ใครว่าเราผิด ขอเถียงสักคำ ......ช่วยอ่านดูหน่อยครับ....ขณะนี้ จนท.UN ทุกฝ่ายทั้งใน ติมอร์ ตอ.และ UN นิวยอร์ก ชื่นชมการปฏิบัติของทหารไทยว่าปฏิบัติการและแก้ปัญหาได้อย่างดียิ่ง ไม่มีการเสียชีวิตเลือดเนื้อ ถูกแล้วที่ทหารไทย ไม่ยิง คนติมอร์ ยังเหลือก็แต่คนไทย ผู้บังคับบัญชาทหารที่เมืองไทยซึ่งยังไม่ทราบข้อเท็จจริง และตำหนิพวกเรา ขอเรียนเชิญอ่านนี่หน่อยครับ

กรณี อำเภอ เบาเกา

กรณี อำเภอ วีเคเค


๑. กกล.๙๗๒ ไทย/ติมอร์ ตอ.ผลัดที่ ๓ ขอรายงานผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีเหตุการณ์ไม่สงบในพื้นที่ อ.เบาเกา และ อ.วีเคเค ในห้วงตั้งแต่ ๖ - ๗ มี.ค. และ ๑๑ - ๑๒ มี.ค.๔๔ สรุปได้ดังนี้

๑.๑ กรณีเกิดความไม่สงบใน อ.เบาเกา

ห้วงตั้งแต่ ๖ - ๗ มี.ค.๔๔

๑.๑.๑ เมื่อ ๐๖๒๒๐๐ มี.ค.๔๔ ขณะที่หน่วย RRU (ตำรวจเคลื่อนที่เร็ว) ลาดตระเวนตรวจพื้นที่ผ่านมาถึงตลาดใหม่ อ.เบาเกา ได้ถูกวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งขว้างปาก้อนหินใส่ จึงได้จับกุมวัยรุ่นกลุ่มดังกล่าว ประมาณ ๑๖ คน นำส่งที่ทำการ CIVPOL อ.เบาเกา แต่ประชาชนที่อยู่บริเวณนั้นพยายามขัดขวาง และไปรวมตัวประท้วงการจับกุม หน้าที่ทำการCIVPOL และบางส่วนเริ่มขว้างปาก้อนหินใส่ที่ทำการ CIVPOL และ จนท.RRU หน่วย พัน.ร.ไทย ได้สั่งการให้ทหารไทยที่สามารถพูดภาษาท้องถิ่นได้ พยายามเจรจากับประชาชนที่ชุมนุมประท้วงให้อยู่ในความสงบระหว่างรอผลการสอบสวน เหตุการณ์รุนแรงจึงคลี่คลายลงตามลำดับ ต่อมา จนท.CIVPOL ได้ควบคุม ผู้ต้องหาไว้ ๓ คน ส่วนที่เหลือ ๑๓ คน ได้ปล่อยตัวไป กลุ่มผู้ชุมนุมจึงได้สลายตัว

๑.๑.๒ เมื่อ ๐๗๐๙๐๐ มี.ค.๔๔ ได้มีประชาชน ประมาณ ๑๐๐ คน รวมตัวกันที่บริเวณตลาดใหม่ และได้เดินทางไปที่ที่ทำการ RRU เพื่อแสดงความไม่พอใจต่อการปฏิบัติหน้าที่ของ RRU ซึ่งต่อมา RRU ใช้แก๊สน้ำตาเพื่อสลายฝูงชน และมีการใช้อาวุธปืนยิงขู่เป็นบางช่วง

๑.๑.๓ เมื่อ ๐๗๑๐๒๐ มี.ค.๔๔ มีการประชุมของ หน.ส่วนราชการ อ.เบาเกา และผู้นำท้องถิ่น ณ ที่ทำการ CIVPOL ที่ประชุมมีมติให้ยุติสถานการณ์ที่เกิดขึ้นโดยให้ RRU ถอยกลับเข้าที่ตั้ง และให้ผู้นำท้องถิ่นเจรจากับประชาชนให้ถอยออกมาที่ตลาดใหม่

