วัดสระเกศตั้งอยู่แขวงบ้านบาตร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย เขตกรุงเทพมหานครมีตำนานเนื่องใน พระราชพงศาวดารว่า เมื่อวันเสาร์ เดือน ๕ แรม ๙ ค่ำ ปีขาล จัตวาศก จุลศักราช ๑๑๔๔ ตรงกับ
พุทธศักราช ๒๓๕๒ คราวที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอด ฟ้าจุฬาโลก เสด็จเข้าโขลนทวารประทับ
สรงมุรธาภิเษกที่วัดสระแก ก่อนเสด็จขึ้นครองราชย์ ปัจจุบันเป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดราช
วรมหาวิหารมีข้อ ความปรากฎตามตำนานว่าวัดสระเกศแห่งนี้ เป็นวัดเก่าแก่สร้างมาตั้งแต่สมัย
กรุงศรีอยุธยา เดิมชื่อว่าวัดสระแก  เพิ่งมาเปลี่ยนเป็นวัดสระเกศ เมื่อรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระ
พุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ ๑ ครั้งที่ได้ทรงสร้างกรุงเทพมหานครเป็นคราวแรก วัดสระเกศได้
เป็นวัดสำคัญเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของชนชาติไทย และเกี่ยวกับพระบรมราชจักรีวงศ์มาตั้งแต่
ต้น จึงได้รับพระราชกรุณาโปรดเกล้า ให้เป็นพระอารามหลวง     ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ตั้งแต่รัชกาลที่  ๑  เป็นต้นมาได้ทรงบริจาคพระราชทรัพย์ เป็นจำนวนมาก  ปฎิสังขรณ์  ก่อสร้าง
ถาวรวัตถุและเสนาสนะสงฆ์ ที่อยู่ของพระภิกษุสามเณร จัดเป็นเขตสังฆาวาส
 
 
 




พระวิหารหลังนี้ สวยงามสูงเด่นเป็นสง่า มีหลังคามุงด้วยกระเบื้องเคลือบ มีช่อฟ้าใบระกาหน้าบันทั้งสองด้าน ประดับด้วย กระจกสี วิจิตรงดงาม เป็นที่ประดิษฐถาน พระพุทธรูปที่สำคัญ  ๒  องค์ด้วยกันคือ  พระอัฎฐารส  และ  หลวงพ่อดุสิต ซึ่งพระอัฎฐารส มีพระนามเต็มว่า พระอัฎฐารสศรีสุคตทศพลญาณบพิตร เป็นพระพุทธรูปที่มีความสำคัญองค์หนึ่ง ในกรุง เทพมหานคร เป็นพระพทุธรูป ปางประธานพร ซึ่งหล่อปิดทองขนาดใหญ่มาก สูงถึง ๕ วา ๑ ศอก ๑๐ นิ้ว ( ๒๑ ศอก ๑ นิ้ว ) ประดิษฐาน อยู่บนชุกชี ในพระวิหาร ธรรมดาเมืองหลวงแต่ก่อน ย่อมมีพระอัฎฐารสเป็นประจำราชธานี พระบาทสมเด็จ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ( ร. ๓ ) ทรงโปรดให้อัญเชิญ พระอัฎฐารส มาจากวัดวิหารทอง เมืองพิษณุโลก มาประดิษฐานไว้ ณ พระวิหารแห่งนี้ อนึ่ง พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินทอดกฐิน ที่วัดสระเกศแห่งนี้ ย่อมเสด็จมาทรงจุดธูปเทียนถวาย สักการะ พระอัฎฐารสก่อน แล้วจึงเสด็จเข้าพระอุโบสถ ส่วน หลวงพ่อดุสิต นั้น เป็นพระพทุธรูปปางมารวิชัย มีประวัติเล่าเป็นพระประธาน ประจำพระอุโบสถวัดดุสิต (  ปัจจุบันนี้ไม่มีแล้ว ) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ( ร. ๕ ) ทรงให้รื้อวัดดุสิตเพื่อสร้างพระราชวังดุสิต และสวนสัตว์ดุสิต และได้ทรงโปรดให้อัญเชิญ พระประธานประจำอุโบสถวัดดุสิต มาประดิษฐานอยู่ในห้องด้านหลัง พระวิหารอัฎฐารส ซึ่งว่างอยู่ ภายหลังจึงเรียกกันว่า " หลวงพ่อดุสิต "




