต จบอุเทศ
End of the first Part.
การพิจารณากาย :The comtemplation of the body
อานาปานสติ : Mindfulness of breathing
กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ
กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมพิจารณากายในกายเนืองๆ อยุ่อย่างไรเล่า?
" And how, Monks, does a monk dwell comtemplating the body in
the body?
อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ
อรญฺยคโต วา
รุกฺขมูลคโต วา
สุญฺญาคารคโต วา
นิสีทติ ปลฺลงฺกํ อาภุชิตฺวา
อุชุ ํ กายํ ปณิธาย
ปริมุขํ สตึ อุปฏฺฐเปตฺวา
โส สโต วา อสฺสสติ
สโต ปสฺสสติ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ไปแล้วสู่ป่าก็ดี ไปแล้วสู่โคนไม้ก็ดี ไปแล้ว
สู่เรือนว่างเปล่าก็ดี นั้งคู้บัลลังก์ (ขัดสมาธิ์) ตั้งกายให้ตรง ดำรงสติเฉพาะหน้า
เธอย่อมมีสติหายใจเข้า ย่อมมีสติหายใจออก
Monks, here, a monk having gone to the forest, to the foot of a tree,
or to the secluded place, sits down cross-legged, keeps his body
erect, and focuses mindulness towards the meditation-object;
mindfully he breathes in the mindfully he breathes out.
ทีฆํ วา อสฺสสนฺโต
ทีฆํ อสฺสสามีติ ปชานาติ
ทีฆํ วา ปสฺสสนฺโต
ทีฆํ ปสฺสสามีติ ปชานาติ
เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่า เราหายใจเข้ายวา
หรือเมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่า เราหายใจออกยาว
Breathing in a long breath, he knows, ' I breathe in long,
breathing out a long breath, he knows,' I breathe out long.'
รสฺสํ วา อสฺสสนฺโต
รสฺสํ อสฺสสามีติ ปชานาติ
รสฺสํ วา ปสฺสสนฺโต
รสฺสํ ปสฺสสามีติ ปชานาติ
เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้าสั้น เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดวาเราหายใจ
ออกสั้น
Breathing in a short breath, he knows,' I breathe in short,' breathing out
a short breath, he knows,' I breathe out short.'
สพฺพกายปฏิสํเวที
อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ
สพฺพกายปฏิสํเวที
ปสฺสสิสฺสามี่ติ สิกฺขติ
ย่อมสำเเหนียกว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้ตลอดกองลมหายใจท้งปวง หายใจเข้า ย่อมสำเหนียก
ว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้กองลมหายใจทั้งปวง หายใจออก
' Clearly aware of the entire in-breath-body, I shall breathe in, ' so he
exerts ( literally, trains himself); ' Clearly aware of the entire out-breath-
body, I shall breathe out, ' so he exerts.
ปสฺสมฺภยํ กายสงฺขารํ
อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ
ปสฺสมฺภยํ กายสงฺขารํ
ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ
ย่อมสำเหนียกว่า เราจักระงับกายสังขาร ( คือลมอัสสาสะปัสสาสะ) หายใจเข้า ย่อมสำเหนียก
ว่า เราจักระงับกายสังขาร หายใจออก
"Clalming the gross in-breath (lit. bodily function of in-breathing), I shall
breathe in,' so he exerts;' Calming the gross out-breath (lit. bodily fuction
of out-breathing), I shall breathe out,' so he exerts.
เสยฺยถาปี ภิกฺขเว ทกฺโข
ภมกาโร วา ภมการนฺเตวาสี วา
ทีฆํ วา อญฺฉนฺโต ทีฆํ
อญฺฉามิติ ปชานาติ
รสฺสํ วา อญฺฉนฺโต รสฺสํ
อญฺฉามิติ ปชานาติ
ดุก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้ฉันใด นายช่างกลึง หรือลูกมือของนายช่างกลึงผู้ฉลาด
เมือชักเชือกกลึงยาว ก็รู้ชัดว่า เราชักเชือกกลึงยาว หรือเมื่อชักเชือกกลึงสั้น ก็
รู้ชัดว่า เราชักเชือกกลึงสั้น
"Monks, as a skilful turner or his apprentice, making a long turn,
knows ' I amke a long turn,' or making a short turn, knows' I make
a short turn'.
เอวเมว โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ
ทีฆํ วา อสฺสสนฺโต วา ทีฆํ
อสฺสสามิติ ปชานาติ
ทีฆํ วา ปสฺสสนฺโต ทีฆํ
ปสฺสสามิติ ปชานาติ
รสฺสํ วา อสฺสสนฺโต รสฺสํ
อสฺสสามิติ ปฃานาติ
รสฺสํ วา ปสฺสสนฺโต รสฺสํ
ปสฺสสามีติ ปชานาติ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุก็ฉันนั้นนั่นแหละ เมื่อหายใจเข้ายาวก็รู้ชัดว่า เราหาย
ใจเข้ายาว หรือเมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกยาว เมื่อหายใจ
เข้าสั้น ก็รู้ชัดว่า เราหายใจเข้าสั้น หรือเมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่าเราหายใจ
ออกสั้น
Just so, Monks, breathing in long, the monk knows' I breathe in
long, or breathing out long, he knows' I breathe out long';
breathing in short, he knows, ' I breathe in short,' or breathing
out short, he knows, ' I breathe out short.'
สพฺพกายปฏิสํเวที
อสฺสสมาติ สิกฺขติ
สพฺพกายปฏิสํเวที
ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ
ย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้ตลอดกองลมหายใจทั้งปวงหายใจเข้า
ย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผุ้กำหนดรู้ตลอดกองลมหายใจทั้งปวง หายใจออก
"Clearly aware of the entire in-breath-body, I shall breathe in,'
so he exerts; ' Clearly aware of the entier out-breath-body, I shall
breathe out,' so he exerts.
ปสฺสมฺภยํ กายสงฺขารํ
อสฺสสิสฺสามีติ สิกขติ
ปสฺสมฺภยํ กายสงฺขารํ
ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ
ย่อมสำเหนียกว่า เราจักระงับกายสังขาร หายใจเข้า ย่อมสำเหนียกว่า
เราจักระงับกายสังขาร หายใจออก
'Calming the gross in-breath, I shall breathe in, so he exerts;
'Clalming the gross out-breath, I shall breath out,' so he exerts.
อิติ อชฺฌตฺตํ วา กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ
พหิทฺธา วา กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ
อชฺฌตฺตตพหิทฺธา วา กาเย กายานุปสฺสี วหรติ
ดังนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกาย เป็นภายในบ้าง ย่อมพิจารณาเห็นกาย
เป็นภายนอกบ้าง ย่อมพิจารณาเห็นกาย ทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง
"Thus he dwells contemplating the body in the body internally,
or he dwells contemplating the body in the body externally,
or he dwells comtemplating the body in the body both internally
and externally.
สมุทยธมฺมานุปสฺสี วา กายสฺมึ วิหรติ
วยธมฺมานุปสฺสี วา กายสฺมึ วิหรติ
สมุทยวยธมฺมานุปสฺสี วา กายสฺมึ วิหรติ
ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือความเกิดขึ้นภายในกายบ้าง ย่อมพิจารณาเห็น
ธรรมดา คือความเสื่อมไปในกายบ้าง ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือ ทั้ง
ความเกิดขึ้น ทั้งความเสื่อมไปในกายบ้าง
He dwells comtemplating the origination factors in the
breath-body, or he dwells comtemplating the dissolution
factors in the breath-body, or he dwells comtemplating
both the origination and dissolution factors in the breathe-body.
อตฺถิ กาโยติ วา ปนสฺส สติ ปจฺจุปฏฺฐิตา โหติ
ยาวเทว ญาณมตฺตาย ปติสฺสติมตฺตาย
อนิสฺสิ โต จ วิหรติ น จ กิญฺจิ โลเก อุปาทิยติ
ก็หรือสติว่ากายมีอยู่ เข้าไปตั้งอยุ่เฉพาะหน้าแก่เธอนั้น แต่เพียงสัรกว่าเป็น
ที่รู้ แต่เพียงสัรกวาเป็นที่อาศัยระลึก เธอย่อมไม่ติดอยู่ด้วย ย่อมไม่ยึด
ถืออะไรๆ ในโลกด้วย
Or his mindfulness is established as ' There is the breath-body
only' to the extent necessary for knowledge and mindfulness.
He dwells completely independent ( not depending on craving
and wrong view ), clinging to nothing in the world.
เอวมฺปิ ภิกฺขเว ภิกฺขุ กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ.
ดุก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเนืองๆ อยู่อย่างนี้แล
" Monks, thus indeed, a monk dwells contemplating the body
in the body.
จบข้อกำหนดด้วยลมหายใจเข้าออก
Breath in and out contemplating ended.
กำหนดอิริยาบถของกาย : Postrues of the body
ปุน จปรํ ภิกฺขเว ภิกฺขุ คจฺฉนฺโต วา คจฺฉามีติ ปชานาติ
ฐิโต วา ฐิโตมฺหีติ ปชานาติ
นิสินฺโน วา นิสินฺโนมฺหีติ ปชานาติ
สยาโน วา สยาโนมฺหีติ ปชานาติ
ยถา ยถา วา ปนสฺส กาโย ปณิหิโต โหติ ตถา ตถา นมฺปชานาติ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอยู่อีก ภิกษุ เมื่อเดินอยู่ ก็รู้ชัดว่า(เดียวนี้)
เราเดิน หรือเมือยืน ก็รู้ชัดว่า (เดี๋ยวนี้) เรายืน หรือเมื่อนั้ง ก็รู้ชัดว่า
(เดี๋ยวนี้) เรานั่ง หรือเมือนอน ก็รู้ชัดว่า (เดี๋ยวนี้) เรานอน อนึ่ง เมื่อเธอ
นั้น เป็นผู้ตั้งกายไว้แล้วอย่างใด ๆ ก็ย่อมรู้ชัดอาการนั้น อย่างนั้น ๆ
" And again, Monks, when going, a monk knows, ' I am going';
when standning, he knows, ' I am standing'; when sitting,
he knows, ' I am sitting'; when lying down, he knows, ' I am
lying down'; or he knows just as his body is disposed.
อิติ อชฺฌตฺตํ วา กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ
พหิทฺธา วา กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ
อชฺฌตฺตพหิทฺธา วา กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ
ดังนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกาย เป็นภายในบ้าง ย่อมพิจารณาเห็นกาย
ในกาย เป็นภายนอก ย่อมพิจารณาเห็นกายในกาย ทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง
"Thus he dwells comtemplatingthe body in the body internally,
or he dwells comtemplating the body in the body externally,
or he dwells comtemplating the body int eh body both internally
and externally.
สมุทยธมฺมานุปสฺสี วา กายสฺมึ วิหรติ
วยธมฺมานุปสฺสี วา กายสฺมึ วิหรติ
สมุทยวยธมฺมานุปสฺสี วา กายสฺมึ วิหรติ
ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือ ความเกิดขึ้นในกายบ้าง ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา
คือความเสื่อมไปในกายบ้าง ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือ ทั้งความเกิดขึ้น
ทั้งความเสื่อมไปในกายบ้าง
He dwells comtemplating the origination factors in the body, or he
dwells comtemplating the dissolution factors in the body, or he
dwells comtemplating both the origination and dissolution factors
in the body.
อตฺถิ กาโยติ วา ปนสฺส สติ ปจฺจุปฏฺฐิตา โหติ
ยาวเทว ญาณมตฺตาย ปติสฺสติมตฺตาย
อนิสฺสิโต จ วิหรติ น จ กิญฺจิ โลเก อุปาทิยติ
ก็คือสติว่ากายมีอยู่ เข้าไปตั้งอยู่เฉพาะหน้าแก่เธอนั้น แต่เพียงสักว่าเป็นที่อาศัย
ระลึก เธอย่อมไม่ติดอยู่ด้วย ย่อมไม่ยึดถืออะไร ๆ ในโลกด้วย
Or his mindfulness is established as ' There is the body only'
to the extent necessary for knowledge and mindfulness. He dwells
completely independent( not depending on craving and wrong
view), clinging to nothing in the world.
เอวมฺปิ ภิกฺขเว ภิกฺขุ กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ
ดุก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเนืองๆ อยู่อย่างนี้.
" Monks, thus indeed, a monk dwells contemplating the body in
the body.
อิริยาปถปพฺพํ นิฏฺฐิตํ : จบข้อกำหนดด้วยอิริยาบถ
Postures of the body ended.
สมฺปชญฺญปพฺพํ : ข้อกำหนดด้วยสัมปชัญญะ
:Mindfulness with clear comprehension
ปุน ปจรํ ภิกฺขเว ภิกฺขุ
อภิกฺกนฺเต ปฏิกฺกนฺเต สมฺปชานการี โหติ
อาโลกิเต วิโลกิเต สมฺปชานการี โหติ
สมฺมิญฺชิเต ปสาริเต สมฺปชานการรี โหติ
สงฺฆาฏิ ปตฺต จีวร ธารเณ สมฺปชานการี โหติ
อสิเต ปิเต ขายิเต สายิเต สมฺปชานการี โหติ
อุจฺจารปสฺสาว กมฺเม สมฺปชานการี โหติ
คเต ฐิเต นิสินฺเน สุตฺเต ชาคริเต ภาสิเต ตุณหีภาเว สมฺปชานการี โหติ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอยู่อีก ภิกษุ
ย่อมเป็นผุ้ทำสัมปชัญญะ (ความรู้ตัวทั้วพร้อม) ในการก้าวไปข้างหน้า
และถอยกลับมาข้างหลัง
ย่อมเป็นผู้ทำสัมปชัญญะ ในการแลไปข้างหน้า แลเหลียวไปข้างซ้าย ข้างขวา
ย่อมเป็นผู้ทำสัมปชัญญะ ในการคู้อวัยวะเข้า เหยียดอวัยวะออก
ย่อมเป็นผุ้ทำสัมปชัญญะ ในการทรงผ้าสังฆาฏิ บาตร และจีวร
ย่อมเป็นผู้ทำสัมปชัญญะ ในการกิน ดื่ม เคี้ยว และลิ้ม
ย่อมเป็นผู้ทำสัมปชัญญะ ในการถ่ายอุจจาระและปัสสาวะ
ย่อมเป็นผู้ทำสัมปชัญญะ ในการเดิน ยืน นั้ง หลับ ตื่น พูด และความเป็นผู้นิ่งอยุ่
And again, Monks,
in going forward and in going back, a monk applies clear comprehension;
in looking straight ahead and in looking
away from the front,he aplies clear comprehension;
in bending and in stretching (his limbs),he applies clear comprehension;
in wearing the inner and outer robes and in carying the alms bowl,
he applies clear comprehension;
in eating, drinking, chewing and savoring,he applies clear comprehension;
in answering the calls of nature, he applies clear comprehension ;
in walking, standing, sitting, falling asleep,waking, speaking and in keeping silent,
he applies clear comprehension.
อิติ อชฺฌตฺตํ วา กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ
พหิทฺธา วา กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ
อชฺฌตฺตพหิทฺธา วา กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ
ดังนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกาย เป็นภายในบ้าง ย่อมพิจารณาเห็นกายในกาย
เป็นภายนอกบ้าง ย่อมพิจารณาเห็นกายในกาย ทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง
"Thus he dwells contemplating the body in the body internally,
or he dwells contemplating the body in the body externally,
or he dwells contemplating the body in the body both internally and
externally.
สมุทยธมฺมานุปสฺสี วา กายสฺมึ วิหรติ
วยธมฺมานุปสฺสี วา กายสฺมึ วิหรติ
สมุทยวยธมฺมานุปสฺสี วา กายสฺมึ วิหรติ
ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือ ความเกิดขึ้นในกายบ้าง
ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือ ความเสื่อมไปในกายบ้าง
ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือทั้งความเกิดขึ้น ทั้งความเสื่อมไปในกายบ้าง
He dwells contemplating the origination factors in the body,
or he dwells contemplating the dissolution fators in the body,
or he dwells contemplating both the origination and dissolution
factors in the body.
อตฺถิ กาโยติ วา ปนสฺส สติ ปจฺจุปฏฺฐิตา โหติ
ยาวเทว ญาณมตฺถาย ปติสฺสติมตฺถาย
อนิสฺสิโต จ วิหรติ น จ กิญฺจิ โลเก อุปาทิยติ
ก็หรือสติว่ากายมีอยุ่ เข้าไปตั้งอยู่เฉพาะหน้าแก่เธอนั้น แต่เพียงสักว่าเป็นที่รู้
เพียงแต่สักวาเป็นที่อาศัยระลึก เธอย่อมไม่ติดอยู่ด้วย ย่อมไม่ยึดถืออะไร ๆ
ในโลกด้วย
Or his mindfulness is established as ' There is the body only,' to
the extent necessary for knowledge and mindfulness. He dwells
completely independent ( not depending on craving and wrong view),
clinging to nothing in the world.
เอวมฺปิ ภิกฺขเว ภิกฺขุ กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเนืองๆ อยุ่อย่างนี้
"Monks, thus indeed, a monk dwells contemplating the body in
the body.
สมฺปชญฺญปพฺพํ นิฏฐิตํ : จบข้อกำหนดด้วยสัมปชัญญะ
Mindfulness with clear comprehension ended.
ปฏิกูลปพฺพ : ข้อกำหนดด้วยการเป็นของปฏิกูล
Reflection on the Repulsiveness of the Body
ปุน จปรํ ภิกฺขเว ภิกฺขุ
อิมเมว กายั อุทฺธํ ปาทตลา
อโธ เกสมตฺถกา ตจปริยนฺโต
ปูรนฺนานปฺปการสฺส อสุจิโน
ปจฺจเวกฺขติ
อตฺถิ อิมสฺมึ กาเย เกสา โลมา นขา ทนฺตา ตโจ มํสํ นหารู อฏฺฐี อฏฺฐิมิญฺชํ
วกฺกํ หทยํ ยกนํ กิโลมกํ ปิหกํ ยกนํ อนฺตํ อนฺตคุณํ อุทริยํ กรีสํ ปิตฺตํ เสมฺหํ
ปุพฺโพ โลหิตํ เสโท เมโท อสฺสุ วสา เขโฬ สิงฆาณิกา ลสิกา มุตฺตนฺติ
ดุก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอยู่อีก ภิกษุ ย่อมพิจารณากายนี้นี่แล เบื้องบน
แต่พื้นเท้าขึ้นไป เบื้องต่ำแต่ปลายผมลงมา มีหนังหุ้มอยู่เป็นที่สุดรอบ เต็ม
ด้วยของไม่สะอาดมีประการต่างๆ ว่า มีอยู่ในกายนี้ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง
เนือ เอ็น กระดุ เยื่อในกระดุก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่
ไส้น้อย (สารัดใส้ ไส้ทบ) อาหารใหม่ อาหารเก่า น้ำดี น้ำเสลด นำเหลือง
น้ำเลือด น้ำเหงือ น้ำมันข้น น้ำตา น้ำมันเหลว น้ำลาย น้ำมูก น้ำไขข้อ
น้ำมูตร
"And again, Monks, a monk reflects upon this very body, upward
from the soles of his feet, downward from the tip of his hair,
enclosed by the skin and full of diverse impurities, thus:
'There are in this body, hair of the head, hair of the body,nails,
teeth, skin; flesh, sinews, bones,marrow, kidneys; heart, liver,
pleura, spleen, lungs; intestines, mesentery, gorge, faeces, brain;
bile, phlegm, pus, blood, sweat, fat, tears, lymph, saliva, nasal
mucus, oill of the joints, urine.'
เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว อุภโตมุชา มูโตฬี ปูรา นานาวิหิตสฺส ธญฺญสฺส
เสยฺยถีทํ
สาลีนํ วีหีนํ มุคฺคานํ มาสานํ ติลานํ ตณฺฑุลานํ
ตเมนํ จกฺขุมา ปุริโส มุญฺจิตฺวา ปจฺจเวกฺเขยฺย
อิเม สาลี อิเม วีหี อิเม มุคฺคา อิเม มาสา อิเม ติลา อิเม ตณฺฑุลาติ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้ฉันใด ไถ้มีปาก ๒ ข้าง เต็มไปด้วยธัญญชาติมีประการต่างๆ
คืออะไรบ้าง คือ ข้าวสาลี ข่าวเปลือก ถัวเขียว ถั่วเหลือง งา ข้าวสาร บุรุษมี
จักษุแก้ไถ้นั้นออกแล้ว พึงเห็นได้ว่า เหล่านี้ ข้าวสาลี เหล่านี้ข้าวเปลือก
เหล่านี้ถัวเขียว เหล่านี้ถั่วเหลือง เหล่านี้งา เหล่านี้ข้าวสาร
"Monks, as if there were a duble-mouthed provision bag filled with
various kinds of gran, such as, hill paddy, paddy, green gram,
cowpea, sesame and husked rice; a man with sound eyes, having
opened it, should examine it thus, ' This is hill paddy, this is paddy,
this is green gram, this is cowpea, trhis is sesame, this is husked
rice.'
เอวเมว โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ
อิมเมว กายํ อุทฺธํ ปาทตลา
อโธ เกสมตฺถกา ตจปริยนฺตํ
ปูรนฺนานปฺปการสฺส อสุจิโน ปจฺจเวกฺขติ
อตฺถิ อิมสฺมึ กาเย เกสา โลมา นขา ทนฺตา ตโจ มํสํ นหารู อฏฺฐี อฏฺฐิมิญฺชํ
วกฺกํ หทยํ ยกนํ กิโลมกํ ปิหกํ ปปฺผาสํ อนฺตํ ปิหกํ ปปฺผาสํ อนฺตํ อนฺตคุนํ
อัทริยํ กรีสํ ปิตฺตํ เสโท เมโท อสฺสุ วสา เขโฬ สิงฺฆาณิกา ลสิกา มุตฺตนฺติ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นนั้นแล ภิกษุ ย่อมพิจารณากายนี่นี่แล เบื้องบนแต่
พื้นเท้าขึ้นไป เบื้องต่ำแต่ปลายผมลงมา มีหนังหุ้มอยู่เป็นที่สุดรอบ เต็มไปด้วยของ
ไม่สะอาดมีประการต่างๆ มีอยู่ในกายนี้ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก
เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่
อาหารเก่า น้ำดี น้ำเสลด น้ำเหลือง น้ำเลือด น้ำเหงือ น้ำมันข้น น้ำตา น้ำมันเหลว
น้ำลาย น้ำมูก น้ำไขข้อ น้ำมูตร
Just so, Monks, a monk reflects on this very body, upward from
the soles of his feet, downward from the tips of his hair, enclosed
by the skin and full of diverse impurities, thus: ' There are in this
body, hair of the head, hair of the body, nails, teeth, skin; flesh,
sinews, bones, marrow, kidneys; heart, liver, pleura, spleen, lungs;
intestines, mesentery, gorge, faeces, brain; bile, phlegm, pus,
blood, sweat. fat; tears, lymph, saliva, nasal mucus, oil of the joints,
urine.'
อิติ อชฺฌตฺตํ วา กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ
พหิทฺธา วา กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ
อชฺฌตฺตพหิทฺธา วา กาเย กายาสุปสฺสี วิหรติ
ดังนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกาย เป็นภายในบ้าง ย่อมพิจารณาเห็นกาย
ในกายเป็นภายนอกบ้าง ย่อมพิจารณาเห็นกายในกาย ทั้งภายในและภายนอกบ้าง
"Thus he dwells contemplating the body in the body internally,
or he dwells contemplating the body in the body externally, or
he dwells contemplating the body in the body both internally
and externally.
สมุทยธมฺมานุปสฺสี วา กายสฺมึ วิหรติ
วยธมฺมานุปสฺสีวา กายสฺมึ วิหรติ
สมุทยวยธมฺมานุปสฺสีวา กายสฺมึ วิหรติ
ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือ ความเกิดขึ้นในกายบ้าง ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา
คือ ความเสือมไปในกายบ้าง ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือ ทั้งความเกิดขึ้น
ทั้งความเสื่อมไปในกายบ้าง
He dwells contemplating the originaton fators in the body, or
he dwells contemplating the dissolution fators in the body,
or he dwells contemplating both the origination and dissolution
factors in the body.
อตฺถิ กาโยติ วา ปนสฺส สติ ปจฺจุปฏฺฐิตา โหติ
ยาวเทว ญาณมตฺตาย ปติสฺสติมตฺตาย
อนิสฺสิโต จ วิหรติ น จ กิญฺจิ โลเก อุปาทิยติ
เอวมฺปิ ภิกฺขเว ภิกฺขุ กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ
ก็หรือสติว่ากายมีอยู่ เข้าไปตั้งอยู่เฉพาะหน้าแก่เธอนั้น แต่เพียงสักว่าเป็นที่รู้
แต่เพียงสักว่าเป็นที่อาศัยระลึก เธอย่อมไม่ติดอยู่ด้วย ย่อมไม่ยึดถืออะไร ๆ
ในโลกด้วย ดูก่อนภิภษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเนืองๆ
อยู่อย่างนี้
Or his mindfulness is established as' There is th body only,' to
the extent necessary for knowledge and mindfulness.
He dwells completely independent ( not depending on craving
and wrong view), clinging to nothing in the world.
"Monks, thus indeed, a monk dwells contemplating the body in
the body.
ปฏิกฺกูลปพฺพํ นิฏฺฐิตํ : จบข้อกำหนดด้วยกายเป็นของปฏิกูล
Full of the diverse of impurities of body ended.
Reflection on the Material Elements
พิจารณาโดยความเป็นธาตุ
ปุน จปรํ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อิมเมว กายํ ยถาฐิตํ ยถาปณิหิตํ ธาตุโส ปจฺจเวกฺขติ
อตฺถิ อิมสฺมึ กาเย ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตูติ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอยู่อีก ภิกษุ ย่อมพิจารณากายอันตั้งอยู่ตามที่ตั้งอยู่
ตามปกตินนี้นี่แล โดยความเป็นธาตุว่า
มีอยูในกายนี้ ธาตดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม
"And again, Monks, a monk reflects upon this very body, just
as it is placed or disposed, with regard to its primary elements:
"There are in this body, the earth element, the water elelment,
the fire element, and the air element.'
เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว ทกฺโข โคฆาตโก วา โคฆาตกนฺเตวาสี วา
คาวึ วิธิตฺวา จตุมฺมหาปเถ วิลโส ปฏิวิภชิตฺวา นิสินฺโน อสฺส
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้ฉันใด คนฆ่าโค หรือลูกมือของคนฆ่าโค
ผู้ฉลาด ฆ่าแม่โคแล้ว พึงแบ่งออกเป็นส่วน แล้วนั้งอยู่ที่หนทางใหญ่
๔ แพร่ง
"As a skillful butcher or a butcher's apprentice, having
slaughtered a cow and divided it into portions, were
sitting at the junction of four highways.
เอวเมว โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ
อิมเมว กายํ ยถาฐิตํ ยถาปณิหิตํ ธาตุโส ปจฺจเวกฺขติ
อตฺถิ อิมสฺมึ กาเย ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตูติ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นนั่นแล ภิกษุ ย่อมพิจารณากาย อันตั้งอยู่ตามที่
ตั้งอยู่ตามปกตินี้นี่แล โดยความเป็นธาตุว่า มีอยู่ในกายนี้ ธาตุดิน
ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตลม
Even so, a monk reflects upon this very body, just as it is
placed or disposed, with regard to its primary element:
'There are in this body, the earth element, the water
element, the fire element, and the air element.'
อิติ อชฺฌตฺตํ วา กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ
พหิทฺธา วา กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ
อชฺฌตฺตพหิทฺธา วา กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ
ดังนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกาย เป็นภายในบ้าง ย่อมพิจารณาเห็นกายในกาย
อันเป็นภายนอกบ้าง
" Thus he dwells contemplating the body in the body
internally,or he dwells contemplating the body externally,
or he dwells contemplating the body in the body both
internally and externally.
สมุทยธมฺมานุปสฺสีวา กายสฺมึ วิหรติ
วยธมฺมานุปสฺสีวา กายสฺมึ วิหรติ
สมุทยวยธมฺมานุปสฺสี วา กายสฺมึ วิหรติ
ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือ ความเกิดขึ้นในกายบ้าง ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา
คือความเสื่อมไปในกายบ้าง ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือ ทั้งความเกิดขึ้น
และความเสื่อมไปในกายบ้าง
Or he dwells contemplating the origination factors in the body,
or he dwells contemplating the dissolution factors inteh body,
or he dwells contemplating both the origination and dissolution
factors in the body.
อตฺถิ กาโยติ วา ปนสฺส สติ ปจฺจุปฏฺฐิตา โหติ
ยาวเทว ญาณมตฺตาย ปติสฺสติมตฺตาย
อนิสฺสิโต จ วิหรติ ต จ กิญฺจิ โลเก อุปาทิยติ
เอวมฺปิ ภิกฺขเว ภิกฺขุ กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ
ก็หรือสติว่ากายมีอยู่ เข้าไปตั้งอยู่เฉพาะหน้าแก่เธอนั้น แต่เพียงสักว่าเป็นที่รู้
แต่เพียงสักว่าเป็นที่อาศัยระลึก เธอย่อมไม่ติดอยู่ด้วย ย่อมไม่ยึดถืออะไร ๆ
ในโลกด้วย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเนืองๆ อยู่อย่างนี้
Or his mindfulness is estableshed as ' There is the body
only,' to the extent necessary for knowledge and
mindfulness.
He dwells completely independent ( not depending on craving
and wrong view), clinging to nothing in the world.
"Monks, thus indeed, a monk dwells contemplating the body
inthe body.
ธาตุปพฺพํ นิฏฺฐิตํ จบข้อกำหนดด้วยธาตุ : The elements ended
การพิจารณาทรากศพในป่าช้า ๙ อย่าง
Nine cemetery contemplations
ปุน จปรฺ ภิกฺขเว ภิกฺขุ เสยฺยถาปิ ปสฺเสยฺย สรีรํ
สีวถิกาย ฉฑฺฑิตํ
เอกาหมตํ วา ทฺวีหมตํ วา ตีหมตํ วา อุทฺธุมาตกํ วา วีนีลกํ วิปุพฺพกชาตํ
โส อมิเมว กายํ อุปสํหรติ
อยมฺปิ โข กาโย เอวํธมฺโม เอวํภาว๊ เอวํ อนตีโตติ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอยู่อีก ภิกษุ เหมือนกะว่าจะพึงเห็นสรีระ (ซากศพ)
ที่เขาทิ้งไว้แล้วในป่าช้า ตายแล้ววันหนึ่ง หรือตายแล้ว ๒ วัน หรือ ตายแล้ว
๓ วัน อันพองขึ้น สีเขียวน่าเกลียด เป็นสรีระมีน้ำเหลืองไหล น่าเกลียด เธอ
ก็น้อมเข้ามาสู่กายนี้นี่แลว่า ถึงร่างกายอันนี้เล่า ก็มีอย่างนี้เป็นธรรมดา คงเป็น
อย่างนี้ ไม่ล่วงพ้นความเป็นอย่างนี้ไปได้
(i) " And again, Monks, as if a monk sees a body one day dead,
or two days dead, or three days dead, swollen, blue,and festering,
discared in the charnel ground; he then applies to his own
body( this perception):' Indeed this body too is of the same
nature.
