|
||
ในยุคนี้สมัยนี้เป็นยุคของเทคโนโลยี่เป็นยุคของคอมพิวเตอร์ ทุกสิ่ง ทุกอย่างดูจะเคลื่อนไหวและเปลี่ยนแปลงกันไปอย่างรวดเร็ว โดย เฉพาะอุปกรณ์และเครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น โทรศัพท์มือถือ วิทยุ โทรทัศน์ เสื้อผ้า ฯลฯ ที่มีหลายชนิดหลายยี่ห้อเกลื่อน ท้องตลาดไป หมด แต่ชั่ว เวลาผ่านไปไม่นาน สิ่งของที่มีอยู่เหล่านี้ก็จะล้าสมัยไปแล้ว เพราะจะมีรุ่นใหม่ๆออกมาทดแทนกันอยู่ตลอดเวลา บางคนถึงกับบ่นว่า ไปซื้อโทรศัพท์ มือถือเสร็จ พอเดินออกมาจากร้านค้า โทรศัพท์มือถือเครื่องนั้นก็ล้าสมัยไป เสียแล้ว อัลโซ่...อะไรจะ รวดเร็วปานนั้น
|
||
ในสภาพการณ์ดังกล่าวนี้จะมีหลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนาข้อไหนที่จะนำเอามาใช้ในชีวิตประจำวัน อันจะทำให้เราสามารถใช้ชีวิตอยู่ใน โลกยุคนี้อย่างสงบสุขได้บ้าง หรือว่าแม้แต่พระพุทธศาสนาก็จะเป็นสิ่งที่ไม่ทันสมัยไปเสียแล้ว เหมือนที่อีกหลายๆคนเขาคิดอย่างนี้ โอ้... อนิจจัง วัตตะสังขารา อย่าได้ไปคิดอย่างนั้นเลย นะจ้ะ อันตัวเราได้ชื่อว่าเป็นชาวพุทธ บรรพบุรุษของเรานับถือพุทธศาสนาสืบเนื่องกัน มานานกว่าสองพันปีแล้ว เราควรต้องเชื่อในหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า ลองพิจารณาดูซิ สิ่งที่พระพุทธองค์ท่านนำมาสอนนั้น ล้วนแต่เป็นความ สัตย์ความจริงทั้งสิ้น และการสอนนั้น ก็สอนกับบุคคลทุกๆชั้นทุกๆวรรณะ ทุกหนทุกแห่งเหมือนกันหมด สิ่งใดดีทำแล้วเป็นบุญเป็นกุศลก็จะได้พบกับ ความสุขความสงบ สิ่งใดไม่ดีประพฤติแล้วเป็นบาปเป็นอกุศลก็ต้องได้รับความทุกข์ความเดือดร้อนที่ตามมาอย่างแน่นอน คนที่เคารพนับถือ พระพุทธ องค์ก็สอนย่างนี้ คนที่ไม่เลื่อมใส พระพุทธองค์ก็สอนอย่างนี้ สอนโดยไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ใครนำไปประพฤติปฏิบัติก็จะได้ผลเหมือนดังกับคำสอนนั้น และการสอนก็ไม่มีการขู่เข็ญบังคับใดๆทั้งสิ้น ดังนั้นจึงเป็นการสมควรอย่างยิ่ง ที่เราจะเชื่อคำสอนของพระพุทธเจ้า พระศาสดาผู้ประเสริฐที่สุด ยังจำกันได้ไหม...กับคำถามที่ว่าหลักคำสอนของสำคัญของพระพุทธศาสนาคืออะไร..... เราก็พากันตอบว่า คือ อริยสัจ 4 ได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ตอบกันได้คล่อง แต่ถ้าถามต่อไปอีกสักหน่อยว่า มรรคนั้นคืออะไร มีอะไรบ้าง คนที่จะตอบได้ก็คงจะมีไม่มากนัก ทั้งๆที่ความจริงแล้ว มรรคนี้คือหนทางปฏิบัติเพื่อให้พ้นไปจากความทุกข์ ประกอบด้วยหลัก 8 ประการ เฉพาะ 2 ประการแรก คือ สัมมาทิฐิ ความเห็นชอบ และสัมมาสัง กัปปะ ความคิดชอบ ทั้ง 2 ประการนี้รวมกันท่านเรียกว่า ปัญญา อันประกอบอยู่ในหลัก ศีล-สมาธิ-ปัญญา และตัวปัญญานี่แหละที่เป็นหลักคำสอน พระพุทธศาสนา ที่เราสามารถจะนำเอามาใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย ไม่มีการล้าสมัย มีแต่จะทันสมัยอยู่แสมอตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบันและต่อไปใน อนาคตไม่มีที่สิ้นสุด ปัญญาคืออะไร..... ปัญญาก็คือความหยั่งรู้เหตุผล ความเข้าใจในการพิจารณาสรรพสิ่งต่างๆตามความเป็นจริง ปัญญาอยู่ที่ไหน..... ปัญญาเป็นธรรมชาติอันหนึ่งที่มีอยู่กับจิตของมนุษย์ อันทำให้มนุษย์เป็นสัตว์ที่ประเสริฐ สามารถที่จะพัฒนาปัญญาให้ดียิ่ง ขึ้นไปเรื่อยๆ สรรพสัตว์อื่นๆนั้นไม่มีปัญญา หรื่อสัตว์บางชนิดจะมีบ้างแต่ก็น้อยมากจนเกือบจะพัฒนาใช้เจริญก้าวหน้าไม่ได้ ปัญญาทำให้เกิดขึ้นได้อย่างไร.....