
"ความอิสระไม่ใช่อยู่ที่ผ้าคลุมผม"
ผู้หญิงส่วนใหญ่ชอบความเป็นอิสระ แต่ความเป็นอิสระนั้นไม่ใช่การที่ต้องเปิดเผยที่ลับๆให้คนอื่นเห็น ความอิสระไม่ใช่การไปเที่ยว หรือการเดินช้อบปิ้งตามที่คนเข้าใจกัน ตรงนี้จะมองว่าผู้หญิงมีศักดิ์ศรี มีเสรีภาพอยู่ในตนเองอยู่แล้วและมีสิทธิเท่ากับ ผู้ชาย แต่ขึ้นอยู่กับจะทำอย่างไรเท่านั้นเองที่จะไม่ให้ขัดต่อหลักศาสนาอิสาม และศาสนาอิสลามได้สอนในอัลกรุอานว่า ให้นางปกปิดร่างกายของนางให้มิดชิด และจากการที่ได้กล่าวในอัลกุรอ่านนั้น เราก็ทราบกันดีศาสนา ไม่ได้มองไปมากกว่านี้จะรักษาและสงวนศักดิ์ศรีของผู้หญิง เพราะศักดิ์ศรีของเราอยู่ที่เราจะปิดความลับของเราได้หรือไม่ ฉะนั้นร่างกายของผู้หญิงมีอะไรหลายๆอย่างที่น่าดึงดูด ทำให้เชิญชวนไปสู่เซ็กซ์ และอุลามะห์(นักวิชาการ) ของศาสนาก็บอกไว้ใน กีตาบ เกี่ยวกับเรื่องสัญลักษณ์ของผู้หญิง ซึ่งอัลเลาะฮ์ประทานให้กับนางเรียบร้อยแล้ว และมาคิดดูว่า การที่เรามาเปิดร่างกายส่วนนั้น เหมือนกับที่เราเปิดเผยส่วนอื่นๆให้คนอื่นเห็นเหมือนกัน
เรารู้บทบาทหน้าที่ของเราหรือเปล่าเราปฏิบัติตามกฎระเบียบที่ศาสนาวางไว้มากน้อยเพียงใด ในการดำรงชีวิตประจำวันของนางในแต่ละวัน คนแก่คนเฒ่าเล่าว่า เวลาเกิดเหมือนเทวดา เวลานอน นอนเหมือนหมา เวลากิน กินเหมือนหมู คำกล่าวนี้เคยเข้าหูบ้าง จะบ่งบอกถึงความเป็นอยู่ของเรา ดังนั้นหากผู้หญิงทุกคนเป็นอย่างนี้ แน่นอนสังคมเราไม่มีใครสร้างเพราะจากคำพูดคำกล่าวบอกได้ว่า เห็นแก่ตัวสิ้นดี นี่คือประสบการณ์ของคนแก่ เล่าให้ฟังสอนให้ได้ยิน
อิสลามวางรากฐานชีวิตของผู้หญิง ขั้นแรกคือการสงวนสิทธ์ในร่างของนางเอง ฉะนั้นผ้าคลุมผมเป็นจุดหนึ่งที่ทำให้เรานั้นไม่เครียด เพราะนอกจากบังแดด บังลม ให้เราแล้วยังรักษาเส้นผมให้เราด้วย ไม่ต้องไปซักอบรีด ที่อื่นเพราะอิสลามวางยารักษา เรียบร้อยอยู่แล้วและบางคนกล่าวว่า ทำไมผู้หญิงในอัฟกานิสถาน จึงดีอกดีใจที่อเมริกาให้ความอิสระจึงดึงผ้าคลุมผมออก การที่เราจะใส่ผ้าคลุมผมได้นั้นมาจากความศรัทธา ซึ่งถ้าหากเราศรัทธาต่ออัลเลาะฮ์ เรารู้ เราเข้าใจว่าการกระทำทุกอย่างของเรามีคนมองเห็น เราจะไม่ทำอะไรตามคนอื่นเพราะเรามั่นใจ ตามแนวทางที่อัลเลาะฮ์กำหนด มีการใช้ชีวิตที่ไม่เหมือนใคร มีเกราะกำบังในการดำเนินชีวิต สำหรับคนที่เห็นว่าไม่ได้รับความอิสระนั้นไม่เกี่ยวเพราะผ้าคลุมที่ ผู้หญิงอัฟกานิสถานใส่และสวมนั้นมันคือความศรัทธาของนางเอง ถ้าหากนางทำได้ ขอซูโกร์ตต่ออัลลฮ์ แต่ถ้านางทำไม่ได้ก็ขอให้อัลเลาะฮ์ประทานฮีดานะห์ให้แก่นาง เพราะผู้หญิงที่สวมใส่ชุดสีดำและปกปิดมิดชิดนั้นกว่าจะไปถึงจุดนั้นทำไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด และถ้าหากจะเลิกก็ต้องคิดกันนาน เพราะการทำอะไรก็แล้วแต่ถ้าหากทำตามคนอื่นสั่งไม่ได้ทำตามใจสั่ง สำเร็จ ในอัลกุรอานได้กล่าวไว้ว่า ถ้าหากใครก็ตามที่เขารู้จักตัวเขาเอง แน่นอนเขาจะรู้จักพระเจ้าของเขาด้วยเช่นกัน แล้วคุณล่ะรู้จักแล้วหรือยัง
อิสลามได้ตั้งอยู่บนรากฐานที่มั่งคง และมีความสมบูรณ์ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงและไม่เคยลอกเลียนแบบจากใคร และอิสลามจะสอนตั้งแต่เรื่องของตนเอง สัตว์ ทุกคน ที่ได้รับความสมบูรณ์ในโลก การที่จะทำอะไรก็ขึ้นอยู่กับจิตใจที่บริสุทธิ์ ของแต่ละคน จะไปโทษว่าคนนั้นคนนี้ เป็นคนบงการไม่ได้เพราะมีพระวจนะของนบีบอกว่า ทุกๆการกระทำนั้นขึ้นอยู่กับการอธิษฐานของเรา
ฉะนั้นเราพอที่จะสรุปได้ว่า การกระทำทุกๆอย่างนั้น ขึ้นอยู่กับจิตใจของเราเอง ถ้าหากใจรัก และปรารถนา ก็สามารถทำได้โดยไม่คำนึงไม่กลัวเพราะทำตามใจสั่งแต่ต้องอยู่ในหลักธรรมของศาสนาวางไว้ อิสลามเป็นศาสนาที่บริสุทธิ์ และกฎระเบียบที่วางไว้นั้นเปรียบเสมือนยารักษาโรค คนที่ศรัทธาเท่านั้น ถ้าหากคนที่ทำไปแล้วเขาสบายใจ เพราะแนวทางของท่าน นบีมูฮัมหมัดวางไว้ 100% และถ้าหากใครได้ทำบางอย่างที่ดีต่อท่านนั้นจะได้รับ 4 ประการ ในการดำเนินชีวิตของเขาคือ
1. ได้รับความเป็นสิริมงคล
2. ได้รับความช่วยเหลือจากอัลเลาะฮ์
3. ได้รับการกระตือรือร้นต้องการทำ อีบาดะห์ (ความดี)
4. ได้รับทางธรรมจากอัลเลาะฮ์ โดยปริยาย และการทำแบบท่านนบีมูฮัมหมัด (ซล.) เกี่ยวกับการใส่ผ้าคลุมผม แบบฮีญาบ และได้คลุมผ้าตลอดการใช้ชีวิตของเขา ได้ 3 อย่าง คือ
1. ได้ทำตามซุนนะห์ (แนวทางของท่านนบี)
2. เมื่อวิญญาณได้ออกจากร่าง มาลัยกัต จะมาสอนคำปฏิญาณให้ คือ ลาอิลา ฮาอิลลอเลาะฮ มูฮัมมาดอลรอซูลลอลเลาะฮคำกล่าวนี้ซึ่งเป็นความหวังสุดท้ายของมุฮมินทั่วโลกเมื่อวิญญาณใกล้ออกจากร่างของเขา นี่แหล่ะความหวังสุดท้าย ซึ่งมันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เพราะคนเราเมื่อชีวิตใกล้จะจบและวิญญาณใกล้ออกจากร่าง จะเห็นอะไรมากมาย และไม่ต้องการอะไรต่อไปแล้ว ต้องการเพียงแค่คำกล่าวปฏิญาณเท่านั้น