It will become like that, and will not go beyond that nature.
อิติ อชฺฌตฺตํ วา กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ
พหิทฺธา วา กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ
อชฺฌตฺตพหิทฺธา วา กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ
ดังนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกาย เป็นภายในบ้าง ย่อมพิจารณาเห็นกาย
ในกาย เป็นภายนอกบ้าง ย่อมพิจารณาเห็นกายในกาย ทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง
"Thus he dwells contemplating the body in the body internally,
or he dwells contemplating the body in the body externally,
or he dwells contemplating the body in the body both internally
and externally.
สมุทยธมฺมานุปสฺสี วา กายสฺมึ วิหรติ
วยธมฺมานุปสฺสี วา กายสฺมึ วิหรติ
สมุทยวยธมฺมานุปสฺสีวา กายสฺมึ วิหรติ
ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือความเกิดขึ้นในภายบ้าง ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา
คือ ความเสื่อมไปในกายบ้าง ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือทั้งความเกิดขึ้น
และความเสื่อมไปในกายบ้าง
He dwells contemplating the origination factors in the body,
or he dwells contemplating the dissolution factors in the body,
kor he dwells contemplating both the origination and dissolution
factors in the body.
อตฺถิ กาโยติ วา ปนสฺส สติ ปจฺจุปฏฺฐิตา โหติ
ยาวเทว ญาณมตฺตาย ปติสฺสติมตฺตาย
อนิสฺสิโต จ วิหรติ น จ กิญฺจิ โลเก อุปาทิยติ
เอวมฺปิ ภิกฺขเว ภิกฺขุ กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ
ก็หรือสติว่ากายมีอยู่ เข้าไปตั้งอยู่เฉพาะหน้าแก่เธอนั้น แต่เพียงสักว่าเป็นที่รู้
แต่เพียงสักว่าเป็ฯทีอาศัยระลึก เธอย่อมไม่ติดอยู่ด้วย ย่อมไม่ยึดถืออะไร ๆ
ในโลกด้วย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเนืองๆ
อยู่อย่างนี้
Or his mindfulness is established as ' There is the body only,'
to the extent necessary for knowledge and mindfulness.
He dwells completely independent ( not depending on craving
and wrong view),clinging to nothing in the world.
"Monks, thus indeed, a monk dwells contemplating the body
in the body.
ปุน จปรํ ภิกฺขเว ภิกฺขุ เสยฺยถาปิ ปสฺเสยฺย สรีรํ สีวถิกาย ฉฑฺฑิตํ
กาเกหิ วา ขชฺชมานํ
คิชฺเฌหิ วา ขชฺชมานํ
กุลเลหิ วา ขชฺชมานํ
สุวาเณหิ วา ขชฺชมานํ
สิงฺคาเลหิ วา ขชฺชมานํ
วิวิเธหิ วา ปาณกชาเตหิ ขชฺชมานํ
โส อิมเมว กายํ อุปสํหรติ
อยมฺปิ โข กาโย เอวํ ธมฺโม เอวํภาวี เอวํ อนตีโตติ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอยู่อีก ภิกษุ เหมือนกะว่าจะพึงเห็นสรีระ
(ซากศพ) ที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า อันฝูงกาจิกกินอยู่บ้าง ฝูงแร้งจิกกินอยู่บ้าง
ฝูกนกตระกรุมจิกกินอยู่บ้าง หมู่สุนัขกัดกินอยู่บ้าง หมู่สัตว์ตัวเล็กๆ ต่างๆ
กัดกินอยู่บ้าง
เธอก็น้อมเข้ามาสู่กายนี้นี่แลว่า ถึงร่างกายอันนี้เล่า ก็มีอย่างนี้เป็นธรรมดา
คงเป็นอย่างนี้ ไม่ล่วงความเป็นอย่างนี้ไปได้
(ii) "And again, Monks, as if a monk sees a body discarded in the
charnel ground, being devoured by crows, by hawks, by vultures,
by herons, by dogs, by tigers, by leopards, by jackals, or eaten up
by various kinds of worms; he then applies to his own body
( this perception):' Indeed this body too is of the same nature.
It will become like that, and will not go beyond that nature.'
อิติ อชฺฌตฺตํ วา กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ
พหิทฺธา วา กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ
อชฺฌตฺตพหิทฺธา วา กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ
ดังนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกาย เป็นภายในบ้าง ย่อมพิจารณาเห็นกาย
เป็นภายนอกบ้าง ย่อมพิจารณาเห็นกายในกาย ทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง
"Thus he dwells contemplating the body in the body internally, or
he dwells contrmplating the body in the body externally, or he
dwells contemplating the body in the body both internally and
externally.
สมุทยธมฺมานุปสฺสีวา กายสฺมึ วิหรติ
วยธมฺมานุปสฺสี วา กายสฺมึ วิหรติ
สมุทยวยธมฺมานุปสฺสีวา กายสฺมึ วิหรติ
ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือความเกิดขึ้นในกายบ้าง ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา
ความเสื่อมไปในกายบ้าง ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา ทั้งความเกิดขึ้น ทั้งความ
เสื่อมไปในกายบ้าง
He dwells contemplating the origination factors in the body, or he
dwells contemplating the dissolution factors in the body, or he
dwells contemplating both origination and dissolution factors in
the body.
อตฺถิ กาโยติ วา ปนสฺส สติ ปจฺจุปฏฺฐิตา โหติ
ยาวเทว ญาณมตฺตาย ปติสฺสติมตฺตาย
อนิสฺสิโต จ วิหรติ น จ กิญฺจิ โลเก อุปาทิยติ
เอวมฺปิ ภิกฺขเว ภิกฺขุ กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ
ก็หรือสติวากายมีอยู่ เข้าไปตั้งอยู่เฉพาะหน้าแก่เธอนั้น แต่เพียงสักว่าเป็นที่รู้
แต่เพียงสักว่าเป็นทีอาศัยระลึก เธอย่อมไม่ติดอยู่ด้วย ย่อมไม่ยึดถืออะไรๆ
ในโลกด้วย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเนืองๆ
อยู่อย่างนี้
Or his mindfulness is established as 'There is the body only'
to the extent necessary for knowledge and mindfulness.
He dwells completely independent( not depending on craving and
wrong view), clinging to nothing in the world.
"Monks, thus indeed, a monk dwells contemplating the body
in the body.
ปุน จปรํ ภิกฺขเว ภิกฺขุ เสยฺยถาปิ ปสฺเสยฺย สรีรํ
สีวถิกาย ฉฑฺฑิตํ อฏฺฐิสงฺขลิกํ สมํสโลหิตํ นหารุสมฺพนฺธํ
โส อิมเมว กายํ อุปสํหรติ
อยมฺปิ โข กาโย เอวํธมฺโม เอวํภาวี เอวํ อนตีโต
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอยู่อีก ภิกษุ เหมือนกะว่าจะพึงเห็นสรีระ
(ซากศพ) ที่เขาทิ้งไว้แล้วในป่าช้า เป็นร่างกระดูก ยังมีเนื้อและเลือด
อันเส้นเอ็นรัดรึงอยู่ เธอก็น้อมเข้ามาสู่กายนี้นี่แลว่า ถึงร่างกายอันนี้เล่า
ก็มีอย่างนี้เป็นธรรมดา คงเป็นอย่างนี้ ไม่ล่วงความเป็นอย่างนี้ไปได้
(iii) " And again, Monks, as if a monk sees a body, discarded
in the charnel ground, reduced tio a skeleton, held together
by the tendons, with some flesh and bllod adhering to it;
he then applies to his own body ( this perception);' Indeed
this body too is of the same nature.
It will become like that, and will not go beyond that nature.'
อิติ อชฺฌตฺตํ วา กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ
พหิทฺธา วา กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ
อชฺฌตฺตพหิทฺธา วา กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ
ดังนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกาย เป็นภายในบ้าง ย่อมพิจารณาเห็นกายในกาย
เป็นภายนอกบ้าง ย่อมพิจารณาเห็นกายในกาย ทั้งภายใน ทั้งภายนอกบ้าง
"Thus he dwells contemplating the body in the body internally,
or he dwells contemplating the body in the body externally, or he
dwells contemplating the body in the body both internally
and externally.
สมุทยธมฺมานุปสฺสี วา กายสฺมึ วิหรติ
วยธมฺมานุปสฺสี วา กายสฺมี วิหรติ
สมุทยวยธมฺมานุปสฺสี วา กายสฺมึ วิหรติ
ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือความเกิดขึ้นในกายบ้าง ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา
ความเสื่อมไปในกายบ้าง ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา ทั้งความเกิดขึ้น ทั้งความ
เสื่อมไปในกายบ้าง
He dwells contemplating the origination factors in the body, or he
dwells contemplating the disslution factors in the body, or he
dwells contemplating both the origination and dissolution factors
in the body.
อตฺถิ กาโยติ วา ปนสฺส สติ ปจฺจุปฏฺฐิตา โหติ
ยาวเทว ญาณมตฺตาย ปติสฺสติมตฺตาย
อนิสฺสิโต จ วิหรติ น จ กิญฺจิ โลเก อุปาทิยติ
เอวมฺปี ภิกฺขเว ภิกฺขุ กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ
ก็หรือสติว่ากายมีอยู่ เข้าไปตั้งอยู่เฉพาะหน้าแก่เธอนั้น แต่เพียงสักว่าเป็นที่รู้
แต่เพียงสักว่าวเป็นที่อาศัยระลึก เธอย่อมไม่ติดอยู่ด้วย ย่อมไม่ยึดถืออะไรๆ
ในโลกด้วย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเนืองๆ
อยู่อย่างนี้
Or his mindfulness is established as' There is the body only,' to
the extent necessary for knowledge and mindfulness.
He dwells completely independent ( not depending on craving
and wrong view), clinging to nothing in the world.
"Monks, thus indeed, a monk dwells contempling the body
in the body.
ปุน จปรํ ภิกฺขเว ภิกฺขุ เสยฺยถาปิ ปสฺเสยฺย สรีรํ
สีวถิกาย ฉฑฺฑิตํ อฏฺฐิสงฺขลิกํ นิมฺมํสโลหิตํ มกฺขิกํ นหารูสมฺพนฺธํ
โน อิมเมว กายํ อุปสํหรติ
อยมฺปิ โข กาโย เอวํ ธมฺโม เอวํภาวี เอวํ อนตีโตติ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอยู่อีก ภิกษุ เหมือนกะว่าจะพึงเห็นสรีระ(ซากศพ)
ที่เขาทิ้งไว้แล้วในป่าช้า เป็นร่าวงกระดูก เปื้อนด้วยเลือด แต่ปราศจากเนื้อแล้ว
ยังมีเส้นเอ็นรัดรึงอยู่ เธอก็น้อมเข้ามาสู่กายนี้นี่แลว่า ถึงร่างกายอัรนนี้เล่า
ก็มีอย่างนี้เป็นธรรมดา คงเป็นอย่างนี้ ไม่ล่วงความเป็นอย่างนี้ไปได้
(v) " And again, Monks, as if a monk sees a body discarded
in the charnel ground, reduced to a skeleton held together
by the tendons, without flesh and blood; he then applies to
his own body ( this perception): ' Indeed this body too is of
the same nature.
It will become like that, and will not go beyond that nature'.
อิติ อชฺฌตฺตํ วา กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ
พหิทฺธา วา กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ
อชฺฌตฺตพหิทฺธา วา กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ
ดังนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกาย เป็นภายในบ้าง ย่อมพิจารณาเห็นกายในกาย
เป็นภายนอกบ้าง ย่อมพิจารณาเห็นกายในกาย ทั้งภายใน ทั้งภายนอกบ้าง
"Thus he dwells contemplating the body in the body internally, or he
dwells contemplating the body in the body externally, or he dwells
contemplating the body in the body both internally and externally.
สมุทยธมฺมานุปสฺสี วา กายสฺมึ วิหรติ
วยธมฺมานุปสฺสี วา กายสฺมึ วิหรติ
สมุทยวยธมฺมานุปสฺสี วา กายสฺมึ วิหรติ
ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือ ความเกิดขึ้นในกายบ้าง ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา
ความเสื่อมไปในกายบ้าง ย่อมพิจารณาเห็นธรรม คือ ทั้งความเกิดขึ้น ทั้งความ
เสื่อมไปในกายบ้าง
Or he dwells contemplating the origination factors in the body, or he
dwells contemplating the dissolution factors in the body, or he
dwells contemplating both the origination and dissolution factors
in the body.
อตฺถิ กาโยติ วา ปนสฺส สตจิ ปจฺจปฏฺฐิตา โหติ
ยาวเทว ญาณมตฺตาย ปติสฺสติมตฺตาย
อนิสฺสิโต จ วิหรติ น จ กิญฺจิ โลเก อุปาทิยติ
เอวมฺปิ ภิกฺขเว ภิกฺขุ กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ
ก็หรือ สติว่ากายมีอยู่ เข้าไปตั้งอยู่เฉพาะหน้าแก่เธอนั้น แต่เพียงสักว่าเป็นที่รู้
แต่เพียงสักว่าเป็นที่อาศัยระลึก เธอย่อมไม่ติดอยู่ด้วย ย่อมไม่ยึดถืออะไรๆ
ในโลกด้วย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเนืองๆ
อยู่อย่างนี้
Or his mindfulness is established as 'There is the body only,' to
the extent necessary for knowledge and mindfulness.
He dwells completely independent ( not depending on craving and
wrong view), clinging to nothing in the world.
"Monks, thus indeed, a monk dwells contemplating the body in the
body.
ปุน จปรํ ภิกฺขเว ภิกฺขุ เสยฺยถาปิ สรีรํ สีวถกาย ฉฑฺฑิตํ
อฏฺฐานี อปคตนหารุสมฺพนฺธานิ ทิสาวิทิสา วิกฺขิตฺตานิ
อญฺเญน หตฺถฏฺฐิกํ
อญฺเญน ปาทฏฺฐิกํ
อญฺเญน ชงฺฆฏฺฐิกํ
อญฺเญน อูรฏฺฐิกํ
อญฺเญน กฏิฏฺฐิกํ
อญฺเญน ปิฏฺฐิกณฺฏกฏฺฐิกํ
อญฺเญน ผาสุกฏฺฐิกํ
อญฺเญน อุรฏฺฐิกํ
อญฺเญน พาหุฏฺฐิกํ
อญฺเญน อํสฏฺฐิกํ
อญฺเญน คีวฏฺฐิกํ
อญฺเญน หนุฏฺฐิกํ
อญฺเญน ทนฺตฏฺฐิกํ
อญฺเญน สีสกฏาหํ
โส อิมเมว กายํ อุปสํหรติ
อยมฺปิ โข กาโย เอวํธมฺโม เอวํภาว๊ เอวํอนตีโตติ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอยู่อีก ภิกษุเหมือนกับว่าจะพีงเห็นสรีระ
(ซากศพ) ที่เขาทิ้งไว้ในแล้วในป่าช้า คือเป็น(ท่อน) กระดูก ปราศจาก
เส้นเอ็นรัดรึงแล้ว กระจายไปแล้วในทิศน้อย และทิศใหญ่ คือ
กระดูกมือ(ไปอยุ่) ทางอืน
กระดูกเท้า (ไปอยู่) ทางอื่น
กระดูกแข้ง ( ไปอยู่ ) ทางอื่น
กระดูกขา ( ไปอยุ่ ) ทางอื่น
กระดูกสะเอว ( ไปอยู่ )ทางอื่น
กระดูกสันหลัง ( ไปอยู่ ) ทางอื่น
กระดูกซี่โครง ( ไปอยู่ ) ทางอื่น
กระดูกหน้าอก (ไปอยู่ ) ทางอื่น
กระดูกแขน (ไปอยู่) ทางอื่น
กระดูกไหล่ (ไปอยู่) ทางอื่น
กระดูกคอ (ไปอยู่) ทางอื่น
กระดูกคาง ( ไปอยู่ ) ทางอื่น
กระดูกฟัน (ไปอยู่) ทางอื่น
กระโหลกศีรษะ (ไปอยู่ ) ทางอื่น
เธอก็น้อมเข้ามาสู่กายนี้นี่แลว่า ถึงร่างกายอันนี้เล่า ก็มีอย่างนี้เป็นธรรมดา
คงเป็นอย่างนี้ ไม่ล่วงความเป็นอย่างนี้ไปได้
(vi)" And again, Monks, as if a monk sees a body, discarded in the
charnel ground, reduced to loose bones scattered in all directions-
here bones of the hand, there bones of the foot, shin bones, thigh
bones, pelvis, spine and skull; he then applies to his own body( this
perception): 'Indeed this body too is of the same nature.
It will become like that, and will not go beyond that nature.'
อิติ อชฺฌตฺตํ วา กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ
พหิทฺธา วา กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ
อชฺฌตฺตพหิทฺธา วา กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ
ดังนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกาย เป็นภายในบ้าง ย่อมพิจารณาเห็นกาย
ในกาย เป็นภายนอกบ้าง ย่อมพิจารณาเห็นกายในกาย ทั้งภายใน ทั้งภายนอกบ้าง
"Thus he dwells contemplating the body in the body internally, or
he dwells contemplating the body in the body externally, or he
dwells contemplating the body in the body both internally and
externally.
สมุทยธมฺมานุปสฺสี วา กายสฺมึ วิหรติ
วยธมฺมานุปสฺสี วา กายสฺมึ วิหรติ
สมุทยวยธมฺมานุปสฺสี วา กายสฺมึ วิหรติ
ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือ ความเกิดขึ้นในกายบ้าง ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา
คือ ความเสื่อมไปในกายบ้าง ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือ ทั้งความเกิดขึ้น
ทั้งความเสื่อมไปในกายบ้าง
He dwells cosntemplating the origination factors in the body, or he
dwells contemplating the dissolution factors in the body, or he dwells
contemplating both the originationand dissolution factors in the body.
อตฺถิ กาโยติ วา ปนสฺส สติ ปจฺจุปฏิฐิตา โหติ
ยาวเทว ญาณมตฺตาย ปติสฺสติมตฺตาย
อนิสฺสิโต จ วิหรติ น จ กิญฺจิ โลเก อุปาทิยติ
เอวมฺปิ ภิกฺขเว ภิกฺขุ กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ
ก็หรือสติว่ากายมีอยู่ เข้าไปตั้งอยู่เฉพาะหน้าแก่เธอนั้น แต่เพียงสักว่าเป็นที่รู้ แต่เพียง
สักว่าเป็นที่อาศัยระลึก เธอย่อมไม่ติดอยู่ด้วย ย่อมไม่ยึดถืออะไร ๆ ในโลกด้วย
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเนืองๆ อยู่อยางนี้
Or his mindfulness is established as 'There is the body only' to the extent
necessary for knowledge and mindfulness.
He dwells completely independent ( not depending on craving and wrong
view) clinging to nothing in the world.
"Monks, thus indeed, a monk dwells contemplating the body in the body.
ปุน จปรํ ภิกฺขเว ภิกฺขุ เสยฺยถาปิ ปสฺเสยฺย สรีรํ สีวถิกาย ฉฑฺฑิตํ
อฏฺฐานิ เสตานิ สงฺขวณฺณุปนิภานิ โส อิมเมว กายํ อุปสํหรติ
อยมฺปิ โข กาโย เอวํธมฺโม เอวํภาวี เอวํ อนตีโตติ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอยู่อีก ภิกษุเหมือนกะว่าจะพึงเห็นสรีระ(ซากศพ)
ที่เขาทิ้งไว้แล้วในป่าช้า คือ เป็น(ท่อน) กระดูก มีสีขาวเปรียบด้วยสังข์
เธอก็น้อมเข้ามาสูกายนี้นี่แลว่า ถึงร่างกายอันนี้เล่า ก็มีอย่างนี้เป็นธรรมดา
คงเป็นอย่างนี้ ไม่ล่วงความเป็นอย่างนี้ไปได้
(vii) " And again, Monks, as if a monk sees a body, discarded in the charnel
ground, reduced to bleached bones of shell- like color, he then applies
to his own body( this perception): ' Indeed this body too is of the same
nature.It will become like that, and will not go beyond that nature.'
อิติ อชฺฌตฺตํ วา กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ
พหิทฺธา วา กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ
อชฺฌตฺตพหิทฺธา วา กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ
ดังนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกาย เป็นภายในบ้าง ย่อมพิจารณาเห็นกายในกาย
เป็นภายนอกบ้าง ย่อมพิจารณาเห็นกาย ท้งภายใน ทั้งภายนอก บ้าง
"Thus he dwells contemplating the body in the body internally, or he
dwells contemplating the body in the bnody externally, or he dwells
contemplating the body in the body both internally and externally.
สมุทยธมฺมานุปสฺสี วา กายสฺมึ วิหรติ
วยธมฺมานุปสฺสสี วา กายสฺมี วิหรติ
สมุทยวยธมฺมานุปสฺสี วา กายสฺมึ วิหรติ
ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือความเกิดขึ้นในกายบ้าง ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา
คือ ความเสื่อมไปภายในกายบ้าง ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือ ทั้งความเกิดขึ้น
ทั้งความเสื่อมไปในกายบ้าง
He dwells contemplating the origination factors in the body, or he dwells
contemplating the dissolution factors in the body, or he dwells comtemplating
both the origination and dissolution factors in the body.
อตฺถิ กาโยติ วา ปนสฺส สติ ปจฺจุปฏฺฐิตา โหติ ]
ยาวเทว ญาณมตฺตาย ปติสฺสติมตฺตาย
อนิสฺสิโต จ วิหรติ น จ กิญฺจิ โลเก อุปาทิยติ
เอวมฺปิ ภิกฺขเว ภิกฺขุ กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ
ก็หรือสติว่ากายมีอยู่ เข้าไปตั้งอยู่เฉพาะหน้าแก่เธอนั้น แต่เพียงสักว่าเป็นที่รู้
แต่เพียงสักว่าเป็นที่อาศัยระลึก เธอย่อมไม่ติดอยู่ด้วย ย่อมไม่ยึดถืออะไร ๆ
ในโลกด้วย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมพิจารณากายในกายเนืองๆ อยุ่
อย่างนี้
Or his mindfulness is established as 'There is the body only,' to the exten
necessary for knowledge and mindfulness.He dwells completely independent
( not depending on craving and wrong view), clinging to nothing in the world.
"Monks, thus indeed, a monk dwells contemplating the b ody in the body.
ปุน จปรํ ภิกฺขเว ภิกฺขุ เสยฺยถาปิ ปสฺเสยฺย ฉฑฺฑิตํ
อฏฺฐิกานิ ปุญฺชกิตานิ เตโรวสฺสิกานิ โส อิมเมว กายํ อุปสํหรติ
อยมฺปิ โข กาโย เอวํธมฺโม เอวํภาวี เอวํ อนตีโตติ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอยู่อีก ภิกษุเหมือนกะว่าจะพึงเห็นสรีระ ( ซากศพ) ที่เขา
ทิ่งไว้แล้วในป่าช้า คือ เป็น (ท่อน) กระดูก เป็นกองเรี่ยรายแล้ว มีในภายนอก
(เกิน) ปีหนึ่งไปแล้ว เธอก็น้อมเข้ามาสู่กายนี้นี่แลว่า ถึงรางกายอันนี้เล่า ก็มีอย่างนี้
เป็นธรรมดา คงเป็นอย่างนี้ ไม่ล่วงความเป็นอย่างนี้ไปได้
(viii)" And again, Monks, as if a monk sees a body, discarded in teh charnel
ground, reduced to bones more than a year old, lying in a hearp; he then
applies to his own body( this perception):' Indeed this body too is of the same
nature.It will become like that, and will not go beyond that nature.'
อิติ อชฺฌตฺตํ วา กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ
พหิทฺธา วา กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ
อชฺฌตฺตพหิทฺธา วา กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ
ดังนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกาย เป็นภายในบ้าง ย่อมพิจารณาเห็นกาย เป็นภายนอกบ้าง
ย่อมพิจารณาเห็นกาย ทั้งภายใน ทั้งภายนอกบ้าง
"Thus he dwells contemplating the body in the body internally, or he dwells
contemplating the body in the body externally, or he dwells contemplating
the body in the body both internally and externally.
สมุทยธมฺมานุปสฺสี วา กายสฺมึ วิหรติ
วยธมฺมานุปสฺสี วา กายสฺมึ วิหรติ
สมุทยวยธมฺมานุปสฺสี วา กายสฺมึ วิหรติ
ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือ ความเกิดขึ้นในกายบ้าง ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา
คือ ความเสื่อมไปในกายบ้าง ย่อมพิจารณาเห็นธรรม คือ ทั้งความเกิดขึ้น ทั้ง
ความเสื่อมไปในกายบ้าง
He dwells contemplating the origination factors in the body, or he dwells
contemplaing the dissolution factors in the body, or he dwells
contemaplating both the origiantion and dissolution fators in the body.
อตฺถิ กาโยติ วา ปนสฺส สติ ปจฺจุปฏฺฐิตา โหติ
ยาวเทว ญาณมตฺตาย ปติสฺสติมตฺตาย ]
อนิสฺสิโต จ วิหรติ น จ กิญฺจิ โลเก อุปาทิยติ
เอวมฺปี ภิกฺขเว ภิกฺขุ กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ
ก็หรือสติวากายมีอยู่ เข้าไปตั้งอยู่เฉพาะหน้าแก่เธอนั้น แต่เพียงสักว่าเป็นที่รู้ แต่เพียง
สักว่าเป็นที่อาศัยระลึก เธอย่อมไม่ติดอยู่ด้วย ย่อมไม่ยึดถืออะไร ๆ ในโลกด้วย
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเนือง ๆ อยู่อย่างนี้
Or his mindfulness is established as' There is the body only,' to the extent
necessary for knowledge and mindfulness.He dwells completely
independent ( not depending on craving and wrong views),clinging to nothing
in the world."Monks, thus indeed, a monk dwells contemplating the body
inthe body.
ปุน จปรํ ภิกฺขเว ภิกฺขุ
เสยฺยถาปิ ปสฺเสยฺย สรีรํ สีวถิกาย ฉฑฺฑิตํ
อฏฺบิกานิ ปูตีนิ จุณฺณกชาตานิ
โส อิมเมว กายํ อุปสํหรติ
อยมฺปิ โข กาโย เอวํธมฺโม เอวํภาวี เอวํ อนตีโตติ
ดุก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอยู่อีก ภิกษุเหมือนกะว่าจะพึงเห็นสรีรระ(ซากศพ)
ที่เขาทิ้งไว้แล้วในป่าช้า คือเป็น(ท่อน) กระดูกผุละเอียดแล้ว เธอก็น้อมเข้ามาสู่
กายนี้นี่แลว่า ถึงร่างกายอันนี้เล่า ก็มีอย่างนี้เป็นธรรมดา คงเป็นอย่างนี้ ไม่
ล่วงพ้นความเป็นอย่างนี้ไปได้
(ix)" And again, Monks, as if a monk sees a body, discarded in the charnel
ground, reduced to rotted bones crumbling to dust; he then applies to his
own body( this perception): ' Indeed this body too is of the same nature.
It will become like that and will not go beyond that nature.'
อิติ อชฺฌตฺตํ วา กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ
พหิทฺธา วา กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ
อชฺฌตฺตพหิทฺธา วา กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ
ดังนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกาย เป็นภายในบ้าง ย่อมพิจารณาเห็นกายในกาย
เป็นภายนอกบ้าง ย่อมพิจารณาเห็นกายในกาย ทังภายใน ทั้งภายนอกบ้าง
" Thus he dwells contemplating the body in the body internally, or he dwells
contemplating the body in the body extrernally, or he dwells contemplating
the body inteh body bnoth inernally and externally.
สมุทยธมฺมานุปสฺสี วา กายสฺมึ วิหรติ ]
วยธมฺมานุปสฺสี วา กายสฺมึ วิหรติ
สมุทยวยธมฺมานุปสฺสี วา กายสฺมึ วิหรติ
ยอมพิจารณาเห็นธรรมดา คือ ความเกิดขึ้นในกายบ้าง ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือ
ความเสื่อมไปในกายบ้าง ยอมพิจารณาเห็นธรรมดา คือ ทั้งความเกิดขึ้น ทั้ง
ความเสื่อมไปในกายบ้าง
He dwells contemplating the origination factors in the body, or he dwells
contemplating the dissolution factors in teh body, or he dwells contermplating
the dissolution factors in the body.
อตฺถิ กาโยติ วา ปนสฺส สติ ปจฺจุกฏฺฐิตา โหติ
ยาวเทว ญาณมตฺตาย ปติสฺสติมตฺตาย
อนิสฺสิโต จ วิหรติ น จ กิญฺจิ โลเก อุปาทิยติ
เอวมฺปิ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ
ก็หรือสติวากายมีอยู่ เข้าไปตั้งอยู่เฉพาะหน้าแก่เธอนั้น แต่เพียงสักว่าเป็นที่รู้
แต่เพียงสักวาเป็นที่อาศัยระลึก เธอย่อมไม่ติดอยู่ด้วย ย่อมไม่ยึดถืออะไรๆ
ในโลกด้วย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายเนืองๆ อยู่อย่างนี้
Or his mindfulness is established as' There is the body only' to the extent
necessary for knowledge and mindfulness.He dwells completely independent
( not depending on craving and wrong view), clinging to nothing in the world.
"Monks, thus indeed, a monk dwells contemplating the body.
นวสีวถิกาปพฺพํ นิฏฺฐิตํ :
จบข้อกำหนดด้วยป่าช้า ๙ ข้อ:
Nine cemetery contemplation ended
กายานุปสฺสนาสติปฏฺฐานํ นิฏฺฐิตํ
:กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน จบ
The contemplation of the body ended
The Contemplation of the Feelings
เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน
กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ เวทนาสุ เวทนานุปสฺสี วิหรติ
ดุก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อย่างไร ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นเวทนา( ความเสวยอารมณ์) ในเวทนา
เนือง ๆ อยุ่
" And, Monks, how does a monk dwells contemplating the feeling in teh feeling?
อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ สุขํ เวทนํ เวทิยมาโน สุขํ เวทนํ เวทิยามีติ ปชานาติ
ทุกฺขํ เวทนํ เวทิยมาโน ทุกฺขํ เวทนํ เวทิยามีติ ปชานาติ
อทุกฺขมสุขํ เวทนํ เวทิยมาโน อทุกฺขมสุขํ เวทนํ เวทิยามีติ ปชานาติ
ดุก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เมือเสวยสุขเวทนา ก็รู้ชัดว่า บัดนี้เราเสวย
สุขเวทนา เมื่อเสวยทุกขเวทนา ก็รู้ชัดว่า บัดนี้เราเสวยทุกขเวทนา เมื่อเสวย
อทุกขมสุขเวทนา (ไม่ทุกข์ไม่สุข) ก็รู้ชัดว่าา บัดนี้เราเสวยอทุกขมสุขเวทนา
"Here, monks, when experience a pleasant feeling'; when experience a painful
feeling'; when experiencing a neutral feeling, he nknows,' I experience a neutral
feeling'.
สามิสํ วา สุขํ เวทนํ เวทิยมาโน สามีสํ สุขํ เวทนํ เวทิยามีติ ปชานาติ
นิรามิสํ วา สุขํ เวทนํ เวทิยมาโน นิรามิสํ สุขํ เวทนํ เวทิยามีติ ปชานาติ
หรือเมื่อเสวยสุขเวทนามีอามิส ( คือเจือกามคุณ) ก็รู้ชัดว่า บัดนี้เราเสวยสุขเวทนา
มีอามิส หรือเมื่อเสวยสุขเวทนาไมีมีอามิส ( คือไม่เจือกามคุณ) ก็รู้ชัดว่า บัดนี้
เราเสวยสุขเวทนาไม่มีอามิส
"When experiencing a pleasant worldly feeling, he knows, ' I experience a
pleasant worldly feeling'; when experiencing a pleasant unworldly feeling,
he knows,' I experience a pleasant unworldly feeling'.
สามิสํ วา ทุกฺขํ เวทนํ เวทิยมาโน สามิสํ ทุกฺขํ เวทนํ เวทิยามีติ ปชานาติ
นิรามิสํ ทุกฺขํ เวทนํ เวทิยมาโน นิรามิสํ ทุกฺขํ เวทนํ เวทิยามีตี ปชานาติ
เมื่อเสวยทุกขเวทนามีอามิส ก็รู้ชัดว่า บัดนี้เราเสยทุกขเวทนามีอามิส หรือเมื่อเสวย
ทุกขเวทนาไม่มีอามีส ก็รู้ชัดว่า บัดนี้เราเสวยทุกขเวทนาไมีมีอามิส
"When experiencing a painful worldly feeling, he knows, 'I experience
a painful worldly feeling'; when experiencing a painful unworldly feeling,
he knows, ' I experience a painful unworldly feeling'.
สามิสํ วา อทุกฺขมสุขํ เวทนํ เวทิยมาโน สามีสํ อทุกฺขมสุขํ เวทนํ เวทิยามีตี ปชานาติ
นิรามิสํ วา อทุกฺขมสุขํ เวทนํ เวทิยมาดน นิรามิสํ อทุกฺขมสูขํ เวทนํ เวทิยามีติ ปชานาติ
หรือ เมื่อเสวยอทุกขมสุขเวทนา มีอามิส ก็รู้ชัดว่า บัดนี้เราเสวยอทุกขมสุขเวทนามีอามิส
หรือเมื่อเสวยอทุกขมสุขเวทนาไม่มีอามิส ก็รู้ชัดว่า บัดนี้เราเสวยอทุกขมสุขเวทนาไม่มีอามิส
"When experiencing a neutral worldly feeling, he knows, ' I experience
a neutral worldly feeling; when experiencing a neutral unworldly feeling,
he knows,' I experience a neutral unworldly feeling.'
อิติ อชฺฌตฺตํ วา เวทนาสุ เวทนานุปสฺสี วิหรติ
พหิทฺธา วา เวทนาสุ เวทนานุปสฺสี วิหรติ
อชฺฌตฺตพหิทฺธา วา เวทนาสุ เวทนานุปสฺสี วิหรติ
ดังนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนา เป็นภายในบ้าง ย่อมพิจารณาเห็นเวทนา
ในเวทนาเป็นภายนอกบ้าง ย่อมพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนา ทั้งภายใน ทั้งภายนอกบ้าง
"Thus he dwells cosntemplating the feeling in the feelings internally,
or he dwells contemplating the feelings in the feelings externally,
or he dwells contemplating the feeling in the feelings both
internally and externally.
สมุทยธมฺมานุปสฺสี วา เวทนาสุ วิหรติ
วยธมฺมานุปสฺสี วา เวทนาสุ วิหรติ
สมุทยวยธมฺมานุปสฺสี วา เวทนาสุ วิหรติ
ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือ ความเกิดขึ้นในเวทนาบ้าง ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา
คือ ความเสื่อมไปในเวทนาบ้าง ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือ ทั้งความเกิดขึ้น
ทั้งความเสื่อมไปในเวทนาบ้าง
He dwells contemplating the origination factors in the feelings, or
he dwells cosntemplaing the dissolution factors in the feelings, or
he dwells contemplating both the origination and dissolution factors
in the feelings.
อตฺถิ เวทนาติ วา ปนสฺสา สติ ปจฺจุปฏฺฐิตา โหติ
ยาวเทว ญาณมตฺตาย ปติสฺสติมตฺตาย
อนิสฺสิโต จ วิหรติ น จ กิญฺจิ โลเก อุปาทิยติ
ก็หรือสติว่าเวทนามีอยู่ เข้าไปตั้งอยู่เฉพาะหน้าแก่เธอนั้น แต่เพียงสักว่าเป็นที่รู้
แต่เพียงสักว่าเป็นที่อาศัยระลึก เธอย่อมไม่ติดอยู่ด้วย ย่อมไม่ยึดถืออะไรๆ
ในโลกด้วย
Or his mindfulness is estrablished as ' There is feelingonly,'
to the extent necessary for knowledge and mindfulness.
He dwells completely independent ( not depending on craving
and wrong view),clinging to nothing in the world.
เอวํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ เวทนาสุ เวทนานุปสฺสี วิหรติ
ดุก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาเนืองๆ อยุ่
อย่างนี้แล
"Monks, thus indeed, a monk dwells contemplating the feeling
in the feelings."
เวทนานุปสฺสนาสติปฏฺฐานํ นิฏฺฐิตํ : จบเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน
The contemplation of feelings ended
จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน
The Contemplation of the Mind
กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ จิตฺเต จิตฺตานุปสฺสี วิหรติ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อย่างไรภิกษุ ย่อมพิจารณาจิตใจจิตเนื่อง ๆ อยุ่
"And Monks, how, does a monk dwell contemplating the mind
in the mind?
อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ สราคํ วา จิตฺตํ สราคํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ
วีตราคํ วา จิตฺตํ วีตราคํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ
ดุก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนีเ อนึง จิตมีราคะ ก็รู้ชัดว่า จิตมีราคะ
หรือจิตไม่มีราคะ ก็รู้ชัดว่า จิตไม่มีราคะ
"Here, Monks, a monk knows the mind with lust, as mind
wityh lust; the mind without lust, as mind without lust.
สโทสํ วา จิตฺตํ สโทสํ จิตฺตนฺติ ปฃานาติ
วีตโมหํ วา จิตฺตํ สโมหํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ
หรือจิตมีโทสะ ก็รู้ชัดว่า จิตมีโทสะ
หรือจิตไม่มีโทสะ ก็รู้ชัดว่า จิตไม่มีโทสะ
The mind with hate, as mind with hate; the mind without
hate; as mind without hate.
สโมหํ วา จิตฺตํ สโมหํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ
วีตโมหํ วา จิตฺตํ วีตโมหํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ
หรือจิตมีโมหะ ก็รู้ชัดว่า จิตมีโมหะ หรือ จิตไม่มีโมหะ ก็รู้ชัดว่าจิตไม่มีโมหะ
The mind with delusion, as mind with delusion; the mind without
delusion, as mind without delusion.
สงฺขิตฺตํ วา จิตฺตํ สงฺขจิตฺตํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ
วิกฺขิตฺตํ วา จิตฺตํ วิกฺขิตฺตนฺติ ปชานาติ
หรือจิตหดหุ่ ก็รู้ชัดวา จิตหดหู่ หรือจิตฟุ้งซ่าน ก็รู้ชัดว่าจิตฟุ้งซ่าน
The constricted ( state of) mind, as constricted mind; the scattered
(state of) mind, as scattered mind.
มหคฺคตํ วา จิตฺตํ มหคฺคตํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ
อมหคฺคตู วา จิตฺตํ อมหคฺคตู จิตฺตนฺติ ปชานาติ
หรือจิตเป็นมหรคต (คือถึงความเป็นใหญ่ หมายเอาจิตที่เป็นฌาน หรือเป็น
อุปปมัญญา พรหมวิหาร) ก็รู้ชัดว่า จิตเป็นมหรคต
The superconscious ( lit. become great) mind, as superconscious mind;
the not superconcious mind, as not superconscious mind.
อมหคฺคตํ วา จิตฺตํ อมหคฺคตํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ
สอุตฺตรํ วา จิตฺตํ สอุตฺตรํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ
อนุตฺตรํ วา จิตฺตํ อนุตฺตรํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ
หรือจิตไม่เป็นมหรคต ก็รู้ชัดว่า จิตไม่เป็นมหรคต
หรือจิตเป็นสอุตตระ ( คือ กามาวรจิตมีจิตอืนยิ่งกว่า ไม่ถึงอุปจารสมาธิ) ก็รู้ชัดว่า
จิตเป็นสอุตตร หริอ จิตเป็นอนุตตระ( คือ กามาวจรจิต ไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า หมายเอา
อุปจารสมาธิ) ก็รู้ชัดว่า จิตเป็นอนุตตระ
The surpassable mind, as surpassable mind, the unsurpassabnle mind,
as unsurpassable mind.
สมาหิตํ วา จิตฺตํ สมาหิตํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ
อสมาหิตํ วา จิตฺตํ อสมาหิตํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ
หรือจิตตั้งมั่น ก็รู้ชัดว่า จิตตั้งมั่น หรือ จิตไม่ตั้งมั่น ก็รู้ชัดว่า จิตไม่ตั้งมั่น
The concentrated mind, as concentrated mind, the unconcentrated
mind, as unconcentrated mind.
วิมุตฺตํ วา จิตฺตํ วิมุตฺตํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ
อวิมุตฺตํ วา จิตฺตํ อวิมุตฺตํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ
หรือจิตวิมุติ ( คือ หลุดพ้นด้วยตทังควิมุติ และวิกขัมภนวิมุติ) ก็รู้ชัดว่า จิตวิมุติ
หรือจิตยังไม่วิมุติ ก็รู้ชัดว่า จิตยังไม่วิมุติ
The freed mind, as the freed mind; the unfreed mind, as the unfreed
mind.
อิติ อชฺฌตฺตํ วา จิตฺเต จิตฺตานุปสฺสี วิหรติ
พหิทฺธา วา จิตฺเต จิตฺตานุปสฺสี วิหรติ
อชฺฌตฺตพหิทฺธา วา จิตฺเต จิตฺตานุปสฺสี วิหรติ
ดังนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นจิ ตในจิตเป็นภายในบ้าง ย่อมพิจารณาเห็นจิตในจิต
เป็นภายนอกบ้าง ย่อมพิจารณาเห็นจิตในจิต ทั้งภายใน ทั้งภายนอกบ้าง
"Thus he dwells comtemplating the mind in the mind internally,
or he dwells contemplating the mind in the mind externally,
or he dwells contemplating tghe mind in the mind both internally
and externally.
สมุทยธมฺมานุปสฺสี วา จิตฺตสฺมึ วิหรติ
วยธมฺมานุปสฺสี วา จิตฺตสฺมึ วิหรติ
สมุทยวยธมฺมานุปสฺสี วา จิตฺตสฺมึ วิหรติ
ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือ ความเกิดขึ้นในจิตลบ้าง ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือ
ความเสื่อมในจิตบ้าง ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือทั้งเกิดขึ้น ทั้งความเสื่อไปในจิตบ้าง
He dwells contemplating the origination factors in the mind,
or he dwells contemplating the dissolution factors in the mind,
or he dwells contemplating bnoth the origination and dissolution
factors in the mind.
อตฺถิ จิตฺตนฺติ วา ปนสฺส สติ ปจฺจุปฏฐิตา โหติ
ยาวเทว ญาณมตฺตาย ปติสฺสติมตฺตาย
ก็หรือสติว่า จิตมีอยู่ เข้าไปตั้งอยู่เฉพาะหน้าแก่เธอนั้น แต่เพียงสักว่าเป็นที่รู้
แต่เพียงสักว่าเป็นที่อาศัยระลึก
Or his mindfulness is established as 'There is the mind only'
to the extent necessary for knowledge and mindfulness.
อนิสฺสิโต จ วิหรติ น จ กิญฺจิ โลเก อุปาทิยติ
ย่อมไม่ติดอยู่ด้วย ย่อมไม่ยึดถืออะไร ๆ ในโลกด้วย
He dwells complaetely independent ( not depending on craving
abnd wrong view), clinging to nothing in the world.
เอวํ โข ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุ จิตฺเต จิตฺตานุปสฺสี วิหรติ
ดุก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นจิตในจิตเนืองๆ อยุ่ อย่างนี้แล
"Monks, thus indeed, a monk dwells contemplating the mind
in the mind.
จิตฺตานุปสฺสนาสติปฏฺฐานํ นิฏฺฐิตํ:
จบจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน
The contemplation of the mind ended
ธมฺมานุปสฺสนาสติปฏฺฐาน
The contemplation of the mind-objects
กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ
ดุก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อย่างไร ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมเนืองๆ อยู่
"And Monks, how does a monk dwell contemplating the mind-object
in the mind-objects?
นิวรณ์ ๕
The Five Hindrances
อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ
ปญฺจสุ นีวรเณสุ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรม คือ วิวรณ์ ๕
Here,Monks, a monk dwells contemplating the mind-object in the
mind-objects of the five hindrances.
กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ
ปญฺจสุ นีวรเณสุ
ดุก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อย่างไร ภิกษุ ย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรม คือ นิวรณ์ ๕
And, Monks, how does a monk dwell contemplating the mind-object
in the mind-objects of the five hindrances?
อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ สนฺตํ วา อชฺฌตฺตํ กามฉนฺทํ
อตฺถิ เม อชฺฌตฺตํ กามฉนฺโทติ ปชานาติ
อสนฺตํ วา อชฺฌตฺตํ กามฉนฺทํ นตฺถิ เม อชฺฌตฺตํ กามฉนฺโทติ ปชานาติ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เมื่อกามฉันท์(ความพอใจในกามารมณ์) มี
ณ ภายในจิต ย่อมรู้ชัดว่า กามฉันท์มีอยู่ในภายในจิตของเรา หรือเมื่อกามฉันท์
ไม่มี ณ ภายในจิต ย่อมรู้ชัดว่ากามฉันท์ไม่มี ณ ภายในจิตของเรา
"Here, Monks, when sense-desire is present in him, the monk knows,
"There is sense desire in me'; or when sense-desire is absent in him,
he knows, 'There is no sense-desire in me'.
ยถา จ อุปฺปนฺนสฺส กามฉนฺทสฺส ปหานํ โหติ ตญฺจ ปฃานาติ
ยถา จ ปหีนสฺส กามฉนฺทสฺส อายตึ อนุปฺปาโท โหติ ตญฺจ ปชานาติ
อนึ่ง ความละกามฉันท์ที่เกิดขึ้นแล้วเสียได้ด้วยประการใด ย่อมรู้ประการนั้นด้วย
อนึ่ง ความที่กามฉันท์อันตนละได้เสียแล้ว ไม่เกิดขึ้นต่อไปได้ด้วยปรการใด
ย่อมรู้ประการนั้นด้วย
He also knows the reason why the arising of the non-arisen
sense-desire comes to be; he also knows the reason why the
abandoning of arisen sense-desire comes to be; and he also
knows the reason why the non-arising in the future of the abandoned
sense-desire comes to be.
สนฺตํ วา อชฺฌตฺตํ พูยาปาทํ อตฺถิ เม อชฺฌตฺตํ พูยาปาโทติ ปชานาติ
อสนฺตํ วา อชฺฌตฺตํ พฺยาปาทํ นตฺถิ เม อชฺฌตฺตํ พูยาปาโทติ ปชานาติ
อนึ่ง เมื่อพยาบาท ( ความคิดแช่งสัตว์ให้พินาศ) มี ณ ภายในจิต ย่อมรู้
ชัดว่า พยาบาทมีอยู่ในภายในจิตของเรา หรือ พยาบาทไม่มี ณ ภายใน
จิต ย่อมรู้ชัดว่า พยาบาทไมมี ณ ภายในจิตของเรา
" When ill-will is present in him, he knows, 'There is ill-will in me,';
or when ill-will is absent in him, he knows, ' There is no ill-will
in me'.
ยถา จ อุปปนฺนสฺส พฺยาปาทสฺส อุปาโท โหติ ตญฺจ ปชานาติ
ยถาจ อุปฺปนฺนสฺส พฺยาปาทสฺส ปหานํ โหติ ตญฺจ ปชานาติ
ยถา จ ปหีนสฺส พฺยาปาทสฺส อายตึ อนุปฺปาโท โหติ ตญฺจ ปชานาติ
อนึ่ง ความที่พยาบาทอันยังไม่เกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้นด้วยประการใด ย่อมรู้
ด้วยประการนั้นด้วย อนึ่ง ความละพยาบาทที่เกิดขึ้นแล้วเสียได้ด้วยประการใด
ย่อมรู้ประการนั้นด้วย อนึ่ง ความที่พยาบาทอันตนละเสียแล้ว ไม่เกิดขึ้นต่อไป
ได้ด้วยประการใด ย่อมรู้ประการนั้นด้วย
He also knows the reason why the arising of the non-arisen
ill-will comes to be ; he also knows the reason why the abandoning
of arisen ill-will comes to be; he also knows why the non-arising
in the future of the bandoned ill-will comes to be.
สนฺตํ วา อชฺฌตฺตํ ถีนมิทฺธํ อตฺถิ เม อชฺฌตฺตํ ถีนมิทฺธนฺติ ปชานาติ
อสนฺตํ วา อชฺฌตฺตํ ถีนมิทฺธํ นตฺถิ เม อชฺฌตฺตํ ่ ถีนมิทฺธนฺติ ปชานาติ
อนึ่ง ถีนมิทธะ ( ความค้านกายและง่วงเหงา) มี ณ ภายในจิต ย่อมรู้ชัดว่า
ถีนมิทธะมีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา หรือ เมือถีนมิทธะไม่มี ณ ภายในจิต
ย่อมรู้ชัดว่า ถีนมิทธะไม่มี ณ ภายในจิตของเรา
"When sloth and torpor are present in him, he knows,'There are
slsoth and torpor in me; or when sloth and topr are absent in him, he
knows, 'Thre are no sloth and torpor in me'.
ยถา จ อนุปฺปนฺนสฺส ถีนมิทฺธสฺส อุปฺปาโท โหติ ตญฺจ ปชานาติ
ยถา จ อุปฺปนฺนสฺส ถีนมิทฺธสฺส ปหานํ โหติ ตญฺจ ปชานาติ
ยถา จ ปหีนสฺส ถีนมิทฺธสฺส อายตึ อนุปฺปาโท โหติ ตญฺจ ปชานาติ
อนึ่ง ความที่ถีนมิทธะอันยังไม่เกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้นด้วยประการใด ย่อมรู้
ประการนั้นด้วย
อนึง ความละถีนมิทธะที่เกิดขึ้นแล้วเสียได้ด้วยประการใด ย่อมรู้ประการนั้นด้วย
อนึ่ง ความที่ถีนมิทธะอันตนละได้เสียแล้ว ไม่เกิดขึ้นต่อไปด้วยประการใด
ย่อมรู้ประการนั้นด้วย
He also knows the reason why the arising of non-arisen sloth
and torpor comes to be; he also knows the reason why the
abandoning of arisen sloth and torpor comes to be; he also
also knows the reason why the non-arising in the future
of the abandoned sloth and torpor comes to be.
สนฺตํ วา อชฺฌตฺตํ อุทฺธจฺจกุกฺกุจฺจํ อตฺถิ เม อชฺฌตฺตํ อุทฺธจฺจกุกกุจฺจนฺติ ปชานาติ
อสนฺตํ วา อชฺฌตฺตํ อุทฺธจฺจกุกฺกุจฺจํ นตฺถิ เม อชฺฌตฺตํ อุทฺธจฺจกุกฺกุจฺจนฺติ ปชานาติ
อนึ่ง เมื่ออุทธัจจกุกกุจจะ( ความฟุ้งซานและรำคาญใจ) มี ณ ภายในจิต ย่อมรู้ชัดว่า
อุทธัจจะกุกกุจจะมีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา หรือเมื่ออุทธัจจะกุกกุจจะไม่มี ณ ภายใน
จิต ย่อมรู้ชัดว่า อุทธัจจะกุกกุจจะไม่มี ณ ภายในจิตของเรา
"When restlessness and remorse are present in him, he knows,
There are restlessness and remorse in me; or when restlessness
and remorse are absent in him, he knows, 'There are no restlessness
and remorse in me'.
ยถา จ อนุปฺปนฺนสฺส อุทฺธจฺจกุกฺกุจฺจสฺส อุปฺปาโท โหติ ตญฺจ ปชานาติ
ยถา จ อุปฺปนฺนสฺส อุทฺธจฺจกุกฺกุจสฺส ปหานํ โหติ ตญฺจ ปชานาติ
ยถา จ ปหีนสฺส อุทฺธจฺจกุกฺกุจฺจสฺส อายตึ อนุปฺปาโท โหติ ตญฺจ ปชานาติ
อนึ่ง ความที่อุทธัจจกุกกุจจะอันยังไม่เกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้นด้วยประการใด
ย่อมรู้ประการนั้นด้วย อนึ่ง ความละอุทธัจจะกุกกุจจะที่เกิดขึ้นแล้วเสียได้
ด้วยประการใด ย่อมรู้ประการนั้นด้วย อนึ่ง ความที่อุทธัจจะกุกกุจจะอันตน
ละได้เสียแล้ว ไม่เกิดขึ้นต่อไปได้ด้วยประการใด ย่อมรู้ประการนั้นด้วย
He also knows the reason why the arising of non-arisen restlessness
and remorse comes to be; he also knows the reason why the
aabandoning of arisen resatlessness and remorse comes to be;
he also knows the reason why the non-arising in the future of the
abandoned restlessness and remorse comes to be.
สนฺตํ วา อชฺฌตฺตํ วิจิกิจฺฉํ อตฺถิ เม อชฺฌตฺตํ วิจิกิจฺฉาติ ปชานาติ
อสนฺตํ วา อชฺฌตฺตํ วิจิกิจฺฉํ นตฺถิ เม อชฺฌตฺตํ วิจิกิจฺฉาติ ปฃานาติ
อนึ่ง เมื่อวิจิกิจฉา (ความเคลือบแคลงสงสัย) มี ณ ภายในจิต ย่อมรู้ชัดวา วิจิกิจฉา
มีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา หรือเมือวิจิกิจฉาไม่มี ณ ภายในจิต ย่อมรู้ชัดว่า
วิจิกิจฉาไม่มี ณ ภายในจิตของเรา
"When doubt is present in him, he knows, 'There is doubt in me'; or
when doubt is absent in him, he knows, 'There is no doubt in me.'
ยถา จ อนุปฺปนฺนาย วิจิกิจฺฉาย อุปฺปาโท โหติ ตญฺจ ปชานาติ
ยถา จ อุปฺปนฺนาย วิจิกิจฺฉาย ปหานํ โหติ ตญฺจ ปชานาติ
ยถา จ ปหีนาย วิจิกิจฺฉาย อายตึ อนุปฺปาโท โหติ ตญฺจ ปชานาติ
อนึ่ง ความที่วิจิกิจฉาอันยังไม่เกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้นด้วยประการใด ย่อมรู้ด้วย
ประการนั้นด้วย อนึ่ง ความละวิจิกิจฉาที่เกิดขึ้นแล้วเสียได้ด้วยประการใด
ย่อมรู้ประการนั้นด้วย อนึ่ง ความที่วิจิกิจฉาอันตนละเสียแล้ว ไม่เกิดขึ้นต่อไป
ด้วยประการใด ย่อมรู้ประการนั้นด้วย
He also knows trhe reason why trhe arising of non-arisen doubt comes
to be; he also knows the reason why trhe abandoning of arisen
doubt comes to be; he also knows trhe reason why the non-arising
in the future of the abandoned doubt comes to be.
อิติ อชฺฌตฺตํ วา ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ
พหิทฺธา วา ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ
อชฺฌตฺตพหิทฺธา วา ธมฺเมสุ วิหรติ
ดังนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรม เป็นภายในบ้าง ย่อมพิจารณาเห็นธรรม
ในธรรมเป็นภายนอกบ้าง ย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรม ทั้งภายใน ทั้งภายนอกบ้าง
"Thus he dwells contemplating the mind-object in the mind-objects
internally, or he dwells contemplating the mind-object in the
mind-objects externally, or he dwells contemplating the mind-object
in the mind-objects both internally and externally.
สมุทยธมฺมานุปสฺสี วา ธมฺเมสุ วิหรติ
วยธมฺมานุปสฺสี วา ธมฺเมสุ วิหรติ
สมุทยวยธมฺมานุปสฺสี วา ธมฺเมสุ วิหรติ
ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือ ความเกิดขึ้นในธรรมบ้าง ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือ
ความเสื่อมไปในธรรมบ้าง ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือ ทั้งความเกิดขึ้น ทั้งความ
เสื่อมไปในธรรมบ้าง
He dwells contemplating the origination factors in the mind-objects,
or he dwells contemplating the dissolution factors in the mind-objects,
or he dwells contgemplating both the origination and dissolution-factors
in the mind-objects.
อตฺถิ ธมฺมาติ วา ปนสฺส สติ ปจฺจุปฏฺฐิตา โหติ
ยาวเทว ญาณมตฺตาย ปติสฺสติมตฺตาย
อนิสฺสิโต จ วิหรติ น จ กิญฺจิ โลเก อุปาทิยติ
ก็หรือสติว่าธรรมมีอยู่ เข้าไปตั้งอยู่เฉพาะหน้าแก่เธอนั้น แต่เพียงสักว่าเป็นที่รู้ แต่เพียง
สักว่าเป็นที่อาศัยระลึก เธอย่อมไม่ติดอยู่ด้วย ย่อมไม่ยึดถืออะไร ๆ ในโลกด้วย
Or his mindfulness is established as'There are the mind-objects
only' to the extent necessary for knowledge and mindfulness.
He dwells completely independent (not depending on craving and wrong
view) clinging to nothing in the world.
เอวมฺปิ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ ปญฺจสุ นีวรเณสุ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรม คือ นีวรณ์ ๕ อยางนี้แล
"Monks, thus indeed, a monk dwells contemplating the mind-object
in the mind objects of the five hindrances.
นีวรณปพฺพํ นิฏฺฐิตํ : จบข้อกำหนดนีวรณ์ : The five hindrances ended
อุปาทานขันธ์ ๕
The Five Aggrregates of Clinging
ปุน จปรํ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ
ปญฺจสุ อุปาทานกฺขนฺเธสุ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอยู่อีก ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมคือ
อุปาทานขันธ์ ๕
"And again, Monks, a monk dwells contemplating the mind-object in
the mind-objects of the five aggregates of clinging.
กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ
ปญฺจสุ อุปาทานกฺขนฺเธสุ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อย่างไรภิกษุย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรม คืออุปาทานขันธ์ ๕
And , Monks, how does a monk dwell contemplating the mind-object
in the mind-objects of the five aggregates of clinging?
อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อิติ รูปํ อิติ รูปสฺส สมุทโย อิติ รูปสฺส อตฺถงฺคโม
ดุก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ( ย่อมพิจารณาดังนี้ว่า) อย่างนี้รูป (สิ่งที่ทรุดโทรม)
อย่างนี้ ความเกิดขึ้นของรูป อย่างนี้ ความดับไปของรูป
"Here, Monks, a monk knows, ' This is material form, this is the (cause
of the) arising of material form, this is the (cause of the) passing away
of material form.
อิติ เวทนา อิติ เวทนาย สมุทโย อิติ เวทนาย อตฺถงฺคโม
อย่างนี้ เวทนา ( ความเสวยอารมณ์) อย่างนี้ความเกิดขึ้นของเวทนา อย่างนี้ ความดับไป
ของเวทนา
"This is feeling, this is the(cause of teh) arising of feeling, this is the (cause
of the ) passing away of feeling.'
อิติ สญฺญา อิติ สญฺญาย สมุทโย อิติ สญฺญาย อตฺถงฺคโม
อย่างนี้ สัญญา (ความจำ) อย่างนี้ ความเกิดขึ้นของสัญญา อย่างนี้ ความดับไปของสัญญา
'This is the perception, this is the (cause of the) arising perception, this is
the (cause the) passing away of perception.,
อิติ สงฺขารา อิติ สงฺขารานํ สมุทโย อิติ สงฺขารานํ อตฺถงฺคโม
อย่างนี้ สังขาร (ความคิด) อย่างนี้ ความเกิดขึ้นของสังขาร อย่างนี้ความดับของสังขาร
These are mental formations, this is the (cause of teh) arising of mental
formations, this is the (cause of the) passing away of mental formations.
อิติ วิญฺญานํ อิติ วิญฺญานสฺส สมุทโย อิติ วิญฺญานสฺส อตฺถงฺคโม
อย่างนี้ วิญญาณ อย่างนี้ ความเกิดขึ้นของวิญญาณ อย่างนี้ ความดับไปของวิญญาณ
"This is consiciousness, this is the (cause of the) arising of consciousness ,
this is the (cause of the) passing away of consciousness.'
อิติ อชฺฌตฺตํ วา ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ
พหิทฺธา วา ธมฺเมสุ วิหรติ
อชฺฌตฺตพหิทฺธา วา ธมฺเมสุ วิหรติ
ดังนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรม เป็นภายในบ้าง ย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรม
เป็นภายนอกบ้าง ย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรม ทั้งภายใน ทั้งภายนอกบ้าง
"Thus he dwells contemplating the mind-object in the mind-objects internally,
or he dwells contemplating the mind-objects in the mind-objects externally,
or he dwellsl contemplating the mind-object in the mind-objects both internally
and externally.
