ธรรมคุ้มครองโลก

 

 
 

 

              มองดูโลกมนุษย์ของเราทุกวันนี้ ดูเหมือนว่ามันกำลังร้อนระอุอยู่กับเหตุ การณ์ความรุนแรงต่างๆ ที่มีผลหระทบต่อการ ดำรงชีวิต ของมนุษยชาติอย่าง มากมาย นับตั้งแต่เรื่องในระดับครอบครัว เรื่องระดับเมือง เรื่องระดับประเทศ และเรื่อยไปจนถึง ระดับนานาชาติ ที่เป็นข่าวทางโทรทัศน์ ทางวิทยุและหนัง สือพิมพ์ในแต่ละวันๆ จะต้องมีเรื่องราวความสูญเสียต่อชีวิตนับร้อยๆชีวิต ที่ ประเทศโน้นบ้าง ที่ประเทศนี้บ้าง ทั้งที่อยู่ใกล้ หรืออยู่ไกลๆออกไป ดูๆไปแล้ว เหมือนกับว่ามนุษย์ยุคนี้ช่างมีจิตที่โหดเหี้ยมทารุน กันเสียจริงๆ จนถึงกับมี หลายๆคนคิดกันไปว่า ตอนนี้เป็นยุคสมัยที่ศีลธรรมกำลังเสื่อมลงไป

 
 

              

          อันความเป็นจริงแล้ว ศีลธรรมตามหลักคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นก็คือหลักสัจธรรมอันเป็นความจริงแท้ๆ ซึ่งยังคงดำรง ความเป็นจริงได้ด้วยตัวเองอยู่ทุกยุคทุกสมัย ไม่มีความเสื่อมความสูญใดๆแม้แต่น้อย แต่จิตใจของมนุษย์เราในทุกวันนี้นี่แหละ ที่อยู่ห่างออกไปจาก หลักสัจธรรม เพราะไม่พยายามที่จะศึกษาและน้อมนำเอาหลักสัจธรรมมาใช้ในชีวิตความเป็นอยู่ประจำวัน จึงทำให้มีการก่อเหตุการณ์ที่มีความรุนแรง ต่างๆมากมาย อันเป็นเหตุให้เห็นไปว่าศีลธรรมกำลังเสื่อมลงๆ

          แล้วจะมีหนทางใดที่จะปรับปรุงแก้ไขสภาวการณ์อย่างนี้ได้บ้างหรือไม่….

          พระพุทธองค์ทรงแสดงว่า ทุกอย่างในโลกนี้ มักจะมีของคู่กันอันเป็นทางแก้ของกันและกันอยู่เสมอ เช่นมีมืดก็มีสว่าง มีหนาวก็ต้องมีร้อน มีสุขก็ ต้องมีทุกข์ หรือแม้แต่เหนือฟ้าก็ยังมีฟ้าเป็นต้น สภาวการณ์ของโลกที่เป็นอยู่ในขณะนี้ หนทางที่จะแก้ไขนั้นก็พอมีอยู่ ก็โดยให้มนุษย์ได้เรียนรู้และ เข้าใจถึงหลักของศีลธรรมที่ถูกต้องตามความเป็นจริง ได้รู้จักคุณประโยชน์ที่แท้จริงของการมีศีลธรรมประจำจิต และมองเห็นโทษทุกข์ต่างๆเมื่อชีวิต ขาดศีลธรรม แล้วมนุษย์ก็จะได้นำเอาหลักศีลธรรมมาประยุกต์ใช้กับการดำรงชีวิตประจำวันได้ด้วยตนเอง ถ้าหากมนุษย์ยังไม่พยายามที่กระทำดังที่ กล่าวมานี้ โลกก็คงจะต้องวุ่นวายและร้อนระอุกันต่อไป เหมือนอย่างคำสอนที่หลวงพ่อพุทธทาสแห่งสวนโมกข์ ท่านเคยกล่าวไว้ว่า “ ถ้าศีลธรรมไม่ กลับมา โลกาจะวินาศ ”

          ขอให้ลองพิจารณาหลักธรรมเบิ้องต้น ของพุทธศาสนาสัก 2 หลัก ที่สามารถนำมาใช้ได้ในชีวิตประจำวัน คือ

