ประวัติความเป็นมาของ ติมอร์ ตอ.
กองกำลังติดอาวุธ กลุ่มการเมือง และกลุ่มอิทธิพล
ประเทศไทย ได้รับการร้องขอจากองค์การสหประชาชาติ ให้จัดกำลังทหารเข้าร่วมภารปฏิบัติภารกิจกับกองกำลังนานาชาติ และรัฐบาลได้อนุมัติให้ส่งกำลังทหารเข้าร่วมปฏิบัติภารกิจในครั้งนี้ร่วมกับอีก ๒๔ ประเทศ โดยมี บก.ทหารสูงสุด เป็นหน่วยรับผิดชอบในการพิจารณา และจัดกำลังจากเหล่าทัพ เข้าปฏิบัติภารกิจตั้งแต่ ๔ ต.ค.๔๒ เป็นต้นมา โดยในห้วงแรกได้ส่งกำลังเข้าปฏิบัติภารกิจร่วมกับกองกำลังนานาชาติ หรือ INTERFET (INTERNATIONAL FORCES IN EAST TIMOR) ภายใต้การนำของประเทศออสเตรเลีย ตั้งแต่ ๔ ต.ค.๔๒ - ๑ ก.พ.๔๓ และต่อมาคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติได้มีมติที่ ๑๒๗๒ (๑๙๙๙) ลง ๒๓ ต.ค.๔๒ ให้จัดตั้งองค์กรบริหารชั่วคราวเพื่อถ่ายโอนอำนาจขององค์การสหประชาชาติในติมอร์ตะวันออก หรือ UNTAET (UNITED NATIONS TRASITIONAL ADMINISTRATION IN EAST TIMOR) และได้มีการผลัดเปลี่ยนกำลังจากกองกำลังนานาชาติ (INTERFET) เป็นกองกำลังรักษาสันติภาพ (UNTAET PKF) ตั้งแต่ ๑ ก.พ.๔๓ เป็นต้นมา และได้เปลี่ยนชื่อกองกำลังทหารไทยที่ปฏิบัติหน้าที่ในติมอร์ตะวันออก จาก กกล.ฉก.ร่วมไทย/ติมอร์ ตอ. เป็น กองกำลังรักษาสันติภาพ ๙๗๒ ไทย/ติมอร์ตะวันออก หรือ กกล.๙๗๒ ไทย/ติมอร์ ตอ. ประเทศไทยได้ส่งกำลังเข้าปฏิบัติภารกิจภายใต้กองกำลังรักษาสันติภาพมาแล้ว ๒ ผลัด ปัจจุบันเป็นผลัดที่ ๓ ซึ่งจัดกำลังจากกองทัพภาคที่ ๔ โดยมีหน่วยรับผิดชอบหลักในการจัดกำลัง คือ กรมทหารราบที่ ๑๕ และ กองพันทหารราบที่ ๒ กรมทหารราบที่ ๑๕ กกล.๙๗๒ ไทย/ติมอร์ ตอ. ได้ยึดถือนโยบายของผู้บัญชาการทหารบก ที่ว่า " ภารกิจของทหารไทยใน ติมอร์ตะวันออก มิใช่เป็นการปฏิบัติการรบ แต่เป็นการไปสร้างให้เกิดความมั่นคง ความสงบเรียบร้อยในพื้นที่" และเจตนารมย์ของผู้บัญชาการกองกำลังรักษาสันติภาพที่จะดำรงและรักษาสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ให้บังเกิดขึ้นในพื้นที่รับผิดชอบ ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญยิ่งของกองกำลังรักษาสันติภาพ โดยยึดถือมาตรการพิทักษ์หน่วยในการรักษาความปลอดภัยของกำลังพลในกองกำลังเป็นลำดับแรก และกำหนดให้ประชาชนชาวติอมร์ตะวันออกเป็นจุดศูนย์ดุลย์ของการปฏิบัติภารกิจ เป็นแนวทางในการปฏิบัติ โดยใช้การปฏิบัติการทางทหาร และการปฏิบัติทางด้านกิจการพลเรือน ควบคู่กันไป ทำให้การปฏิบัติงานของ กกล.๙๗๒ ไทย/ติมอร์ ตอ. ได้รับการยอมรับจากประชาชนชาวติมอร์ตะวันออกมาโดยตลอด และจะปฏิบัติให้ดียิ่งขึ้น เพื่อชื่อเสียงของทหารไทย และประเทศไทย
ประวัติความเป็นมาของประเทศติมอร์ตะวันออก
ก. กล่าวนำ
เกาะติมอร์ ตั้งอยู่ระหว่างอินโดนีเซียและออสเตรเลีย โดยอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของอินโดนีเซีย และ ทิศตะวันตกเฉียงเหนือของออสเตรเลีย มีรูปร่างยาวรีตามแนวตะวันออกเฉียงเหนือ - ตะวันตกเฉียงใต้ มีพื้นที่ประมาณ ๓๒,๓๕๐ ตร.กม. ยาวประมาณ ๔๗๐ กม. และกว้างประมาณ ๑๑๐ กม. ประมาณครึ่งหนึ่งของเกาะติมอร์ทางด้านทิศตะวันออก คือ ประเทศติมอร์ตะวันออก มีพื้นที่ประมาณ ๑๔,๖๐๙ ตารางกิโลเมตร มีประชากร ประมาณ ๘๓๐,๐๐๐ คน เชื้อสาย ติมอร์ ๗๘ % เชื้อสาย อินโดนีเซีย ๒๐% เชื้อสาย จีนและอื่น ๆ ๒ % ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิค ประชากรเชื้อสาย ติมอร์ ประกอบด้วยชนเผ่าซึ่งมีภาษาของตนเองกว่า ๑๒ กลุ่ม โดย ภาษาเตตุม เป็นภาษาที่ชาวติมอร์ใช้มากที่สุด โดยมีจำนวนกว่า ๖๐ % ของประชากรทั้งหมด ติมอร์ตะวันออก เคยตกเป็นอาณานิคมของโปรตุเกส มานานกว่า ๔๐๐ ปี ภายใต้ความตกลงระหว่างโปรตุเกส กับเนเธอร์แลนด์ (ฮอลันดา) เมื่อ ปี พ.