สมุทยธมฺมานุปสฺสีวา ธมฺเมสุ วิหรติ
วยธมฺมานุปสฺสีวา ธมฺเมสุ วิหรติ
สมุทยวยธมฺมานุปสฺสสีวา ธมฺเมสุ วิหรติ
ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือความเกิดขึ้นในธรรมบ้าง ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือ
ความเสื่อมไปในธรรมบ้าง ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือ ทั้งความเกิดขึ้น ทั้งความ
เสื่อมไปในธรรมบ้าง
He dwells contemplating the origination factors in the mind-objects, or he
dwells contemplating the dissolution factors in the mind-objects, or he
dwells contemplating both the origination and dissolution factors in the
mind-objects.
อตฺถิ ธมฺมาติ วา ปนสฺส สติ ปจฺจุปฏฺฐิตา โหติ
ยาวเทว ญาณมตฺตาย ปติสฺสติมตฺตาย
อนิสฺสิโต จ วิหรติ น จ กิญฺจิ โลเก อุปาทิยติ
ก็หรือสติว่าธรรมมีอยู่ เข้าไปตั้งอยู่เฉพาะหน้าแก่เธอนั้น แต่เพียงสักว่าเป็นที่รู้ แต่เพียง
สักว่าเป็นที่อาศัยระลึก เธอย่อมไม่ติดอยู่ด้วย ย่อมไม่ยึดถืออะไร ๆ ในโลกด้วย
Or his mindfulness is established as ' There are the mental-objects only' to
the extent necessary for knowledge and mindfulness.
He dwells completely independent ( nt depending on craving and wrong
view), clinging to nothing in the world.
เอวมฺปิ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ
ปญฺจสุ อุปาทานกฺขนฺเธสุ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรม คือ อุปาทานขันธ์ ๕ อย่างนี้แล
"Monks, thus indeed, a monk dwells contemplating the mind-objects in
the mind-objects of the five aggregates of clinging.
ขนฺธปพฺพํ นิฏฺฐิตํ: จบข้อกำหนดด้วยขันธ์ : The five aggregates of clinging ended
อายตนะภายในและอายตนะภายนอก ๖
The Six Internal and the Six External Sense-Bases
ปุน จ ปรํ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ
ฉสุ อชฺฌตฺติกพาหิเรสุ อายตเนสุ
ดูก่อนภิษุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอยู่อีก ภิกษุ ย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรม คือ อายตนะ
ภายใตและอายตนะภายนอก ๖ (อย่างละ ๖)
" And again, Monks a monk dwells contemplating the mind-objects
in the mind-objects of the six internal and the six external sense
bases.
กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ
ฉสุ อชฺฌตฺติกพาหิเรสุ อายตเนสุ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อย่างไรภิกษุ ย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรม คือ อายตนะ
ภายในและอายตนะภายนอก ๖
And,Monks, how does a monk dwell contemplating the mind-objects
in the mind-objects of the six internal and the six external sense bases.?
อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ จกฺขุญฺจ ปชานาติ รูเป จ ปชานาติ
ยญฺจ ตทุภยํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ สญฺโญชนํ ตญฺจ ปชานาติ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมรู้จักตาด้วย ย่อมรู้จักรูปด้วย
อนึ่ง สังโยชน์( เครืองผูก) ย่อมเกิดขึ้น อาศัยตาและรูปทั้ง ๒ นั้นอันใด
ย่อมรู้จักอันนั้นด้วย
Here, Monks, a monk knows the eye, knows the visible forms, and knows
the fetter that arises dependent on both.
ยถา จ อนุปฺปนฺนสฺส สญฺโญชนสฺส อุปฺปาโท โหติ ตญฺจ ปชานาติ
ยถา จ อุปฺปนฺนสฺส สญฺโญชนสฺส ปหานํ โหติ ตญฺจ ปชานาติ
ยถา จ ปหีนสฺส สญฺโญชนสฺส อายตึ อนุปฺปาโท โหติ ตญฺจ ปชานาติ
อนึ่ง ความที่สังโยชน์ อันยังไม่เกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้นด้วยประการใด ย่อมรู้จัก
ประการนั้นด้วย อนึ่ง ความที่ละสังโยชน์ ที่เกิดขึ้นแล้วเสียได้ ด้วยประการใด
ย่อมรู้จักประการนั้นด้วย อนึ่ง ความที่สังโยชน์ อันตนละเสียแล้ว ย่อมไม่เกิด
ขึ้นต่อไปได้ด้วยประการใด ย่อมรู้จักประการนั้นด้วย
He also knows the reason why the arising of the non-arisen fetter comes
to be; he also knows the reason whey the abandoning of the arisen
fetter comes to be; he also knows the reason why the non-arising
in the future of the abandoned fetter come to be.
โสตญฺจ ปชานาติ สทฺเท จ ปชานาติ ยญฺจ ตทุภยํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ สญฺโญชนํ ตญฺจ ปชานาติ
ย่อมรู้จักหูด้วย ย่อมรู้จักเสียงด้วย อนึ่ง สังโยชน์ ย่อมเกิดขึ้นอาศัยหูและเสียงทั้ง ๒
นั้นอันใด ย่อมรู้จักอันนั้นด้วย
"He knows the ear, knows the sounds, and knows the fetter that arises
dependent on both.
ยถา จ อนุปฺปนฺนสฺส สญฺโญชนสฺส อุปฺปาโท โหติ ตญฺจ ปชานาติ
ยถา จ อุปฺปนฺนสฺส สญฺโญชนสฺส ปหานํ โหติ ตญฺจ ปชานาติ
ยถา จ ปหีนสฺส สญฺโญชนสฺส อายตึ อนุปฺปาโท โหติ ตญฺจ ปชานาติ
อนึ่ง ความละสังโยชน์ ที่เกิดขึ้นแล้วเสียได้ ด้วยประการใด ย่อมรู้จักประการนั้นด้วย
อนึ่ง ความที่สังโยชน์ อันตนละเสียแล้ว ย่อมไม่เกิดขึ้นต่อไปได้ ด้วยประการใด
ย่อมรู้จักประการนั้นด้วย
He also knows the reason why the arising of the non-arisen fetter comes
to be; he also knows the reason why the abandoning of the arisen
fetter comes to be; he also knows the reason why the non-arisen in
the future of the abandonined fetter comes to be.
ฆานญฺ จ ปชานาติ คนฺเธ จ ปชานาติ ยญฺจ ตทุภยํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ สญฺโญชนํ
ตญฺจ ปชานาติ
ย่อมรู้จักจมูกด้วย ย่อมรู้จักกลิ่นด้วย อนึ่ง สังโยชน์ ย่อมเกิดขึ้นอาศัยจมูกและกลิ่น
ทั้ง ๒ นั้นอันใด ย่อมรู้จักอันนั้นด้วย
"He knows the nose, knows the smells , and knows the fetter that
arises dependent on both.
อนึ่ง ความที่สังโยชน์ อันยังไม่เกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้นด้วยประการใด ย่อมรู้จักประการ
นั้นด้วย อนึ่ง ความละสังโยชน์ ที่เกิดขึ้นแล้วเสียได้ ด้วยประการใด ย่อมรู้จัก
ประการนั้นด้วย
He also knows the reason why the arising of the non-arisen fetter
comes to be; he also knows the reason why the bandoning of the
arisen fetter comes to be; he also knows why the non-arising in the
future of the abandoned fetter comes to be.
ชิวฺหญฺจ ปชานาติ รเส จ ปชานาติ ยญฺจ ตทุภยํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ สญฺโญชนํ
ตญฺจ ปชานาติ
ย่อมรู้จักลิ้นด้วย ย่อมรู้จักรสด้วย อนึ่ง สังโยชน์ ย่อมเกิดขึ้นอาศัยลิ้นและรสทั้ง ๒
นั้นอันใด ย่อมรู้จักอันนั้นด้วย
"He knows the tongue, knows the flavors; and knows the fetter that arises
dependent on both.
ยถา จ อนุปฺปนฺนสฺส สญฺโญชนสฺส อุปฺปาโท โหติ ตญฺจ ปชานาติ
ยถา จ อุปฺปนฺนสฺส สญฺโญชนสฺส อุปฺปาโท โหติ ตญฺจ ปชานาติ
ยถา จ ปหีนสฺส สญฺโญชนสฺส อายตึ อนุปฺปาโท โหติ ตญฺจ ปชานาติ
อนึ่ง ความที่สังโยชน์ อันยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้นด้วยประการใด ย่อมรู้จักประการนั้นด้วย
อนึ่ง ความละสังโยชน์ ที่เกิดขึ้นแล้วเสียได้ ด้วยประการใด ย่อมรู้จักประการนั้นด้วย
อนึ่ง ความที่สังโยชน์ อันตนละเสียแล้ว ย่อมไม่เกิดขึ้นต่อไปได้ด้วยประการใด ย่อมรู้
จักประการนั้นด้วย
He also know the reason why the arising of the non-arisen fetter comes to be;
he also knows the reason why the abandoning of the arisen fetter comes to be ;
he also knows the reason why the non-arising in the future of the abanddoned
fetter comes to be.
กายญฺจ ปชานาติ โผฏฺฐพฺเพ จ ปชานาติ ยญฺจ ตทุภยํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ สญฺโญชนํ ตญฺจ ปชานาติ
ย่อมรู้จักกายด้วย ย่อมรู้จักโผฏฐัพพะ (สิ่งที่พึงถูกต้องด้วยกาย) ด้วย อนึ่ง สังโยชน์ ย่อมเกิดขึ้น
อาศัยกายและโผฏฐัพพะทั้ง ๒ นั้นอันใด ย่อมรู้จักอันนั้นด้วย
"He knows the mind, he knows the mental-objects, and knows the fetter that
arises dependent on both.
ยถา จ อนุปฺปนฺนสฺส สญฺโญชนสฺส อุปฺปาโท โหติ ตญฺจ ปชานาติ
ยถา จ อุปฺปนฺนสฺส สญฺโญชนสฺส ปหานํ โหติ ตญฺจ ปชานาติ
ยถา จ ปหีนสฺส สญฺโญชนสฺส อายตึ อนุปฺปาโท โหติ ตญฺจ ปชานาติ
อนึ่ง ความที่สังโยชน์ อันยังไม่เกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้นด้วยประการใด ย่อมรู้จัก
ประการนั้นด้วย อนึ่ง ความละสังโยชน์ ที่เกิดขึ้นแล้วเสียได้ ด้วยประการใด
ย่อมรู้จขักประการนั้นด้วย อนึ่ง ความที่สังโยชน์ อันตนละเสียแล้ว ย่อมไม่เกิด
ขึ้นต่อไปได้ด้วยประการใด ย่อมรู้จักประการนั้นด้วย
He also knows the reason why the arising of the non-arisen fetter comes to be;
he also knows the reason why the abandoning of teh arisen fetter comes to be;
he also know the reason why the non-arisen in the future of the abandoned
fetter comes to be.
มนญฺ จ ปชานาติ ธมฺเม จ ปชานาติ ตญฺจ ตทุภยํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ สญฺโญชนํ ตญฺจ ปชานาติ
ย่อมรู้จักใจด้วย ย่อมรู้จักธรรมารมณ์ (สิ่งที่พึงรู้ได้ด้วยใจ ) ด้วย อนึ่ง สังโยชน์ อันยังไม่เกิด
ขึ้น ย่อมเกิดขึ้นด้วยประการใด ย่อมรู้จักประการนั้นด้วย
"He knows the mind, he knows the mental-objects, and knows the fetter
that arises dependent on both.
ยถา จ อนุปฺปนฺนสฺส สญฺโญชนสฺส อุปฺปาโท โหติ ตญฺจ ปชานาติ
ยถา จ อุปฺปนฺนสฺส สญฺโญชนสฺส ปหานํ โหติ ตญฺจ ปชานาติ
ยถา จ ปหีนสฺส สญฺโญชนสฺส อายตึ อนุปฺปาโท โหติ ตญฺจ ปชานาติ
อนึ่ง ความที่สังโยชน์ อันยังไม่เกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้นด้วยประการใด ย่อมรู้จัก
ประการนั้นด้วย
อนี่ง ความละสังโยชน์ที่เกิดขึ้นแล้วเสียได้ ด้วยประการใด ย่อมรู้จักประการนั้นด้วย
อนึ่ง ความที่สังโยชน์ อันตนละเสียแล้ว ย่อมไม่เกิดขึ้นด้วยประการใด ย่อมรู้
จักประการนั้นด้วย
He also knows the reason why the arising of the non-arisen fetter comes to be;
he also knows the reason why the abandoning of the arisen fetter comes to be;
he also knows the reason why the non-arising in the future of the abandoned
fetter comes to be.
อิติ อชฺฌตฺตํ วา ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ
พหิทฺธา วา ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ
อชฺฌตฺตพหิทฺธา วา ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ
ดังนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรม เป็นภายในบ้าง ย่อมพิจารณาเห็นธรรม เป็นภายนอกบ้าง
ย่อมพิจารณาเห็นธรรม ทั้งภายใน ทั้งภายนอกบ้าง
"Thus he dwells comtemplating the mental-object in teh mental objects- internally,
or he dwells contemplating the mental-objects in teh mental-objects externally,
or he dwells contemplating the mental-object in the mental-objects both
internally and externally.
สมุทยธมฺมานุปสฺสี วา ธมฺเมสุ วิหรติ
วยธมฺมานุปสฺสี วา ธมฺเมสุ วิหรติ
สมุทยวยธมฺมานุปสฺสี วา ธมฺเมสุ วิหรติ
ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือ ความเกิดขึ้นในธรรมบ้าง ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือ ความ
เสื่อมไปในธรรมบ้าง ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือ ทั้งความเกิดขึ้น ทั้งความเสื่อมไปในธรรมบ้าง
He dwells contemplating the origination factors in teh mental-objects, or he
dwells contemplating the dissolution factors in the mental-objects, or he dwells
contemplating both origination and dissolution factors in the mental-objects.
อตฺถิ ธมฺมาติ วา ปนสฺส สติ ปจฺจุปฏฺฐิตา โหติ
ยาวเทว ญาณมตฺตาย ปติสฺสติมตฺตาย
อนิสฺสิโตค จ วิหรติ น จ กิญฺจิ โลเก อุปาทิยติ
ก็หรือสติว่าธรรมมีอยู่ เข้าไปตั้งอยู่เฉพาะหน้าแก่เธอนั้น แต่เพียงสักว่าเป็นที่รู้ แต่เพียงสักว่า
เป็นที่อาศัยระลึก เธอย่อมไม่ติดอยู่ด้วย ย่อมไม่ยึดถืออะไร ๆ ในโลกด้วย
Or his mindfulness is established as ' There are mental-objects on'y' to extent
necessary for knowledge and mindfulness.He dwells completely independent
( not depening on craving and wrong view),clinging to nothing in the world.
เอวมฺปิ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ
ฉสุ อชฺฌตฺติกพาหิเรสุ อายตเนสุ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรม คือ อายตนะภายใน และอายตนะ
ภายนอก ๖ อย่างนี้แล
Monks, thus indeed, a monkd dwells contemplating the mental -object in the
mental-objects of the six internal and in the six externall sense -bases.
อายตนปพฺพํ นิฏฺฐิตํ : จบข้อกำหนดด้าวยอายตนะ:
The six internal and external sense-bases ended
โพชฌงค์ ๗
The Seven Factors of Englightenment
ปุน จปรํ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ
สตฺตสุ โพชฺฌงฺเคสุ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอยู่อีก ภิกษุ ย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมคือ โพชฌงค์
(องค์แห่งปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ ๗ อย่าง)
"And again, Monks, a monk dwells contemplating the mental-object in the mental
-objects of the seven Factors of Enlighteenment.
กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ
สตฺตสุ โพชฺฌงฺเคสุ
ดุก่อนภิกษุทั้งหลาย ก้อย่างไรภิกษุ ย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมคือ โพชฌงค์ ๗
And,Monks, how does the monk dwell comtemplating the mental-objects in the
mental-objects of the seven Factors of Enlightenment?
อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ สนฺตํ วา อชฺฌตฺตํ สติสมฺโพชฺฌงฺคํ อตฺถิ เม อชฺฌตฺตํ สติสมฺโพชฺฌงฺโคติ ปชานาติ
อสนฺตํ วา อชฺฌตฺตํ สติสมฺโพชฺฌงฺคํ นตฺถิ เม อชฺฌตฺตํ สติสมฺโพชฺฌงฺโคติ ปชานาติ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อนึ่ง เมื่อสติสัมโพชฺฌงค์ ( องค์แห่งปัญญาเป็นเครื่อง
ตรัสรู้ คือ สติ) มี ณ ภายในจิต ย่อมรู้ชัดว่า สติสัมโพชฌงค์มี ณ ภายในจิตของเรา หรือเมื่อ
สติสัมโพชฌงค์ไม่มี ณ ภายในจิตของเรา ย่อมรู้ชัดว่า สติสัมโพชฌงค์ไม่มี ณ ภายในจิตของเรา
"Here, Monks, when the enlightenment-factor of mindfulness is persent in him,
the monk knows, 'There is the enlightenment-factor of mindulness in me',
or when the enlightenment-factor of mindfulness is absent in him, he knows,
'There is no enlightenment-factor of mindfulness in me.'
ยถา จ อนุปฺปนฺนสฺส สติสมฺโพชฺฌงฺคสฺส อุปฺปาโท โหติ ตญฺจ ปชานาติ
ยถา จ อุปฺปนฺนสฺส สติสมฺโพชฺฌงฺคสฺส ภาวนาปาริปูริ โหติ ตญฺจ ปชานาติ
อนึ่ง ความที่สติสัมโพชฌงค์อันยังไม่เกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้นด้วยประการใด ย่อมรู้ชัด
ประการนั้นด้วย อนึ่ง ความเจริญบริบูรณ์ของสติสัมโพชฌงค์ ที่เกิดขึ้นแล้วย่อมเป็นด้วย
ประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย
He also knows the reason why the arising of the non-arisen enlightenment-factor
of mindfulness comes to be; he also knows the reason why the perfection
through cultivation of the enlightenment-factor of mindfulness comes to be.
สนฺตํ วา อชฺฌตฺตํ ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺคํ อตฺถิ เม อชฺฌตฺตํ ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺโคติ ปชานาติ
อสนฺตํ วา อชฺฌตฺตํ ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺคํ นตฺถิ เม อชฺฌตฺตํ ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺโคติ ปชานาติ
อนึ่ง เมื่อธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ ( องค์แห่งปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ คือ ความเฟ้นธรรม) มี ณ ภายในจิต
ย่อมรู้ชัดว่า ธัมมาวิจยสัมโพชฌงค์ มี ณ ภายในจิตของเรา หรือ เมื่อธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ไม่มี ณ
ภายในจิต ย่อมรู้ชัดว่า ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ไม่มี ณ ภายในจิตของเรา
"When the enlightenment-factor of the investigation of reality (of mental-physical
phenomena ( namarupa, as presented by mindfulness to the meditator's mind)
is present in him, the monk knows, 'There is the enlightenment-factor of the
investigation of reality in me', or when the enlightenment-factor of the investigation
of realaity is absent in him, he knows,' There is no enlightenment-factor of the
investigation of reality in me.'
ยถา จ อุปฺปนฺนสฺส ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺคสฺส อุปฺปาโท โหติ ตญฺจ ปชานาติ
ยถา จ อุปฺปนฺนสฺส ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺคสฺส ภาวนาปาริปูริ โหติ ตญฺจ ปชานาติ
อนึ่ง ความที่ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์อันยังไม่เกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้นด้วยประการใด ย่อมรู้ชัด
ประการนั้นด้วย อนึ่ง ความเจริญบริบูรณ์ของธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ ที่เกิดขึ้นแล้ว
ย่อมเป็นไปด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย
He also knows the reason why the arising of the non-arisen enlightenment-factor
of the investigation of reality comes to be; he also knows the reason why
the prefection through cultivation of the enlightenment-factor of the investigation
of reality comes to be.
สนฺตํ วา อชฺฌตฺตํ วิริยสมฺโพชฺฌงฺคํ อตฺถิ เม อชฺฌตฺตํ วิริยสมฺโพชฺฌงฺโคติ ปชานาติ
อสนฺตํ วา อชฺฌตฺตํ วิริยสมฺโพชฺฌงฺคํ นตฺถิ เม อชฺฌตฺตํ วิริยสมฺโพชฺฌงฺโคติ ปชานาติ
อนึ่ง เมื่อวิริยสัมโพชฌงค์ ( องค์แห่งปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ คือ ความเพียร) มี ณ ภายในจิต
ย่อมรู้ชัดว่า วิริยสัมโพชฌงค์ มี ณ ภายในจิตของเรา หรือเมื่อวิริยสัมโพชฌงค์ ไม่มี ณ ภาย
ในจิต ย่อมรู้ชัดว่า วิริยสัมโพชฌงค์ไมมี ณ ภายในจิตของเรา
"When the enlightenment-factor of energy is present in him, the monk knows,
'There is the enlightenment-factor of energy in me', or when the enlightenment-
factor of energy is absent in him, he knows,' There is now enlightenment-factor
of energy in me'.
ยถา จ อนุปฺปนฺนสฺส วิริยสมฺโพชฺฌงฺคสฺส อุปฺปาโท โหติ ตญฺจ ปชานาติ
ยถา จ อุปฺปนฺนสฺส วิริยสมฺโพชฺฌงฺคสฺส ภาวนาปาริปูริ โหติ ตญฺจ ปชานาติ
อนึ่ง ความที่วิริยสัมโพชฌงค์ไม่มี ณ ภายในจิตของเรา อนึ่ง ความที่วิริยสัมโพชฌงค์
อันยังไม่เกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้นด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย อนึ่ง ความ
เจริญบริบูรณ์ของวิริยสัมโพชฌงค์ ที่เกิดขึ้นแล้วย่อมเป็นประการใด ย่อมรู้ชัดประการ
นั้นด้วย
He also knows the reason why trhe arising of the non-arisen enlightenment-factor
of energy comes to be; he also knows the reason why the perfection through
cultivation of the enlightenment-factor of energy comes to be.
สนฺตํ วา อชฺฌตฺตํ ปีติสมฺโพชฺฌงฺคํ อตฺถิ เม อชฺฌตฺตํ ปีติสมฺโพชฺฌงฺโคติ ปชานาติ
อสนฺตํ วา อชฺฌตฺตํ ปีติสมฺโพชฺฌงฺคํ นตฺถิ เม อชฺฌตฺตํ ปีติสมฺโพชฺฌงฺโคติ ปชานาติ
อนึ่ง เมื่อปีติสัมโพชฌงค์ ( องค์แห่งปัญญาเครื่องตรัสรู้ คือ ปีติความปลื้มใจ) มี ณ ภายในจิต
ย่อมรู้ชัดว่า ปีติสัมโพชฌงค์ มี ณ ภายในจิตของเรา หรือ เมื่อปีติสัมโพชฌงค์ไมมี ณ ภายใน
จิต ย่อมรู้ชัดว่า ปีติสัมโพชฌงค์ไม่มี ณ ภายในจิตของเรา
"When the enlightenment-factor of rapture is present in him, the monk knows,
'There is the enlightenment-factor of rapture in me', or when the
enlightenment-factor of rapture is absent in him, he knows,' There is no
enlightenment-factor of rapture in me.'
ยถา จ อนุปฺปนฺนสฺส ปีติสมฺโพชฺฌงฺคสฺส อุปฺปาโท โหติ ตญฺจ ปชานาติ
ยถา จ อุปฺปนฺนสฺส ปีติสมฺโพชฺฌงฺคสฺส ภาวนาปาริปูริ โหติ ตญฺจ ปชานาติ
อนึ่ง ความที่ปีติสัมโพชฌงค์อันยังไม่เกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้นด้วยประการใด ย่อมรู้ชัด
ประการนั้นด้วย อนึ่ง ความเจริญบริบูรณ์ของปีติสัมโพชฌงค์ ที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเป็น
ด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย
He also knows the reason why the arising of non-arisen enlightenment-factor
of rapture comes to be; or he also knows the reason why the perfection
through cultivation of the enlightenment-factor of rapture comes to be.
สนฺตํ วา อชฺฌตฺตํ ปสฺสทฺธิสมฺโพชฺฌงฺคํ อตฺถิ เม อตฺฌตฺตํ ปสฺสทฺธิสมฺโพชฺฌงฺโคติ ปชานาติ
อสนฺตํ วา อชฺฌตฺตํ ปสฺสทฺธิสมฺโพชฺฌงฺคํ นตฺถิ เม อตฺฌตฺตํ ปสฺสทฺธิสมฺโพชฺฌงฺโคติ ปชานาติ
อนึ่ง เมื่อปัสสิทธิสัมโพชฌงค์( องค์แห่งปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ คือ ปัสสัทธิ ความสงบกายสงบจิต)
มี ณ ภายในจิต ย่อมรู้ชัดว่า ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ มี ณ ภายในจิตของเรา หรือเมือปัสสัทธิสัมโพชฌงค์
ไม่มี ณ ภายในจิต ย่อมรู้ชัดว่า ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ไม่มี ณ ภายในจิตของเรา
"When the enlightenment-factor of tranquility is present in him, the monk knows,
'There is the enlightenment-factor of tranquility in me'. or when the enlightenment-
factor of tranquility is absent in him, he knows , ' There is no enlightenment-factor
of tranquility in me.
ยถา จ อนุปฺปนฺนสฺส ปสฺสทฺธิสมฺโพชฺฌงฺคสฺส อุปฺปาโท โหติ ตญฺจ ปชานาติ
ยถา จ อุปฺปนฺนสฺส ปสฺสทฺธิสมฺโพชฺฌงฺคสฺส ภาวนาปาริปูริ โหติ ตญฺจ ปชานาติ
อนึ่ง ความที่ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ อันยังไม่เกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้นด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการ
นั้นด้วย อนึ่ง ความเจริญบริบูรณ์ของปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเป็นด้วยประการใด
ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย
he also knows the reason why the arising of the non-arisen enlightenment-factor
of tranquility comes to be; he also knows the reason why the perfection through
cultivation of enlightenment-factor of tranguility comes to be.
สนฺตํ วา อชฺฌตฺตํ สมาธิสมฺโพชฺฌงฺคํ อตฺถิ เม อชฺฌตฺตํ สมาธิสมฺโพชฺฌงฺโคติ ปชานาติ
อสนฺตํ วา อชฺเตฺตํ สมาธิสมฺโพชฺฌงฺคํ นตฺถิ เม อชฺฌตฺตํ สมาธิสมฺโพชฺฌงฺโคติ ปชานาติ
อนึ่ง เมื่อสมาธิสัมโพชฌงค์ ( องค์แห่งปัญญาเครืองตรัสรู้ คือ สมาธิ ความที่จิตตั้งมั้นอยู่ใน
อารมณ์เดียว) มี ณ ภายในจิต ย่อมรู้ชัดว่า สมาธิสัมโพชฌงค์ มี ณ ภายในจิตของเรา
หรือ เมื่อสมาธิสัมโพชฌงค์ ไม่มี ณ ภายในจิต ย่อมรู้ชัดว่า สมาธิสัมโพชฌงค์ไม่มี ณ ภายในจิต
ของเรา
"When the enlightenment-factor of concentration is present in him, the monk knows,
'There is the enlightenment -factor of concentration in me', or when the
enlightenment-factor 9f concentration is absent in him, he knows, ' There is no
enlightenment-factor of concentration in me'.
ยถา จ อนุปฺปนฺนสฺส สมาธิสมฺโพชฺฌงฺคสฺส อุปฺปาโท โหติ ตญฺจ ปชานาติ
ยถา จ อุปฺปนฺนสฺส สมาธิสมฺโพชฺฌงฺคสฺส ภาวนาปาริปูริ โหติ ตญฺจ ปชานาติ
อนึ่ง ความที่สมาธิสัมโพชฌงค์อันยังไม่เกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้นด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย
อนึ่ง ความเจริญบริบูรณ์ของสมาธิสัมโพชฌงค์ ที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเป็นด้วยประการใด
ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย
He also knows the reason why the arising 9f the non-arisen enlightenment-factor
of concentration comes to be; he also knows the reason why the perfection though
cultivation of the arisen enlightenment-factor of concentration comes to be.
สนฺตํ วา อชฺฌตฺตํ อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺคํ อตฺถิ เม อชฺฌตฺตํ อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโคติ ปชานาติ
อสนฺตํ วา อชฺฌตฺตํ อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺคํ นตฺถิ เม อชฺฌตฺตํ อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโคติ ปชานาติ
อนึ่ง เมื่ออุเบกขาสัมโพชฌงค์ (องค์แห่งปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ คือ อุเบกขา ความที่จิตมัธยัสถ์
เป็นกลาง) มี ณ ภายในจิต ย่อมรู้ชัดยว่า อุเบกขาสัมโพชฌงค์ มี ณ ภายในจิตของเรา หรือ
เมื่ออุเบกขาสัมโพชฌงค์ไม่มี ณ ภายในจิต ย่อมรู้ชัดว่า อุเบกชาสัมโพชฌงค์ไม่มี ณ ภายในจิตของเรา
" When the enlightenment-factor of equanimity is present in him, the monk knows,
"There is the enlightenment-factor of equanimity in me'. or when the enlightenement-
factor of equanimity is absent in him, he knows,"There is no enlightenment -factor
of equanimity in me'.
ยถา จ อนุปฺปนฺนสฺส อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺคสฺส อุปฺปาโท โหติ ตญฺจ ปชานาติ
ยถา จ อุปฺปนฺนสฺส อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺคสฺส ภาวนาปาริปูริ โหติ ตญฺจ ปชานาติ
อนึ่ง ความที่อุเบกขาสัมโพชฌงค์อันยังไม่เกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้นด้วยประการใด ย่อมรู้ชัด
ประการนั้นด้วย อนึ่ง ความเจริญบริบูรณ์ของอุเบกขาสัมโพชฌงค์ ที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเป็น
ด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย
He also know the reason why the arising of non-arisen enlightenment-factor
of equanimity comes to be; he also knows the reason why the perfection
through cultivation of the enlightenment-factor of equanimity comes to be.
อิติ อชฺฌตฺตํ วา ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ
พหิทฺธา วา ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ
อชฺฌตฺตพหิทฺธา วา ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ
ดังนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรม เป็นภายในบ้าง ย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรม
เป็นภายนอกบ้าง ย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรม ทั้งภายใน ทั้งภายนอกบ้าง
"Thus he dwells contemplating the mental-object in the mental objects internally,
or he dwells cultivating the mental-object in the mental-object externally, or he
dwells cultivating the mental-object in the mental -objects both internally and
externally.