พระอุโบสถ นอกจากจะเป็นที่ประชุมสงค์เพื่อทำสังฆกรรมต่าง ๆ ของพระภิกษุสามเณรแล้ว ยังเป็นจุดศูนย์รวม ของศิลปะแขนงต่าง ๆ ด้วยตั้งอยู่ภายในกำแพงแก้ว มีพระระเบียงรอบพระอุโบสถ ระหว่างกำแพงแก้ว กับพระระเบียงนั้น มีพระเจดีย์รายรอบ พระระเบียงมีซุ้มประตูทั้ง ๔ ทิศ แต่ละซุ้ม สร้างวิจิตรสวยงาม มีมุขยื่นลดหลั่นกันไป หลังคาประกอบ ด้วย ช่อฟ้า ใบระกาหางหงส์ มุงด้วยกระเบื้องเคลือบ หน้าบันซุ้มประตูมีลวดลายประดับด้วย กระจก ภายในพระระเบียง มีพระพุทธรูปประดิษ ฐานเรียงกันเต็มพระระเบียงทั้ง ๔ ด้าน มีจำนวนถึง ๑๖๓ องค์ พระพุทธรูปเหล่านี้ได้อัญเชิญมา ประดิษฐานไว้ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ( รัชกาลที่ ๓ ) มีพัทธสีมาตั้งรายรอบอยู่ ๘ ทิศ ประดิษฐาน อยู่ในซุ้ม ทรงกูบช้าง ประดับด้วยกระเบื้องที่สั่งมาจากเมืองจีน วิจิตรสวยงาม ใบสีมาแต่ละซุ้มนั้น สลักด้วยศิลา ประดับกระจกสี ซุ้มละ ๒ ใบ ซุ้มพัทธสีมา วัดสระเกศนี้ มีชื่อเสียงในด้านความสวยงามและแปลกเป็นพิเศษต่างจากวัดอื่น ๆ จนสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวฃิรญาณวโรรส (สมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ ๑๐ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ )  ทรงสรรเสริญว่า  " ซุ้มพัทธสีมาวัดสระเกศ วิจิตรสวยงามมาก ควรถือเป็นแบบอย่างได้ "
            พระอุโบสถ เป็นที่ประดิษฐาน พระประธานปางสมาธิ ซึ่งเป็นพระปั้นปิดทองปางสมาธิที่ใหญ่โตพร้อมด้วยความงาม สมพุทธลักษณะ องค์หนึ่ง ในกรุง เทพมหานคร ที่ฝาผนังด้านใน ๒ ด้านเบื้องล่าง เป็นภาพทศชาติ ส่วนด้านบน เป็นภาพเทวดา และท้าวจตุโลกบาล ด้านหน้าเป็นภาพมารวิชัย ส่วนด้านหลัง   พระประธาน เป็นภาพไตรภูมิ คือ ภาพสวรรค์ มนุษย์ และนรก




พระพุทธรูปองค์นี้ เป็นพระพุทธรูปปิดทอง ปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง ๔ ศอก สันนิษฐานว่าเป็นฝีมือปั้นยุคกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นพระพุทธรูป ที่คู่กับพระบรมบรรตพต ภูเขาทอง มาตั้งแต่ต้น เล่ากันว่าสร้างไว้เพื่อให้ เจ้านายและพุทธบริษัททั่วไป ที่ไม่สามารถขึ้นไปบูชา องค์พระบรมบรรพต ได้บูชาที่พระพุทธรูปองค์นี้
 
 
 
 
 