ศ.๒๔๔๖ ได้แบ่งอาณาเขตของเกาะติมอร์ ออกเป็นสองส่วนโดย ติมอร์ตะวันออกเป็นของโปรตุเกส และติมอร์ตะวันตกเป็นของเนเธอร์แลนด์ ต่อมาเมื่อ ปี พ.ศ.๒๔๙๓ เนเธอร์แลนด์ ได้ให้เอกราชกับอินโดนีเซีย และได้มอบ ติมอร์ตะวันตกให้กับอินโดนีเซีย ในปีถัดมา แต่ติมอร์ตะวันออกยังคงเป็นของโปรตุเกส จนถึงปี พ.ศ.๒๕๑๘ ติมอร์ตะวันออก เป็นดินแดนที่ล้าหลังไม่ค่อยมีคนรู้จักจนกระทั่งหลังจากเหตุการณ์ที่ อินโดนีเซีย ได้บุกเข้ายึดในปี พ.ศ.๒๕๑๘ และปราบปรามกลุ่มที่ต่อต้านการยึดครองด้วยวิธีการที่โหดร้ายทารุณ ทำให้นานาชาติเริ่มให้ความสนใจ ติมอร์ตะวันออก เนื่องจากเป็นดินแดนที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ในที่สุดนานาชาติจึงได้ร่วมกันเรียกร้องให้มีการลงประชามติ เพื่อกำหนดอนาคตของ ติมอร์ตะวันออก และกดดันให้ อินโดนีเซีย ปลดปล่อย ติมอร์ตะวันออก เป็นเอกราช
ข. การเข้ายึดครองของโปรตุเกสและอินโดนีเซีย
- ในปี พ.ศ.๒๐๕๕ ชาวโปรตุเกสเดินเรือมาพบเกาะติมอร์แห่งนี้จึงเข้ายึดครองเป็นอาณานิคมของโปรตุเกส
- ในปี พ.ศ.๒๔๔๖ เนเธอร์แลนด์ (ฮอลันดา) เข้ายึดครองอินโดนีเซียและเกิดการสู้รบกับโปรตุเกสจนกระทั่งได้ทำข้อตกลงเพื่อยุติการสู้รบ โดยเนเธอร์แลนด์ได้ครอบครอง เกาะติมอร์ด้านตะวันตก ส่วนโปรตุเกสครอบครองเกาะติมอร์ด้านตะวันออก และ ส่วนแยกโอกุสซี
- ในปี พ.ศ.๒๔๙๓ เนเธอร์แลนด์ ได้ปลดปล่อยอินโดนีเซีย จากการเป็นอาณานิคมและมอบติมอร์ตะวันตกให้อยู่ภายใต้การปกครองของ อินโดนีเซีย ขณะที่โปรตุเกสยังครอบครองติมอร์ตะวันออกต่อไป - ในปี พ.ศ.๒๕๑๐ ประชาชนติมอร์ตะวันออกเริ่มมีการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องเอกราชจากโปรตุเกส
- ในปี พ.ศ.๒๕๑๗ มีการก่อรัฐประหารขึ้นในโปรตุเกสเพื่อโค่นล้มรัฐบาลเผด็จการ หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองโปรตุเกสตกลงใจที่จะปลดปล่อยอาณานิคมของตนซึ่งรวมถึงติมอร์ตะวันออกด้วย
- ในปี พ.ศ.๒๕๑๘ โปรตุเกส ส่งเสริมให้มีการจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นในติมอร์ตะวันออก ซึ่งขณะนั้นมีพรรคการเมืองที่สำคัญเกิดขึ้น ๓ พรรค คือ พรรค UDT ซึ่งมีนโยบายที่จะค่อย ๆ เริ่มปกครองตนเองแต่ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของโปรตุเกส พรรค FRETILIN มีนโยบายที่เป็นไปในแนวทางสังคมนิยมและต้องการแยกตัวเป็นเอกราช และพรรค APODETI มีนโยบายที่จะรวมชาติกับอินโดนีเซีย ต่อมาในเดือน ก.พ.-มี.ค. ๑๘ มีการจัดการเลือกตั้งทั่วไปขึ้นในติมอร์ตะวันออก ผลปรากฏว่า พรรค FRETILIN ชนะการเลือกตั้งโดยได้รับคะแนนเสียง ๕๕ % รองลงมาคือ พรรค UDT ซึ่งได้รับคะแนนเสียงน้อยกว่าเล็กน้อย ส่วนพรรค APODETI มีผู้สนับสนุนเพียง ๓๐๐ คน แม้ว่าจะได้รับเงินสนับสนุนจำนวนมากจาก อินโดนีเซีย ดังนั้นอินโดนีเซีย จึงตั้งหน่วยบัญชาการพิเศษ ชื่อว่า Operasi Komodo เพื่อการผนวกดินแดนติมอร์ตะวันออกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอินโดนีเซีย โดยเริ่มจากการหันไปให้การสนับสนุนพรรค UDT ให้ก่อการรัฐประหารขึ้นในเดือน ส.ค.๑๘ ทำให้เกิดสงครามกลางเมืองนาน ๓ สัปดาห์ มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนั้นถึงกว่า ๒,๐๐๐ คน และมีผู้อพยพหลบหนีไปอยู่ ติมอร์ตะวันตกอีกหลายพันคน พรรค FRETILIN ขอความช่วยเหลือจาก โปรตุเกส แต่ไม่เป็นผล จึงพยายามดำเนินการทางการทูตโดยการประกาศเอกราชเมื่อ ๒๘ พ.ย.๑๘ เพื่อร้องขอความช่วยเหลือจากนานาชาติ และป้องกันการรุกรานของอินโดนีเซีย อย่างไรก็ตามอินโดนีเซียก็ตอบโต้โดยการประกาศข้อตกลง Balibo ซึ่งเป็นข้อตกลงที่พรรคUDT และพรรค APODETI ร้องขอความช่วยเหลือจากอินโดนีเซีย ในการยุติสงครามกลางเมือง ดังนั้นอินโดนีเซียจึงใช้ข้อตกลงดังกล่าวเป็นข้ออ้างในการส่งกำลังทหารบุกเข้ายึดครองติมอร์ตะวันออก ใน ๗ ธ.ค.๑๘ ค. การต่อสู้เพื่อเอกราช