๑.๑.๔ เมื่อ ๐๗๑๕๐๐ มี.ค.๔๔ หน่วย พัน.ร.ไทย เข้าร่วมประชุมกับ หน.ส่วนราชการ อ.เบาเกา และผู้นำท้องถิ่น เพื่อฟังผลการประชุม และร่วมกันคลี่คลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ระหว่างนั้นเวลาประมาณ ๑๖๓๐ ประชาชนเริ่มรวมตัวกันใหม่อีกครั้งบริเวณตลาดใหม่ และเคลื่อนตัวมุ่งหน้าไปที่ทำการของ RRU ดังนั้นที่ประชุมจึงได้มอบหมายให้ผู้นำท้องถิ่นไปเจรจากับผู้ชุมนุมประท้วงให้ยุติการประท้วง และเลิกการประชุม

๑.๑.๕ เมื่อ ๐๗๑๘๓๐ มี.ค.๔๔ ผู้นำท้องถิ่นได้เริ่มต้นออกเดินทางจากที่ทำการ CIVPOLไปบริเวณที่มีการชุมนุมประท้วง และในขณะนั้น ผบ.พัน.ร.ไทย ซึ่งเฝ้าติดตามสถานการณ์อยู่ภายนอก จึงสั่งให้จัดรถ ๑/๔ ตัน ๒ คัน ติดตามคณะของผู้นำท้องถิ่นเพื่อรับทราบผลการเจรจา ซึ่งในการนี้มิได้มีการประสานหรือร้องขอให้จัดเป็นรูปขบวนยานยนต์ เพียงแต่เมื่อคณะผู้นำท้องถิ่นออกจากที่ทำการ CIVPOL และเจ้าหน้าที่ CIVPOL ที่นำขบวนเห็นรถทหาร (ผบ.พัน.ร.ไทย และคณะติดตามสถานการณ์) จอดอยู่บริเวณทางออก จึงโบกมือให้สัญญาณให้รถทหารไทยออกนำไปก่อน ดังนั้นการจัดรูปขบวนจึงไม่ได้จัดแบบเป็นทางการแต่มีรถทหารนำเป็นรถคันที่ ๑ และ ๒ มีรถติดตามมาอีก ๓ คัน รวมเป็น ๕ คัน เมื่อรถไปถึงตลาดใหม่ ได้พบว่ามีการวางก้อนหินและท่อนไม้ กีดขวางไว้บนถนน แต่อย่างไรก็ตามได้มีผู้ประท้วงที่อยู่ในบริเวณนั้นช่วยกันเปิดทางให้ขบวนรถผ่านไปได้ และขณะผ่านกลุ่มผู้ประท้วง ผบ.พัน.ร.ไทย ได้สังเกตุเห็นกลุ่มผู้ชุมนุมทุกคนต่างแสดงความเป็นมิตรเป็นอย่างดี โดยกลุ่มผู้ชุมนุมได้โบกมือทักทายตลอดทาง เมื่อถึงเนินที่กลุ่มผู้ชุมนุมส่วนใหญ่รวมกันอยู่มีการกีดขวางการจราจร จึงเป็นเหตุให้ขบวนเคลื่อนที่ได้อย่างช้า ๆ และในทันใดนั้นรถคันที่ ๓ ในขบวนได้บีบแตรขอทางแล้วแซงขึ้นไปทางขวามืออย่างรวดเร็ว และเมื่อแซงผ่านไปแล้ว ผบ.