บทบาทงานกิจการพลเรือน

กับการปฏิบัติการเพื่อสันติภาพ

กล่าวนำ

ในปัจจุบันรูปแบบของความขัดแย้งในโลกได้เปลี่ยนไป ซึ่งความขัดแย้งดังกล่าวเป็นสิ่งที่ท้าทายทั้งทางด้านการทหาร และการเมือง คำว่าการปฏิบัติการเพื่อสันติภาพครอบคลุมความหมายในกิจกรรม ๓ ประเภท คือ การสนับสนุนทางการทูต (Support to Diplomacy) , การรักษาสันติภาพ (Peacekeeping) และการบังคับให้เกิดสันติภาพ (Peace Enforcement)

สภาพแวดล้อมของการปฏิบัติการเพื่อสันติภาพมักจะเกิดขึ้นในสภาพที่ไม่สามารถกำหนดขอบเขตได้ชัดเจนเหมือนสงคราม การกำหนดคู่สงครามอาจไม่แน่นอน ความสัมพันธ์ระหว่างการปฏิบัติการเฉพาะแต่ละอัน และแผนในการดำเนินการอาจไม่ง่ายที่จะกำหนด เหมือนในกรณีของการทำสงคราม อีกทั้งมีจุดมุ่งหมายทางการเมืองที่ล่อแหลม การปฏิบัติการทางทหารอาจจะไม่เผชิญกับกองทหารอาชีพ หรือกลุ่มที่มีการจัดเหมือนทหารเลย แต่ตรงกันข้ามอาจจะต้องเผชิญกับกลุ่มที่มีองค์กรหลวม ๆ ไม่มีรูปแบบแน่ชัด เช่น ผู้ก่อการร้าย หรือกลุ่มต่าง ๆ ที่ขัดแย้งกันและมีกำลังเหนือกว่ากลุ่มอื่น ๆ ที่ก่อให้เกิดการริดรอนสิทธิ หรือสร้างความแตกแยกภายในหมู่ประชาชน นอกจากนี้แล้วอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มอาชญากรด้วย

คำจำกัดความ

“การรักษาสันติภาพ คือ การปฏิบัติการที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อการป้องกัน จำกัดและยุติการเป็นปฏิปักษ์ระหว่างรัฐ หรือระหว่างกลุ่มต่าง ๆ ภายในรัฐ ๆ หนึ่ง ด้วยการแทรกแซงโดยหน่วยกำลังนานาชาติ ซึ่งประกอบด้วย กำลังทหาร ตำรวจ องค์กรพลเรือน และดำเนินการภายใต้อาณัติขององค์กรระหว่างประเทศ การปฏิบัติการเพื่อรักษาสันติภาพ ดำเนินการภายใต้การเรียกร้อง หรือความยินยอมพร้อมใจของฝ่ายที่เกี่ยวข้อง การใช้กำลังเพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายที่กำหนดบางครั้งอาจกำหนดโดยองค์กรที่อำนวยการปฏิบัติทางการเมือง”

หลักการพื้นฐาน

๑. การไม่เข้าข้างฝ่ายใด การไม่เข้าข้างฝ่ายใดของกองกำลัง ต่อฝ่ายขัดแย้งหรือกับกลุ่มประชาชนฝ่ายต่าง ๆ เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อการสำเร็จภารกิจ และต่อความปลอดภัยของกองกำลังเอง

๒. ความโปร่งใส ฝ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการจะต้องรู้และเข้าใจ ภารกิจ เจตนารมณ์ และกรรมวิธีในการปฏิบัติของกองกำลัง และมาตรการต่าง ๆ อีกทั้งต้องจริงใจที่จะยึดถือความเป็นกลาง และจะต้องสนับสนุนด้วยนโยบาย และความสมัครใจที่จะติดต่อสื่อสารซึ่งกันและกัน

๓. การพึ่งพาการเจรจา ในทุกกรณีของความขัดแย้ง การจะกลับคืนสู่สถานการณ์สันติภาพจะต้องผ่านกระบวนการเจรจาระหว่างฝ่ายต่าง ๆ ที่ขัดแย้งกัน สมาชิกของกองกำลังจะต้องมีขีดความสามารถในการเป็นผู้นำในการเจรจา เสนอแนวทางเพื่อการปรองดองที่ดี