- ในปี พ.ศ. ๒๕๑๙ อินโดนีเซียประกาศให้ ติมอร์ตะวันออกเป็นจังหวัดที่ ๒๗ ของอินโดนีเซีย ขณะเดียวกัน พรรค FRETILIN ก็ได้จัดตั้ง กกล. FALINTIL ขึ้น เพื่อต่อต้านการยึดครองของอินโดนีเซีย โดยมีผู้นำที่สำคัญคือ นาย Nicolau Lobato ซึ่งภายหลัง เสียชีวิตจากการถูกซุ่มโจมตี ของทหารอินโดนีเซีย เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๒ และ นาย Xanana Gusmao ได้ขึ้นดำรงตำแหน่ง ผบ.กกล. FALINTIL คนต่อมา การต่อสู้ระหว่างกำลังทหารของ อินโดนีเซีย กับ กกล. FALINTIL เป็นไปอย่างยืดเยื้อยาวนาน ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๙ - ๒๕๔๑ ตลอดห้วงเวลากว่า ๒๐ ปี อินโดนีเซียพยายามใช้วิธีการต่าง ๆ เพื่อทำลายล้าง กกล. FALINTIL เริ่มด้วยการเกณฑ์คน ติมอร์ตะวันออก ที่ยากจนเข้ามาเป็นทหารโดยจัดตั้ง กองพันทหารติมอร์ตะวันออก ขึ้นในปี พ.ศ. ๒๕๑๙ เพื่อทำหน้าที่เป็นส่วนระวังป้องกันให้กับกำลังทหารของ อินโดนีเซียในการไล่ล่า กกล. FALINTIL และ ในปีเดียวกันก็ได้จัดตั้งกำลังประจำถิ่น ซึ่งรู้จักกันในนาม Militia ซึ่งมีหน้าที่ในการรายงานข่าวสารความเคลื่อนไหวของ กกล. FALINTIL และพฤติกรรมของแนวร่วมที่ให้การสนับสนุน กกล. FALINTIL ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๓๙ ยังได้จัดตั้ง กลุ่มนินจา โดยมอบหมายให้มีหน้าที่ไล่ล่ากลุ่มต่างๆ ที่ต่อต้านอินโดนีเซีย นอกจากนั้นยังได้จัดตั้งหน่วยงานด้านการข่าวเพื่อทำหน้าที่สนับสนุนด้านการข่าวให้กับหน่วยรบพิเศษของอินโดนีเซียโดยเฉพาะ ขณะเดียวกัน กกล. FALINTIL เองในช่วงต้น ปี พ.ศ. ๒๕๑๘ ได้รับความสูญเสียอย่างหนักจากการปะทะ กับทหารอินโดนีเซีย จนทำให้ต้องปรับเปลี่ยนยุทธวิธีการสู้รบ โดยหนีเข้าไปหลบซ่อนในพื้นที่ป่าเขาและใช้หน่วยจรยุทธทำสงครามกองโจรภายใต้การนำของ นาย Xanana Gusmao โดยมีหน่วยงานลับ (ใต้ดิน) ให้การสนับสนุนทั้งทางด้านการข่าว การส่งกำลังบำรุงและการขอรับการสนับสนุนจากต่างประเทศ และปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้ กกล. FALINTIL ประสบความสำเร็จในการต่อสู้เกิดจากการประสานการต่อสู้ทั้งทางด้านการเมืองและการทหารอย่างชาญฉลาด โดย พรรค FRETILIN ได้เป็นแกนนำจัดตั้งสภา CNRT ขึ้นเพื่อเป็นองค์กรที่รวมทุกพรรคการเมืองเข้าด้วยกัน ทำให้เกิดเอกภาพในการดำเนินการต่อสู้ ประกอบกับการต่อสู้ของ กกล.FALINTIL ไม่กระทำการในลักษณะของการก่อการร้ายแต่มุ่งต่อเป้าหมายทางทหารเท่านั้น ทำให้ กกล. FALINTIL ได้รับการสนับสนุนทั้งจากประชาชนในติมอร์ตะวันออกและจากต่างประเทศ นอกจากนั้นการดำเนินการทางการทูตอย่างได้ผลก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ กกล. FALINTIL ประสบความสำเร็จในการเรียกร้องเอกราช โดยทำให้ทั่วโลกประนามการกระทำที่ไร้มนุษยธรรมของ อินโดนีเซีย และทำให้ UN เริ่มให้ความสนใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในติมอร์ตะวันออก - ในปี พ.ศ. ๒๕๔๑ ประธานาธิบดี ซูฮาร์โต พ้นจากอำนาจและประธานาธิบดี ฮาบิบี ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งแทน ทำให้อำนาจเผด็จการทหารในอินโดนีเซียอ่อนแอลงด้วย ประกอบกับสหภาพยุโรป ได้ประกาศสนับสนุนข้อเรียกร้องของโปรตุเกส ที่เสนอให้มีการจัดการลงประชามติเพื่อตัดสินอนาคตของติมอร์ตะวันออก