พัน.ร.ไทย ได้พบว่ากระจกด้านหลังของรถคันดังกล่าวได้ถูก ทุบแตก และมีกลุ่มผู้ชุมนุมประมาณ ๑๐ คนวิ่งไล่ตาม ผบ.พัน.ร.ไทย จึงสั่งให้พลขับรถรีบขับรถตามไปเพื่อให้การช่วยเหลือ แต่การติดตามกระทำได้ยากลำบาก เพราะรถคันที่ ๓ ขับไปอย่างรวดเร็วมาก และมีผู้ชุมนุมประท้วงยืนขวางทางอยู่บนถนนหลายคน เมื่อสามารถผ่านกลุ่มผู้ชุมนุมได้แล้ว ได้พบว่ารถคันดังกล่าวได้ขับออกนอกถนน จอดอยู่ในป่าห่างถนนประมาณ ๑๕ เมตร เห็นผู้ชุมนุมกำลังใช้ก้อนหินทุบทำลายรถ จึงลงไปเพื่อให้การช่วยเหลือบุคคลซึ่งอยู่ในรถแต่ไม่พบใคร และในขณะนั้นได้เห็นกลุ่มบุคคลวิ่งไปทางที่ทำการหน่วย RRU และมีผู้ประท้วงอีกกลุ่มหนึ่งวิ่งตามไป จึงติดตามไปเพื่อให้การช่วยเหลือ และสามารถสกัดกั้นกลุ่มผู้ประท้วงเอาไว้ได้ เมื่อเห็นว่าเหตุการณ์เรียบร้อยแล้วจึงเดินทางไปที่ RRU จึงได้ทราบว่ามีผู้เดินทางมาในรถคันดังกล่าวหายไป ๒ คน แต่ระหว่างนั้นหน่วย RRU ประมาณ ๑๕ นาย ได้ติดตาม จนท.UN ที่หายไปและได้พบในเวลาต่อมา หลังจากนั้น ผบ.พัน.ร.ฯ จึงสั่งการให้ มว.ลว. นำรถลาดตระเวน ๒ คัน ไปเตรียมพร้อม ณ ที่ทำการ RRU เพื่อเตรียมเผชิญสถานการณ์ และต่อมาได้รับแจ้งจาก CIVPOL ว่ามีผู้ชุมนุมประท้วงบางส่วนเตรียมจะเผาทำลายสถานที่สำคัญต่าง ๆ เช่นที่ทำการ DA, ที่ทำการ CIVPOL ,โรงไฟฟ้าเบาเกา และได้รับการแจ้งข่าวว่ามีเพลิงไหม้ในตัวเมืองเบาเกา ทราบภายหลังว่าสถานที่ถูกไฟไหม้คือมัสยิด จึงสั่งการให้กำลังที่รักษาความปลอดภัยสถานที่ต่าง ๆ เพิ่มความเข้มงวดให้มากยิ่งขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้กลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงเผาทำลายสถานที่สำคัญอื่น ๆ ที่เป็นทรัพย์สินที่ถูกกำหนดโดย UNTAET ได้