          1. สติ-สัมปชัญญะ หลักปฏิบัติก็คือให้เป็นคนมีสติ-สัมปชัญญะอยู่เสมอ หรือจะพูดง่ายๆก็ว่า เมื่อจะทำอะไรสักอย่างหนึ่ง ก็ให้รู้จักคิดพิจารณา ตั้งแต่ก่อนกระทำ ขณะกำลังกระทำ และเมื่อกระทำลงไปแล้ว นั่นก็คือต้องรู้สึกตัวเองอยู่อิริยาบถที่เคลิ่อนไหวไปมาสำหรับสติ-สัมปชัญญะนี้ คนตาม ปกติก็มีกันอยู่บ้างแล้ว แต่ยังไม่เพียงพอ ยังจะต้องมีการพยายามทำให้มีสติ-สัมปชัญญะมากขึ้น โดยการฝึกสมาธินี่แหละเป็นวิธีการโดยตรงในการฝึก หัดพัฒนาและเพิ่มพูนสติ-สัมปชัญญะให้ดียิ่งๆขึ้น สติ-สัมปชัญญะนี้ ท่านเรียกชื่อว่า “ ธรรมคุ้มครองโลก ”

          2. หิริ-โอตตัปปะ หิริ แปลว่าความละอาย ส่วนโอตตัปปะ แปลว่าความเกรงกลัว หลักปฏิบัติก็คือเมื่อจะกระทำสิ่งใดที่ขัดกับศีลธรรมแล้ว จะ ต้องรู้สึกละอายหรือรู้สึกเกรงกลัวต่อผลไม่ดีผลบาปที่จะตามมาในภายหลัง หลักธรรมนี้จะใช้กับการกระทำความผิด หรือการกระทำความไม่ถูกต้องต่อ ศีลธรรมเท่านั้น เช่นการจะไปลักขโมยหรือ คดโกงเอาทรัพย์สิ่งของของคนอื่น ก็รู้มีความละอายในพฤติกรรมอย่างนี้ หรือเกรงกลัวในโทษภัยต่างๆที่ จะตามมาทีหลังเป็นต้น ส่วนการทำความดีแล้วทำได้ตลอดเวลาไม่ต้องหลักธรรมข้อนี้มาใช้

          มีสิ่งที่อยากทำความเข้าใจกันเสียหน่อยก่อน เนื่องจากหลักศีลธรรมอันเป็นคำสอนในทางพระพุทธศาสนานั้น มีอยู่มากมายตั้ง 84,000 พระ ธรรมขันธ์ ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ดีมีค่ามีประโยชน์ เมื่อปฏิบัติตามแล้วได้รับผลดีทั้งสิ้น แต่ว่าต้องรู้จักเลือกนำเอามาใช้ให้เหมาะกับเหตุและปัจจัย พูดง่ายๆ ก็คือ ต้องรู้จักคิดและพิจารณาที่จะนำหลักศีลธรรมเอามาใช้ให้ถูกกับเรื่องราวเหตูการณ์ ใช้ให้เหมาะกับบุคคลด้วย มิฉะนั้น แทนที่จะเป็นคุณ กลับจะให้ โทษก็เป็นได้ เหมือนกับเรื่องที่เคยพบสมัยที่ยังเป็นเด็กนักเรียนและยังจำได้ดี เพราะเมื่อก่อนนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาทีไรก็จะขำขันกันทุกที และชอบเอามา ล้อเลียนกันเป็นที่สนุกสนานตามประสาเด็กๆ