- ใน เดือน มี.ค. ๔๒ กลุ่ม Militia ซึ่งได้รับการสนับสนุนอาวุธจาก อินโดนีเซีย ก่อเหตุสังหารกลุ่มผู้สนับสนุนการเป็นเอกราชจนทำให้เกิดการจลาจลขึ้น อินโดนีเซีย ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้จึงขอให้ UN เข้าดำเนินการเพื่อยุติความรุนแรงใน ติมอร์ตะวันออก - เมื่อ ๒๑ เม.ย.๔๒ มีการลงนามหยุดยิงระหว่างกลุ่มที่สนับสนุนการเป็นเอกราช และกลุ่มที่ต้องการรวมกับอินโดนีเซีย ณ เมืองดิลี
- ใน เดือน มิ.ย.๔๒ UN จัดตั้ง UNAMET (UN Assistance Mission in East Timor) เพื่อดำเนินการให้มีการลงประชามติในการกำหนดอนาคตของติมอร์ตะวันออกว่า ต้องการจะเป็นเอกราช หรือต้องการเป็นส่วนหนึ่งของอินโดนีเซีย - เมื่อ ๓๐ ส.ค.๔๒ มีการลงประชามติของชาวติมอร์ตะวันออก ปรากฎว่ามีผู้มาใช้สิทธิ ๙๘% ของผู้มีสิทธิออกเสียงทั้งหมดโดย ๗๘.๕ % ต้องการเป็นเอกราช เป็นเหตุให้ กลุ่ม Militia ก่อเหตุรุนแรงขึ้นอีก ด้วยการเผาทำลายอาคารบ้านเรือน และเข่นฆ่าประชาชนที่สนับสนุนการเป็นเอกราช
- เมื่อ ๒๐ ก.ย.๔๒ กกล. INTERFET ถูกส่งเข้าไปในติมอร์ตะวันออก ภายใต้อาณัติของ UN ( มติคณะมนตรีความมั่นคง ที่ ๑๒๔๖ ลง ๑๕ ก.ย.๔๒ ) เพื่อฟื้นฟูสันติภาพ และรักษาความปลอดภัยในติมอร์ตะวันออกจนเหตุการณ์เริ่มสงบลง
- เมื่อ ก.พ.๔๓ UNTAET ( UN TRANSITIONAL MINISTRATION IN EAST TIMOR) ถูกจัดตั้งขึ้นพร้อมกับ กกล.รักษาสันติภาพ จำนวน ๘,๙๕๐ คน และผู้สังเกตการณ์ทางทหารอีก ๒๐๐ คน ภายใต้อาณัติของ UN (มติคณะมนตรีความมั่นคง ที่ ๑๒๗๒ ลง ๒๕ ธ.ค.๔๒)และได้เข้าปฏิบัติหน้าที่แทน INTERFET จนถึงปัจจุบัน
ก. ลักษณะภูมิประเทศ
ติมอร์ตะวันออกเป็นส่วนหนึ่งของเกาะติมอร์ซึ่งเกิดจากภูเขาไฟในทะเล พื้นที่บริเวณตอนกลางส่วนใหญ่เป็นภูเขาทอดยาวตามแนวตะวันออกเฉียงเหนือ-ตะวันตกเฉียงใต้ และมีลักษณะลาดลงไปทางด้านเหนือและด้านใต้ ดังนั้นเส้นทางน้ำไหลจึงไหลจากตอนกลางลงไปสู่ชายฝั่งทะเลทั้งสองด้าน ทางด้านทิศเหนือของติมอร์ตะวันออกติดกับทะเลซาวูประกอบด้วยพื้นที่ราบชายฝั่งสลับกับหน้าผาสูงเป็นช่วง ๆ ทางด้านทิศตะวันออกติดกับทะเลติมอร์ มีพื้นที่ราบมากกว่าบริเวณอื่น ทางด้านทิศใต้ติดกับทะเลติมอร์ประกอบด้วยพื้นที่ราบสลับกับภูเขาสูงและป่าที่ยังค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ ส่วนด้านทิศตะวันตกซึ่งติดกับติมอร์ตะวันตกพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูงและป่าไม้
ข. ลักษณะภูมิอากาศ
มี ๒ ฤดู คือ ฤดูฝน และ ฤดูแล้ง โดยฤดูฝนเริ่มตั้งแต่ เดือน พ.ย. - มี.ค. และฤดูแล้งเริ่มตั้งแต่ เม.ย. - ต.ค. อุณหภูมิโดยเฉลี่ย กลางวัน ๒๗ - ๓๖ องศาเซลเซียส และกลางคืน ๑๖ - ๒๕ องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ โดยเฉลี่ย ๘๓% โดยทั่วไปลักษณะภูมิอากาศคล้ายกับภาคใต้ของประเทศไทย
ค. ลักษณะเส้นทาง
เส้นทางหลักอยู่ทางด้านทิศเหนือของพื้นที่ปฏิบัติการซึ่งเป็นถนนลาดยาง ๒ ช่องทาง ค่อนข้างแคบโดยลัดเลาะไปตามชายทะเลที่เป็นพื้นราบสลับกับไหล่เขาสูงชัน สามารถใช้ได้ตลอดทั้งปี ถนนในส่วนอื่นอยู่ในสภาพที่พอใช้ได้เท่านั้น โดยเฉพาะถนนในภูมิประเทศจะมีปัญหาทุกครั้งที่มีฝนตกหนัก เส้นทางหลักในพื้นที่ปฏิบัติการ เริ่มจาก มานาตูโต - เบาเกา - ลอสปาลอส เป็นถนนลาดยางคดเคี้ยว ขนานกับทะเล ระยะทางประมาณ ๑๒๘ กม. (จาก อ.เบาเกา ไป อ.มานาตูโต ระยะทางประมาณ ๖๐ กม. และจาก อ.เบาเกา ไป อ.เลาเทม ระยะทางประมาณ ๖๘ กม.) เส้นทางจาก อ.เบาเกา ไป อ.วีเคเค เป็นถนนลาดยางเช่นกัน แต่ชำรุดหลายแห่ง ระยะทางประมาณ ๕๓ กม.