๔. การควบคุมการใช้กำลัง กำหนดไว้ในกฎของการปะทะ (Rule of Engagement : R.O.E.) นอกจากนั้นมาตรการต่าง ๆ ที่ใช้บังคับจะต้องกำหนดจนถึงการใช้อาวุธเพื่อป้องกันโดยชอบ หรือเพื่อบังคับให้เป็นไปตามข้อตกลงในสถานการณ์จำเพาะบางอย่าง การใช้หลักควบคุมการใช้กำลังเป็นการประกันความสำเร็จของภารกิจ และความปลอดภัยของกองกำลัง ในขณะเดียวกันก็พยายามแสวงหาการลดความรุนแรงไปพร้อมกัน นอกจากนี้ในหลักของการยับยั้ง การแสดงกำลังทุกอย่างจะต้องไม่ทำให้เห็นว่าเป็นการแสดงยั่วยุ

๕. ความเชื่อถือได้

ความเชื่อถือได้อาจเป็นเสมือนหนึ่งผลลัพธ์ตามปกติของหลักการพื้นฐาน ทั้ง ๔ ข้อ ที่กล่าวมาแล้ว ความเชื่อถือมิใช้สิ่งที่ได้มาง่าย ๆ ในสภาพแวดล้อมที่มีเหตุการณ์สลับซับซ้อน จำเป็นที่ผู้บังคับหน่วยทุกระดับ ต้องใส่ใจต่อการปฏิบัติเพิ่มขึ้น และการรักษาไว้ซึ่งความเชื่อถือได้ของกองกำลัง สมมุติฐานที่จำเป็นที่จะให้ได้มา ซึ่งความเชื่อถือได้นั้นก็คือ ความเป็นมืออาชีพและการเสียสละของผู้ปฏิบัติในทุกระดับมีเจตจำนงค์แน่วแน่ต่อการเจรจา และความมั่นคงหนักแน่นของผู้บังคับบัญชา

การปฏิบัติตามหลักพื้นฐานทั้งหมดดังกล่าวแล้วนั้น จะเป็นการกำหนดเงื่อนไขของความเชื่อมั่นที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อความก้าวหน้าของกรรมวิธีในทางการเมือง อย่างไรก็แล้วแต่ไม่มีความเกี่ยวข้องโดยตรงเสียทีเดียวระหว่างหลักพื้นฐานดังกล่าว ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเน้นย้ำถึงการไม่เข้าข้างฝ่ายใด เพราะหลักการข้อนี้เกี่ยวข้องกับผู้ปฏิบัติในทุกระดับ และขณะเดียวกันฝ่ายที่ขัดแย้งต่างก็พยายามที่จะยั่วยุให้มีการละเมิดเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง

การประยุกต์ใช้ขีดความสามารถของทหารในทางที่ไม่รุนแรง เช่น การปฏิบัติการจิตวิทยา อาจมีความสำคัญมากกว่าการเน้นพลังทางทหาร ซึ่งบางครั้งไม่อาจนำมาใช้ในการปฏิบัติการเพื่อสันติภาพ มิติในทางการเมืองและวัฒนธรรมในพื้นที่ เป็นสิ่งสำคัญยิ่งต่อความขัดแย้ง เมื่อจำเป็นต้องใช้กำลังก็กระทำเพื่อป้องกันชีวิต หรือใช้เพื่อทำการบังคับ มิใช่การฆ่าทำลายโดยไม่จำเป็น ข้าศึกก็คือความขัดแย้งที่เกิดขึ้น มิใช้ฝ่ายคู่สงคราม