สมุทยธมฺมานุปสฺสี วา ธมฺเมสุ วิหรติ
วยธมฺมานุปสฺสี วา ธมฺเมสุ วิหรติ
สมุทยวยธมฺมานุปสฺสี วา ธมฺเมสุ วิหรติ
ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือความเกิดขึ้นในธรรมบ้าง ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือ ความ
เสื่อมไปในธรรมบ้าง ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดรา คือ ทั้งความเกิดขึ้น ทั้งความเสื่อมไป
ในธรรมบ้าง
He dwells contemplating the origination factors in the mental-objects, or he
dwells contemplating the dissolution factors in the mental-objects, or he
dwells contemplating bnoth the origination and dissolution factors in
the mental-objects.
อตฺถิ ธมฺมาติ วา ปนสฺส สติ ปจฺจุปฏฺฐิตา โหติ
ยาวเทว ญาณมตฺตาย ปติสฺสติมตฺตาย
อนิสฺสิโต จ วิหรติ น จ กิญฺจิ โลเก อุปาทิยติ
ก็หรือสติว่าธรรมมีอยู่ เข้าไปตั้งอยู่เฉพาะหน้าแก่เธอนั้น แต่เพียงสักว่าเป็นที่รู้ แต่เพียง
สักว่าเป็นที่อาศัยระลึก เธอย่อมไม่ติดอยู่ด้วย ย่อมไม่ยึดถืออะไร ๆ ในโลกด้วย
Or his mindfulness is established as 'There are mental-objects only' to the
extent necessary of knowledge and mindfulness.He dwells completely
independent ( not depending on craving and wrong view) clinging to nothing
in the world.
เอวมฺปิ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ
สตฺตสุ โพชฺฌงฺเคสุ
ดุก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรม คือ โพชฌงค์ ๗ อย่างนี้แล
"Monks, thus indeed, a monk dwells contemplating the mental-object in the
mental-objects of the seven factors of enlightenment.
โพชฺฌงฺคปพฺพํ นิฏฺฐิตํ : จบข้อกำหนดด้วยโพชฌงค์
The seven factors of Enlightenment ended
อริยสัจจ์ ๔
The Four Noble Truths
ปุน จปรํ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ จตูสุ อริยสจฺเจสุ
ดุก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอยู่อีก ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมคือ
อริยสัจจ์ ๔ (ของจริงแห่งพระอริยเจ้า)
"And again, Monks, a monk dwells contemplating the mental-object in the
mental-objects of the Four Noble Truths.
กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ จตูสุ อริยสจฺเจสุ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อย่างไรภิกษุย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมคืออริยสัจจ์ ๔
And,Monks, how does a monk dwell contemplating the mental-object
in the mental-objects of the Four Noble Truths?
อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อิทํ ทุกฺขนฺติ ยถาภูตํ ปชานาติ
อยํ ทุกฺขสมุทโยติ ยถาภูตํ ปชานาติ
อยํ ทุกฺขนิโรโธติ ยถาภูตํ ปชานาติ
อยํ ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทาติ ยถาภูตํ ปชานาติ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นีทุกข์
ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงวา นี่ สมุทัย( เหตุที่เกิดทุกข์) ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริง
ว่า นี่ ทุกขนิโรธ (ธรรมที่ดับทุกข์) ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี่
ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ( ข้อปฏิบัติให้ถึงธรรมเป็นที่ดับทุกข์)
"Here, Monks, a monk knows, according to reality, 'This is fuffering';
he knows, according to reality, ' This is the origin of suffering'; he
knows, according to reality,' This is teh cessation of suffering'; he
knows, according to reality,' This is the path leading to the cessation
of suffering.'
กตมญฺจ ภิกฺขเว ทุกฺขํ อริยสจฺจํ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ของจริงแห่งพระอริยเจ้า คือ ทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า ?
" And, Monks, what is the Noble Truth of Suffering?
ชาติปิ ทุกฺขา
ชราปิ ทุกฺขา
มรณมฺปิ ทุกฺขํ
โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสาปิ ทุกฺขา
อปฺปิเยหิ สมฺปโยโค ทุกฺโข
ปิเยหิ วิปฺปโยโค ทุกฺโข
ยมฺปิจฺฉํ น ลภติ ตมฺปิ ทุกฺขํ
แม้ชาติ ( ความเกิด) ก็เป็นทุกข์ แม้ชรา ( ความแก่) ก็เป็นทุกข์ แม้มรณะ ( ความตาย )
ก็เป็นทุกข์ แม้โสกะ ( ความโศก ) ปริเทวะ ( ความร่ำไรรำพัน) ทุกข์ ( ความไม่าสบายกาย)
โทมนัส ( ความเสียใจ) และอุปายาส ( ความคับแค้นใจ ) ก็เป็นทุกข์ ความไม่ประสบสัตว์
และสังขาร ซึ่งไม่เป็นที่รัก ก็เป็นทุกข์ ความพลัดพรากจากสัตว์ และสังขาร ซึ่งเป็นที่รัก
ก็เป็นทุกข์ สัตว์ปรารถนาสิ่งใดย่อมไม่ได้ แม้ข้อที่ไม่สมประสงค์นั้น ก็เป็นทุกข์
Birht is suffering; aging is suffering; death is suffering; sorrow,
lamentation, pain, grief and despair are suffering; associattion
with the disliked is suffering; separation from the liked is suffering;
not to get what one wishes, that too is suffering.
สงฺขิตฺเตน ปญฺจุปาทานกฺขนฺธา ทุกฺขา
โดยย่อ อุปาทานขันธ์ (ขันธ์ประกอบด้วยอุปาทาน ความถือมั่น) ๕ เป็นทุกข์
In brief, the five aggregates of clinging are suffering.
กตมา จ ภิกฺขเว ชาติ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ชาติ (ความเกิด) เป็นอย่างไร ?
"And, Monks, what is birth?
ยา เตสํ เตสํ สตฺตานํ ตมฺหิ ตมฺหิ สตฺตินิกาเย ชาติ สญฺชาติ โอกฺกนฺติ นิพฺพตฺติ อภินิพฺพตฺติ
ขนฺธานํ ปาตุภาโว อายตนานํ ปฏิลาโภ เอวํ วุจจติ ภิกฺขเว ชาติ
ความเกิด เกิดพร้อม (คือมีอายตนะบริบูรณ์) ความหยั่งลง ( คือ เป็นชลาพุชะ หรือ
อัณฑชปฏิสนธิ) เกิด ( คือ เป็นสังเสทชปฏิสนธิ) เกิดจำเพาะ ( คือ เป็นอุปปาติกปฏิสนธิ)
ความปรากฏขึ้นแห่งขันธ์ ความได้อายตนะครบ ในหมู่สัตว์นั้น ๆ ของเหล่าสัตว์นั้นๆ อันใด
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันนี้ที่กล่าวว่า ชาติ (ความเกิด)
The birht of beings belonging to this or that order of beings, their
being born, their origination, their conception, their springing into
exsistence, the manifestations of the aggrates, the acquisition
of sense-bases.This, Monks, is called birth.
กตมา จ ภิกฺขเว ชรา
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ชรา (ความแก่) เป็นอย่างไร ?
"And,Monk, what is aging?
ยา เตสํ เตสํ สตฺตานํ ตมฺหิ ตมฺหิ สตฺตนิกาเย ชรา ชีรณตา ขณฺฑิจฺจํ ปาลิจฺจํ
วลิตจตา อายุโน สํหานิ อินฺทริยานํ ปริปาโก
ความแก่ ความคร่ำค่า ความที่ฟันหลุด ความที่ผมหงอก ความที่หนังหดเหี่ยว เป็นเกลียว
ความเสื่อมแห่งอายุ ความแก่หง่อมแห่งอินทรีย์ในหมู่สัตว์นั้นๆ ของสัตว์นั้นๆ อันใด
The aging of beings belonging to this or that order of beings, their
old age, decrepitude, breaking of teeth, greyness of hair, wrinkling
of skin, the failing of their vital force, the wearing out of their sense
faculties.
อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ชรา
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันนี่ที่กล่าวว่า ชรา ( ความแก่)
This,Monks, is called aging.
กตมญฺจ ภิกฺขเว มรณํ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มรณะ (ความตาย) เป็นอย่างไร?
"And,Monks, what is death?
ยา เตสํ เตสํ สตฺตานํ ตมฺหา ตมฺหา สตฺตนิกายา จุติ จวนตา เภโท อนฺตรธานํ
มจฺจุมรณํ กาลกิริยา ขนฺธานํ เภโท กเฬวรสฺส นิกฺเขโป ชีวิตินฺทริยสฺส
อุปจฺเฉโท
ความจุติ ความเคลือนไป ความแตกทำลาย ความหายไป มฤตยู ความตาย
ความทำกาละ ความแตกแห่งขันธ์ ความทิ้งซากศพไว้ ความขาดไปแห่งชีวิตินทรีย์
จากหมู่สัตว์นั้นๆ ของสัตว์นั้นๆ อันใด
The departing and vanishing of beings out of this or that order of
beings, their destruction, disappearance, dying, death, the
complettion of their life period, dissolution of the aggregates, the
discarding of the body, the destruction of the controlling faculty of
the vital principle.
อิท็ วุจฺจติ ภิกฺขเว มรณํ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันนี่ที่กล่าวว่า มรณะ (ความตาย)
This, Monks, is called death.
กตโม จ ภิกฺขเว โสโก
ดุก่อนภิกษุทั้งหลาย โสกะ ( ความแห้งใจ) เป็นอย่างไรเล่า?
"And,Monks what is sorrow?
โย โส ภิกฺขเว อญฺญตรญฺญตเรน พฺยสเนน สมนฺตาคตสฺส อญฺญตรญฺตเรน
ทุกฺขธมฺเมน ผุฏฺฐสฺส โสโก โสจนา โสจิตตฺตํ อนฺโต โสโก อนฺโต ปริโสโก
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความโศก ความเศร้าใจ ความแห่งใจ ความผาก ณ ภายใน
ความโศก ณ ภายในของสัตว์ ผู้ประกอบด้วยความฉิบหายอันใดอันหนึ่ง และผู้
ที่ความทุกข์อันใดอันหนึ่ง มาถุกต้องแล้ว อันใดเล่า
The sorrow of one afflicted by this or that loss, touched by this
or that painful thing, the sorrowing, the sorrowful stae of mind,
the ionner sorrow, the inner deep woe.
อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว โสโก
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันนี้ที่กล่าวว่า โสกะ ( ความแห้งใจ )
This, Monks, is called sorrow.
กตโม จ ภิกฺขเว ปริเทโว
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปริเทวะ ( ความร่ำไรรำพัน) เป็นอย่างไร?
"And, Monks what is lamentation?
โย โส ภิกฺขเว อญฺญตรญฺญตเรน พฺยสเนน สมนฺตาคตสฺส อญฺญตรญฺตเรน
ทุกฺขธมฺเมน ผุฏฺฐสฺส อาเทโว ปริเทโว อาเทวนา ปริเทวนา อาเทวิตตฺตํ
ปริเทวิตตฺตํ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ปริเทโว
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความคร่ำครวญ ความร่ำไรรำพรรณ กิริยาที่คร่ำครวญ
ความที่ร่ำไรรำพัน ความที่สัตว์คร่ำครวญ ความที่สัตว์ร่ำไรรำพัน ของสัตว์
ผู้ประกอบด้วยความฉิบหาย อันใดอันหนึ่ง และผู้ที่ความทุกข์อันใดอันหนึ่ง
มาถูกต้องแล้ว อันใดเล่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันนี้ที่กล่าวว่า ปริเทวะ
(ความร่ำไรรำพัน)
The waiting of one afflicted by this or that loss, touched by this
or that loss, touched by this or that painful thing, lament, wailing
and lamenting, the stae of wailing and lamentation.
This, Monks, is called lamentation.
กตมญฺจ ภิกฺขเว ทุกขํ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทุกข์ ( ความไม่สบายกาย) เป็นอย่างไรเล่า?
"And,Monks, what is pain?
ยํ โข ภิกฺขเว กายิกํ ทุกฺขํ กายิกํ อสาตํ กายสมฺผสฺสชํ ทุกฺขํ อสาตํ เวทยิตํ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความทุกข์เกิดในกาย ความไม่ดีเกิดในกาย เวทนาไม่ดีเป็นทุกข์
เกิดแต่สัมผัสทางกาย อันใดเล่า?
The bodily pain and bodily unpleasantness, the painful and
unpleasant feeling produced by bodily contact.
อิทํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ทุกฺขํ
ดุก่อนภิกษุทั้งหลาย อันนี้ที่กล่าวว่า ทุกข์ ( ความไม่สบายกาย)
This, Monks, is called pain.
กตมญฺจ ภิกฺขเว โทมนสฺสํ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โทมนัส ( ความเสียใจ) เป็นอย่างไรเล่า?
"And, Monks, what is grief?
ยํ โข ภิกฺขเว เจตสิกํ ทุกฺขํ เจตสิกํ อสาตํ เจโคสมฺผสฺสชํ ทุกฺขํ อสาตํ เวทยิตํ
ดุก่อนภิกษุทั้งหลาย ความทุกข์เกิดในใจ ความไม่ดีเกิดในใจ เวทนาไม่ดีเป็นทุกข์
เกิดแต่สัมผัสทางใจ อันใด?
The mental pain and mental unpleasantness, the painful and
unpleasant feeling produced by mental contact.
a
อิทํ วุจฺจติ ภิกฺขเว โทมนสฺสํ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันนี้ที่กล่าวว่า โทมนัส ( ความเสียใจ)
This, Monks, is called grief.
กตโม จ อุปายาโส
โย โข ภิกฺขเว อญฺญตรญฺตเรน พฺยสเนน สมนฺตาคตสฺส อญฺญตรญฺตเรน ทุกฺขธมฺเมน
ผุฏฺฐสฺส อายาโส อุปายาโส อายาสิตตฺตํ อุปายาสิตตฺตํ อยํ วุจฺจติ อุปายาโส
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันนี้ที่กล่าวว่า อุปายาส (ความคับแค้น) เป็นอย่างไร?
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความแค้น ความคับแค้น ความที่สัตว์แค้น ความที่สัตว์
คับแค้น ของสัตว์ผู้ประกอบด้วยความฉิบหายอันหนึ่ง มาถูกต้องแล้วอันใด?
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันนี้ที่กล่าวว่า อุปายาส ( ความคับแค้น)
" And, Monks, what is despair?The distress of one afflicted by this
or that loss, touched by this or that painful thing, excessive defection,
state of being defected.This, monks, is called despair.
กตโม จ ภิกฺขเว อปฺปิเยหิ สมฺปโยโค ทุกฺโข
ดุก่อนภิกษุทั้งหลาย ความประสบสัตว์สังขาร ซึ่งไม่เป็นที่รัก เป็นทุกข์อย่างไร ?
"And, Monks, what is suffering which is association with the disliked?
อิธ ภิกฺขเว ยสฺส เต โหนฺติ
อนิฏฺฐา อกนฺตา อมนาปา รูปา สทฺทา คนฺธา รสา โผฏฺฐพฺพา เย วา ปนสฺส เต โหนฺติ
อนตฺถกามา อหิตกามา อผาสุกามา อโยคกฺเขมกามา ยา เตหิ สงฺคติ สมาคโม
สโมธานํ มิสฺสีภาโว
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อารมณ์เหล่าใดในโลกนี้ ซึ่งไม่เป็นที่ปรารถนา ไม่เป็นที่รักใคร่
ไม่เป็นทีปลื้มใจ คือ รูป เสียง กลิ่น รส และ อารมณ์ที่จะพึงถูกต้องด้วยกาย ย่อมมี
แต่ผู้นั้น อนึ่ง หรือชนเหล่าใด ที่ใคร่ต่อความฉิบหาย ใคร่สิ่งที่ไม่เกื้อกูลใคร่ความ
ไม่สำราญ และใคร่ความเกษม และใคร่ความไม่เกษม จากเครื่องประกอบแก่ผู้นั้น
ความไปร่วม ความมาร่วม ความประชุมร่วม ความระคนกับด้วยอารมณ์และสัตว์เหล่านั้น
อันใด
Whatever undesirable, disagreeable, unpleasant objects there are-
visible, audible, odorous, testable and tangible; or whoever
ill-wishers there be- who wish one's loss, harm, discomfort and
non-release from bonds; it is being together with them, coming in contact,
fraternizing and being mixed with them.
อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อุปฺปิเยหิ สมฺปโยโค ทุกฺโข
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันนี้กล่าวว่า ความประสบกับสัตว์และสังขาร ซึ่งไม่เป็นที่รัก เป็นทุกข์
This, Monks, is called suffering which is association with the disliked.
กตโม จ ภิกฺขเว ปิเยหิ วิปฺปโยโค ทุกฺโข
ดุก่อนภิกษุทั้งหลาย ความพรัดพรากจากสัตว์และสังขาร ซึ่งเป็นที่รัก เป็นทุกข์อย่างไร?
"And, Monks, tha tis suffering which is separation from disliked?
อิธ ภิกฺขเว ยสฺส เต โหนฺติ อิฏฺฐ่า กนฺตา มนาปา รูปา สทฺทา คนฺธา รสา โผฏฺฐพฺพา
เย วา ปนสฺส เต โหนฺติ อตฺถกามา หิตกรามา ผาสุกามา โยคกฺเขมกามา
มาตา วา ปิตา วา ภาตา วา ภคินี วา มิตฺตา วา อมจฺจา วา ญาติสาโลหิตา วา
ยาติ เตหิ อสงฺคติ อสมาคโม อสโมธานํ อมิสฺสีภาโว
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อารมณ์เหล่าใดในโลกนี้ ซึ่งเป็นที่ปรารถนา เป็นที่รักใคร่ เป็นที่ปลื้มใจ
คือ รูป เสียง กลิ่น รส และอารมณ์ที่จะพึงถุกต้องด้วยกายย่อมมีแก่ผู้นั้น อนึ่ง ชนเหล่าใด
ที่ใคร่ต่อความเจริญ ใครประโยชน์เกื้อกูล ใคร่ความสำราญ และใคร่ความเกษม จากเครื่อง
ประกอบแก่ผู้นั้น คือ มารดา บิดา พี่ชาย น้องชาย หรือพี่หญิง น้องหญิง มิตร หรืออำมาตย์
หรือญาติสาโลหิต ความไม่ไปร่วม ความไม่มาร่วม ความไม่ประชุมร่วม ความไม่ระคน
กับด้วยอารมณ์และสัตว์สังขารเหล่านั้น อันใด
Whatever desirable, agreeable, pleasant objects thereare- visible,
agreeable, pleasant objects there are- able, audible, odorous, testable
and tangible; or whoever well-wishers there be- who wish one's welfare,
benefit, comfort and release from bonds, such as mothers, fathers,
brothers, sisters, friends, cooleagues, relatives or blood relations-it
it not being together with them, not comingin contact, not fraternizing,
and not being mixed with them.
อยั วุจฺจติ ภิกฺขเว ปิเยหิ วิปฺปโยโค ทุกฺโข
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันนี้ที่กล่าวว่า ความพลัดพรากจากสัตว์และสังขาร ซึ่งเป็นที่รัก เป็นทุกข์
This,Monks, is called suffering which is separation from the liked.
กตมญฺจ ภิกฺขเว ยมฺปิจฺฉํ น ลภติ ตมฺปิ ทุกฺขํ
ดุก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์ปรารถนาสิ่งใดย่อมไมได้ แม้ของทีร่ไม่สมประสงค์นั้น เป็นทุกข์อย่างไรเล่า
" And, Monks, wha tis 'not to get what one wishes, that too is suffering?
ชาติธมฺมานํ ภิกฺขเว สตฺตานํ เอวํ อิจฺฉา อุปฺปชฺชติ
อโห วต มยํ น ชาติธมฺมา อสฺสาม น จ วต โน ชาติ อาคจฺเฉยฺยาติ น โข ปเนตํ อิจฺฉาย ปตฺตพฺพํ
เออหนา ของเราพึงเป็นผู้ไมมีความเกิดเป็นธรรมดาเถิด อนึ่ง ขอความเกิดอย่ามีมาถึงแก่เราเลยหนา ดังนี้
ข้อนั้น สัตว์ไม่พึงได้ตามความปรารถนาโดยแท้
Monks, in beings who are subject to birth, this wish arises:' Oh ! that we were
not subject to birth!' Oh ! That no new birth would come to us!' But this cannot
be got merely by wishing it.
อิทมฺปิ ยมฺปิจฺฉํ น ลภติ ตมฺปิ ทุกฺขํ
แม้ข้อนี้ก้ชื่อว่า ยัมปิจฉังนลภติตัมปิทุกข์ ( สัตว์ปรารถนาสิ่งใดย่อมไม่ได้ แม้ข้อที่ไม่สมประสงค์
นั้นก็เป็นทุกข์)
This is 'not to get what one wishes, that too is suffering.'
ชราธมฺมานํ ภิกฺขเว สตฺตานํ เอวํ อิจฺฉา อุปฺปชฺชติ
อโห วต มยํ น ชราธมฺมา อสฺสาม น จ วต โน ชรา อาคจฺเฉยฺยาติ
น โข ปเนตํ อิจฺฉาย ปตฺตพฺพํ
ดุก่อนภิกษุทั้งหลาย ความปรารถนาย่อมเกิดขึ้นแก่เหล่าสัตว์ที่มีความแก่ เป็นธรรมดา
อย่างนี้ว่า เออหนา ขอเราพึงเป็นผู้ไม่มีความแก่เป็นธรรมดาเถิด อนึ่ง ขอความแก่
อย่ามีมาถึงแก่เราเลยหนา ดังนี้ ข้อนั้น สัตว์ไม่พึงได้ตามความปรารถนาโดยแท้
"Monks, in beings who are subject to aging, this wish arises:'Oh, that
we were not subject to aging! 'Oh, that no aging would come to us!'
But this cannot be got merely by wishing it.
อิทมฺปิ ยมฺปิจฺฉํ น ลภติ ตมฺปิ ทุกฺขํ
แม้ข้อนี้ก็ชื่อว่า ยัมปิจฉังนลภติตัมปิทุกข์
Tis is 'not to get what one wished, that too is suffering.'
พูยาธิธมฺมานํ ภิกฺขเว สตฺตานํ เอวํ อิจฺฉา อุปฺปชฺชติ
อโห วต มยํ น พฺยาธิธมฺมา อสฺสาม
น จ วต โน พฺยาธี อาคจฺเฉยฺยุนฺติ
น โข ปเนตํ อิจฺฉาย ปตฺตพฺพํ
ดูก่อนภิก๋ษุทั้งหลาย ความปรารถนาย่อมเกิดเขึ้น แก่เหล่าสัตว์ที่มีความเจ็บๆ ไข้ๆ
เป็นธรรมดาอย่างนี้ว่า เออหนา ขอเราพึงเป็นผู้ไม่มีความเจ้บไข้เป็นธรรมดาเถิด
อนึ่ง ความเจ็บไข้อย่ามีมาถึงแก่เราเลยหนา ข้อนั้น สัตว์ไม่พึงได้ตามความปรารถนา
โดยแท้
"Monks, in beings who are subjects to sickness, this wish arises:'
Oh, that we were not subject to sickness!' 'Oh, that no sickness
would come to us ! ' But this cannot be got merely by wishing it.
อิทมฺปิ ยมฺปิจฺฉํ นลภติ ตมฺปิ ทุกฺขํ
แม้ข้อนี้ก็ชื่อว่า ยัมปิจฉังนลภติตัมปิทุกข์
This is ' not to get what one wishes, that too is suffering'.
มรณธมฺมานํ ภิกฺขเว สตฺตานํ เอวํ อิจฺฉา อุปฺปชฺชติ
อโห วต มยํ น มรณธมฺมา อสฺสาม น จ วต โน มรณํ อาคจฺเฉยฺยาติ
น โข ปเนตํ อิจฺฉาย ปตฺตพฺพํ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความปรารถนาย่อมเกิดขึ้นแก่เหล่าสัตว์ ที่มึความตายเป็น
ธรรมดาอย่างนี้ว่า เออหนา ขอเราพึงเป็นผู้ไม่มีความตายเป็นธรรมดาเถิด อนึ่ง
ขอความตายอย่ามีมาถึงแก่เราเลยหนา ดังนี้ ข้อนั้น สัตว์ไม่พึงได้ตามความปรารถนา
โดยแท้
"Monks, in ebings who are subject to death, this wish arises:' Oh, that
we were not subject to death!' Oh, that no death would come to us!
But this cannot be got merely by wishing it.
อิทมฺปิ ยมฺปิจฺฉํ น ลภติ ตมฺปิ ทุกฺขํ
แม้ข้อนี้ก็ชื่อว่า ยัมปิจฉังนลภติตัมปิทุกข์
This is not to get what one wishes, that too is suffering.'
โสกปริเทาวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสธมฺมานํ ภิกฺขเว สตฺตานํ เอวํ อิจฺฉา อุปฺปชฺชติ
อโห วต มยํ โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสธมฺมา อสฺสาม
น จ วต โน โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสา อาคจฺเฉยฺยุนฺติ
น โข ปเนตํ อิจฺฉาย ปตฺตพฺพํ
ดุก่อนภิกษุทั้งหลาย ความปรารถนาย่อมเกิดขึ้น แก่เหล่าสัตว์ ที่มีโสกะ ปริเทวะ ทุกขะ
โทมนัส อุปายาส เป็นธรรมดาอย่างนี้วา เออหนา ขอเราพึงเป็นผู้ไม่มีโสกะ
ปริเทาวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาส เป็นธรรมดาเถิด อนึ่ง ขอ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ
โทมนัส อุปายาส อย่ามีมาถึงแก่เราเลยหนา ดังนี้ ข้อนั้น สัตว์ไม่พึงได้ตามความ
ปรารถนาโดยแท้
" Monks, in beings who are subject to sorrow-lamentation-pain-grief-
despair, this wishe arises:' Oh, that we were not subject to sorrow-
.lamentation-pain-grief-despair!' 'Oh, that no sorrow-lamentation-pain-
grief-despair would come to us!' But this cannot be got merely by
wishing it.
อิทมฺปิ ยมฺปิจฺฉํ น ลภติ ตมฺปิ ทุกฺขํ
แม้ข้อนี้ก็ชื่อว่า ยัมปิจฉังนลภติตัมสปิทุกข์ (สัตว์ปรารถนาสิ่งใดย่อมไม่ได้
แม้ข้อที่ปม่สมประสงค์นั้นก็เป็นทุกข์)
This is 'not to get, what one wishes, that too, is suffering!
กตเม จ ภิกฺขเว สงฺขิตฺเตน ปญฺจุปาทานกฺขนฺธา ทุกฺขา
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โดยย่ออุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ เป็นทุกข์อย่างไร
"And, Monks, what is, 'in brief, the five aggregates of clinging are
suffering?
เสยฺยถีทํ
รูปูปาทานกฺขนฺโธ
เวทนูปาทานกฺขนฺโธ
สญฺญูปาทานกฺขนฺโธ
สงฺขารูปาทานกฺขนฺโธ
วิญฺญาณูปาทานกฺขนฺโธ
นี้คือ อุปานขันธ์ คือ รูป อุปาทานขันธ์ คือ เวทนา อุปาทานขันธ์ คือ สัญญา
อุปาทานขันธ์ คือ สังขาร อุปาทานขันธ์ คือ วิญญาณ
They are , the aggregate of clinging to material form, the aggregate
of clinging to feeling, the aggregate of clinging to perception, the
aggrregate of clinging to consciousness.
อิเม วุจฺจนฺติ ภิกฺขเว สงฺขิตฺเตน ปญฺจุปาทานกฺขนฺธา ทุกฺขา
ดุก่อนภิกษุทั้งหลาย โดยย่อเหล่านี้ ที่กล่าวว่า อุปาทานขันธ๋ทั้ง ๕ เป็นทุกข์
This , Monks, is called' in brief, the five aggregates of clinging are
suffering.'
อิทํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ทุกฺขํ อริยสจฺจํ
ดุก่อนภิกษุทั้งหลาย อันนี้ที่กล่าวว่า อริยสัจจ์ เป็นทุกข์
"This, Monks, is called the Noble Truth of Suffering.
กตมญฺจ ภิกฺขเว ทุกฺขสมุทโย อริยสจฺจํ
ดุก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสัจจ์คือทุกขสมุทัย ( เหตุให้เกิดทุกข์) เป็นอย่างไร?
"And, Monks, what is the Noble Truth of the Origin of Suffering.
ยายํ ตณฺหา โปโนพฺภวิกา นนฺทิราคสหคตา ตตฺร ตตฺราภินนฺทินี
เสยฺยถีทํ
กามตณฺหา ภวตณฺหา วิภวตณฺหา
ตัณหา ( ความทะยานอยาก ) นี้อันใด มีความเกิดอีกเป็นปกติ ประกอบด้วยความกำหนัด
ด้วยจอำนาจแห่งความเพลิดเพลิน มักเพลินยิ่งในอารมณ์นั้นๆ นี้คือ ความอยากในอารมณ์
ที่สัตว์รักใคร่ ความอยากมีอยากเป็น ความไม่อยากมีไม่อยากเป็น
It is that craving which gives rise to further rebirth and, bound up with
pleasure and lust, finds ever afresh delight, now here, no there--
to wit, the sensual craving, the craving for existrence, and the craving
for non-existence.
สา โข ปเนสา ภิกฺขเว ตณฺหา กตฺถ อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชติ กตฺถ นีวีสมานา
นิวีสติ
ดุก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เลตัณหานั้นนั่นแล เมื่อจะเกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้นที่ไหน เมื่อจะ
ตั้งอยู่ ย่อมตั้งอยู่ที่ไหน
"And, Monks, where does this craving, when arising, arise, and
when settling, settle?
ยํ โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชติ เอตฺถ นิวีสมานา
นิวีสติ
ที่ใด เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อจะเกิดขึ้น ก็ย่อมเกิดขึ้นในที่นั้น
เมื่อจะตั้งอยู่ ก็ย่อมตั้งอยู่ในที่นั้น
Whatever in the world is a delightful thing, a pleasureable thing,
therein this craving, when arising, arises and, when settling , settles.
กิญฺจ โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ
ก็อะไรเล่า เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก
"What in the world is a delightful thing, a pleasurable thing?
จกฺขุ ํ โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชติ เอตฺถ นิวีสมานา
นิวีสติ
ตา เป็นทีรักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อจะเกิดขึ้น ก้ย่อมเกิดขึ้นที่ตานั้น
เมื่อจะตั้งอยุ่ ก็ย่อมตั้งอยู่ที่ตานั้น
Eye in the world is a delightful thing, a pleasurable thinbg; therein this
craving, when arising, arises and, when settling, settles.