ง. ภูมิประเทศสำคัญ
๑) อ.เบาเกา เมืองเบาเกา เป็นที่ตั้งของ บก. ภตอ. และกำลังส่วนใหญ่ของ พัน.ร.ไทย ในปัจจุบันนี้นั้น เป็นเมืองใหญ่อันดับสองของติมอร์ตะวันออก โดยอยู่ห่างจาก อ.ดิลี ซึ่งเป็นเมืองหลวงมาทางทิศตะวันออกเป็นระยะทางตามถนน ประมาณ ๑๒๘ กม. ภูมิประเทศสำคัญ คือ สนามบินซึ่งตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันตกของตัวเมืองเบาเกาเป็นระยะทาง ๘ กม. เป็นสนามบินที่ยาวที่สุดของติมอร์ตะวันออก รันเวย์ มีความยาว ๒,๔๒๔ ม. สามารถรองรับเครื่องบินลำเลียง C - ๑๓๐ ได้ อยู่ในสภาพดี เขตติดต่อของ อ. เบาเกา ทางทิศเหนือ เป็นชายฝั่งทะเล ทางทิศใต้ ติดกับ อ. วีเคเค ทางทิศตะวันออกติดกับ อ.เลาเทม ทางทิศตะวันตกติดกับ อ.มานาตูโต ภูมิประเทศทางด้านทิศเหนือของเมืองเบาเกาเป็นพื้นที่ราบชายฝั่งสลับกับหน้าผาสูงชันเป็นช่วง ๆ ทางด้านทิศใต้เป็นที่ราบสูงและภูเขาซึ่งประกอบด้วยภูเขาหิน และป่าไม้เขตร้อน ทางด้านทิศตะวันออกจะเป็นป่าโปร่ง ทางด้านทิศตะวันตกจะเป็น ภูเขาและป่าไม้เขตร้อน แบ่งเขตการปกครองออกเป็น ๖ ตำบล มีจำนวนประชากร ๑๐๔,๖๗๐ คน สาธารณูปโภค และสิ่งอำนวยความสะดวกมีถนนสายหลักที่ใช้เป็นเส้นทางในการคมนาคมติดต่อระหว่างอำเภอ คือ เส้นทางสาย ดิลี - เบาเกา - เลาเทม เป็นถนนลาดยาง ๒ ช่องทาง และ เส้นทางสาย เบาเกา - วีเคเค เป็นถนนลาดยาง ๒ ช่องทาง เช่นกันแต่สภาพไม่ดีนัก ท่าเรือที่สำคัญ ได้แก่ ท่าเรือคาราเบลา การติดต่อสื่อสารทางโทรศัพท์มือถือสามารถใช้บริการได้ในบางจุด ไฟฟ้าให้บริการตั้งแต่เวลา ๑๗๐๐ - ๑๑๐๐ ของวันรุ่งขึ้น ประปามีเฉพาะในเขตตัวเมือง โรงพยาบาลที่เบาเกา มี ๒ แห่ง เป็นของพลเรือน ๑ แห่ง ดำเนินการโดยองค์กรแพทย์ไร้พรหมแดน และเป็นอดีตโรงพยาบาลทหารอีก ๑ แห่ง ปัจจุบันยังไม่มีแพทย์ประจำ มีเพียงพยาบาลและเจ้าหน้าที่ประจำ จำนวนหนึ่ง
๒) อ.วีเคเค ภูมิประเทศด้านทิศทางเหนือเป็นภูเขาสูงติดต่อกับ อ. เบาเกา ทางด้านทิศตะวันออกเป็นที่ราบสูงติดต่อกับ อ.เลาเทม ทางด้านทิศใต้เป็นชายฝั่งทะเลมีที่ราบมากกว่าส่วนอื่น ทางด้านทิศตะวันตก เป็นป่าไม้เขตร้อนสลับกับที่ราบ แบ่งเขตการปกครองออกเป็น ๕ ตำบล มีจำนวนประชากร ๗๓,๘๕๘ คน สาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวกมีเส้นทางสาย เบาเกา - วีเคเค เป็นถนนลาดยาง ๒ ช่องทาง แต่สภาพไม่ดีนัก และเส้นทางสาย วีเคเค - ลอสปาลอส แต่เป็นเส้นทางที่ยากลำบาก สามารถใช้ได้ในฤดูแล้งเท่านั้น สนามบิน ๑ แห่ง ปัจจุบันไม่สามารถใช้การได้ ไฟฟ้าและประปาเช่นเดียวกับ อ.เบาเกา
กองกำลังติดอาวุธ กลุ่มการเมือง และกลุ่มอิทธิพล
ก. กองกำลังมิลิเทีย (Militia)
กองกำลังมิลิเทีย เป็นอาสาสมัครกองหนุนของกองทัพอินโดนีเซีย มีสมาชิกประมาณ ๕,๐๐๐ คน จัดตั้งขึ้นในปี พ.ศ.๒๕๑๙ สมาชิกจะถูกเกณฑ์จากประชาชนในท้องถิ่น เพื่อเข้ารับการฝึก จากหน่วยรบพิเศษอินโดนีเซีย มีภารกิจในการรักษาความสงบเรียบร้อย การเฝ้าตรวจ และการรายงานข่าวสารให้กับกองทัพอินโดนีเซีย บทบาทที่โดดเด่น คือการต่อสู้กับ กองกำลังฟาลินติล และเป็นกองกำลังที่ต่อต้านการแยกตัวเป็นเอกราชของติมอร์ตะวันออก และก่อให้เกิดความไม่สงบ หลังจากการลงประชามติของชาวติมอร์ตะวันออก เมื่อ ๓๐ ส.ค.๔๒ และเหตุการณ์นองเลือด เมื่อเดือน ก.ย.๔๒ สมาชิกกลุ่มมิลิเทียและครอบครัวได้เดินทางไปยัง ติมอร์ ตะวันตก โดยได้รับการสนับสนุนและคุ้มครองจากรัฐบาลอินโดนีเซีย ปัจจุบันไม่ปรากฏความเคลื่อนไหวในพื้นที่รับผิดชอบของ ภตอ.
