มุมมองของกำลังพลต่องานมวลชนสัมพันธ์ใน

East Timor บทความโดย ร.อ.สมเลิศ ฉันทวานิช

ในช่วงเวลานี้ได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากของประชาชนชาวติมอร์ ไม่ว่าจะมีแนวคิดไปในทางทิศทางใดหรือจะมีกระบวนการปกครองอย่างไร รูปแบบไหนนั้น กกล.ไทยจะต้องไม่ลืมงาน " มวลชนสัมพันธ์ " เพราะเป็นความจำเป็นอย่างแท้จริงทั้งปัจจุบันและอนาคต

งานมวลชนสัมพันธ์ จะช่วยให้ กกล.ได้มีโอกาสเดินเข้าหาประชาชนอย่างบ่อยครั้ง ใกล้ชิดกับปัญหาต่าง ๆของชุมชนได้นำไปสู่กระบวนการในการวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นแนวทางของการแสวงหาความร่วมมือจากประชาชนเป็นวิธีการที่จะทำให้ประชาชนเกิดความรัก เกิดความศรัทธา เชื่อถือไว้วางใจ และเป็นที่ยอมรับจึงส่งผลให้การปฏิบัติงานของ กกล.มีประสิทธิภาพและความปลอดภัย ทั้งในภาพรวม และภาพตัวบุคคล ทั้งในเรื่องของการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง กกล.กับคนในพื้นที่การให้ความรู้แก่ประชาชน การเสริมสร้างบุคลิก สุขอนามัยพื้นฐาน การส่งเสริมและสนับสนุนประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการปฏิบัติงานกับ กกล.มากขึ้น เช่น กกล.ได้เปิดพื้นที่ของตนเองฝึกอบรมเยาวชนโครงการเยาวชนอาสาพัฒนาชุมชน เพื่อฝึกให้เยาวชนมีมารยาท ขนบธรรมเนียม ประเพณี อันดีงามพร้อมทั้งสอดแทรกภาษาไทย ซึ่งแนวทางและวิธีการต่างๆ เหล่านี้ได้มีการพัฒนาที่ค่อนข้างจะหลากหลายและแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศของ UN ทั้งนี้สุดแต่ว่าประเทศใดจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากน้อยแค่ไหนหรือได้มีการกระจายการปฏิบัติออกไปในพื้นที่อย่างกว้างขวางมากมายเพียงใด สำหรับประเทศไทยของเรานั้น ผมคิดว่าทั้งรัฐบาลและกองทัพบก ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของงานด้านนี้อย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะอย่างยิ่งแผนแม่บทที่สั่งให้ กกล.ปฏิบัตินั้นได้กำหนดนโยบายที่ชัดเจน รวมทั้งมีการขยายฐานการดำเนินการออกไปในแต่ละพื้นที่ด้วย อย่างไรก็ตาม งานมวลชนสัมพันธ์ ก็คงจะเป็นเหมือนงานด้านอื่นๆ ที่ต้องเผชิญอุปสรรคบ้างเนื่องจากเจ้าหน้าที่บางคนพฤติกรรมและการปฏิบัติตัวไม่เหมาะสม ไม่รู้จักกาละเทศะ ไม่ศึกษาประเพณีและขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมของคนในพื้นที่ให้เข้าใจอย่างถูกต้องเสียก่อน แม้ว่าจะมีเจตนาหรือไม่มีเจตนาก็ตามจึงส่งผลกระทบทำให้เกิดปัญหาขึ้นซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่งต่อภาพพจน์โดยรวมของ กกล.ไทยในติมอร์ ซึ่งงานมวลชนสัมพันธ์ที่ กกล.ทำอยู่นั้นกำลังดำเนินไปด้วยดี ทั้งยังง่ายกว่าถ้าเราหันกลับมามองดูประเทศของเราแล้วงานด้านมวลชนสัมพันธ์นั้นจะถูกนำไปรวมกับงานป้องกันอาชญากรรมที่เป็นปัญหารุมเร้าในสังคมไทยและกำลังขยายตัวเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็วจนทำให้ประเทศของเราจะพัฒนางานด้านมวลชนสัมพันธ์นี้จะเกิดอุปสรรและปัญหามากกว่าที่ กกล.ของเรากำลังเผชิญอยู่ ดังนั้นของ กกล.ของเรานั้นจะประสบความสำเร็จได้ต้องขึ้นอยู่กับ ความร่วมมือร่วมใจจากประชาชนในชุมนุมต่าง ๆ ความประพฤติและการประสานของเจ้าหน้าที่ทุกคน ไม่ใช่แต่เจ้าหน้าที่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือคนเดียว ผมจึงอยากจะเตือนและให้กำลังใจกับเจ้าหน้าที่ผู้ที่ปฏิบัติงานมวลชนสัมพันธ์ของ กกล.ว่า