โสตํ โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชติ เอตฺถ นิวีสมานา
นิวีสติ
หู เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อจะเกิดขึ้น ก็ย่อมเกิดขึ้นที่หูนั้น
เมื่อจะตั้งอยู่ ก็ย่อมตั้งอยู่ที่หูนั้น
"Ear in the world is a delightful thing, a pleasurable thing, a pleasurable
thing; therein this craving, when arising, arises and, when settling,
settles.
ฆานํ โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชติ เอตฺถ นิวีสมานา
นิวีสติ
จมูก เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อจะเกิดขึ้น ก็ย่อมเกิดขึ้นที่จมูกนั้น
เมื่อจะตั้งอยุ่ ก็ย่อมตั้งอยู่ที่จมูกนั้น
" Nose in the world is a delightful thing, a pleasurable thing; therein
this craving, when arising, arises and, when settling, settles.
ชิวฺหา โลเก ปิยรุปํ สาตรูปํ เอติเถสา ตณฺหา อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชติ เอตฺถ นิวีสมานา
นิวีสติ
ลิ้น เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อจะเกิด ก็ย่อมเกิดขึ้นที่ลิ้นนั้น
เมื่อจะตั้งอยู่ ก้ย่อมตั้งอยู่ที่ลิ้นนั้น
"Tongue in thw world is a delightful thing, a pleasurable thinbgs; therein
this craving, when arising, arises and , when settling, settles.
กาโย โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอติเถสา ตณฺหา อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชติ เอตฺถ นิวีสมานา
นิวีสติ
กาย เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อจะเกิดขึ้น ก้ย่อมเกิดขึ้นที่กายนั้น
เมื่อจะตั้งอยู่ ก็ย่อมตั้งอยู่ที่กายนั้น
"Body in the world is a delightful thing,, a pleasurable thing; therein
this craving, when arising, arises and, when settling, settles.
มโน โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชติ เอตฺถ นิวีสมานา
นิวีสติ
ใจ เป็นทีรักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อจะเกิดขึ้น ก็ย่อมเกิดขึ้นที่ใจนั้น
เมื่อจะตั้งอยู่ ก็ย่อมตั้งอยู่ที่ใจนั้น
"Mind in the world is a delightful thing, a pleasurable thing; threin
this craving, when arising arises and, when settling, settles.br>
รูปา โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชติ เอตฺถ นิวีสมานา
นิวีสติ
รูป เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อจะเกิด ก็ย่อมเกิดขึ้นที่รูปนั้น
เมื่อจะตั้งอยู่ ก็ย่อมตั้งอยู่ที่รูปนั้น
"Visual forms in the world are delightful things, pleasurable things;
therein this craving, when arising, arises and , when settling, settles.
สทฺทา โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชติ เอตฺถ นิวีสมานา
นิวีสติ
เสียง เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อจะเกิด ก็ย่อมเกิดขึ้นที่เสียงนั้น
เมื่อจะตั้งอยู่ ก็ย่อมตั้งอยู่ที่เสียงนั้น
"Sounds is the world are delightful things, pleasurable things; therein
this craving, when arising, arises and, when settling, settles.
คนฺธา โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชติ เอตฺถ นิวีสมานา
นิวีสติ
กลิ่น เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อจะเกิด ก็ย่อมเกิดที่กลิ่นั้น
เมื่อจะตั้งอยู่ ก็ย่อมตั้งอยู่ที่กลิ่นนั้น
"Smells in the world are delightful things, pleasurable things; therein
this craving, when arising, arises and, when settling, settles.
รสา โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชติ เอตฺถ นิวีสมานา
นิวีสติ
รส เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อจะเกิด ก็ย่อมเกิดที่รสนั้น
เมื่อจะตั้งอยู่ ก็ย่อมตั้งอยู่ที่รสนั้น
"Tastes in the world are delightful things, pleasurable things; therein
this craving, when arising, arises and, when settling, settles.
โผฏฺฐพฺพา โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชติ เอตฺถ นิวีสมานา
นิวีสติ
โผฏฐัพพะเป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อจะเกิด ก็ย่อมเกิดที่โผฏฐัพพะนั้น
เมื่อจะตั้งอยู่ ก็ย่อมตั้งอยู่ที่โผฏฐัพพะนั้น
"Tangible objects in the world are delightful things, pleasurable things;
therein this craving, when arising, arises and, when settling, setlles.
ธมฺมา โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชติ เอตฺถ นิวีสมานา
นิวีสติ
ธัมมารมณ์ เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อจะเกิด ก็ย่อมเกิดที่ธัมมารมณ์นั้น
เมื่อจะตั้งอยู่ ก็ย่อมตั้งอยู่ที่ธัมมารมณ์นั้น
"Mental-objects in the world are delightful things, pleasurable things;
therein trhis craving, when arising, arises and , when settling, settles.
จกฺขุวิญฺญฺาณํ โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชติ เอตฺถ นิวีสมานา
นิวีสติ
ความรู้ทางตา เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อจะเกิด ก็ย่อมเกิดที่ความรู้
ทางตานั้น เมื่อจะตั้งอยู่ ก็ย่อมตั้งอยู่ที่ความรู้ทางตานั้น
"Eye-consciousness ins the world is a delightful thing, a pleasurable thing;
therein this craving, when arising, arises and, when settling, settles.
โสตวิญฺญาณํ โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถุสา ตณฺหา อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชติ เอตฺถ นิวีสมานา
นิวีสติ
ความรู้ทางหู เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อจะเกิด ก็ย่อมเกิดที่ความรู้ทางหูนั้น
เมื่อจะตั้งอยู่ ก็ย่อมตั้งอยู่ที่ความรู้ทางหูนั้น
"Ear-consciousness in the world s a delightful thing, a pleasurable things;
therein this craving, when arising, arises and , when settling, settles.
ฆานวิญญาณํ โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชติ เอตฺถ นิวีสมานา
นิวีสติ
ความรู้ทางจมูกนั้น เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อจะเกิด ก็ย่อมเกิดที่ความรู้
ทางจมูกนั้น เมื่อจะตั้งอยู่ ก็ย่อมตั้งอยู่ที่ความรู้ทางจมูกนั้น
"Nos-consciousness in the world is a delightful thing, a pleasurable thing;
therein this craving, when arising, arises and , when settling, settles.
ชิวฺหาวิญฺญาณํ โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชติ เอตฺถ นิวีสมานา
นิวีสติ
ความรู้ทางลิ้น เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อจะเกิด ก็ย่อมเกิดที่ความรู้ทาง
ลิ้นนั้น เมื่อจะตั้งอยู่ ก็ย่อมตั้งอยู่ที่ความรู้ทางลิ้นนั้น
"Tongue-consciousness in the world is a delightful thing, a pleasurable thing;
therein this craving, when arising, arises and, when settling, settles.
กายวิญฺญาณํ โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชติ เอตฺถ นิวีสมานา
นิวีสติ
ความรู้ทางกาย เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อจะเกิด ก็ย่อมเกิดที่ความรู้ทาง
กายนั้น เมื่อจะตั้งอยู่ ก็ย่อมตั้งอยู่ที่ความรู้ทางกายนั้น
"Body-consciousness in the world is a delightful thing, a pleasurable thing;
therein this crainv, when arising , arises and, when settling, settles
มโนวิญฺญาณํ โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชติ เอตฺถ นิวีสมานา
นิวีสติ
ความรู้ทางใจ เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อจะเกิด ก็ย่อมเกิดที่ความรู้
ทางใจนั้น เมื่อจะตั้งอยู่ ก็ย่อมตั้งอยู่ที่ความรู้ทางใจนั้น
"Mind-consciousness in the world is a delightful thing, a pleasurable thing;
therein this craving, when arising, arises and, when settling, settles.
จกฺขุสมฺผสฺโส โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชติ เอตฺถ นิวีสมานา
นิวีสติ
ความกระทบทางตา เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อจะเกิด ก็ย่อมเกิดที่ความ
กระทบทางตานั้น เมื่อจะตั้งอยู่ ก็ย่อมตั้งอยู่ที่ความกระทบทางตานั้น
"Eye-contact in the world is a delightful thing, a pleasurable thing; therein
this craving, when arising, arises and , when settling, settles.
โสตสมฺผสฺโส โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชติ เอตฺถ นิวีสมานา
นิวีสติ
ความกระทบทางหู เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อจะเกิด ก็ย่อมเกิดที่ความ
กระทบทางหูนั้น เมื่อจะตั้งอยู๋ ก็ย่อมตั้งอยู่ที่ความกระทบทางหูนั้น
"Ear-contact in teh world is a delightful thing, a pleasurable thing; therein
this craving, when arising, arises and, when settling, settles.
ฆานสมฺผสฺโส โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชติ เอตฺถ นิวีสมานา
นิวีสติ
ความกระทบทางจมูก เป็นทีรักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อจะเกิด ก็ย่อมเกิดที่
ความกระทบทางจมูกนั้น เมื่อจะตั้งอยู่ ก็ย่อมตั้งอยู่ที่ความกระทบทางจมูกนั้น
"Nose-contact in the world is a delightful thing, a pleasurable thing; therein
this craving, when arising, arises and , when settling, settles.
ชิวฺหาสมฺผสฺโส โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณหา อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชติ เอตฺถ นิวีสมานา
นิวีสติ
ความกระทบทางลิ้น เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อจะเกิด ก็ย่อมเกิดที่ความ
กระทบทางลิ้นนั้น เมื่อจะตั้งอยู่ ก็ย่อมตั้งอยู่ที่ความกระทบทางลิ้นนั้น
"Tongue-contact in the world is a delightful thing, a pleasurable things,
therein this craving, when arising, arises and , when settling, settles
กายสมฺผสฺโส โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชติ เอตฺถ นิวีสมานา
นิวีสติ
ความกระทบทางกาย เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อจะเกิด ก็ย่อมเกิดที่
ความกระทบทางกายนั้น เมื่อจะตั้งอยู่ ก็ย่อมตั้งอยู่ที่ความกระทบทางกายนั้น
"Body-contact in the world is a delightful thing, a pleasurable thing;
therein this craving, when arising, arises and, when settling, settles.
มโนสมฺผสฺโส โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชติ เอตฺถ นิวีสมานา
นิวีสติ
ความกระทบทางใจ เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อจะเกิด ก็ย่อมเกิด ที่
ความกระทบทางใจนั้น เมื่อจะตั้งอยู่ ก็ย่อมตั้งอยู่ที่ความกระทบทางใจนั้น
"Mind-contact in the world is a de;oghtful thing, a pleasurable thing;
therein craving, when arising, arises and, when settling, settles.
จกฺขุสมฺผสฺสชา เวทนา โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชติ
เอตฺถ นิวีสมานา นิวีสติ
เวทนาที่เกิดขึ้นแต่สัมผัสทางตา เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อจะเกิด
ก็ย่อมเกิดที่เวทนาที่เกิดขึ้นแต่สัมผัสทางตานั้น เมื่อจะตั้งอยู่ ก็ย่อมตั้งอยู่ที่เวทนาที่เกิดขึ้น
แต่สัมผัสทางตานั้น
"Feeling born of eye-contact in the world is a delightful thing, a pleasurable
thing, therein craving, when arising, arises and, when settleing, settles
โสตสมฺผสฺสชา เวทนา โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชติ
เอตฺถ นิวีสมานา นิวีสติ
เวทนาซึ่งเกิดแต่สัมผัสทางหู เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อจะเกิดขึ้น
ก็ย่อมเกิดขึ้นที่เวทนาซี่งเกิดแต่สัมผัสทางหูนั้น เมื่อจะตั้งอยู่ ก็ย่อมตั้งอยู่ที่เวทนาซึ่งเกิด
แต่สัมผัสทางหูนั้น
"Feeling born of ear-contact in the world is a delightful thing, a pleasurable
thing; therein craving, when arising, arises and , when settling, settles.
ฆานสมฺผสฺสชา เวทนา โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชติ
เอตฺถ นิวีสมานา นิวีสติ
เวทนา ซึ่งเกิดแต่สัมผัสทางจมูก เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อจะเกิด
ก็ย่อมเกิดที่เวทนา ซึ่งเกิดแต่สัมผัสทางจมูกนั้น เมื่อจะตั้งอยู่ ก็ย่อมตั้งอยู่ที่เวทนา ซึ่งเกิด
แต่สัมผัสทางจมูกนั้น
"Feeling born of nose-contact in the world is a delidghtful thing, a pleasurable
thins; therein this craving, when arising, arises and , when settling, settles.
ชิวฺหาสมฺผสฺสชา เวทนา โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชติ
เอตฺถ นิวีสมานา นิวีสติ
เวทนา ซึ่งเกิดแต่สัมผัสทางลิ้น เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อจะเกิด
ก็ย่อมเกิดที่เวทนาซึ่งเกิดแต่สัมผัสทางลิ้นนั้น เมื่อจะตั้งอยู่ ก็ย่อมตั้งอยู่ที่เวทนา ซี่งเกิด
แต่สัมผัสทางลิ้นนั้น
"Feeling born of tongue-contact in the world is a delightful thing, a pleasurable
thing; therein this craving, when arising, arises and, when settling, settles.
กายสมฺผสฺสชา เวทนา โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชติ
เอตฺถ นิวีสมานา นิวีสติ
เวทนา ซึ่งเกิดแต่สัมผัสทางกาย เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อจะเกิดขึ้น
ก็ยอมเกิดขึ้นที่เวทนา ซึ่งเกิดแต่สัมผัสทางกายนั้น เมื่อจะตั้งอยู่ ก็ย่อมตั้งอยู่ที่ เวทนา
ซึ่งเกิดแต่สัมผัสทางกายนั้น
"Feeling born of bofy-contact in the world is a delightful thing, a pleasurable
thing; therein this craving, when arising, arises and, whern settling, settles.
มโนสมฺผสฺสชา เวทนา โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชติ
เอตฺถ นิวีสมานา นิวีสติ
เวทนา ซึ่งเกิดแต่สัมผัสทางใจ เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อจะเกิด ก็ย่อม
เกิดที่เวทนา ซึ่งเกิดแต่สัมผัสทางใจนั้น เมื่อจะตั้งอยู่ ก็ย่อมตั้งอยู่ที่ เวทนา ซึ่งเกิดแต่สัมผัส
ทางใจนั้น
" Feeling born of mind-contact in the world is a delightful thing, a pleasurable
thing; therein this craving, when arising, arises and , when settling, settles.
รูปสญฺญา โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชติ เอตฺถ นิวีสมานา
นิวีสติ
ความจำรูป เป็นทีรักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อจะเกิดขึ้น ก็ย่อมเกิดขึ้นที่
ความจำรูปนั้น เมื่อจะตั้งอยู่ ก็ย่อมตั้งอยู่ที่ความจำรุปนั้น
"Perception of visual forms in the world is a delightful thing, a pleasuable
thing; therein this craving, when arising, arises and , when settling, settles.
สทฺทสญฺญา โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชติ เอตฺถ นิวีสมานา
นิวีสติ
ความจำเสียง เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อจะเกิดขึ้น ก็ย่อมเกิดขึ้นที่
ความจำเสียงนั้น เมื่อจะตั้งอยู่ ก็ย่อมตั้งอยู่ที่ความจำเสียงนั้น
"Perception of sounds in the world is a deglightful thing, a pleasurable thing;
therein this craving, when arising, arises and , when settling, settles.
คนฺธสญฺญา โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชติ เอตฺถ นิวีสมานา
นิวีสติ
ความจำกลิ่น เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อจะเกิดขึ้น ก็ย่อมเกิดขึ้น
ที่ความจำกลิ่นนั้น เมื่อจะตั้งอยู่ ก็ย่อมตั้งอยู่ที่ความจำกลิ่นนั้น
" Preception of smells in the world is a delightful thing, a pleasurable thing;
therein this craving, when arising, arises and , when settling, settles.
รสสญฺญา โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชติ เอตฺถ นิวีสมานา
นิวีสติ
ความจำรส เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อจะเกิดขึ้น ก็ย่อมเกิดขึ้นที่
ความจำรสนั้น เมื่อจะตั้งอยู่ ก็ย่อมตั้งอยู่ที่ความจำรสนั้น
"Perception of tasts in the world is a delightful thing, a pleasurable thing; therein
this craving, when arising, arises and , when settling, settles.
โผฏฺฐพฺพสญฺญา โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชติ เอตฺถ นิวีสมานา
นิวีสติ
ความจำโผฏฺฐัพพะ เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อจะเกิดขึ้น ก็ย่อมเกิดขึ้น
ที่ความจำโผฏฐัพพะนั้น เมื่อจะตั้งอยู่ ก็ย่อมตั้งอยู่ที่ความจำโผฏฐัพพะ นั้น
"Perception of touches in the world is a delightful thing, a pleasurable thing;
therein this craving, when arising, arises and , when settling, settles.
ธมฺมสญฺญา โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชติ เอตฺถ นีวิสมานา
นิวีสติ
ความจำธัมมารมณ์ เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อจะเกิดขึ้น ก็ย่อมเกิดขั้น
ที่ความจำธัมมารมณ์ นั้น เมื่อจะตั้งอยู่ ก็ย่อมตั้งอยู่ที่ความจำธัมมารมณ์นั้น
"Preception of mental objectss in the world is a delgihtful thing, a pleasurable
thing; therein this craving, when arising, arises and, when settling, settles.
รูปสญฺเจตนา โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชติ เอตฺถ นิวีสมานา
นิวีสติ
ความคิดถึงรูป เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อจะเกิดขึ้น ก็ย่อมเกิดขึ้นที่
ความคิดถึงรุปนั้น เมื่อจะตั้งอยู่ ก็ย่อมตั้งอยู่ที่ความคิดถึงรูปนั้น
"Volition concerning visual forms in the world is a delgihtful thing, a pleasurable
thing; therein this craving, when arising, arises and, when settling, settles.
สทฺทสญฺเจตนา โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชติ เอตฺถ นิวีสมานา
นิวีสติ
ความคิดถึงเสียง เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อจะเกิดขึ้น ก็ย่อมเกิดขึ้นที่
ความคิดถีงเสียงนั้น เมื่อจะตั้งอยู่ ก็ย่อมตั้งอยู่ที่ความคิดถึงเสียงนั้น
"Volition concerning sounds in the world is a delightful thing, a pleasurale thing;
therein this craving, when arising, arises and, when settling, settles.
ความคิดถึงกลิ่น เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อจะเกิดขึ้น ก็ย่อมเกิดขึ้นที่ความคิด
ถึลกลิ่นั้น เมื่อจะตั้งอยู่ ก็ย่อมตั้งอยู่ที่ความคิดถึงกลิ่นนั้น
"Volition concerning smells in the world is a delightful thing, a pleasurable thing;
therein this craving, when arising, arises and , when settling, settles.
รสสญฺเจตนา โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชติ เอตฺถ นิวีสมานา
นิวีสติ
ความคิดถึงรส เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อจะเกิดขึ้น ก็ย่อมเกิดขึ้นที่ความ
คิดถึงรสนั้น เมื่อจะตั้งอยู่ ก็ย่อมตั้งอยู่ที่ความคิดถึงรสนั้น
"Volition concerning tastes in the world is a delightful thing, a pleasurable thing;
therein this craving, when arising, arises and, when settling, settles.
ความคิดถึงโผฏฐัพพะ เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อจะเกิดขึ้น ก็ย่อมเกิดขึ้น
ที่ความคิดถึงโผฏฐัพพะนั้น เมื่อจะตั้งอยู่ ก็ย่อมตั้งอยู่ทีความคิดถึงโผฏฐัพพะนั้น
"Volition concerning touches in the world is a delightful thing, a pleasurable
thing; therein this craving, when arising, arises and , when settling , settles.
ธมฺมสญฺเจตนา โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชติ
เอตฺถ นิวีสมานา นิวีสติ
ความคิดถึงธัมมารมณ์ เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตํณหานั้น เมื่อจะเกิดขึ้น ก็ย่อมเกิดขึ้น
ที่ความคิดถึงธัมมารมณ์นั้น เมื่อจะตั้งอยู่ ก็ย่อมตั้งอยู่ที่ความคิดถึงธัมมารมณ์นั้น
"Volition concerning the mental objects in the world is a delightful thing,
a pleasurable thing; therein this craving, when arising, arises and, when
settling, settles.
รูปตณฺหา โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชติ เอตฺถ นิวีสมานา
นิวีสติ
ความอยากในรูป เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตํณหานั้น เมื่อจะเกิด ก็ย่อมเกิดขึ้น
ที่ความอยากในรูปนั้น เมื่อจะตั้งอยู่ ก็ย่อมตั้งอยู่ที่ความอยากในรูปนั้น
" Craving for visual forms in the world is a delightful thing, a pleasurable
thing; therein this craving, when arising, arises and, when settling, settles.
สทฺทตณฺหา โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชติ เอตฺถ นิวีสมานา
นิวีสติ
ความอยากในเสียง เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อจะเกิด ก็ย่อมเกิดที่ความ
อยากในเสียงนั้น เมื่อจะตั้งอยู่ ก็ย่อมตั้งอยู่ทึ่ความอยากในเสียงนั้น
"Craving for sounds in the world is a delightful thing, a pleasurable thing;
therein this craving, when arising, arises and, when settleing, settles.
คนฺธตณฺหา โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชติ เอตฺถ นิวีสมานา
นิวีสติ
ความอยากในกลิ่น เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อจะเกิด ก็ย่อมเกิดที่
ความอยากในกลิ่นนั้น เมื่อจะตั้งอยู่ ก็ย่อมตั้งอยู่ที่ความอยากในกลิ่นนั้น
"Craving for smells in the world is a delightful thing, a pleasurable thing;
therein this craving, when arising, arises and, when settling , settles.
รสตณฺหา โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชติ เอตฺถ นิวีสมานา
นิวีสติ
ความอยากในรส เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อจะเกิด ก็ย่อมเกิดขึ้น
ที่ความอยากในรสนั้น เมื่อจะตั้งอยู่ ก็ย่อมตั้งอยู่ที่ความอยากในรสนั้น
"Craving for tastes in the world is a delightful thing, a pleasurable thing;
therein this craving, when arising, arises and, when settling, settles.
ความอยากในโผฏฐัพพะ เป็นทีรักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อจะเกิด
ก็ย่อมเกิดขึ้ทื่ความอยากในโผฏฐัพพะนั้น เมื่อจะตั้งอยู่ ก็ย่อมตั้งอยู่ที่ความอยากใน
โผฏฐัพพะนั้น
"Craving for touches in the world is a delightful thing, a pleasurable thing;
therein this craving, when arising, arises and, when settling, settles.
ธมฺมตณฺหา โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชติ เอตฺถ
นิวีสมานา นิวีสติ
ความอยากในธัมมารมณ์ เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อจะเกิด ก็ย่อมเกิด
ที่ความอยากในธัมมารมณ์นั้น เมื่อจะตั้งอยู่ ก็ย่อมตั้งอยู่ที่ธัมมารมณ์นั้น
"Craving for mental-objects in the world is a delgihtful thing, a pleasurable
thing; therein this craving, when arising, arises and, when settling, settles.
รูปวิตกฺโก โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชติ เอตฺถ นิวีสมานา
นิวีสติ
ความตรึกถึงรูป เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อจะเกิด ก็ย่อมเกิดที่ความ
ตรึกในรูปนั้น เมื่อจะตั้งอยู่ ก็ย่อมตั้งอยู่ที่ความตรึกในรูปนั้น
"The thought for visual forms in the world is a delgihtful thing, a pleasurable
thing; therein this craving, when arising, arises and, when settleing, settles.
สทฺทวิตกฺโก โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชติ เอตฺถ นิวีสมานา
นิวีสติ
ความตรึกถึงเสียง เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อจะเกิด ก็ย่อมเกิดที่
ความตรึกถึงเสียงนั้น เมื่อจะตั้งอยู่ ก็ย่อมตั้งอยู่ที่ความตรึกถึงเสียงนั้น
The thought for sounds in the world is a delightful thing, a pleasurable thing;
therein this craving, when arising, arises and, when settling, settles.
คนฺธวิตกฺโก โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชติ เอตฺถ นิวีสมานา
นิวีสติ
ความตรึกถึงกลิ่น เป็นที่รักใคร่ เป็ฯที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อจะเกิด ก็ย่อมเกิดที่ความตรึก
ถึงกลิ่นนั้น เมื่อจะตั้งอยู่ ก็ย่อมตั้งอยู่ที่ความตรึกถึงกลิ่นนั้น
"The thought for smells in the world is a delightful thing, a pleasurable thing;
therein this craving, when arising, arises and, when settling, settles.
รสวิตกฺโก โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชติ เอตฺถ นิวีสมานา
นิวีสติ
ความตรึกถึงรส เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อจะเกิดขึ้น ก็ย่อมเกิดขึ้น
ที่ความตรึกถึงรสนั้น เมื่อจะตั้งอยู่ ก็ย่อมตั้งอยู่ที่ความตรึกถึงรสนั้น
"The thought for tastes in the world is a delightful thing, a pleasurable thing;
therein this craving, when arising, arises and, when settling, settles.
โผฏฺฐพฺพวิตกฺโก โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชติ เอตฺถ นิวีสมานา
นิวีสติ
ความตรึกถึงโผฏฐัพพะ เป็นทีรักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อจะเกิด ก็ย่อมเกิดที่
ความตรึกถึงโผฏฐัพพะนั้น เมื่อจะตั้งอยู่ ก็ย่อมตั้งอยู่ที่ความตรึกถึงโผฏฐัพพะนั้น
"The thought for touches in the world is a delightful thing, a pleasurable thing;
therein this craving, when arising, arises and, when settling, settles.
ธมฺมวิตกฺโก โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชติ เอตฺถ นิวีสมานา
นิวีสติ
ความตรึกถึงธัมมารมณ์ เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อจะเกิด ก็ย่อมเกิด
ที่ความตรึกถึงธัมมารมณ์นั้น เมื่อจะตั้งอยู่ ก็ย่อมตั้งอยู่ที่ธัมมารมณ์นั้น
" The thought for mental objectss in the world is a delightful thing, a pleasurable
thing; therein this craving, when arising, arises and, when settling, settles.
รูปวิจาโร โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชติ เอตฺถ นิวีสมานา
นิวีสติ
ความตรองถึงรูป เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อจะเกิด ก็ย่อมเกิดที่ความตรอง
ในรูปนั้น เมื่อจะตั้งอยู่ ก็ย่อมตั้งอยู่ที่ความตรองในรูปนั้น
"The discursive thought for visual forms in the world is a delightful thing, a
pleasurable thing; therein this craving, when arising, arises and, when settling,
settles.
สทฺทวิจาโร โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชติ เอตฺถ นิวีสมานา
นิวีสติ
ความตรองถึงเสียง เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อจะเกิด ก็ย่อมเกิดที่
ความตรองในเสียงนั้น เมื่อจะตั้งอยู่ ก็ย่อมตั้งอยู่ที่ความตรองในเสียงนั้น
"The discursive thought for sounds in the world is a delightful thing,
a pleasurable thing; therein this craving, when arising, arises and, when
settling, settles.
คนฺธวิจาโร โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชติ เอตฺถ นิวีสมานา
นิวีสติ
ความตรองถึงกลิ่น เป็นทืรักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อจะเกิด ก็ย่อมเกิดที่
ความตรองถึงกลิ่นนั้น เมื่อจะตั้งอยู่ ก็ย่อมตั้งอยู่ที่ความตรองถึงกลิ่นนั้น
"The discursive thought for smells in the world is a delightful thing, a pleasuable
thing; therein this craving, when arising, arises and, when settling, settles.
รสวิจาโร โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชติ เอตฺถ นิวีสมานา
นิวีสติ
ความตรองถึงรส เป็นทีรักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อจะเกิด ก็ย่อมเกิดที่ความ
ตรองถึงรสนั้น เมื่อจะนั้งอยู่ ก็ย่อมตั้งอยู่ที่ความตรองถึงรสนั้น
"The discursive thought for tastes in the world is a delightful thing, a pleasurable
thing; therein this craving, when arising, arises and, when settling, settles.
โผฏฺฐพฺพวิจาโร โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชติ เอตฺถ นิวีสมานา
นิวีสติ
ความตรองถึงโผฏฐัพพะ เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อจะเกิด ก็ย่อมเกิดที่
ความตรองถึงโผฏฐัพพะนั้น เมื่อจะตั้งอยู่ ก็ย่อมตั้งอยู่ที่ ความตรองถึคงโผฏฐัพพะนั้น
"The discursive thought for touches in the world is a delightful thing, a pleasuable
thing; therein this craving, when arising, arises and, when settling, settles.
ธมฺมวิจาโร โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชติ เอตฺถ นิวีสมานา
นิวีสติ
ความตรองถึงธัมมารมณ์ เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อจะเกิด ก็ย่อมเกิดที่
ความตรองถึงธัมมารมณ์นั้น เมื่อจะตั้งอยู่ ก็ย่อมตั้งอยู่ที่ความตรองถึงธัมมารมณ์นั้น
"The discursive thought for mental objects in the world is a delightful thing,
a pleasurable thing; therein this craving, when arising, arises and, when settling,
settles.
อิทํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ทุกฺขสมุทโย อริยสจฺจํ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันนี้ที่กล่าวว่าอริยสัจจ์ คือทุกสมุทัย (เหตุให้เกิดทุกข์)
" This, Monks, is the Noble Truth of the Origin of Suffering.
กตมญฺจ ภิกฺขเว ทุกฺขนิโรโธ อริยสจฺจํ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสัจจฺ์คือ ทุกขนิโรธ (ธรรมเป็นทีดับทุกข์ เป็นอย่างไร?)
"And, Monks, what is the Noble Trugh of the Cessation of Suffering?
โย ตสฺสาเยว ตณฺหาย อเสสวิราคนิโรโธ จาโค ปฏินิสฺสคฺโค มุตฺติ อนาลโย
(คือ) ความสำรอกและความดับโดยไม่เหลือ ความสละ ความส่งคืน ความปล่อยวาง
ความไม่อาลัย ในตัณหานั้นแล อันใด
It is the total extinction by removing, forsaking and discarding of, freedom
from and non-attacchment to that same craving.