๑.๑.๖ จากนั้นได้มีการชี้แจงของผู้นำประชาชนต่อผู้ชุมนุมประท้วง และสถานการณ์ต่าง ๆ คลี่คลายเป็นปกติ

๑.๑.๗ เมื่อ ๐๗๒๑๓๐ มี.ค.๔๔ ฝอ.๒ พัน.ร.ไทย ได้เข้าร่วมประชุมกับ หน.ส่วนราชการ อ.เบาเกา ณ ที่ทำการ CIVPOL เพื่อสรุปเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หลังจากการประชุมจึงกลับ บก.พัน.ร.ไทย

กลับด้านบน


๑.๒ กรณีเกิดความไม่สงบใน อ.วีเคเค

ห้วงตั้งแต่ ๑๑ - ๑๒ มี.ค.๔๔

๑.๒.๑ เมื่อ ๑๑๐๙๐๐ มี.ค.๔๔ ร้อย.ร.พัน.ร.ไทย ได้รับแจ้งจาก CIVPOL ว่ามีกลุ่มวัยรุ่นประมาณ ๒๐ คน ทะเลาะวิวาทในตัวเมือง อ.วีเคเค จึงได้จัดกำลัง ๑ ชป.ไปช่วยเหลือเมื่อถึงที่เกิดเหตุ จนท. CIVPOL ระงับเหตุได้และได้จับกุมวัยรุ่น ๘ นาย ไปสอบสวน ณ สำนักงาน UNTAET อ.วีเคเค และปล่อยตัวไป ในเวลาต่อมา เมื่อ ๑๒๐๘๐๐ มี.ค.๔๔ ร้อย.ร.ฯ ได้รับการแจ้งข่าวสารจาก UNMO ว่ามีชายอายุประมาณ ๑๙ ปี ถูกฆาตกรรม ในตลาดวีเคเค ใกล้โรงไฟฟ้า ลักษณะศพถูกของมีคมฟันที่ลำคอตัดเส้นเลือดแดงใหญ่ และนิ้วมือขวาขาด ๒ นิ้ว จนท. CIVPOL ไม่สามารถจับกุมผู้กระทำผิดได้

๑.๒.๒ เมื่อ ๑๒๐๙๐๐ มี.ค.๔๔ ร้อย.ร.พัน.ร.ไทย ได้จัดกำลัง ๑ ชป. เพื่อ รปภ.สถานที่เกิดการฆาตกรรม และจัดอีก ๑ ชป. ทำการลาดตระเวนพื้นที่ภายในตัวเมือง วีเคเค ได้พบเห็นกลุ่มชาวบ้านชุมนุม ประมาณ ๓๐ คนรวมตัวเพื่อรอฟังข่าวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยอยู่ในความสงบ

๑.๒.๓ เมื่อ ๑๒๐๙๓๐ มี.ค.๔๔ ร้อย.ร.พัน.ร.ไทย ได้เข้าร่วมประชุมที่สำนักงาน UNTAET อ.วีเคเค ในเรื่อง Security Meeting ร่วมกับ DA, ADA, CIVPOL, UNMO และ Security officer โดย CIVPOL ได้แจ้งข่าวว่าญาติของผู้เสียชีวิต จะนำชาวบ้านประมาณ ๑๐๐ คน พร้อมอาวุธ ประเภท มีดยาว จาก บ.มากาดิกิ เข้ามาในเมือง วีเคเค ดังนั้น DA จึงขอให้ ร้อย.ร.ฯ จัดตั้งจุดสกัดตามเส้นทางจาก อ.เบาเกา และ บ.มากาดิกิ เข้าสู่ตัวเมือง วีเคเค ร้อย.ร.ฯ จึงได้จัดชุด ลว. ๒ ชุด ๆ ละ ๑๕ นาย ชุดแรกปิดกั้นถนนจาก อ.เบาเกา เข้าสู่ อ.วีเคเค บริเวณสะพาน บ.โรหิฮูนู และ อีกชุด ปิดกั้นถนนจาก บ.มากาดิกิ เข้าสู่ อ.วีเคเค บริเวณสะพาน บ.อุรูไบ

๑.๒.๔ เมื่อ ๑๒๑๑๓๐ มี.ค.๔๔ ได้รับแจ้งจาก CIVPOL ว่ามีชาวบ้าน (ส่วนใหญ่เป็นญาติของผู้เสียชีวิต) ประมาณ ๒๐๐ คนจาก บ.มากาดิกิ เคลื่อนย้ายกำลังพร้อมด้วยอาวุธเพื่อจะเข้ามาที่ อ.วีเคเค

๑.๒.๕ ต่อมา เมื่อ ๑๒๑๒๑๕ มี.ค.๔๔ หน่วยได้สับเปลี่ยนกำลัง โดยรับกำลังชุดใหม่ไปปฏิบัติหน้าที่แทน ใช้เวลาประมาณ ๑๕ นาที ขณะเหตุการณ์ปกติ