เนื่องด้วยการปฏิบัติการเพื่อสันติภาพ มักจะดำเนินการภายใต้การเฝ้าติดตามของสื่อมวลชนทั้งโลก ดังนั้นการปฏิบัติการเพื่อสันติภาพจะต้องโปร่งใสและเข้าใจในบรรดาผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ทหารจะต้องเข้าใจว่า บางครั้งการเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ และทำอะไรไปในระดับยุทธวิธี อาจจะเกิดผลต่อเนื่องอย่างทันที ในระดับยุทธศาสตร์และการเมือง ยิ่งกว่านั้นในภาพรวมแล้ว ทหารจะต้องเข้าใจถึงความเป็นมาของยุทธศาสตร์ และการเมือง ในการปฏิบัติการต้องตระหนักถึงปัจจัยทางประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ และอื่น ๆ ใน พื้นที่ การไม่เข้าใจภารกิจและสภาพแวดล้อมของการปฏิบัติการอย่างแจ่มแจ้ง อาจนำไปสู่เหตุการณ์และการเข้าใจผิด ซึ่งจะส่งผลต่อความชอบธรรม ความยินยอม และกระทบต่อการ ปฏิบัติที่ไม่สอดคล้องกับภาพรวมของเป้าหมายทางการเมือง

ก่อนที่จะเริ่มภารกิจใด ๆ ผู้บังคับบัญชาทุกระดับจะต้องเข้าใจเหมือนกับถึงจุดจบ และเงื่อนไขต่าง ๆ ที่ถือว่าเป็นผลสำเร็จในการปฏิบัติการเพื่อสันติภาพ จุดมุ่งหมายสุดท้ายก็เพื่อการยุติความขัดแย้งและตกลงกัน มิใช่ให้ได้มาซึ่งชัยชนะ แม้ว่าการแสวงหาข้อยุติและทำการตกลงจะสำเร็จได้ยากจากการปฏิบัติทางทหารเพียงอย่างเดียว แต่การปฏิบัติการเพื่อสันติภาพก็จะดำเนินการเพื่อให้บรรลุแนวทางแก้ไขโดยวิธีการเจรจาปรองดองมากกว่าการตัดสินโดยกำลัง

บทบาทของกองกำลังทหาร

ในการปฏิบัติงานด้านกิจการพลเรือน

บทบาทของกำลังทหารในภารกิจการรักษาสันติภาพ โดยสรุปกล่าวคือ

กิจกรรมการสนับสนุนทางการทูต (Support to Diplomacy) จะใช้ศักยภาพทางด้านการทหารเป็นเครื่องมือเพิ่มน้ำหนักในการเจรจาต่อรอง เช่น การใช้กำลังทหารในเชิงป้องกัน การแสดงกำลัง การเตรียมพร้อมในระดับสูง

กิจกรรมการบังคับเพื่อให้เกิดสันติภาพ (Peace Enforcement) บทบาทของทหาร คือ การใช้กำลัง หรือขู่ที่จะใช้กำลัง เพื่อให้เกิดการยอมรับตามมติหรือการลงโทษ เพื่อให้เกิดสันติภาพหรือฟื้นฟูสันติภาพ เพื่อดำรงไว้ซึ่งความพยายามทางการทูตในการบรรลุข้อตกลงทางการเมืองในระยะยาวต่อไป

กิจกรรมการรักษาสันติภาพ (Peacekeeping) บทบาทของทหาร คือ การสถาปนาและดำรงไว้ซึ่งสภาวะแวดล้อมที่ปลอดภัย การสังเกตุการณ์ และกำกับดูแลการบังคับใช้มาตรการข้อตกลงต่าง ๆ เพื่อติดตาม และอำนวยความสะดวกในการบรรลุข้อตกลงระยะยาวในทางการเมือง ความเป็นคนกลางที่น่าเชื่อถือและไม่ลำเอียง มีความเชี่ยวชาญในการเจรจาตกลงเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในการบรรลุภารกิจ

ความเข้มข้นของการใช้กำลังทหารในปฏิบัติการเพื่อสันติภาพ จากน้อยไปหามาก คือ การสนับสนุนทางการทูต การรักษาสันติภาพ และการบังคับให้เกิดสันติภาพ บทบาทของานด้านกิจการพลเรือนที่สำคัญ ในการสนับสนุนทางการทูตคือ การปฏิบัติจิตวิทยาเพื่อยุติความขัดแย้ง ในการบังคับให้เกิดสันติภาพ และการรักษาสันติภาพ คือ การอำนวยการเจรจา เพราะจุดมุ่งหมายของการยุติข้อขัดแย้งนั้นต้องการให้เกิดขึ้นด้วยการเจรจา บทบาทที่สำคัญยิ่งอีกประการหนึ่ง ในภาวะที่สิทธิมนุษย์ชนถูกคุกคาม สภาพแวดล้อมถูกทำลาย คือ การให้การคุ้มครองหน่วยงานพลเรือน หน่วยงานองค์กรเอกชนต่าง ๆ ให้สามารถปฏิบัติงานตามหน้าที่ของตนเองได้โดยปลอดภัย การคุ้มกันขบวนขนส่งสิ่งอุปกรณ์เพื่อการบรรเทาทุกข์ การให้การช่วยเหลือเพื่อมนุษย์ธรรม การช่วยเหลือเพื่อการฟื้นฟูสภาพทางสังคม จิตวิทยา เศรษฐกิจ และการเมือง

บทบาทของทหารในการปฏิบัติงานด้านกิจการพลเรือน จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับภัยคุกคาม และสถานภาพความปลอดภัยในพื้นที่ปฏิบัติการ และปัจจัยที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ ขีดความสามารถในการปฏิบัติงานตามหน้าที่ขององค์กรพลเรือน และองค์กรเอกชนต่าง ๆ ภายใต้สภาวะการถูกคุกคาม และสถานภาพความไม่มั่นคงปลอดภัย ตลอดจนปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ในเรื่องของการส่งกำลังบำรุง ถ้าหน่วยงานต่าง ๆ ขององค์การพลเรือน และองค์กรเอกชนดังกล่าว ไม่สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นความจำเป็นของหน่วยทหารที่จะต้องเข้าไปช่วยเหลือ เพื่อให้ภาพรวมของการปฏิบัติการรักษาสันติภาพมีความน่าเชื่อถือ อันเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งในการบรรลุภารกิจ ในความพยายามทางการทูต และการบรรลุข้อตกลงทางการเมือง ตลอดจนเหตุผลทางด้านมนุษย์ธรรม อันเป็นจุดสูงสุดของการปฏิบัติภารกิจรักษาสันติภาพ

บทบาทการปฏิบัติงานด้านกิจการพลเรือน

กองกำลัง ๙๗๒ ไทย/ติมอร์ ตอ. (ผลัดที่ ๓)

ภารกิจการรักษาสันติภาพในประเทศติมอร์ตะวันออก

ภารกิจการรักษาสันติภาพ นับเป็นเรื่องใหม่ของกองทัพไทย

สภาพความขัดแย้ง ความซับซ้อนของเงื่อนไขต่าง ๆ ตลอดจนความแปลกแตกต่างของประเพณีวัฒนธรรม ความเคลือบแคลงสงสัยในความเป็นกลางของชาติร่วมภารกิจ ตลอดจนความคิดคำนึงในผลประโยชน์ของชาติ ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้การปฏิบัติภารกิจการรักษาสันติภาพ เพื่อบรรลุความมุ่งหมายที่กำหนดไว้นั้น ไม่ได้เป็นเรื่องง่าย ๆ เหมือนที่คาดหวัง ต้องใช้วิจารณญาณที่ลึกซึ้ง และวิสัยทัศน์ในการแก้ไขปัญหา เพื่อกำหนดหนทางการปฏิบัติ ทั้งในระดับยุทธวิธี ยุทธการ และในระดับยุทธศาสตร์ กล่าวคือการบรรลุภารกิจที่แท้จริงนั้น ต้องใช้ความเป็นมืออาชีพ และความเสียสละในทุกระดับของผู้ปฏิบัติ

เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่ากองทัพไทย มีเกียรติประวัติความเป็นมาที่ยิ่งใหญ่ ยาวนาน และมีความเชี่ยวชาญการดำเนินงาน ทางด้านการเมืองทั้งในประเทศและระหว่างประเทศเป็นอย่างดี ดังตัวอย่าง ในรัชสมัยรัชกาลที่ ๕ ประเทศไทยสามารถรักษาเอกราชอธิปไตยของประเทศไว้ได้ และจากประวัติศาสตร์การต่อสู้กับคอมมิวนิสต์อันยาวนาน ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๐๖ จนได้ชัยชนะเด็ดขาดในปี พ.ศ.๒๕๒๕ นั้น นับว่ากองทัพไทย เป็นกองทัพที่มีประสบการณ์ความชำนาญ ในการดำเนินงานทางด้านกิจการพลเรือน เพื่อแก้ไข ยุติความขัดแย้งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ให้เป็นไปโดยสันติวิธี แต่อย่างไรก็ตามภารกิจการรักษาสันติภาพไม่เหมือนกับภารกิจการป้องกันประเทศ และภารกิจการรักษาความมั่นคงภายในประเทศ ดังกล่าวแล้ว การปฏิบัติงานด้านกิจการพลเรือนเพื่อมุ่งเน้นการสนับสนุนการยุทธ์ ในภารกิจการรบตามแบบ และมุ่งเน้นการพิทักษ์ประชาชนและทรัพยากร ในภารกิจการรักษาความมั่นคงภายในประเทศ

แต่การปฏิบัติงานด้านกิจการพลเรือนในการรักษาสันติภาพ เพื่อมุ่งเน้นให้เกิดผลสำเร็จในการเจรจา การปฏิบัติงานด้านกิจการพลเรือน จึงเป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อนลึกซึ้ง ต้องปฏิบัติต่อเป้าหมายที่เป็นองค์ประกอบต่าง ๆ ในภาวะและเงื่อนไขที่แตกต่าง เพื่อเชื่อมโยงไปสู่ความสำเร็จในการเจรจายุติความขัดแย้ง และสร้างเสถียรภาพทางด้านการเมือง

ขอบเขตและแนวทางในการปฏิบัติงานด้านกิจการพลเรือน

ของ กกล.๙๗๒ ฯ ที่ผ่านมา ได้กำหนดแนวทางการปฏิบัติงานไว้ ๕ แขนงงาน คือ

๑. การปฏิบัติการกิจการพลเรือน ได้ดำเนินโครงการหลัก ๆ จำนวน ๒ โครงการ คือ โครงการส่งเสริมการเกษตรด้วยวิธีธรรมชาติ และโครงการฝึกอบรมเยาวชนอาสาพัฒนาชุมชน มีความมุ่งหมายเพื่อช่วยเหลือปรับปรุงฟื้นฟูโครงสร้างทางด้านสังคมจิตวิทยา เศรษฐกิจ และการเมือง ให้กับประชาชนชาวติมอร์ตะวันออก อีกทั้งเป็นการแสดงออกซึ่งความพยายามอย่างจริงใจ ในการช่วยเหลือ เพื่อให้ได้มาซึ่งความเชื่อถือแห่งกองทัพไทย ในสายตาของประชาชนชาวติมอร์ตะวันออก และสังคมโลก

๒. การปฏิบัติการจิตวิทยาและช่วยเหลือประชาชน ได้ดำเนินงานโครงการหลัก ๆ จำนวน ๒ โครงการคือ โครงการภาคตะวันออกพบประชาชน และโครงการแข่งขันกีฬาศูนย์กีฬาเยาวชน อ.เบาเกา มีความมุ่งหมายเพื่อให้ได้มา ซึ่งความรัก ความศรัทธา ความเชื่อถือจากประชาชนชาวติมอร์ตะวันออก และสภาวะเอื้ออำนวยในการประสานงานระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ของ UNTAET และ NGOs เพื่อนำไปสู่ความสำเร็จในการยุติความขัดแย้ง สร้างความปรองดองสมานฉันท์ในหมู่ประชาชนชาวติมอร์ตะวันออก