สา โข ปเนสา ภิกฺขเว ตณฺหา กตฺถ ปหิยฺยมานา ปหิยฺยติ กตฺถ นิรุชฺฌมานา นิรุชฺฌติ
ดุก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ตัณหานั้นนั้นแล เมื่อบุคคลจะละเสีย ย่อมละเสียได้ในที่ไหน เมื่อจะดับ
ย่อมดับในที่ไหน
"And, Monks, where is this craing , when being abandoned, abandoned and when
does this craving, when ceasing, cease?
ยํ โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา ปหิยฺยมานา ปหิยฺยติ เอตฺถ นิรุชฺฌมานา นิรุชฺฌติ
ที่ใดเป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อบุคคลจะละเสีย ก็ย่อมละเสียได้ในที่นั้น
เมื่อจะดับ ก็ย่อมดับในที่นั้น
Whatever in the world is a delightful thing, a pleasuable thng, therein this craving,
when being abandoned, is abandoned and, when ceasing , ceases.
กิญฺจิ โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ
ก็อะไรเล่า เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก
"What in the world is a delightful thing, a pleasuable thing?
จกฺขุ ํ โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา ปหิยฺยมานา ปหิยฺยติ เอตฺถ นิรุชฺฌมานา
นิรุชฺฌติ
ตา เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อบุคคลจะละเสีย ก็ย่อมละเสียได้
ที่ตานั้น เมื่อจะดับ ก็ย่อมดับที่ตานั้น
Eye in the world is a delightful thing, a pleasuable thing; therein this craving,
when being abandoned, is abandoned and, when ceasing, ceases.
โสตํ โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา ปหิยฺยมานา ปหิยฺยติ เอตฺถ นิรุชฺฌมานา
นิรุชฺฌติ
หู เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อบุคคลจะละเสีย ก็ย่อมละเสียได้ที่หูนั้น
เมื่อจะดับ ก็ย่อมดับที่หูนั้น
"Ear in the world is a delightful thing, a pleasurale thibng; therein this craving,
when being abandoned, is abandoned and, when ceasing, ceases.
ฆานํ โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา ปหิยฺยมานา ปหิยฺยติ เอตฺถ นิรุชฺฌมานา
นิรุชฺฌติ
จมูก เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อบุคคลจะละเสีย ก็ย่อมละเสียได้ที่
จมูกนั้น เมื่อจะดับ ก็ย่อมดับที่จมูกนั้น
"Nose in the world is a delightful thing, a pleasurable thing; therein this craving,
when being abandoned, is abandoned and , when ceasing, ceases.
ชิวฺหา โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา ปหิยฺยมานา ปหิยฺยติ เอตฺถ นิรุชฺฌมานา นิรุชฺฌติ
ลิ้น เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อบุคคลจะละเสีย ก็ย่อมละเสียได้ที่ลิ้นนั้น
เมื่อจะดับ ก็ย่อมจะดับที่ลิ้นนั้น
"Tongue in the world is a delightful thing, a pleasurable thing; therein this craving,
when being abandoned, is abandoned and, when ceasing, ceases.
กาโย โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา ปหิยฺยมานา ปหิยฺยติ เอตฺถ นิรุชฺฌมานา
นิรุชฺฌติ
กาย เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อบุคคลจะละเสีย ก็ย่อมละเสียได้ที่กายนั้น
เมื่อจะดับ ก็ย่อมดับที่กายนั้น
"Body in the world is a delightful thing, a pleasuable thing; therein this craving,
when being abandoned, is abandoned and, when ceasing, ceases.
มโน โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหร ปหิยฺยมานา ปหิยฺยติ เอตฺถ นิรุชฺฌมานา
นิรุชฺฌติ
ใจ เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อบุคคลจะละเสีย ก็ย่อมละเสียได้ที่ใจนั้น
เมื่อจะดับ ก็ย่อมดับที่ใจนั้น
"Mind in the world is a delightful thing, a pleasurable thing; therein this craving,
when being abandoned, is abandoned and, when ceasing , ceases.
รูปา โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา ปหิยฺยมานา ปหิยฺยติ เอตฺถ นิรุชฺฌมานา นิรุชฺฌติ
รูป เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อบุคคลจะละเสีย ก็ย่อมละเสียได้ที่รูปนั้น
เมื่อจะดับ ก็ย่อมดับที่รูปนั้น
"Visual forms in the world are delightful tings, pleasuable things; therein this
craving, when being abandoned, is abandoned and, when ceasing, ceases.
สทฺทา โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา ปหิยฺยมานา ปหิยฺยติ เอตฺถ นิรุชฺฌมานา
นิรุชฺฌติ
เสียง เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อบุคคลจะละเสีย ก็ย่อมละเสียได้ที่เสียงนั้น
เมื่อจะดับ ก็ย่อมดับที่เสียงนั้น
"Sounds in the world are delightful things, pleasurable things; therein this craving,
when being abandoned, is abandoned and, when ceasing, ,ceases.
คนฺธา โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา ปหิยฺยมานา ปหิยฺยติ เอตฺถ นิรุชฺฌมานา
นิรุชฺฌติ
กลิ่น เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อบุคคลจะละเสีย ก็ย่อมละเสียได้ที่กลิ่นนั้น
เมื่อจะดับ ก็ย่อมดับที่กลิ่นนั้น
"Smells in the world are delightful things; pleasurable things; therein this craving,
when being abandoned, is abandoned and, when ceasing , ceases.
รสา โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา ปหิยฺยมานา ปหิยฺยติ เอตฺถ นิรุชฺฌมานา
นิรุชฺฌติ
รส เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อบุคคลจะละเสีย ก็ย่อมละเสียได้ที่รสนั้น
เมื่อจะดับ ก็ย่อมดับได้ที่รสนั้น
" Tastes in the world are delightful things, pleasurable things; therein this
craving, when being abandoned, is abandoned and, when ceasing, ceases.
โผฏฺฐพฺพา โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา ปหิยฺยมานา ปหิยฺยติ เอตฺถ นิรุชฺฌมานา
นิรุชฺฌติ
โผฏฐัพพะ เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อบุคคลจะละเสีย ก็ย่อมละเสียได้ที่
โผฏฐัพพะนั้น เมื่อจะดับ ก็ย่อมดับที่โผฏฐัพพะนั้น
"Tangible objects in the world are delgihtful things, pleasurable things; therein this
craving,when being abandoned, is abandoned and, whend ceasing, ceases.
ธมฺมา โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา ปหิยฺยมานา ปหิยฺยติ เอตฺถ นิรุชฺฌมานา
นิรุชฺฌติ
ธัมมารมณ์ เป็นทีรักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก เมื่อบุคคลจะละเสีย ก็ย่อมละเสียได้ที่ธัมมารมณ์นั้น
เมื่อจะดับ ก็ย่อมดับที่ธัมมารมณ์นั้น
"Mental-objects in the world are delightful things, pleasuable things; therein this
craving, when being abandoned, is abandoned and, when ceasing , ceases.
จกฺขุวิญฺญาณํ โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา ปหิยฺยมานา ปหิยฺยติ เอตฺถ นิรุชฺฌมานา
นิรุชฺฌติ
ความรู้ทางตา เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อบุคคลละเสีย ก็ย่อมละเสีย
ได้ที่ความรู้ทางตานั้น เมื่อจะดับ ก็ย่อมดับที่ความรู้ทางตานั้น
"Eye-consciousness in the world is a delightful thing, a pleasurable thing; therein
this craving, when being abandoned, is abandoned, is abandoned and, when
ceasing, ceases.
โสตวิญฺญาณํ โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา ปหิยฺยมานา ปหิยฺยติ เอตฺถ นิรุชฺฌมานา
นิรุชฺฌติ
ความรู้ทางหู เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมือบุคคลละเสีย ก็ย่อมละเสียได้
ที่ความรู้ทางหูนั้น เมื่อจะดับ ก็ย้อมดับที่ความรู้ทางหูนั้น
"Ear-consciousness in the world is a delightful trhing, a pleasurable thing;
therein this craving, when being abandoned, is abandoned and, when
ceasing, ceases.
ฆานวิญฺญาณํ โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา ปหิยฺยมานา ปหิยฺยติ เอตฺถ
นิรุชฺฌมานา นิรุชฺฌติ
ความรู้ทางจมูก เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อบุคคลละเสีย ก็ย่อมละ
เสียได้ที่ความรู้ทางจมูกนั้น เมื่อจะดับ ก็ย้อมดับที่ความรู้ทางจมูกนั้น
"Nos-consciousness, in the world is a delightful thing, a pleasurable
thing; therein this craiving, when being abandoned, is abandoned and,
when ceasing, ceases.
ชิวฺหาวิญฺญาณํ โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา ปหิยฺยมานา ปหิยฺยติ
เอตฺถ นิรุชฺฌมานา นิรุชฺฌติ
ความรู้ทางลิ้น เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อบุคคลละเสีย ก็ย่อมละ
เสียได้ที่ความรู้ทางลิ้นนั้น เมื่อจะดับ ก็ย่อมดับที่ความรู้ทางลิ้นนั้น
"Tongue-consciouness in the world is a delightful thing, a pleasurable
thing; therein this craving, when being abandoned, is abandoned and,
when ceasing, ceases.
กายวิญฺญาณํ โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา ปหิยฺยมานา ปหิยฺยติ เอตฺถ
นิรุชฺฌมานา นิรุชฺฌติ
ความรู้ทางกาย เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อบุคคลละเสีย ก็ย่อมละ
เสียได้ที่ความรู้ทางกายนั้น เมื่อจะดับ ก็ย่อมดับที่ความรู้ทางกายนั้น
"Body-consciousness in the world is a delightful thing, pleasurable
thing; therein this craving, when being abandoned, is abandoned
and, when ceasing, ceases.
มโนวิญฺญาณํ โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา ปหิยฺยมานา ปหิยฺยติ เอตฺถ
นิรุชฺฌมานา นิรุชฺฌติ
ความรู้ทางใจ เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อบุคคลละเสีย ก็ย่อมละ
เสียได้ที่ความรู้ทางใจนั้น เมื่อจะดับ ก็ย่อมดับที่ความรู้ทางใจนั้น
"Mind-consciousness in the world is a delightful thing, pleasurable
thing; therein this craving, when being abandoned, is abandoned
and, when ceasing, ceases.
จกฺขุสมฺผสฺโส โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา ปหิยฺยมานา ปหิยฺยติ เอตฺถ
นิรุชฺฌมานา นิรุชฺฌติ
ความกระทบทางตา เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อบุคคลละเสีย
ก็ย่อมละเสียได้ที่ความกระทบทางตานั้น เมื่อจะดับ ก็ย่อมดับที่ความกระทบทางตานั้น
"Eye-contact in the world is a delightful thing, a pleasurable thing;
therein this craving, when being abandoned, is abandoned and,
when ceasing, ceases.
โสตสมฺผสฺโส โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา ปหิยฺยมานา ปหิยฺยติ เอตฺถ
นิรุชฺฌมานา นิรุชฺฌติ
ความกระทบทางหู เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อบุคคลละ
เสีย ก็ย่อมละเสียได้ที่ความกระทบทางหูนั้น เมื่อจะดับ ก็ย่อมดับที่ความ
กระทบทางหูนั้น
"Ear-contact in the world is a delightful thing, a pleasurable thing;
therein this craving, when being abandoned, is abandoned and,
when ceasing, ceases.
ฆานสมฺผสฺโส โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา ปหิยฺยมานา ปหิยฺยติ เอตฺถ
นิรุชฺฌมานา นิรุชฺฌติ
ความกระทบทางจมูก เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อบุคคลละ
เสีย ก็ย่อมละเสียได้ที่ความกระทบทางจมูกนั้น เมื่อจะดับ ก็ย่อมดับที่ความ
กระทบทางจมูกนั้น
"Nose-contact in the world is a delightful thing, a pleasurable
thing; therein this craving, when being abandoned and,
when ceasing, ceases.
ชิวฺหาสมฺผสฺโส โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา ปหิยฺยมานา ปหิยฺยติ เอตฺถ
นิรุชฺฌมานา นิรุชฺฌติ
ความกระทบทางลิ้น เป็นทีรักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อบุคคลละเสีย
ก็ย่อมละเสียได้ที่ความกระทบทางลิ้นนั้น เมื่อจะดับ ก็ย่อมดับที่ความกระทบ
ทางลิ้นนั้น
"Tongue-contact in the world is a delightful thing, a pleasurable
thing; therein this craving, when being abandoned, is abandoned
and, when ceasing, ceases.
กายสมฺผสฺโส โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา ปหิยฺยมานา ปหิยฺยติ เอตฺถ
นิรุชฺฌมานา นิรุชฺฌติ
ความกระทบทางกาย เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อบุคคลละเสีย
ก็ย่อมละเสียได้ที่ความกระทบทางกายนั้น เมื่อจะดับ ก็ย่อมดับที่ความกระทบทางกาย
นั้น
"Body-contact in the world is a delightful thing, a pleasurabnle thing;
therein this craving, when being abandoned, is abandoned and,
when ceasing, ceases.
มโนสมฺผสฺโส โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา ปหิยฺยมานา ปหิยฺยติ เถตฺถ
นิรุชฺฌมานา นิรุชฺฌติ
ความกระทบทางใจ เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อบุคคลละเสีย
ก็ย่อมละเสียได้ที่ความกระทบทางใจนั้น เมื่อจะดับ ก็ย่อมดับที่ความกระทบทาง
ใจนั้น
"Mind-contact in the world is a delightful thing, a pleasurable thing;
therein this craving, when being abandoned, is abandoned and,
when ceasing, ceases.
จกฺขุสมฺผสฺสชา เวทนา โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา ปหิยฺยมานา
ปหิยฺยติ เอตฺถ นิรุชฺฌมานา นิรุชฺฌติ
เวทนาที่เกิดแต่จักษุสัมผัส เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อ
บุคคลจะละเสีย ก็ย่อมละเสียได้ที่เวทนา ซึ่งเกิดแต่จักษูสัมผัสนั้น เมื่อจะดับ
ก็ย่อมดับที่เวทนา ซึ่งเกิดแต่จักษุสัมผัสนั้น
"The feeling born of eye-contact in teh world is a delightful thing,
a pleasurable thing; therein this craving, when being abandoned,
is abandoned and, when ceasing, ceases.
โสตสมฺผสฺสชา เวทนา โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา ปหิยฺยมานา
ปหิยฺยติ เอตฺถ นิรุชฺฌมานา นิรุชฺฌติ
เวทนาซึ่งเกิดแต่โสตสัมผัส เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อบุคคล
ละเสีย ก็ย่อมละเสียได้ที่ที่เวทนา ซึ่งเกิดแต่โสตสัมผัสนั้น เมื่อจะดับ ก็ย่อมดับที
เวทนา ซึ่งเกิดแต่โสตสัมผัสนั้น
"The feeling born of ear-contact in the world is a delightful thing,
a pleasurable thing; therein this craving, when being abandoned,
is abandoned and, when ceasing, ceases.
ฆานสมฺผสฺสชา เวทนา โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา ปหิยฺยมานา
ปหิยฺยติ เอตฺถ นิรุชฺฌมานา นิรุชฺฌติ
เวทนาซึ่งเกิดแต่ฆานสัมผัส เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อบุคคล
ละเสีย ก็ย่อมละเสียได้ที่เวทนา ซึ่งเกิดแต่ฆานสัมผัสนั้น เมื่อจะดับ ก็ย่อมดับที่
เวทนา ซึ่งเกิดแต่ฆานะสัมผัสนั้น
" The feeling born of nose-contact in the world is a delightful thing,
a pleasurable thing; therein this craving, when being abandoned,
is abandoned and, when ceasing, ceases.
ชิวฺหาสมฺผสฺสชา เวทนา โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา ปหิยฺยมานา
ปหิยฺยติ เอตฺถ นิรุชฺฌมานา นิรุชฺฌติ
เวทนาซึ่งเกิดแต่ชิวหาสัมผัส เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อบุคคล
ละเสีย ก็ย่อมละเสียได้ที่เวทนา ซึ่งเกิดแต่ชิวหาสัมผัสนั้น เมื่อจะดับ ก็ย่อมดับ
ที่เวทนา ซึ่งเกิดแต่ชิวหาสัมผัสนั้น
"The feeling born of tongue-contact in the world is a delightful thing,
a pleasurable thing; therein this craving, when being abandoned,
is abandoned and, when ceasing, ceases.
กายสมฺผสฺสชา เวทนา โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา ปหิยฺยมานา
ปหิยฺยติ เอตฺถ นิรุชฺฌมานา นิรุชฺฌติ
เวทนาซึ่งเกิดแต่กายสัมผัส เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อบุคคล
ละเสีย ก็ย่อมละเสียได้ที่เวทนา ซึ่งเกิดแต่กายสัมผัสนั้น เมื่อจะดับ ก็ย่อมดับที่
เวทนาซึ่งเกิดแต่กายสัมผัสนั้น
"The feeling born of body contact in the world is a delightful thing,
a pleasurable thing; therein this craving, when being abandoned,
is abandoned and, when ceasing ceases.
มโนสมฺผสฺสชา เวทนา โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา ปหิยฺยมานา
ปหิยฺยติ เอตฺถ นิรุชฺฌมานา นิรุชฺฌติ
เวทนาซึ่งเกิดแต่มโนสัมผัส เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อบุคคล
ละเสีย ก็ย่อมละเสียได้ที่เวทนา ซึ่งเกิดแต่มโนสัมผัสนั้น เมื่อจะดับ ก็ย่อมดับที่
เวทนาซึ่งเกิดแต่มโนสัมผัสนั้น
"The feeling born of mind-contact in teh world is a delightful thing,
a pleasurable thing; therein this craving, when being abandoned
thing, is abandoned and, when ceasing, ceases.
รูปสญฺญา โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา ปหิยฺยมานา ปหิยฺยติ
เอตฺถ นิรุชฺฌมานา นิรุชฺฌติ
ความจำรุป เป็นที่รักใคร่ เป็นทีพอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อบุคคลละเสีย
ก็ย่อมละเสียได้ที่ความจำรูปนั้น เมื่อจะดับ ก็ย่อมดับที่ความจำรูปนั้น
" The perception of visual forms in the world is a dlightful thng,
a peasurable thing; therein this craving, when being abandoned,
is abandoned and, when ceasing, ceases.
สทฺทสญฺญา โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา ปหิยฺยมานา ปหิยฺยติ
เอตฺถ นิรุชฺฌมานา นิรุชฺฌติ
ความจำเสียง เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อบุคคลละเสีย
ก็ย่อมละเสียได้ที่ความจำเสียงนั้น เมื่อจะดับ ก็ย่อมดับที่ความจำเสียงนั้น
"The preception of sounds in the world is a delightful thing,
a pleasurable thing; therein this craving, when being abandoned,
is abandoned and, when ceasing, ceases.
คนฺธสญฺญา โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา ปหิยฺยมานา ปหิยฺยติ เอตฺถ
นิรุชฺฌมานา นิรุชฺฌติ
ความจำกลิ่น เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อบุคคลละเสีย
ก็ย่อมละเสียได้ที่ความจำกลิ่นนั้น เมื่อจะดับ ก็ย่อมดับที่ความจำกลิ่นนั้น
"The perception of smells in the world is a delightful thing,
a pleasurable thing; therein this craving, when being abandoned,
is abandoned and, when ceasing, cease.
รสสญฺญา โลเก ปิยรูปํ สาตรูปั เอตฺเถสา ตณฺหา ปหิยฺยมานา ปหิยฺยติ เอตฺถ
นิรุชฺฌมานา นิรุชฺฌติ
ความจำรส เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อบุคคลละเสีย ก็ย่อม
ละเสียได้ที่ความจำกลิ่นนั้น เมื่อจะดับ ก็ย่อมดับที่ความจำกลิ่นนั้น
"The perception of tastes in the world is a delightful thing, a pleasurable
thing; therein this craving, when being abandoned, is abandoned and,
when being abandoned, is abandoned and, when ceasing, ceases.
โผฏฺฐพฺพสญฺญา โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา ปหิยฺยมานา ปหิยฺยติ เอตฺถ
นิรุชฺฌมานา นิรุชฺฌติ
ความจำโผฏฐัพพะ เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อบุคคละเสีย
ก็ย่อมละเสียได้ที่ความจำโผฏฐัพพะนั้น เมื่อจะดับ ก็ย่อมดับที่ความจำโผฏฐัพพะนั้น
"The perception of touches in the world is a delightful thing, a pleasurable
thing; therein this craving, when being abandoned, is abandoned and,
when ceasing, ceases.
ธมฺมสญฺญา โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา ปหิยฺยมานา ปหิยฺยติ เอตฺถ
นิรุชฺฌมานา นิรุชฌติ
ความจำธัมมารมณ์ เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อบุคคลละเสีย
ก็ย่อมละเสียได้ที่ความจำธัมมารมณ์นั้น เมื่อจะดับ ก็ย่อมดับที่ความจำธัมมารมณ์นั้น
"The perception of mental-objectss in the world is a delightful thing,
a pleasurable thing; therein this craving, when being abandoned,
is abandoned and, when ceasing, ceases.
รูปสญฺเจตนา โลเก ปิยรูปํ สาตรูปั เอตฺเถสา ตณฺหา ปหิยฺยมานา ปหิยฺยติ เอตฺถ
นิรุชฺฌมานา นิรุชฺฌติ
ความคิดถึงรูป เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อบุคคลละเสีย ก็ย่อม
ละเสียได้ที่ความคิดถึงรูปนั้น เมื่อจะดับ ก็ย่อมดับที่ความคิดถึงรูปนั้น
"The volition concerning visual forms in the world is a delightful thing,
a pleasurable thing; therein this craving, when being abandoned, is
abandoned and, when ceasing, ceases.
สทฺทสญฺเจตนา โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา ปหิยฺยมานา ปหิยฺยติ เอตฺถ
นิรุชฺฌมานา นิรุชฺฌติ
ความคิดถึงเสียง เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อบุคคลละเสีย
ก็ย่อสละเสียได้ที่ความคิดถึงเสียงนั้น เมื่อจะดับ ก็ย่อมดับที่ความคิดถึงเสียงนั้น
"The volition concerning sounds in the world is a delightful thing,
a apleasurable thing; therein this craving, when being abandoned,
is abandoned and, when ceasing, ceases.
คนฺธสญฺเจตนา โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา ปหิยฺยมานา ปหิยฺยติ
เอตฺถ นิรุชฺฌมานา นิรุชฺฌติ
ความคิดถึงกลิ่น เป็นทีรักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อบุคคลละเสีย
ก็ย่อมละเสียได้ที่ความคิดถึงกลิ่นนั้น เมื่อจะดับ ก็ย่อมดับที่ความึคิดถึงกลิ่นั้น
"The volition concerning smells in the world is a delightful thing,
a pleasurable thing; therein this craving, when being abandoned,
is abandoned and, when ceasing, ceases.
รสสญฺเจตนา โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา ปหิยฺยมานา ปหิยฺยติ
เอตฺถ นิรุชฺฌมานา นิรุชฺฌติ
ความคิดถึงรส เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อบุคคลละเสีย
ก็ย่อมละเสียได้ที่ความคิดถึงรสนั้น เมื่อจะดับ ก็ย่อมดับที่ความคิดถึงรสนั้น
"The volition concerning tastes in the world is a delightful thing,
a pleasurable thing; therein this craving, when being abandoned,
is abandoned and, when ceasing, ceases.
โผฏฺฐพฺพสญฺเจตนา โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา ปหิยฺยมานา ปหิยฺยติ
เอตฺถ นิรุชฺฌมานา นิรุชฺฌติ
ความคิดถึงโผฏฐัพพะ เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อบุคคลละ
เสีย ก็ย่อมละเสียได้ที่ความคิดถึงโผฏฐัพพะนั้น เมื่อจะดับ ก็ย่อมดับที่ความคิด
ถึงโผฏฐัพพะนั้น
"The volition concerning touches in teh world is a delightful thing,
a pleasurable thing; therein this craving, when being abandoned,
is abandoned and, when ceasing, cease.
ธมฺมาสญฺเจตนา โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา ปหิยฺยมานา ปหิยฺยติ
เอตฺถ นิรุชฺฌมานา นิรุชฺฌติ
ความคิดถึงธัมมารมณ์ เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อบุคคล
ละเสีย ก็ย่อมละเสียได้ที่ความคิดถึงธัมมารมณ์นั้น เมื่อจะดับ ก็ย่อมดับที่
ความคิดถึงธัมมารมณ์นั้น
" The volition concerning mental-objects in the world is a delightful
thing, a pleasurable thing; therein this craving, when being abandoned,
is abandoned and , when ceasing, ceases.
รูปตณฺหา โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา ปหิยฺยมานา ปหิยฺยติ เอตฺถ
นิรุชฺฌมานา นิรุชฺฌติ
ความอยากในรูป เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อบุคคลละเสีย
ก็ย่อมละเสียได้ที่ความอยากในรูปนั้น เมื่อจะดับ ก็ย่อมดับที่ความอยากในรูปนั้น
" The craving for visual forms in the world is a delightful thing,
a pleasurable thing; therein this craving, when being abandoned,
is abandoned, when ceasing, ceases.
สทฺทตณฺหา โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา ปหิยฺยมานา ปหิยฺยติ เอตฺถ
นิรุชฺฌมานา นิรุชฺฌติ
ความอยากในเสียง เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อบุคคลจะละเสีย
ก็ย่อมจะละเสียได้ที่ความอยากในเสียงนั้น เมื่อจะดับ ก็ย่อมดับที่ความอยากในเสียง
นั้น
The Craving for sounds in the world is a delightful thing, a pleasurable
thing; therein this craving, when arising, arises and, when settling,
settles.
คนฺธตณฺหา โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา ปหิยฺยมานา ปหิยฺยติ เอตฺถ
นิรุชฺฌมานา นิรุชฺฌติ
ความอยากในกลิ่น เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อบุคคลจะละเสีย
ก็ย่อมละเสียได้ทึ่ความอยากในกลิ่นนั้น เมื่อจะดับ ก็ย่อมดับที่ความอยากในกลิ่นนั้น
" The craving for smells in the world is a delightful thing; a pleasurable
thing, therein this craving, when being abandoned, is abandoned and,
when ceasing, ceases.
รสตณฺหา โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา ปหิยฺยมานา ปหิยฺยติ เอตฺถ
นิรุชฺฌมานา นิรุชฺฌติ
ความอยากในรส เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อบุคคลจะละเสีย ก็ย่อม
ละเสียได้ที่ความอยากในรสนั้น เมื่อจะดับ ก็ย่อมดับที่ความอยากในรสนั้น
"The craving for tastes in the world is a delgightful thing, a pleasurable
thing, therein this craving, when being abandoned, is abandoneed and,
when ceasing, ceases.
โผฏฺฐพฺพตณฺหา โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา ปหิยฺยมานา ปหิยฺยติ เอตฺถ
นิรุชฺฌมานา นิรุชฺฌติ
ความอยากในโผฏฐัพพะ เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อบุคคลจะละเสีย
ก็ย่อมละเสียได้ที่ความอยากในโผฏฐัพพะนั้น เมื่อจะดับ ก็ย่อมดับที่ความอยากในโผฏฐัพพะนั้น
"The craving for touches in the world is a delightful thing, a pleasurable
thing, therein this craving, when being abandoned, is abandoned and,
when ceasing, ceases.
ธมฺมตณฺหา โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา ปหิยฺยมานา ปหิยฺยติ เอตฺถ
นิรุชฺฌมานา นิรุชฺฌติ
ความอยากในธัมมารัมณ์ เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อบุคคลจะละเสีย
ก็ย่อมละเสียได้ที่ความอยากในธัมมารัมณ์นั้น เมื่อจะดับ ก็ย่อมดับทึ่ความอยากใน
ธัมมารมณ์นั้น
"The craving for mental-objects in the world is a delightful thing,
a pleasurable thing, therein this craving, when being abandoned,
is abandoned and, when ceasing, ceases.
รูปวิตกฺโก โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา ปหิยฺยมานา ปหิยฺยติ เอตฺถ
นิรุชฺฌมานา นิรุชฺฌติ
ความตรึกถึงรูป ย่อมเป็นทีรักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อบุคคลจะละเสีย
ก็ย่อมละเสียได้ที่ความตรึกถึงรูปนั้น เมื่อจะดับ ก็ย่อมดับที่ตวามตรึกถึงรูปนั้น
"The thought for visual forms in the world is a delightful thing,
a pleasurable thing, therein this craving, when being abandoned,
is abandoned and, when ceasing, ceases.
สทฺทวิตกฺโก โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา ปหิยฺยมานา ปหิยฺยติ เอตฺถ
นิรุชฺฌมานา นิรุชฺฌติ
ความตรึกถึงเสียง เป็นทีรักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อบุคคลจะละเสีย
ก็ย่อมละเสียได้ทีความตรึกถึงเสียงนั้น เมื่อจะดับ ก็ย่อมดับที่ความตรึกถึงเสียงนั้น
"The thought for sounds in the world is a delightful thing, a pleasurable
thing, therein this craving, when being abandoned, is abandoned
and, when ceasing, ceases.
คนฺธวิตกฺโก โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา ปหิยฺยมานา ปหิยฺยติ เอตฺถ
นิรุชฺฌมานา นิรุชฺฌติ
ความตรึกถึงกลิ่น เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อบุคคลจะละเสีย
ก็ย่อมละเสียได้ที่ความตรึกถึงกลิ่นนั้น เมื่อจะดับ ก็ย่อมดับที่ความตรึกถึงกลิ่นนั้น
"The thought for smells in the world is a delightful thing, a pleasurable
thing, therein this craving, when being abandoned, is abandoned and,
when ceasing, ceases.
รสวิตกฺโก โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา ปหิยฺยมานา ปหิยฺยติ เอตฺถ
นิรุชฺฌมานา นิรุชฺฌติ
ความตรึกถึงรส เป็นทืรักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อบุคคลจะละเสีย
ก็ย่อมละเสียได้ที่ความาตรึกถึงรสนั้น เมื่อจะดับ ก็ย่อมดับที่ความตรึกถึงรสนั้น
"The thought for tastes in the world is a delgihtful thing, a pleasurable
thing, therein this craving, when being abandoned, is abandoned and,
when ceasing, ceases.