พระพุทธรูปปางมารวิชัยองค์นี้ เป็นพระพุทธรูปหล่อปิดทอง ในสมัยรัชกาลที่ ๓ หน้าตักกว้าง ๗ ศอก ๑ คืบ สูง ๑๐ ศอก นับว่าเป็นพระพุทธรูปหล่อด้วยโลหะที่ใหญ่มากองค์หนึ่ง ชาวบ้านจึงเรียกว่า " หลวงพ่อโต "  ซึ่งประดิษฐานอยู่ที่เชิงพระบรม บรรพต ภูเขาทอง ด้านทิศเหนือ ตามประวัติได้บันทึกเอาไว้ว่า พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ได้มีพระ ราชศรัทธา ให้สร้างหลวงพ่อโตไว้ ต่อมา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงพระกรุณาโปรดให้ นำมา ประดิษฐานไว้ที่วัดสระเกศ ตั้งแต่บัดนั้นมาจนถึงปัจจุบัน หลวงพ่อโตองค์นี้ มีพุทธศาสนิกชน ผู้เคารพนับถือ เลื่อมใส มาสัก การะบูชาเป็นประจำ โดยเฉพาะผู้ที่อยู่บริเวณใกล้เคียง ถือว่า " เป็นหลวงพ่อที่ให้ความคุ้มครอง ให้ความสุข ความเจริญ "
 




พระบรมบรรพตภูเขาทอง นี้มีความสูงประมาณ ๑๐๐ เมตร และมีความกว้างโดยรอบเส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ ๕๐๐ เมตร ตามประวัติศาสตร์ไทยได้บันทึกไว้ว่า ณ พระบรมบรรพตภูเขาทองแห่งนี้ ในสมัยรัชกาล พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ สองครั้ง สองคราด้วยกันคือ ครั้งแรก ในปีพุทธศักราช ๒๔๒๐ ได้ทรงบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ที่ได้ทรงอัญเชิญมาจาก พระบรมมหาราชวัง ซึ่งพระราชวงค์ ได้ทรงพระราชทานมา ส่วนครั้งที่ ๒ นั้นคือ เมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๔๔๒ ได้ทรงอนุญาติให้ บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ที่อัญเชิญมาจากเมืองกบิลพัสดุ์ ประเทศอินเดีย ซึ่งผู้สำเร็จราชการแทน ประเทศอินเดีย ลอร์ด มาวิส เคอร์ซอล ได้ทูลเกล้าถวาย
            ท่านสามารถขึ้นมากราบนมัสการพระบรมสารีริกธาตุ ณ พระบรมบรรพต ภูเขาทอง ข้างบนนี้ได้โดยการขึ้นมาตามบันได เวียน ซึ่งมีอยู่ทั้ง ๒ ด้านคือด้านทิศเหนือ และด้านทิศใต้ ซึ่งบันไดแต่ละด้านมี ๓๔๔ ขั้นด้วยกัน การที่ประเทศใด จะมีพระบรมสารีริกธาตุไวใน้ครอบครองได้นั้น เป็นสิ่งที่ทำได้ยากยิ่งนัก เพราะในโลกนี้ มีเพียงไม่กี่ประเทศเท่านั้นที่มีพระบรมสารีริกธาตุไว้สักการะบูชา เช่น จีน อินเดีย และญี่ปุ่น
            อนึ่ง ท่านที่ขึ้นมาบนพระบรมบรรพต ภูเขาทองแห่งนี้ นอกจากจะได้นมัสการ พระบรมสารีริกธาตุแล้ว ยังได้สัมผัสกับบรรยากาศที่แสนบริสุทธิ์ และความ สงบ ร่มรื่น ทั้งยังสามารถชมทิวทัศน์ที่สวยงามของกรุงเทพมหานครได้รอบทิศอย่างเพลิดเพลิน ชัดเจน จนเต็มอิ่ม อีกด้วย



โพธิ์ต้นนี้เป็นพันธ์พระศรีมหาโพธิ์ ที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า มีประวัติว่า เมื่อรัชกาลที่ ๒ ปีจอ ฉศก จุลศักราช ๑๑๗๖ ตรงกับพุทธศักราช ๒๓๕๗ ได้ส่งพระอาจารย์ดี กับพระอาจารย์เทพ เป็นหัวหน้า สมณฑูต ไปประเทศศรีลังกา เพื่อเผยแพร่พุทธศาสนา หลังจากปฏิบัติศาสนกิจอยู่ที่นั่น เป็นเวลา ๓ ปี ก็ได้นิวัติกลับประเทศไทย ได้นำต้นโพธิ์ลังกา จากเมือง อนุราชปุรี จำนวน ๓ ต้น มาถวายพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย โปรดให้ปลูกไว้ที่วัดสระเกศ หนึ่งต้น ที่เหลือ ปลูกที่วัดมหาธาตุ และวัดสุทัศน์เทพวราราม