ข. กองกำลังป้องกันตนเองติมอร์ตะวันออก (FDTL)
กกล. FDTL จัดตั้งขึ้นเมื่อ ก.พ. ๔๔ โดยคัดเลือกกำลังพลของ กกล.FALINTIL จำนวน ๖๕๐ นาย เข้าเป็นกำลังทหารประจำการชุดแรก โดยกำลังพลดังกล่าวจะต้องเข้ารับการฝึกที่ค่ายฝึก อ.ไอเลียว โดยแบ่งเป็น ๒ ผลัด คือ ผลัดที่ ๑ จำนวน ๒๕๐ นาย เริ่มเข้ารับการฝึกตั้งแต่ ก.พ.- เม.ย.๔๔ และผลัดที่ ๒ จำนวน ๔๐๐ นาย จะเริ่มเข้ารับการฝึกตั้งแต่ พ.ค.- ก.ค.๔๔ โดยตามเป้าหมายเมื่อการจัดตั้งเสร็จสมบูรณ์ กกล. FDTL จะมีกำลังพลทั้งสิ้นจำนวน ๑,๔๘๐ นาย (เป็นทหารเรือจำนวน ๑๐๐ นาย) และกำลังสำรองอีกจำนวน ๑,๐๙๐ นาย ค. CNRT (NC/สภาแห่งชาติ) CNRT ถูกจัดตั้งขึ้นในปี พ.ศ.๒๕๔๑ โดยการรวมตัวกันของ ๕ พรรคการเมืองในติมอร์ตะวันออก คือ พรรค FRETILIN , พรรค UDT , พรรค APODETI, พรรค KOTA และพรรค TRABAHISTA โดยมีแนวทางร่วมกันในการประกาศให้ ติมอร์ตะวันออก เป็นประเทศเอกราช และเลือก นาย Xanana Gusmao เป็นผู้นำ แม้ว่าในขณะนั้นนาย Xanana Gusmaoจะถูกจำคุกอยู่ในอินโดนีเซียก็ตาม CNRT ได้ดำเนินการทางการเมือง ควบคู่ไปกับการต่อสู้ด้วยอาวุธของกองกำลังฟาลินติล โดยได้รับการสนับสนุนจากประชาชน CNRT เป็นกลไกสำคัญในการต่อสู้เรียกร้องเอกราชให้กับติมอร์ตะวันออก นอกจากนั้นปัจจุบัน CNRT ยังทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้กับ UNTAET ในการรักษาความสงบเรียบร้อย และการพัฒนาประเทศ ที่ผ่านมาประชาชนให้ความร่วมมือและเชื่อถือ CNRT มาก แม้จะมีกลุ่มการเมืองอื่นพยายามเพิ่มบทบาทของตนเอง แต่ยังไม่มีกลุ่มการเมืองที่มีอิทธิพลเท่ากลุ่ม CNRT เนื่องจาก CNRT ได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย ง. กลุ่ม CPD - RDTL CPD - RDTL เป็นกลุ่มการเมืองอีกกลุ่มหนึ่งใน ติมอร์ตะวันออก ซึ่งแยกตัวมาจาก พรรค FRETILIN เนื่องจากความขัดแย้งภายในพรรคซึ่งเกิดจากการที่กลุ่ม CPD - RDTL ไม่เห็นด้วยกับนโยบายบางประการของพรรค FRETILIN ปัจจุบันมีนาย Christino Da Costa อายุ ๓๙ ปี เป็นผู้นำ นาย Christino เป็นชาว อ.เบาเกา จบการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จากมหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวล ประเทศออสเตรเลีย กลุ่ม CPD - RDTL มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมือง ดิลี และกำลังพยายามขยายสาขาใน ติมอร์ตะวันออก CNRT กล่าวหา กลุ่ม CPD - RDTL ว่าเป็นกลุ่มที่ได้รับการสนับสนุนจากอินโดนีเซีย และมีนโยบายในการรวมประเทศ กับอินโดนีเซีย ปัจจุบัน กลุ่ม CPD - RDTL ยังไม่ได้รับการยอมรับจากองค์กรต่าง ๆ เนื่องจากกลุ่ม CPD - RDTL ยังมิได้จดทะเบียนเป็นพรรคการเมืองโดยถูกต้องตามกฎหมาย แต่อย่างไรก็ตามกลุ่ม CPD - RDTL กลับได้รับความนิยมจากกลุ่มนักศึกษาและกลุ่มวัยรุ่นหัวรุนแรงโดยเฉพาะในเขต อ. ดิลี และ อ. เบาเกา จ. กลุ่มผู้นำทางศาสนา ในติมอร์ตะวันออกมีผู้นำทางศาสนาที่สำคัญ ๒ คน ซึ่งขึ้นตรงต่อพระสันตะปาปา ที่นครวาติกัน คือ Bishop Ximenes Belo อยู่ที่ อ. ดิลี รับผิดชอบกิจกรรมทางศาสนาในพื้นที่ด้านตะวันตก และ Bishop Basilio do Nascimento อยู่ที่ อ. เบาเกา รับผิดชอบกิจกรรมทางศาสนาในพื้นที่ด้านตะวันออก กลุ่มผู้นำทางศาสนามีอิทธิพลทางด้านจิตใจและทัศนคติของประชาชน เนื่องจากประชาชนให้ความเคารพนับถือกลุ่มผู้นำทางศาสนา แต่ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเมืองกลุ่มผู้นำทางศาสนาเป็นกลุ่มที่วางตัวเป็นกลาง และมักทำหน้าที่เป็นผู้ไกล่เกลี่ย เมื่อเกิดความขัดแย้ง