          ประยูร เป็นคนเรียนเก่ง ว่าง่ายสอนง่ายและขยันทำการงานต่างๆ เป็นที่รักของครู และครูทุกๆคนจะเรียกประยูรไปใช้ ให้ทำโน่นทำนี่อยู่เสมอ ประยูรก็ไม่เคยขัดข้อง วันหนึ่งหลังเลิกโรงเรียน ครูจะพานักเรียนมาปลูกผักสวนครัวเพื่อนำมาประกอบเป็นอาหารกลางวันสำหรับนักเรียน ครูก็ใช้ให้ ประยูรไปซื้อน้ำแข็งที่ตลาดที่อยู่ห่างจากโรงเรียนราวๆ 2 กิโลเมตร โดยครูสั่งกำชับว่า ให้เอาจักรยานที่จอดอยู่ที่หลังโรงเรียนไปนะจะได้เร็ว แต่เนื่อง จากเพิ่งจะเลื่อนชั้นขึ้นมาใหม่ๆ ครูก็ยังไม่ใคร่จะรู้จักนักเรียนดี ก็จะใช้นักเรียนตามความว่าง่ายใช้งานคล่อง ก็คือประยูรนั่นแหละ นักเรียนที่เหลือก็หัน มาช่วยกันทำสวนผักต่อไป ปล่อยให้ประยูรไปเอาจักรยานและออกไปซื้อน้ำแข็งตามลำพัง ประยูรออกไปตั้งแต่บ่าย 3 โมง จนถึงบ่าย 4 โมงแล้วก็ยัง ไม่กลับมา ระยะทางเท่านี้ เอาจักรยานไปด้วย อย่างช้ามากๆก็สัก 20 นาที ก็ควรจะกลับมาถึงได้แล้ว แต่นี่เกิดอะไรขึ้นประยูรจึงยังไม่กลับมา ทุกคนก็ มองไปที่ประตูโรงเรียนด้วยความเป็นห่วงและกำลังกระหายน้ำ รอจะดื่มน้ำใส่น้ำแข็งเย็นๆ ในขณะที่กำลังจะออกไปตาม ก็แลเห็นประยูรเดินจูงจักร ยานเข้าประตูโรงเรียนมาพอดี ด้วยอาการเหนื่อยหอบ ร่างกายและเสื้อผ้าเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ ทุกๆคนก็คิดคล้ายกันว่าจักรยานคงจะเป็นอะไร ยาง แตกหรือว่ามีอะไรชำรุดเป็นแน่ ประยูรจึงขี่ไม่ได้

          พอมาถึงประยูรก็รีบละล่ำละลักบอกให้ทราบว่า แกทั้งเดินทั้งวิ่งตลอดทาง เหนื่อยก็เหนื่อยมาก อยากจะให้กลับมาถึงโดยเร็ว แต่ที่มาช้าเพราะ จักรยานมันหนัก จูงลำบากเกะกะมาก ถ้าไม่เอาจักรยานไปก็คงจะกลับมาได้เร็วกว่านี้ เมื่อได้ฟังคำพูดแล้ว ทุกๆคนต่างก็มองหน้าประยูรด้วยความ สงสัยเป็นนักหนา ครูจึงถามว่าทำไมไม่ถีบจักรยานล่ะ จูงมันทำไม จักรยานก็ไม่ชำรุดเสียหายอะไรนี่ คำตอบที่ทำให้ทุกคนหายข้องใจเป็นปลิดทิ้ง ก็คือผมขี่จักรยานไม่เป็นครับ โอ้… พุทโธ ธัมโม สังโฆ ครูรู้สึกแน่นขึ้นมาที่หน้าอก ไม่รู้ว่าจะพูดคำใดออกไป …..

          จากเรื่องที่เล่ามาเป็นอุทาหรณ์นี้ ก็คงเป็นที่ชัดเจนว่า ของดีที่เป็นประโยชน์นั้น ถ้าหากใช้ไม่ถูกใช้ไม่เป็น ก็เป็นโทษเป็นผลที่ไม่ดีเกิดขึ้นได้ เหมือนกัน แม้แต่หลักธรรมคำสอนของพุทธศาสนาก็อยู่ในลักษณะดังกล่าวนี้ด้วย ดังนั้น เมื่อจะนำเอาหลักธรรมใดๆไปใช้ จึงควรที่จะได้มีการศึกษา ให้รู้ให้เข้าใจหลักธรรมนั้นตามความเป็นจริงก่อน แล้วจึงนำไปใช้ปฏิบัติควบคู่ไปกับการทำมาหาเลี้ยงชีวิตประจำวัน แล้วความสงบสุขที่แท้จริงก็จะ เป็นผลตามมา

 

=================================================================================

บทความข้างต้นนี้ได้ตีพิมพ์ลงใน นิตยสารเวียนนา-ไทยไลฟ์ ฉบับที่ ๔ ประจำเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม ๒๕๔๗

สนใจอ่านคอลัมน์อื่นๆในนิตยสารฯ คลิกที่นี่