มุสลิมมะฮ์ที่รักขององค์อัลเลาะฮ์(ซบ.) ไม่มีใครจะรู้ว่าเราจะจบชีวิตเราเมื่อไร นักศรัทธาศาสตร์ นายแพทย์ ระดับโลก ก็คิดค้นสิ่งนี้ไม่ได้ และไม่มีใครบอกได้ว่าเราจะตายเมื่อไร ซึ่งเป็นสิ่งที่บ่งบอกว่า เรารู้ไม่หมด มีสิ่งซ่อนเร้นมากมายที่เราไม่รู้ เพราะฉะนั้น จะบอกว่า เราเก่งที่สุดในโลก ถูกหรือเปล่า
ถ้าจะพูดว่า สบายใจ นั้นอยากจะเอ่ยในที่นี้ขึ้นมาคือ คำว่าขยัน คือการกระทำนั้นๆเกิดขึ้นโดยไม่ได้รับการบังคับของใครสักคนหนึ่ง แต่เพียงการทำไปนั้นเพราะรู้สึกอยากจะทำ แล้วทำไปด้วยความเพลิดเพลิน และอยากทำขึ้นมาอีก นี่แหล่ะคนขยัน เช่น การใส่ผ้าคลุมผม จะเปรียบเสมือนคนที่ทำมาจากความขยัน สบายใจ และความขยันแต่ไม่สบายใจ
คนที่ทำด้วยความขยัน สบายใจ
1. เมื่อได้เห็นผ้าคลุมผมจะชื่นชม และรักษา
2. เมื่อได้คลุมผ้าคลุมผมจะรักและชอบ จะทิ้งไม่ได้เพราะเปรียบเสมืยนชีวิต
3. เมื่อได้ใส่สวมยิ่งผิวพรรณจะแตกต่างจากเมื่อก่อน
4. เพิ่มความอิหม่าน (ศรัทธา) ยิ่งมากทวีคูณ ยิ่งผ้าคลุมใหญ่ยิ่งชอบ
5. มีความจริงใจกับผู้อื่นคนที่ทำด้วยความแต่ไม่สบายใจ
1. เฉยๆต่อการเห็นเหตุการเช่นนี้
2. เมื่อได้ใส่ตลอดใส่บ้างไม่ใส่บ้างเลือกสถานการณ์และไม่จริงจังในการใส่ผ้าคลุมผม
3. ผิวพรรณเหมือนเดิม
4. ความศรัทธาจะคงที่จะใส่ผ้าคลุมสับเปลี่ยนไม่จริงจังเท่าไร
5. ไม่มีความจริงใจกับผู้อื่นที่จริงแล้วความแตกต่างมีมากมาย แต่จะเอ่ยตอนนี้เป็นตัวอย่างเท่านั้น เพราะมีอีกที่แตกต่าง คนที่ทำด้วยความขยัน สบายใจและคนที่ทำด้วยความแต่ไม่สบายใจ คือ
คนขยันใส่ผ้าคลุมผม
1. ผ้าคลุมจะมีสีจางเพราะใส่ตลอด
2. จะคล่องแคล่วว่องไวในการใส่ผ้าคลุมผม
3. ผ้าคลุมจะดูดีและเรียบร้อย
4. ผ้าคลุมจะมีนูร (รัศมี) เมื่อเวลาสวมใส่
5. จะคอยรักษาผ้าคลุมตลอดเวลาคนไม่ขยันใส่ผ้าคลุมผม
1. ผ้าคลุมจะใหม่ตลอด
2. ผ้าคลุมจะรุงรังไม่เรียบร้อย
3. ผ้าคลุมจะดูไม่มีค่าในสายตาคนมอง
4. จะไม่รักษาผ้าคลุมผม บางครั้งจะตัดความ รำคาญไม่ใส่ผ้าคลุมมุสลิมะฮ์ค่ะ สภาพปัญหาปัจจุบันเราจะพบว่า ผู้หญิงที่ใส่ผ้าคลุม จะเป็นกลุ่มที่โดนกดดันในศาสนา เพราะเขาทำแบบไม่บริสุทธิ์ใจ ทำเพราะคนอื่น แต่อิสลามสอนให้ทำเพื่ออัลเลาะฮ์ จะให้มีความสุขความสบายใจ ไม่ชิงดีชิงเด่นและให้รู้จักพอ เกิดมาไม่เข้าใจเรื่องผ้าคลุมผม
ในปัจจุบัน ผ้าคลุมผมมีหลายสี หลายแบบ มีทั้งราคาแพง ราคาปานกลาง แล้วแต่ใครจะสวมใส่ แต่อย่าลืมว่า อิสลามบอกว่าให้ปกปิดร่างกาย โดยไม่ให้ใครเห็น แต่ถ้าขัดแล้วจะเห็นส่วนนูนส่วนเว้า ต้องพิจารณาอีกทีเวลาสวมใส่นะค่ะ
@... อาลูมา อิแอ : ศูนย์เด็กกำพร้าสุไหงปาแน ต.บานา อ.เมือง จ.ปัตตานี