โผฏฺฐพฺพวิตกฺโก โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา ปหิยฺยมานา ปหิยฺยติ เอตฺถ
นิรุชฺฌมานา นิรุชฺฌติ
ความตรึกถึงโผฏฐัพพะ เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อบุคคลจะละเสีย
ก็ย่อมละเสียได้ที่ความตรึงถึงโผฏฐัพพะนั้น เมื่อจะดับ ก็ย่อมดับที่ความตรึกถึงโผฏฐัพพะนั้น
"The thought for thouches in the world is delightful thing,
a pleasurable thing, therein this craving, when being abandoned, is
abandoned and, when ceasing, ceases.
ธมฺมวิตกฺโก โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณหา ปหิยฺยมานา ปหิยฺยติ เอตฺถ
นิรุชฺฌมานา นิรุชฺฌติ
ความตรึกถึงธัมมารมณ์ เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อบุคคลจะละเสีย
ก็ย่อมละเสียได้ที่ความตรึกถึงธัมมารมณ์นั้น เมื่อจะดับ ก็ย่อมดับที่ความตรึกถึง
ธัมมารมณ์นั้น
"The thought for mental objectss in the world is a delightful thing,
a pleasurable thing; therein this craving, when arising, arises and,
when settling, settles.
รูปวิจาโร โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา ปหิยฺยมานา ปหิยฺยติ เอตฺถ
นิรุชฺฌมานา นิรุฃฺฌติ
ความตรองถึงรูป เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อบุคคลจะละเสีย
ก็ย่อมละเสียได้ที่ความตรองถึงรูปนั้น เมื่อจะดับ ก็ย่อมดับที่ความตรองถึงรูปนั้น
"The Discursive thought for visual forms in the world is a delightful
thing, a pleasurable thing; therein this craving, when arising, arises
and, when settling, settles.
สทฺทวิจาโร โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา ปหิยฺยมานา ปหิยฺยติ เอตฺถ
นิรุชฺฌมานา นิรุชฺฌติ
ความตรองถึงเสียง เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อบุคคลจะละเสีย
ก็ย่อมละเสียได้ที่ความตรองในเสียงนั้น เมื่อจะดับ ก็ย่อมดับที่ความตรองในเสียงนั้น
" The discursive thought for sounds in the world is a delightful thing,
a pleasurable thing; therein this craving, when arising, arises and,
when settling, settles.
คนฺธวิจาโร โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา ปหิยฺยมานา ปหิยฺยติ เอตฺถ
นิรุชฺฌมานา นิรุชฺฌติ
ความตรองถึงกลิ่น เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อบุคคลจะละเสีย
ก็ย่อมละเสียได้ที่ความตรองถึงกลิ่นนั้น เมื่อจะดับ ก็ย่อมดับที่ความตรองถึงกลิ่นนั้น
The discursive thought for smells in the world is a delightful thing,
a pleasurable thing; therein this craving, when arising, arises and,
when settling, settles.
รสวิจาโร โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา ปหิยฺยมานา ปหิยฺยติ เอตฺถ
นิรุชฺฌมานา นิรุชฺฌติ
ความตรองถึงรส เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อบุคคลจะละเสีย
ก็ย่อมละเสียได้ที่ความตรองถึงรสนั้น เมื่อจะดับ ก็ย่อมดับที่ความตรองถึงรสนั้น
"The discursive thought for tastes in the world is a delightful thing,
a pleasurable thing; therein this craving, when arising, arises and,
when settling, settles.
โผฏฺฐพฺพวิจาโร โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา ปหิยฺยมานา ปหิยฺยติ เอตฺถ
นิรุชฺฌมานา นิรุชฺฌติ
ความตรองถึงโผฏฐัพพะ เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อบุคคลจะละเสีย
ก็ย่อมละเสียได้ที่ความตรองถึงโผฏฐัพพะนั้น เมื่อจะดับ ก็ย่อมดับที่ความตรองถึง
โผฏฺฐัพพะนั้น
"The discursive thought for touches in the world is a delightful thing,
a pleasurable thing; therein this craving, when arising, arises and,
when settling, settles.
ธมฺมวิจาโร โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา ปหิยฺยมานา ปหิยฺยติ เอตฺถ
นิรุชฺฌมานา นิรุชฺฌติ
ความตรองถึงธัมมารมณ์ เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อบุคคล
จะละเสีย ก็ย่อมละเสียได้ที่ความตรองถึงธัมมารมณ์นั้น เมื่อจะดับ ก็ย่อมดับที่
ความตรองถึงธัมมารมณ์นั้น
"The discursive thought for mental objectss in the world is a delightful
thing, a pleasurable thing; therein this craving, when arising, arises and,
when settling, settles.
อิทํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ทุกฺขนิโรโธ อริยสจฺจํ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันนี้ที่กล่าวว่า อริยสัจจ์คือทุกขนิโรธ(ธรรมเป็นที่ดับทุกข์)
"This,Monks, is the Noble Truth of the Cessation of Suffering.
กตมญฺจ ภิกฺขเว ทุกฺขนิโรธคามินีปฏิปทา อริยสจฺจํ
ดุก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสัจจ์คือทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา (ข้อปฏิบัติให้ถึงธรรมเป็นที่
ดับทุกข์) เป็นอย่างไร?
"And, Monkd, what is the Noble Truth of the Path leading to the
cessation of Suffering"
อยเมว อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค เสยฺยถีทํ สมฺมาทิฏฺฐิ สมฺมาสงฺกปฺโป สมฺมาวาจา
สมฺมากมฺมนฺโต สมฺมาอาชีโว สมฺมาวายาโม สมฺมาสติ สมฺมาสมาธิ
ทางอันประเสริฐ ประกอบด้วยองค์ ๘ ทางเดียวนี้แล ทางนี้เป็นอย่างไร คือ
ความเห็นชอบ ความดำริชอบ วิรัติธรรมเครื่องเจรจาชอบ วิรัติธรรมเป็นเครื่อง
กระทำชอบ วิรัติธรรมเป็นที่เลี้ยงชีพชอบ ความพยายามชอบ ความระลึกชอบ
ความตั้งใจชอบ
It is the very Noble Eightfold Path, namely, Right Understanding,
Right Thought, Right Speech, Right Action, Right Livelihood, Right
Effort, Right Mindfulness, Right Concentration.
กตมา จ ภิกฺขเว สมฺมาทิฏฺฐิ
ดุก่อนภิกษุทั้งหลาย สัมมาทิฏฐิ ( ความเห็นชอบ )เป็นอย่างไร?
"And, Monkd, what is Right Understanding?
ยํ โข ภิกฺขเว ทุกฺเข ญาณํ ทุกฺขสมุทเย ญาณํ ทุกฺขนิโรเธ ญาณํ ทุกฺขนิโรธคามินิยา
ปฏิปทาย ญาณํ
ดุก่อนภิกษุทั้งหลาย ความรู้ในทุกข์ ความรู้ในเหตุให้เกิดทุกข์ ความรู้ในธรรมที่ดับทุกข์
ความรู้ในข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ อันใดแล
Monks, understanding of suffering, understanding of the origin
of suffering, understanding of the cessation of suffering, understanding
of the path leading to the cessation of suffering.
อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว สมฺมาทิฏฺฐิ
ดุก่อนภิกษุทั้งหลาย อันนี้ที่กล่าวว่า สัมมาทิฏฐิ( ความเห็นชอบ)
This is called Right Understanding.
กตโม จ ภิกฺขเว สมฺมาสงฺกปฺโป
ดุก่อนภิกษุทั้งหลาย สัมมาสังกัปปะ (ความดำริชอบ) เป็นอย่างไร?
"And, Monks, what is Right Thought?
เนกฺขมฺมสงฺกปฺโป อพฺยาปาทสงฺกปฺโป อวิหึสาสงฺกปฺโป อยํ วุจฺจติ สมฺมาสงฺกปฺโป
ความดำริในการออกบวช(คือออกจากกามารมณ์) ความดำริในความไม่พยาบาท
ความดำริในการไม่เบียดเบียน ดุก่อนภิกษุทั้งหลาย อันนี้ที่กล่าวว่า สัมมาสังกัปปะ
(ความดำริชอบ)
Thought of renunciation, thought of negating ill-will, thought of
negating cruelty: This is called Right Thought.
กตมา จ ภิกฺขเว สมฺมาวาจา
"And, Monks, what is Right Speech?
มุสาวาทา เวรมณี ปิสุณาย วาจาย เวรมณี ผรุสาย วาจาย เวรมณี
สมฺผปฺปลาปา เวรมณี อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว สมฺมาวาจา
เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากกล่าวเท็จ เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากวาจาหยาบคาย
เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากเจรจาสำราก เพ้อเจ้อ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
อันนี้ที่กล่าวว่า สัมมาวาจา( วิรัติเป็นเครื่องเจรจาชอบ)
Abstainging from lying, from slandering, from abusing, from
frivolous tralk: This is called Right Speech.
กตโม จ ภิกฺขเว สมฺมากมฺมนฺโต
ดุก่อนภิกษุทั้งหลาย สัมมากัมมันตะ( วิรัติธรรมเป็นเครื่องกระทำชอบ)
เป็นอย่างไร?
And , Monks, what is Right Action?
ปาณาติปาตา เวรมณี อทินฺนาทานา เวรมณี กาเมสุ มิจฺฉาจารา เวรมณี
เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการฆ่าสัตว์ เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการถือเอา
สิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากความประพฤติผิดในกาม
Abstaining from killing, from stealing, from sexual misconduct;
This is called Right Action.
"And, Monks, what is Right Livelihood?
Here, Monks, a noble disciple, having abandoned wrong livelihood,
makes a living by right livelihood.
อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว สมฺมากมฺมนฺโต
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันนี้ที่กล่าวว่า สัมมากัมมันตะ (วิรัติธรรมเป็นเครื่องกระทำชอบ)
This is called Right Livelihood.
กตโม จ ภิกฺขเว สมฺมาอาชีโว
ดุก่อนภิกษุทั้งหลาย สัมมาอาชีวะ (วิรัติธรรมเป็นที่เลี้ยงชีพฃอบ) เป็นอย่างไร?
อิธ ภิกฺขเว อริยสาวโก มิจฺฉาอาชีวํ ปหาย สมฺมาอาชีเวน ชีวิกํ กปฺเปติ
อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว สมฺมาอาชีโว
ดุก่อนภิกษุทั้งหลาย พระอริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ละความเลี่ยงชีพผิดเสียแล้ว
ย่อมสำเร็จความเป็นอยู่ด้วยการเลี้ยงชีพชอบ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันนี้ที่กล่าวว่า
สัมาอาชีวะ (วิรัติธรรมเป็นเครื่องเลี้ยงชีพชอบ)
Here, Monks, a boble disciple, having abandoned wrong livelihood,
makes a living by right livelihood. This is called Right Livelihood.
กมโม จ ภิกฺขเว สมฺมาวายาโม
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัมมาวายามะ(ความพยายามชอบ) เป็นอย่างไร?
"And, Monks, what is Right Effort?
อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อนุปฺปนฺนานํ ปาปกานั อกุสลานํ ธมฺมานํ อนุกมฺปาทาย ฉนฺทํ
ชเนติ วายมติ วิริยํ อารภติ จิตฺตํ ปคฺคณฺหาติ ปทหติ อุปฺปนฺนานํ ปาปกานํ
อกุสลานํ ธมฺมานํ ปหานาย ฉนฺทํ ชเนติ วายมติ วิริยํ อารภติ จิตฺตํ ปคฺคณฺหาติ
ปทหติ อนุปฺปนฺนานํ กุสลานํ ธมฺมานํ อุปฺปาทาย ฉนฺทํ ชเนติ วายมติ วิริยํ อารภติ
จิตฺตํ ปคฺคณฺหาติ ปทหติ อุปฺปนฺนานํ กุสลานํ ธมฺมานํ ฐิติยา อสมฺโมสาย ภิยฺโยภาวาย
เวปุลฺลาย ภาวนาย ปาริปูริยา ฉนฺทํ ชเนติ วิริยํ อารภติ จิตฺตํ ปคฺคณฺหาติ ปทหติ
ดุก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เพื่อจะยังอกุศลธรรม อันเป็นบาป
ที่ยังไม่เกิดขึ้น ไม่ให้เกิดขึ้น ย่อมยังความพอใจให้บังเกิด ย่อมพยายาม
ย่อมปรารภความเพียร ย่อมประคองจิตไว้ เพื่อจะละอกุศลธรรม อันเป็นบาป
ที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมยังความพอใจให้บังเกิด ย่อมพยายาม ย่อมปรารภความเพียร
ย่อมประคองจิตไว้ เพื่อจะยังกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้น ให้เกิดขึ้น ย่อมยังความ
พอใจให้บังเกิด ย่อมพยายาม ย่อมปรารภความเพียร ย่อมประคองจิตไว้
เพื่อความตั้งอยู่ ไม่ให้สาบศูนย์ เจริญยิ่ง ไพบูลย์มีขึ้นเต็มเปี่ยม แห่งกุศลธรรม
ที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมยังความพอใจให้เกิดขึ้น ย่อมพยายาม ย่อมปรารภความเพียร
ย่อมประคองตั้งจิตไว้
Here, Monks, a monk rouses the will, puts forth effort, stir up energy,
exerts the mind and strives for the non-arising of evil, unwholesome
states taht have not arisen; he wouses the will, puts forth effort,
stirs up evergy, exerts the mind and strives for the overcoming of evil,
unwholesome states that have arisen; he rouses the will, puts forth effort,
stirs up energy,exerts the mind and strives for the stability, for the
consilidation, for the incease, for the maturity, for the development
and for the perfection ghrought cultivation, of wholesome states that have
arisen.
อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว สมฺมาวายาโม
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันนี้ที่กล่าวว่า สัมมาวายามะ( ความพยายามชอบ)
This is called Right effort.
กตมา จ ภิกฺขเว สมฺมาสติ
ดุก่อนภิกษุทั้งหลาย สัมมาสติ (ความระลึกชอบ) เป็นอย่างไร?
"And , Monks, what is Right Mindfulness?
อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ
กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา นิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ
เวทนาสุ เวทนานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ
จิตเต จิตฺตานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ
ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเป็นผู้พิจารณาเห็นกายในกายเนืองๆ อยู่
มีความเพียรให้กิเลสเร่าร้อน มีสัมปชัญญะ มีสติ พึงนำอภิชฌาและโทมนัส(ความยินดี
และความยินร้าย) ในโลกให้พินาศ
ย่อมเป็นผู้พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาเนืองๆ อยู่ มีความพียรให้กิเลสเร่าร้อน มี
สัมปชัญญะ มีสติ พึงอภิชฌาและโทมนัส ในโลกให้พินาศ
ย่อมเป็นผุ้พิจารณาเห็นจิตในจิตเนืองๆอยุ่ มีความเพียรให้กิเลสเร่าร้อน มีสัมปชัญญะ
มีสติ พึงนำอภิชฌาและโทมนัส ในโลก เสียให้พินาศ
ย่อมเป็นผุ้พิจารณาเห็นธรรมในธรรมเนืองๆ อยุ่ มีความเพียรให้กิเลสเร่าร้อน มีสัมปชัญญะ
มีสติ พึงนำอภิชฌาและโทมนัส ในโลกให้พินาศ
Here, a monk dwells contemplating the body in the body, ever ardent,
clearly comprehending and mindful, removing covetousness and
grief in the world; he dwells contemplating the feeling in the feelings,
ever ardent, cearly comprehending and mindful, removing covertousness
and grief in the world; he dwells contemplating the mind in the mind,
ever ardent, clearly comprehending and mindful, removing covetousness
and grief in the world.
อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว สมฺมาสติ
ดุก่อนภิกษุทั้งหลาย อันนี้ที่กล่าวว่า สัมมาสติ ( ความระลึกชอบ)
This, Monks, is called Right Mindfulness.
กตโม จ ภิกฺขเว สมฺมาสมาธิ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัมมาสมาธิ( ความตั้งจิตมั่นชอบ) เป็นอย่างไร?
And, Monks, what is Right Concentration?
อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ วิวิจฺเจว กาเมหิ วิวิจฺจ อกุสเลหิ ธมเมหิ สวิตกฺกํ สวิจารํ
วิเวกชมฺปีตีสุขํ ปฐมํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ
ดุก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดแล้วจากกามารมณ์ สงัดแล้วจาก
ธรรมที่เป็นอกุศล เข้าถึงปฐมฌาน( ความเพ่งที่ ๑) ประกอบด้วย วิตกและวิจาร
มีปีติและสุข กันเกิดจากวิเวก
Here, Monks, a monk, having entirely withdrawn from sensaul pleasures
and having entirely withdrawn from sensual pleasures and having
withdrawn from unwholesome states, attains and dwells in the
first stage of ecstatic adsorption ( jhana), which is accompanied
by inifial applicaiton, sustained applicaiton, rapture and happiness,
born of seclusion.
วิตกฺกวิจารานํ วูปสมา อชฺฌตฺตํ สมปสาทนํ เจตโส เอโกทิภาวํ อวิตกฺกํ
อวิจารํ สมาธิชมฺปีติสุขํ ทุติยํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ
เพราะความที่วิตกและวิจาร(ทั้ง ๒ ) ระงับลง เข้าถึงทุติยฌาน ( ความเพ่งที่ ๒ )
เป็นเครื่องผ่องใสใจ ณ ภายใน ให้สมาธิเป็นธรรมอันเอก ผุดมีขึ้น ไม่มีวิตก
ไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุขที่เกิดจากสมาธิ
With the subsiding of both initial and sustained appalication, having
gained internal confidence and singleness of mind, he attains and
dwells inteh second stage of ecstatic absorption which is without
initial and sustained application and born of ecstatic concentration
with rapture and happiness.
ปีติยา จ วิราคา อุเปกฺขโก จ วิหรติ สโต จ สมฺปชาโน สุขญฺจ กาเยน
ปฏิสํเวเทติ ยนฺตํ อริยา อาจิกฺขนฺติ อุเปกฺขโก สติมา สุขวิหารีติ
ตติยํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ
อนึ่ง เพราะความที่ปีติวิราศ( ปราศ) ไป ย่อมเป็นผู้เพิกเฉยอยุ่ และมีสติสัมปชัญญะ
และเสวยสุขด้วยกาย อาศัยคุณคืออุเบกขา สติ สัมปชัญญะ และเสวยสุขอันใดเล่า
เป็นเหตุ พระอริยเจ้าทั้งหลายย่อมสรรเสริญผู้นั้น ว่าเป็นผู้อุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข
เข้าถึงตติยฌาน (ความเพ่งที่ ๓ )
With the overcoming of rapture, he then dwells in equanimity, mindful
and clearly comprehending, he experiences in his person( body
and mind ) that b liss of which the Noble Ones say, ' Happy, indeed,
is he who dwells equanimous and mindful,' and thus atains and
dwells in the third stage of ecstatic absorption.
สุขสฺส จ ปหานา ทุกฺขสฺส จ ปหานา
ปุพฺเพว โสมนสฺสโทมนสฺสานํ อตฺถงฺคมา อทุกฺขมสุขํ อุเปกฺขาสติปาริสุทธึ
จตุตฺถํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ
เพราะละสุขเสียได้ เพราะละทุกข์เสียได้ เพราะความที่โสมนัส และโทมนัส(ทั้ง๒)
ในกาลก่อนอัสดงค์ดับไป เข้าถึงจตุตถฌาน (ความเพ่งที่ ๔) ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข
มีแต่ความที่สติเป็นธรรมชาติบริสุทธิ์ เพราะอุเบกขา
With the abandoning of pleasure and pain, and through the
disappearance already of pleasure and pain, and through the
disappearance already of both joy and grief, he attains and
dwells in the fourth stage of ecstatic absorption, a state
which, rising above both pain nor pleasure, has utter pourity of
mindfulness and equanimity.
อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว สมฺมาสมาธิ
ดุก่อนภิกษุทั้งหลาย อันนี้ที่กล่าวว่า สัมมาสมาธิ( ความตั้งจิตมั่นชอบ)
This is called Right Concentration.
อิทํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทา อริยสจฺจํ
ดุก่อนภิกษุทั้งหลาย อันนี้ที่กล่าววา อริยสัจคือทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา
(ข้อปฏิบัติให้ถึงธรรมเป็นที่ดับทุกข์)
"This, Monks, is the Noble Truth of the Path leading to the cessation
of Suffering.
อิติ อชฺฌตฺตํ วา ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ
พหิทฺธา วา ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ
อชฺฌตฺตพหิทฺธา วา ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ
ดังนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมเป็นภายในบ้าง ย่อมพิจารณาเห็นธรรม
ในธรรม เป็นภายนอกบ้าง ย่อมพิจารณาเห็นธรรมทั้งภายใน ทั้งภายนอกบ้าง
'Thus, he dwells contemplating the mental-objects int eh mental-objects
internally, or he dwells contemplating the mental-object in the mental
objects both internally and externally.
สมุทยธมฺมานุปสฺสี วา ธมฺเมสุ วิหรติ
วยธมฺมานุปสฺสี วา ธมฺเมสุ วิหรติ
สมุทยวยธมฺมานุปสฺสี วา ธมฺเมสุ วิหรติ
ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดาคือความเกิดขึ้นในธรรมบ้าง ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดาคือ
ความเสื่อมไปในธรรมบ้าง ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือ ทั้งความเกิดขึ้น ทั้งความ
เสื่อมไปในธรรมบ้าง
He dwells contemplating the origination factors in the mental-objects;
or he dwells contemplating the dissolution factors in the mental-objects.
อตฺถิ ธมฺมาติ วา ปนสฺส สติ ปจฺจุปฏฺฐิตา โหติ ยาวเทว ญาณมตฺตาย ปติสฺสติมตฺตาย
อนิสฺสิโต จ วิหรติ น จ กิญฺจิ โลเก อุปาทิยติ
ก็หรือสติว่า ธรรมมีอยุ่ เข้าไปตั้งอยู่เฉพาะหน้าแก่เธอนั้น แต่เพียงสักว่าเป็นที่รู้ แต่
เพียงสักว่าเป็นที่อาศัยระลึก ย่อมไม่ยึดถืออะไร ๆ ในโลกด้วย
Or his mindfulness is established as ' There is the mental-object only,'
to the extent necessary for knowledge and mindfulness.
He dwells completely independent ( not depending on craving and
wrong view), clinging to nothing in the world.
อวมฺปิ โข ภิกฺขเว ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ จตูสุ อริยสจฺเจสุ
ดุก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรม คือ อริยสัจ ๔ อย่างนี้แล
"Monks, thus indeed, a monk dwells contemplating the mental-object
in the mental-objects of the Four Noble Trughts.
สจฺจปพฺพํ นิฏฺฐิตํ : จบข้อกำหนดด้วยสัจจะ:
The Truth Section ended
ธมฺมานุปสฺสนาสติปฏฺฐานํ นิฏฺฐิตํ : จบธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน:
อาสงส์การเจริญมหาสติปัฏฐาน:
Assurance of attainment
โย หิ โกจิ ภิกฺขเว อิเม จตฺตาโร สติปฏฺฐาเน เอวํ ภาเวยฺย สตฺต วสฺสานิ
ตสฺส
ทฺวินฺนํ ผลานํ อญฺญตรํ ผลํ ปาฏิกงฺขํ ทิฏฺเฐว ธมฺเม อญฺญา สติ วา
อุปาทิเสเส อนาคามิตา
ดุก่อนภิกษุกทั้งหลาย ผู้ใดผู้หนึ่งพึงเจริญสติปัฏฐานทั้ง ๔ นี้ อย่างนั้น
ผู้นั้น พึงหวังผลทั้ง ๒ ผลอันใดอันหนึ่ง คือ พระอรหัตผลในปัจจุบัน
ชาตินี้ ๑ หรือเมื่ออุปาทิ (คือสังโยชน๋) ยังเหลืออยู่ เป็นพระอนาคามี ๑
(คือผู้นั้นคงจะได้อรหัตผล หรือ อนาคามิผล ในปัจจุบันชาตินี้เป็นแน่)
"Indeed, Monks, whoever is practising these Four Foundations of
Mindfulness for seven years, he can expect one of two results-
The Highest Knowledge, here and now, or if there still be a residual
clinging, the state of the Non-Returner.
ติฏฺฐนฺตุ ภิกฺขุ สตฺต วสฺสานิ โย หิ โกจิ ภิกฺขเว อิเม จตฺตาโร สติปฏฺฐาเน
เอวํ
ภาเวยฺย
ฉ วสฺสานิ
ปญฺจ วสฺสานิ
จตฺตาริ วสฺสานิ
ตีณิ วสฺสานิ
เทฺว วสฺสานิ
เอกํ วสฺสํ
ตสฺส ทฺวินฺนํ ผลานํ อญฺญตรํ ผลํ ปาฏิกงฺขํ ทิฏฺเฐว ธมฺเม อญฺญา สติ วา
อุปาทิเสเส อนาคามิตา
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ๗ ปียกไว้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดผู้หนึ่ง พึงเจริญสติ
ปัฏฐานทั้ง ๔ นี้ อย่างนั้น ตลอด
๖ ปี
๕ ปี
๔ ปี
๓ ปี
๒ ปี
๑ ปี
ผู้นั้น พึงหวังผลทั้ง ๒ ผลอันใด อันหนึ่ง
คือพระอรหันตผลในปั้จจุบันชาตินี้ ๑ หรือเมื่ออุปาทิ ( คือ สังโยชน์) ยัง
เหลืออยุ่ เป็นพระอนาคามี ๑
"Monks, let a lone seven years! Should any person practise these
Four Foundations of Mindfulness, in this way, for sex years,......
five years,....... four years,........ three years,..... two years,.... one
year, then he can expect one of two results-The Highest Knowledge,
here and now, or if there still be a residual clinging, the state of the
Non-Returner.
ติฏฺฐตุ ภิกฺขเว เอกํ วสฺสํ โย หิ โกจิ ภิกฺขเว อิเม จตฺตาโร สติปฏฺฐาเน เอวํ ภาเวยฺย
สตฺต มาสานิ
ฉ มาสานิ
ปญฺจ มาสานิ
จตฺตาริ มาสานิ
ตีณิ มาสานิ
เทฺว มาสานิ
มาสํ
อฑฺฌมาสํ
ตสฺส ทฺวินฺนํ อญฺญตรํ ผลํ ปาฏิกงฺขํ ทิฏฺเฐว ธมฺเม อญฺญา สติ วา อุปาทิเสเส อนาคามิตา
ดุก่อนภิกษุทั้งหลาย ปีหนึ่งยกไว้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดผุ้หนึ่ง พึงเจริญสติปัฏฐานทั้ง
๔ นี้ อย่างนั้น ตลอด
๗ เดือน
๖ เดือน
๕ เดือน
๔ เดือน
๓ เดือน
๒ เดือน
๑ เดือน
กึ่งเดือน
ผู้นั้น พึงหวังผลทั้ง ๒ ผลอันใดอันหนึ่ง คือ พระอรหัตตผลในปัจจุบันชาตินี้ ๑ หรือเมื่อ
อุปาทิ ( คือ สังโยชน์) ยังเหลืออยุ่ เป็นพระอนาคามี ๑
"Monks, let alone one year! Should any person practise these Four
Foundations of Mindfulness, in this way, for seven months, six months,...
five months,....... four months,,........ three months,...... two months,....
one month,... half-a - month,... then he can expect one of two restults-
The Highest Knowledge, here and now, or, if there still be a residual
clinging, the state of the Non-Returner.
ติฏฺฐตุ ภิกฺขเว อฑฺฌมาโส โย หิ โกจิ ภิกฺขเว อิเม จตฺตาโร สติปฏฺฐาเน เอวํ ภาเวยฺย
สตฺตาหํ ตสฺส ทฺวินฺนํ ผลานํ อญฺญตรํ ผลํ ปาฏิกงฺขํ ทิฏฺเฐว ธมฺเม อญฺญา สติ วา
อุปาทิเสเส อนาคามิตา
ดุก่อนภิกษุทั้งหลาย กึ่งเดือนยกไว้ ดุก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดผู้หนึ่ง พึงเจริญ
สติปัฏฐานทั้ง ๔ นี้ อย่างนั้น ตลอด ๗ วัน ผู้นั้น พึงหวังผลอันใด อันหนึ่ง
คือ พระอรหัตตผลในปัจจุบันชาตินี้ ๑ หรือ เมื่ออุปาทิ( คือ สังโยชน์) ยังเหลือ
อยุ่ เป็นพระอนาคามี๑
"Monks, let alone half a month! Should any person practise these Four
Foundatins of Mindfulness, in this way, for seven days, then he can
expect one of two results-The Highest Knowledge, here and now,
or if there still be a residual clinging, the state of the Non-Returner.
เอกายโน ภิกฺขเว อยํ มคฺดค สตฺตานํ วิสุทฺธิยา โสกปริเทวานํ สมติกฺกมาย
ทุกฺขโทมนสฺสานํ อฏฺฐงฺคมาย ญายสฺส อธิคมาย นิพฺพานสฺส สจฺฉิกิริยาย
ยทิทํ จตฺตาโร สติปฏฺฐานาติ
ดุก่อนภิกษุทั้งหลาย ทางนี้เป็นที่ไปอันเอก เพื่อความหมดจดวิเศษของสัตว์ทั้งหลาย
เพื่อก้าวล่วงเสียซึ่งความโศกและความร่ำไร เพื่ออัสดงค์ดับไปแห่งทุกข์และโทมนัส
เพื่อบรรลุญายธรรม เพื่อกระทำพระนิพพานให้แจ้ง ทางนี้คือสติปัฏฐาน ๔ อย่าง
ด้วยประการฉะนี้
" Because of this, it was said, ' This is the Sole Path for the purification
of beings, for the overcoming fo sorrow and lamentation, for the
disappearance of pain and grief, for reaching the Noble Path,
for the realization of Nobbana, namely, the Four Foundations of
Mindfulness.
อิติ ยนฺตํ วุตตํ อิทเมตํ ปฏิจฺจ วุตตนฺติ
อิทมโวจ ภควา อตฺตมนา เต ภิกฺขู ภควโต ภาสิตํ อภินนฺทุนฺติ
คำอันใดที่กล่าวแล้วอย่างนี้ คำอันนั้น ที่อาศัยทางอันเอก (คือสติปัฏฐาน ๔ ) นี่
กล่าวแล้วด้วยประการฉะนี้ พระผุ้มีพระภาคตรัสพระสูตรนี้จบแล้ว ภิกษุเหล่านั้น
มีใจยินดี เพลิดเพลินนักซึ่งภาษิตของพระผุ้มีพระภาคเจ้า ด้วยประการฉะนี้แล
"Thus spoke the Blessed One.Glad in their hearts, these monks, welcomed the words of the Blessed One.
end
สมลักษณ์ วันโย
5 สิงหาคม 2550
|
|