  หอไตรวัดสระเกศ เป็นหอไตรที่มีมาก่อนสมัยรัตนโกสินทร์ เป็นศิลปสมัยกรุงศรีอยุธยาที่ยังคงมีมาถึงสมัยปัจจุบัน ได้รับการบูรณะขึ้น ในสมัยรัชกาลที่ ๑ และบูรณะใหญ่อีกครั้ง ในสมัยรัชกาลที่ ๓ ในหนังสือสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์          ๒๐๐ ปี ได้กล่าวถึงหอไตรวัดสระเกศ ไว้ว่า
            " สิ่งสำคัญภายในวัด หอไตร เป็นหลักฐานศิลปะสมัยอยุธยาชิ้นเดียวที่ยังเหลืออยู่ในวัดที่แสดงให้เห็นว่า วัดนี้เป็นวัดโบราณสมัยอยุธยา หอไตรนี้ ตั้งอยู่ในเขตสังฆวาส ริมถนนตรงข้ามกับภูเขาทอง ภายนอกได้รับการ      ปฎิสังขรณ์ เป็นของใหม่ หุ้มโครงนอกไว้ ส่วนศิลปะสมัยอยุธยาที่คงเหลืออยู่ภายใน คือจำหลักที่ประตูหน้าต่าง บัวฐานที่มีภาพเขียนลายกำมะลอ รูปชีวิตความเป็นอยู่ในสมัยของผู้คนสมัยอยุธยา ด้านหลังลายกำมะลอ เป็นภายเขียนแบบจีน ซึ่งฝีมืองดงามมาก บานหน้าต่างหอไตร เป็นลายรดน้ำ ปิดทองรูปทหารเปอร์เซีย ทหารฝรั่งเศส สมัยพระเจ้าหลุยส์ และทหารชาติต่าง ๆ  "
            หอไตรวัดสระเกศแต่เดิม ปลูกเป็นเรือนไม้กลางสระน้ำ เพื่อป้องกันปลวกและหนู ตามความนิยมการก่อสร้างหอไตร แต่บัดนี้ สระนั้นถูกถมเสียแล้ว
ลักษณะศิลปะกรรม มีเฉลียงรอบ หลังคามีช่อฟ้าใบระกา ฝาและบานประตูหน้าต่าง แกะลายจำหลัก จิตรกรรมฝาผนังเป็นฝีมือช่างสมัยอยุธยา ภายนอกแสดง ภาพเหตุการ์ณบ้านเมืองในสมัยรัชกาลที่ ๓ เมื่อครั้งซ่อมใหญ่ ประกอบด้วยลวดลายกระบวนจีน ซึ่งมีลักษณะ เป็นภาพ เครื่องมงคลแบบจีน ส่วนภาพหน้า บันหน้า ต่างเป็นภาพชาวฝรั่งเศส และโปรตุเกส จิตรกรรมฝาผนัง หอไตรวัดสระเกศแสดงให้เห็นถึง อิทธิพลด้านศิลปะจีน เข้ามามีบทบาทในสมัยนี้ ซึ่งเป็นช่วง ที่ชาวจีนและชาวต่างชาติ เริ่มเข้ามาค้าขายมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม นักโบราณคดีเชื่อว่า จิตรกรรมฝาผนัง หอไตรวัดสระเกศ ที่เขียนในสมัยรัชกาลที่ ๓ นั้น ได้เขียนทับ ( หรือซ่อม ) ของเดิมที่มีอยู่แล้ว ซึ่งเขียนสมัยรัชกาลที่ ๑ หรือก่อนหน้านั้น เพราะบางภาพปรากฎชัดว่า เป็นงานเขียนที่เก่ากว่ารัชกาลที่ ๓ บางภาพมีความขัดแย้งระหว่างศิลปะ ที่ได้รับอิทธิพลจากจีนกับศิลปะแบบไทยแท้ที่มีมาแต่สมัยอยุธยา


            | HOME  | การอุปสมบทและศีล ๒๒๗ข้อ  | เดินเที่ยวภูเขาทองผ่านเนท  |

If you want for more info You can contact us at WEBMASTER we will give you.
this web site is created by Pramaha Terd Janavachiroo Pra Nipon Pornpichayanurak Pra Waran Manosutthi and Pra Sanga Praweswararut.

Counter