ปัญญาจะทำให้เกิดได้ 3 ทางด้วยกัน คือ 1. สุตมยปัญญา(สุตตะมะยะปัญญา) คือปัญญาที่เกิดขึ้นจากการฟัง การเล่าเรียนเขียนอ่าน จะว่าไปแล้ว ในการดำเนินชีวิตประจำวันของคนเรานั้น ก็มีการทำให้เกิดปัญญาขึ้นตามธรรมดาอยู่แล้ว จะมากบ้างน้อยมากก็สุดแท้แต่วิถีทาง ในการดำเนินชีวิตของแต่ละคน แต่โดยมากจะเป็นปัญญาที่เกิดขึ้นใน 2 ทางข้างต้น ส่วนทางที่ 3 นั้นไม่ค่อยมีใครรู้จักและทำให้เกิดปัญญาในทาง นี้กันเท่าใดนัก ขอแนะนำวิธีการสร้างปัญญาแบบง่ายๆ ตามแนวทางของพระพุทธศาสนา โดยใช้เวลาก่อนนอนสัก 15-30 นาที ให้เริ่มต้นไหว้พระสวดมนต์และ แผ่เมตตากันก่อน ต้องพยายามตั้งใจสวดให้ชัดเจน ไม่ต้องเร็วมาก ให้มีสติกำหนดรู้อยู่กับการสวดมนต์โดยตลอด ซึ่งเป็นการฝึกสติไปในตัวด้วย ถ้า ทำได้ดังกล่าวนี้ เมื่อสวดมนต์และแผ่เมตตาจบก็จะรู้สึกว่าสบายกายสบายใจ จากนั้นนั่งนิ่งๆ แบบสบายๆ จะหลับตาก็ได้ แล้วนึกเข้ามาถึงร่างกายของ ตัวเราเองในขณะปัจจุบันนี้ ตั้งแต่เส้นผมลงไปถึงเท้า แล้วนึกย้อนจากเท้าขึ้นไปถึงเส้นผม นึกรู้อย่างนี้กลับไปกลับหลายๆเที่ยว ต้องพยายามให้การ นึกและการรู้ กำหนดอยู่ที่ร่างกายของเราอย่างเดียวเท่านั้นและให้รู้ต่อเนื่องกันไปเรื่อยๆ สัก 5-10 นาทีในขั้นต้น และค่อยๆเพิ่มเวลาขึ้นตามกำลัง ความสามารถ จงอย่าเคร่งเครียด กำหนดนึกและรู้อยู่แบบสบายๆ อ๊ะ อ๊ะ..ระวังอย่าเพลิดเพลินในความสบายจนหลับไปเสียล่ะ การฝึกทำอย่างนี้ต้อง ทำเป็นประจำ ปัญญาจึงจะเกิดปัญญาที่เกิดขึ้นนี้ จะเป็นปัญญาที่ทำให้เรามีความเข้าใจและรู้จักตัวเราเองดียิ่งขึ้น จะทำให้เรารู้จักว่าอะไรควรปฏิบัติอะไรไม่ ควรปฏิบัติต่อการดำรงชัวิตประจำวันของเรา สิ่งใดจำเป็นและเหมาะกับสภาวะของเราหรือสิ่งใดไม่จำเป็นไม่เหมาะกับสภาวะของเรา เราจะเข้าใจ และเลือกประพฤติปฏิบัติให้เหมาะกับสภาวะของตัวเราเอง ไม่ต้องไปกังวลเดือดร้อนไปกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆที่มีอยู่รอบๆตัว อะไรมันจะมาอะไรมัน จะไป อะไรมันจะเก่า อะไรมันจะใหม่ เราก็รู้ว่ามันเป็นไปตามสภาวการณ์ของมัน แต่ที่สำคัญเรามีปัญญารู้จักตัวของเราเอง ประพฤติปฏิบัติได้เหมาะสม กับสภาวการณ์ของตัวเราเองได้นั่นแหละ จะทำให้การดำรงชีวิตของเรามีความสงบสุขอยู่เสมอไม่ว่าจะเป็นยุคใดสมัยใดก็ตาม จึงจะเห็นได้ว่าพุทธ ศาสนาและคำสอนของพุทธศาสนานั้นทันสมัยอยู่เสมอ สมดังคำที่ว่าธรรมะของพระพุทธเจ้านั้นเป็นอกาลิโกคือ นำมาใช้ประพฤติปฏิบัติได้โดยไม่ จำกัดกาลเวลา อยู่ที่เราจะรู้จะเข้าใจแล้วนำมาใช้กันได้อย่างเหมาะสมหรือไม่เท่านั้น เอาละ.. ทีนี้เป็นหน้าที่ของท่านทั้งหลาย ที่จะได้พยายามสร้าง ปัญญากันบ้างละนะ....
================================================================================= บทความข้างต้นนี้ได้ตีพิมพ์ลงใน นิตยสารเวียนนา-ไทยไลฟ์ ฉบับที่ ๓ ประจำเดือนเมษายน-พฤษภาคม ๒๕๔๗ สนใจอ่านคอลัมน์อื่นๆในนิตยสารฯ คลิกที่นี่ |