องค์กรช่วยเหลือในพื้นที่
ก. UNHCR ( United Nations High Commissioner of Refugee)
UNHCR ได้ส่งเจ้าหน้าที่มาปฏิบัติงานใน อ.เบาเกา ตั้งแต่ ต.ค.๔๒ โดยได้ดำเนินการส่งกลับผู้อพยพ มายังพื้นที่ อ.มานาตูโต, อ.เบาเกา, อ.วีเคเค และ อ. เลาเทม ทั้งทางบก ทางเรือ และทางอากาศ จนถึงภูมิลำเนาเดิมของคนเหล่านั้น โดยการสนับสนุนด้านการรักษาความปลอดภัยของ CIVPOL และ พัน ร.ไทย
ข. WFP ( World Food Program )
WFP มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ อ. ดิลี และมีสำนักงานสาขาอยู่ที่ อ.เบาเกา รับผิดชอบการปฏิบัติงานในพื้นที่ อ.เบาเกา, อ.มานาตูโต, อ.วีเคเค และ อ. เลาเทม โดยการแจกจ่ายอาหารให้กับประชาชนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจากการขาดแคลนอาหาร ซึ่ง WFP จะร่วมมือกับ CRS ในการทำโครงการต่าง ๆ
ค. CRS ( Catholic Relief Services)
CRS มีสำนักงานที่ อ.เบาเกา ตั้งแต่ ต.ค.๔๒ และให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ อ.เบาเกา และ อ.วีเคเค โดยได้ดำเนินงานอย่างใกล้ชิดร่วมกับองค์กร German Agro Action ซึ่งเป็นองค์กรช่วยเหลือทางการเกษตรจากเยอรมัน และ WFP ในการแจกจ่ายข้าวสาร และข้าวเปลือกเพื่อการเพาะปลูก ให้กับชุมชนต่าง ๆ
ง. MSF ( Medicine Sans Frontiers)
MSF หรือองค์กรแพทย์ไร้พรหมแดน เป็นองค์กรเอกชนที่ให้การช่วยเหลือทางการแพทย์ในติมอร์ตะวันออก โดยใน อ.เบาเกา ได้วางโครงข่ายงานไว้ทุกตำบล ยกเว้น ต.เวนิลาเล เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในความดูแลของ German doctors team
จ. ICRC ( International Committee Red Cross)
ICRC มีสำนักงานอยู่ใน อ. เบาเกา รับผิดชอบ อ. เบาเกา, อ. มานาตูโต, อ.วีเคเค และ อ.เลาเทม ให้การช่วยเหลือทั้งการแจกจ่ายอาหาร และเครื่องมือเครื่องใช้ที่จำเป็นในครัวเรือน
ก. สถานการณ์ด้านการเมือง
UNTAET ได้กำหนดนโยบายที่จะให้ชาวติมอร์ตะวันออก มีส่วนร่วมในการบริหารประเทศ โดยกำหนดให้จัดตั้ง ETTA (คณะกรรมการบริหารเพื่อการถ่ายโอนอำนาจของติมอร์ตะวันออก ) ซึ่งมีคณะกรรมการทั้งหมด ๘ คน เป็นชาว ติมอร์ ๔ คน นอกจากนั้นยังแต่งตั้งชาวติมอร์ตะวันออก เป็นผู้บริหารระดับอำเภอ (DA) อีก ๑๓ คน ทั้ง ๑๓ อำเภอ มี NC (สภาแห่งชาติ) ซึ่งประกอบด้วยสมาชิก ๓๖ คน โดยเป็นผู้แทนจาก ๑๓ อำเภอ , ๑๐ พรรคการเมือง , ๓ กลุ่มศาสนา , ๗ องค์กร และผู้แทนกลุ่ม Militia อีก ๓ คน ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาของ UNTAET
ในการปกครองบริหารประเทศ ปัจจุบันมี นาย Mario Carrascalao เป็นประธาน โดยขึ้นดำรงตำแหน่งแทน นาย Xanana Gusmao ที่ลาออกจากตำแหน่งเมื่อ ๒๘ มี.ค.๔๔ ที่ผ่านมา หลังการประชุม NC ในห้วงกลาง มี.ค.๔๔ ได้มีการกำหนดปฏิทินทางการเมืองในติมอร์ตะวันออก โดยจะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญใน ๓๐ ส.ค.๔๔ ต่อจากนั้นจะดำเนินการร่างรัฐธรรมนูญเพื่อการปกครองตนเองของ ติมอร์ตะวันออก ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในก่อนสิ้นปี ๒๕๔๔ หลังจากนั้นจึงจะมีการกำหนดวันเลือกตั้ง สส. และประธานาธิบดี ต่อไป