๑.๒.๖ เมื่อ ๑๒๑๒๓๐ มี.ค.๔๔ กำลังพลชุดใหม่ จำนวน ๓๕ นาย ได้เข้าประจำจุดสกัดกั้นบริเวณสะพาน ฝั่ง บ.อุรูไบ โดยมี จนท. CIVPOL ร่วมอยู่ด้วย ๒ นาย ต่อมาได้มีชาวบ้าน จาก บ.มากาดิกิ ประมาณ ๒๐๐ คนพร้อมอาวุธ ขึ้นรถบัสขนาดเล็ก ๖ คัน มาถึงบริเวณดังกล่าว หน่วยจึงได้นำกำลังสกัดกั้น กลุ่มชาวบ้านแสดงความไม่พอใจ และพยายามฝ่าแนวสกัดกั้นโดยใช้รถบัสเคลื่อนที่เข้ามา หน่วยสกัดกั้นจึงถอยมา บริเวณกลางสะพาน เนื่องจากไม่ต้องการให้มีการปะทะ และใช้ความรุนแรงเกิดขึ้น จากนั้นจึงขอเจรจากับผู้นำ (ในขณะนั้น จนท.CIVPOL ๒ นายได้ถอนตัวจากบริเวณดังกล่าวไปก่อนหน้าแล้ว) จนท.ล่ามและผบ.มว.ผู้รับผิดชอบจุดสกัดกั้น ได้เจรจากับผู้นำกลุ่มชาวบ้าน โดยผู้นำแจ้งความประสงค์ ๒ ข้อ คือ ต้องการรับศพผู้เสียชีวิตกลับไปยัง บ.มากาดิกิ และต้องการใ ห้จนท.CIVPOL ดำเนินการจับกุมตัวผู้ต้องหาโดยเร็วที่สุดกับต้องการพบ หน. CIVPOL

๑.๒.๗ เมื่อ ๑๒๑๓๓๐ มี.ค.๔๔ จนท.CIVPOL จำนวน ๔ นาย ได้เดินทางมาถึงจุดสกัดกั้น และได้พบกับผู้นำกลุ่มชาวบ้านเจรจาเกี่ยวกับความคืบหน้าในการสืบหาผู้กระทำผิด และในขณะเดียวกันได้มีชาวบ้านบางคนแอบเล็ดลอดผ่านไปโดยอาศัยความชุลมุนและการกำบังของภูมิประเทศได้จำนวนหนึ่ง ส่วนผลการเจรจายังไม่ได้ข้อยุติ

๑.๒.๘ เมื่อ ๑๒๑๕๐๐ มี.ค.๔๔ ร้อย.ร.ฯ ได้รับรายงานจากชุดควบคุมสถานการณ์ที่จัดออกไปว่ามีกลุ่มชาวบ้านที่เล็ดลอดเข้ามาได้เริ่มเผาทำลายบ้านเรือน บริเวณ บ.บูโรมาตัน และขณะเดียวกันก็ได้รับการร้องขอกำลังให้มาช่วย รปภ.สถานีตำรวจ, สำนักงาน UNTAET ดังนั้น ร้อย.ร.ฯ จึงจัดกำลัง ๒๐ นาย ทำการ รปภ.สถานีตำรวจ และอีก ๑๕ นาย รปภ.สำนักงาน UNTAET

๑.๒.๙ เมื่อ ๑๒๑๗๐๐ มี.ค.๔๔ กลุ่มชาวบ้านได้มารวมตัวที่หน้าสถานีตำรวจ เพื่อรอรับฟังผลการเจรจา จนกระทั่งผลการเจรจาได้ข้อยุติโดย จนท.CIVPOL จะจับกุมตัวคนร้ายมาลงโทษให้ได้โดยเร็วที่สุด ชาวบ้านจึงได้ทยอยกลับบ้านที่ บ.มากาดิกิ เวลาประมาณ ๑๗๓๐