๓. การประชาสัมพันธ์ ได้ดำเนินงานโครงการหลัก ๆ จำนวน ๘ โครงการ คือ โครงการจัดทำ VIDEO การปฏิบัติภารกิจ กกล.๙๗๒ ฯ , โครงการจัดทำสิ่งพิมพ์แผ่นพับใบปลิว, โครงการเผยแพร่ศิลปะวัฒนธรรมไทย, โครงการรายการเสียงจากติมอร์, โครงการจัดรายการเสียงตามสาย, โครงการเผยแพร่ข่าวสารสู่สื่อทางอินเตอร์เน็ต, โครงการวารสาร กกล.๙๗๒ ไทย/ติมอร์ตะวันออก (ผลัดที่ ๓) และ โครงการประกวดบทความ โดยมีเป้าหมายคือ กำลังทหารไทย มีขวัญกำลังใจดี ครอบครัวกำลังพลและประชาชนชาวไทยรับรู้ข่าวสาร มีความภาคภูมิใจในการปฏิบัติภารกิจของทหารไทย ประชาชนชาวติมอร์ตะวันออก เชื่อมั่น ศรัทธา ให้ความเชื่อถือ เข้าใจในบทบาทหน้าที่ และความจริงใจของกองทัพไทย หน่วยงานต่าง ๆ ของ UN และสังคมโลก ให้ความเชื่อถือ มีเกียรติและศักดิ์ศรีในสายตาของประชาคมโลก

๔. การให้การช่วยเหลือเพื่อมนุษย์ธรรมสำหรับผู้อพยพกลับถิ่นฐานเดิม (RETURNEE) โดยให้ความช่วยเหลือ UNHCR ซึ่งเป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลักของ UN ตลอดจนการให้การช่วยเหลือเพื่อมนุษย์ธรรมต่าง ๆ กับประชาชนชาวติมอร์ตะวันออก ในขีดความสามารถที่สามารถพึงปฏิบัติได้

๕. การสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ของ UNTAET และ NGOs โดยการติดต่อประสานงานอย่างใกล้ชิด จัดกิจกรรมร่วมประชุมพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็น กิจกรรมสันทนาการ และการกีฬา ทั้งในรูปแบบเป็นทางการ และไม่เป็นทางการ เพื่อพัฒนาภาวะเอื้ออำนวยในการประสานงาน เพื่อการบรรลุภารกิจแห่งการรักษาสันติภาพร่วมกัน

สรุป

การปฏิบัติงานด้านกิจการพลเรือน เป็นการดำเนินงานเพื่อสนับสนุนภารกิจรักษาสันติภาพ ทั้งในขั้นสนับสนุนทางการทูต ในขั้นบังคับให้เกิดสันติภาพ และในขั้นการรักษาสันติภาพ ความสำเร็จในภารกิจรักษาสันติภาพ จุดสิ้นสุดที่ต้องการ คือ การเจรจายุติความขัดแย้งโดยสันติวิธี บรรลุข้อตกลงทางการเมือง มีการปกครองที่ชอบธรรมและมีเสถียรภาพ

การปฏิบัติงานด้านกิจการพลเรือนของ กกล.๙๗๒ ไทย/ติมอร์ ตอ.(ผลัดที่ ๓)

โดยสรุปตามความมุ่งหมาย คือ

ยุทธวิธี : สร้างความปลอดภัย ความศรัทธา เชื่อถือ ให้กับ กองกำลังทหารไทย ตลอดจน

หน่วยงานองค์กรต่าง ๆ ของ UN ในพื้นที่รับผิดชอบ

: ยุติความขัดแย้ง สร้างความปรองดองสมานฉันท์ในหมู่ประชาชนชาวติมอร์

ตะวันออก ใช้แนวทางการต่อสู้ทางการเมืองโดยสันติวิธี

ยุทธการ : ความเชื่อถือจากประชาชน และหน่วยงานต่าง ๆ ในประเทศติมอร์ตะวันออก

เพื่อความยั่งยืนและต่อเนื่อง ในการปฏิบัติภารกิจของกองกำลังทหารไทย

ในผลัดต่อ ๆ ไป

ยุทธศาสตร์ : การยอมรับ เชื่อถือ ให้เกียรติจากรัฐบาลของประเทศติมอร์ตะวันออก

ในอนาคตข้างหน้า เพื่อการติดต่อค้าขาย และการลงทุนระหว่างประเทศ

: ประชาชนคนไทย กองทัพไทย มีเกียรติศักดิ์ศรี ได้รับการยอมรับจาก

ประชาคมโลก