ข. สถานการณ์ด้านเศรษฐกิจและสังคมจิตวิทยา
ตั้งแต่เดือน มกราคม ๒๕๔๓ เป็นต้นมา UNTAET และหน่วยงานของสหประชาชาติ รวมทั้ง NGOs ได้พยายามแก้ปัญหาการว่างงาน และกระจายเงินกู้ให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อยทั่วทั้ง ๑๓ อำเภอ แต่ก็ยังมีผู้ว่างงานอยู่เป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกันปัญหาเงินเฟ้อได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ราคาสินค้าถีบตัวสูงขึ้นเนื่องจากผู้ประกอบการฉวยโอกาสจากสถานการณ์ด้านความมั่นคง ความยากจนของประชาชนได้แสดงออกมาในรูปของสถิติอาชญากรรมที่เพิ่มสูงขึ้น นอกจากนั้นการที่โครงสร้างพื้นฐานถูกทำลายไปเมื่อ ๒ ปีที่ผ่านมา ประกอบกับความด้อยคุณภาพของบุคลากรทำให้การพัฒนาเป็นไปอย่างเชื่องช้า ดังนั้นเศรษฐกิจโดยรวมของติมอร์ตะวันออก ยังคงอยู่ในสภาพที่ต้องพึ่งพา UN ไปอีกระยะหนึ่ง อย่างไรก็ตามก็ยังมีบริษัทต่างชาติสนใจจะเข้ามาลงทุนในติมอร์ตะวันออก ภายในระยะเวลา ๑๐ ปีนี้ เป็นจำนวนมาก
จากการช่วงชิงอำนาจทางการเมือง ของบรรดา พรรคการเมือง และกลุ่มการเมือง ต่างๆ ในพื้นที่ซึ่งกำลังเริ่มที่จะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ซึ่งอาจมีบางพรรคหรือบางกลุ่มใช้การปลุกระดมประชาชน หรือสร้างสถานการณ์โดยวิธีการต่าง ๆ เพื่อผลทางการเมือง จนอาจนำไปสู่การใช้ความรุนแรงหรืออาจถึงขั้นก่อการจลาจลขึ้นได้ โดยมีกลุ่มที่ต้องเพ่งเล็งเป็นพิเศษ ได้แก่ กลุ่ม CPD - RDTL เนื่องจากกลุ่มดังกล่าวนี้ ได้ประกาศเจตนารมย์อย่างชัดเจนว่า จะดำเนินการทุกวิถีทางที่จะไม่ให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญเกิดขึ้น โดยอ้างว่า ติมอร์ ตะวันออก มีรัฐธรรมนูญเดิมอยู่แล้วไม่จำเป็นร่างขึ้นมาใหม่ และหากจะมีการเลือกตั้งก็ควรเป็นการเลือกตั้งที่เกิดจากการดำเนินการของประชาชนชาวติมอร์ตะวันออกเองซึ่งจะต้องไม่ถูกครอบงำโดยคนต่างชาติ นอกจากนั้นกลุ่ม CPD - RDTL ยังกล่าวหาว่า UNTAET วางตัวไม่เป็นกลาง โดยการที่ UNTAET ให้การสนับสนุน แต่เฉพาะพรรคการเมืองที่อยู่ใน NC ( สภาแห่งชาติ / CNRT ) และพยายามกีดกัน กลุ่ม CPD - RDTL ดังนั้น คาดว่าภัยคุกคามหรือสิ่งที่จะเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติภารกิจของ ภตอ. ในห้วงระยะเวลาอันใกล้นี้น่าจะเกิดขึ้นจากการก่อความไม่สงบโดยสมาชิกของพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองรวมทั้งผู้ที่ให้การสนับสนุน สำหรับภัยคุกคามที่จะเกิดจากการปฏิบัติการทางทหารของ กกล. ติดอาวุธ กลุ่ม Militia ปัจจุบันคาดว่าไม่น่าจะเกิดขึ้น เนื่องจากในพื้นที่รับผิดชอบของ ภตอ. ในห้วงที่ผ่านมาตั้งแต่ผลัดที่ ๓ เข้ามาปฏิบัติภารกิจ ไม่ปรากฎข่าวสารความเคลื่อนไหวของทั้ง กกล.ติดอาวุธ และแนวร่วมของกลุ่ม Militia แม้แต่ครั้งเดียว อย่างไรก็ตาม ภัยคุกคามจากกลุ่ม Militia ที่อาจเกิดขึ้นได้ก็โดยการสร้างสถานการณ์ก่อกวนความสงบเรียบร้อย ทำให้ชาวติมอร์ตะวันออกขาดความเชื่อมั่นใน PKF และUNTAET รวมทั้งใช้การโฆษณาชวนเชื่อให้ประชาชนไม่พอใจในภาวะเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ ปัญหาการว่างงาน สินค้าราคาแพง และบริการสาธารณูประโภคที่ไม่เท่าเทียมกัน เพื่อให้ประชาชนเกิดเบื่อหน่ายและผิดหวัง จนกระทั่งประชาชนเกิดความรู้สึกต่อต้าน UNTAET ในที่สุด