๑.๒.๑๐ เมื่อ ๑๒ ๑๙๐๐ มี.ค.๔๔ ร้อย.ร.ฯ ได้จัดกำลังจากกำลังที่ รปภ. สถานีตำรวจ จำนวน ๕ นาย ร่วมกับ CIVPOL, RRU (จอร์แดน) และ RRU (โปรตุเกส) ออกลาดตระเวนตรวจพื้นที่ และสำรวจความเสียหาย สรุปได้ดังนี้ บ้านเรือนถูกเผาเสียหาย ๓๗ หลัง, มีผู้เสียชีวิต ๒ คน , ประชาชนไม่มีที่อยู่ ๗๗ คน ซึ่งทาง DA อ.วีเคเคได้ประสานขอที่พักในฐานปฏิบัติการ ร้อย.ร.พัน.ร.ไทย พร้อมยานพาหนะในการขนย้าย และอาหารสนับสนุนให้กับประชาชนดังกล่าว นอกจากนี้ขอรับการสนับสนุนอาหารให้กับ จนท.UNTAET จำนวน ๕๐ คน

๒. จากคำชี้แจงของ พ.ท.เจษฎา ฯ ผบ.พัน.ร.ไทย และผู้ที่เกี่ยวข้องตามข้อ ๑.๑ คณะกรรมการพบข้อเท็จจริง ดังนี้คือ

๒.๑ ในช่วงการเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบนั้น พ.ท.เจษฎา ฯ ผบ.พัน.ร.ไทย พร้อมนายทหารที่เกี่ยวข้อง รวม ๔ นาย ร่วมอยู่ในสถานการณ์การประท้วง เพื่อเตรียมแก้ไขสถานการณ์ตลอดเวลา

๒.๒ พ.ท.เจษฎา ฯ ชี้แจงว่ามิได้รับการร้องขอจาก DA หรือ CIVPOL ให้จัดขบวนเดินทาง แต่อย่างไร ดังนั้นลักษณะขบวนเดินทางจึงเป็นแบบไม่เป็นทางการ

๒.๓ ก่อนเกิดเหตุการณ์ทุบทำลายรถ DA เห็นได้ชัดเจนว่าชาวบ้านแสดงความเป็นมิตรด้วยการโบกมือทักทายตลอดทาง โดยไม่มีท่าทีคุกคามแต่อย่างไร ดังนั้นการที่มีผู้ชุมนุมประท้วงบางคนได้ฉวยโอกาสก่อเหตุขึ้นจึงเป็นเรื่องเหนือความคาดคิด

๒.๔ เมื่อเกิดเหตุการณ์แล้ว พ.ท.เจษฎา ฯ ผบ.พัน.ร.ไทย ได้พยายามปฏิบัติหน้าที่ในการให้การรักษาความปลอดภัยต่อเจ้าหน้าที่ UN อย่างเต็มความสามารถ แต่ด้วยเป็นเหตุการณ์ที่เหนือการคาดคิด และเกิดขึ้นโดยรวดเร็ว ประกอบกับมีการกีดขวางทางของผู้คนจึงทำให้ติดตามไปไม่ทัน แต่เมื่อสามารถผ่านฝูงชนขึ้นไปได้ก็ได้ทำการสกัดกั้นผู้ชุมนุมไม่ให้ตามเข้าทำร้ายเจ้าหน้าที่ UN ได้อีก

๒.๕ ข้อคิดเห็นของคณะกรรมการมีความเห็นว่า พ.ท.เจษฎา ฯ ผบ.พัน.ร.ไทย ได้ปฏิบัติหน้าที่ที่รับผิดชอบด้วยความตั้งใจ และด้วยวิจารณญาณอย่างเต็มความสามารถแล้ว จึงไม่มีข้อบกพร่องแต่อย่างไร ซึ่งมีข้อพิจารณาดังนี้คือ

๒.๕.๑ การเดินทางไปชี้แจง และทำความเข้าใจของผู้นำกลุ่มชาวบ้าน และ DA ต่อผู้ชุมนุมประท้วง เป็นความต้องการของมติในที่ประชุม เพราะทุกฝ่ายต่างใช้สามัญสำนึกปกติว่าย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดเหตุร้าย เพราะทั้งหมดเป็นผู้ที่มีอิทธิพลต่อกลุ่มชาวบ้านทั้งสิ้น และตลอดทางชาวบ้านที่ชุมนุมประท้วงก็แสดงท่าทีที่เป็นมิตร ดังนั้นการที่มีผู้พยายามทุบทำลายรถของ DA จึงเป็นเรื่องเหนือความคาดคิด