" อย่าประมาท ! การกระทำสิ่งใดที่ส่งผลกระทบหรือเป็นการเสี่ยงต่อภาพพจน์โดยส่วนรวมควรหลีกเลี่ยงและละเว้นการ กระทำนั้นเสีย "

สุดท้ายนี้ ผมขอนำพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่ทหารรักษาพระองค์ ในพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนามของทหารรักษาพระองค์ วันที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๒๘

“ ทหารที่มีหน้าที่ที่จะต้องป้องกันประเทศและธำรงรักษาเอกราชอธิปไตยของชาติพร้อมทั้งสถาบันสูงสุดทั้งสาม นอกจากนั้นยังจะต้องทำความปกป้องคุ้มครองประชาชนให้อยู่เป็นสุข ปลอดภัยจากศัตรูและการบุกรุกคุกคามทุกรูปแบบพร้อมกันไปด้วยหน้าที่ทั้งนี้ ถ้าทหารสามารถกระทำให้

ครบถ้วนได้ก็จะเป็นความสำเร็จ ความดี ความเจริญอย่างยิ่ง ทั้งแก่ตัวทหารเองและแก่กองทัพไทย แต่การปฏิบัติตัว ปฏิบัติงานให้ได้ผลสมบูรณ์ดังนั้นเป็นภาระหนักที่จะต้องรู้ความสามารถช่วยตัวอย่างเต็มที่ ทหารจึงต้องเตรียมตัว เตรียมใจ และเตรียมการให้พร้อมทุกเมื่อ เพื่อปฏิบัติภารกิจได้ต่อสู้ฝ่าฟันอุปสรรคอย่างมากมายและจะต้องใช้ความอย่างคล่องตัวพร้อมเพรียงและมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าในด้านยุทธการหรือในด้านร่วมมือประสานงานกับฝ่ายอื่น ๆ ในการสนับสนุนและพัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชน การปฏิบัติงานแต่ละสิ่งแต่ละด้านดังกล่าวนั้นทุกคนจะต้องยึดมั่นในหลักการและเหตุผลที่ถูกต้อง ในวินัยและระเบียบแบบแผนที่ดีงามในเป้าหมายและประโยชน์ที่ชอบธรรมอย่างเคร่งครัด สำคัญที่สุดจะต้องทำงานทุกอย่าง ทุกระดับด้วยปัญญา ความฉลาดรู้คิดพิจารณาตามเหตุผล ประกอบด้วย ความมีสติ รู้ตัว ระมัดระวังตัวทุกเมื่อ เพื่อมิให้เกิดความบกพร่องผิดพลาด เพราะการปฏิบัติผิดพลาดขาดความคิดพิจารณานั้น บางครั้งบางกรณีอาจก่อให้เกิดความเสียหายใหญ่หลวงขึ้นได้ ทั้งแก่ตนเอง แก่กองทัพและแก่ชาติบ้านเมือง ”