๒.๕.๒ การรักษาความปลอดภัยแก่ DA และผู้ติดตามขณะถูกทำร้ายนั้นก็ได้มีความพยายามเข้าไปช่วยเหลืออย่างเต็มความสามารถแล้ว แต่เพราะเหตุที่ DA ขับรถแซงขบวนขึ้นไปอย่างรวดเร็ว และห่างจากหน่วย PKF มากประกอบกับมีกลุ่มชนขวางทาง จึงทำให้การาเข้าช่วยเหลือกระทำได้ยากลำบาก แต่อย่างไรก็ตามก็สามารถป้องกันชีวิตของบุคคลสำคัญได้ตามภารกิจ

๓. จากคำให้การของ ร.อ.จรูญ ฯ ผบ.ร้อย.พัน.ร.ไทย และผู้ที่เกี่ยวข้องตามข้อ ๑.๒ คณะกรรมการพบข้อเท็จจริง สรุปได้ดังนี้คือ

๓.๑ การปฏิบัติหน้าที่ ณ จุดสกัดกั้นบริเวณสะพาน บ. อุรูไบ เมื่อ ๑๒ มี.ค.๔๔ ห้วง เวลา ๑๒๓๐ - ๑๕๐๐ น. ซึ่งในขณะนั้นมี จนท. CIVPOL ร่วมปฏิบัติหน้าที่อยู่ด้วย คณะกรรมการพิจารณาแล้ว ตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนั้น ไม่จำเป็นที่จะต้องใช้ความรุนแรง โดยการยิงเตือน เนื่องจากเป็นสถานการณ์การเจรจา กลุ่มชาวบ้านส่วนใหญ่อยู่ในอาการสงบภายใต้การควบคุมของผู้นำหมู่บ้าน ไม่มีปฏิกริยาอาการที่ส่อไปในทางจะใช้ความรุนแรง

๓.๒ กรณีวัยรุ่นแอบเล็ดลอดเข้ามาเผาทำลาย ที่ บ.โบโรมาตัน นั้น DA ได้จัดให้ จนท.รักษาความปลอดภัยของ อ.วีเคเค ออกควบคุมสถานการณ์ โดยมีเจ้าหน้าที่ CIVPOL และ กำลังจาก ร้อย.ร.ฯ ร่วมปฏิบัติ โดยการดำเนินการนี้อยู่ภายใต้การควบคุมของตัวแทน DA ซึ่งเป็นไปตาม SOP แต่ตัวแทน DA กลับไม่สั่งการให้ดำเนินการใดใด ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ที่ทหารจะกระทำการใดใดนอกเหนือวิจารณญาณของผู้รับผิดชอบควบคุมสถานการณ์

๓.๓ การที่กลุ่มผู้ก่อเหตุสามารถเข้าเผาทำลายบ้านเรือนได้ เนื่องจากว่า ร้อย.ร.ฯ ได้จัดการวางกำลังเพื่อการระวังป้องกันสถานที่สำคัญต่าง ๆ ตามที่ได้รับการร้องขอ โดยพิจารณาวางกำลังตามความสำคัญของสถานที่ตามที่มีกำหนดไว้ใน SOP จึงทำให้มีกำลังไม่เพียงพอสำหรับการ รปภ.จุดอื่น ๆ

๓.๔ คณะกรรมการพิจารณาแล้ว การปฏิบัติหน้าที่ของ ผบ.ร้อย ในการใช้กำลังสนับสนุน DA และ จนท. CIVPOL เป็นไปตามขั้นตอนโดยใช้วิจารณญาณในการแก้ปัญหา ตามสถานการณ์ในขณะนั้น อย่างเหมาะสมแล้ว

กลับด้านบน