มัรยัม สาเมาะ ครูผู้อุทิศตน เพื่อ ... เด็กกำพร้า

        ถ้ามีเงิน 25,000 บาทอยู่ในมือ คุณจะซื้อหรือทำอะไรได้บ้าง? เอาเงินฝากแบงก์กินดอกเบี้ย ปล่อยกู้ ถอยมอเตอร์ไซต์มือสองสักคัน เล็งโทรศัพท์มือถือรุ่นล่าสุดสักเครื่อง หรือสนใจทีวีจอแบนขนาด 29 นิ้ว ที่ลดราคาสุดๆ แต่ที่ปัตตานี เงิน 25,000 บาท เลี้ยงดูคน 100 กว่าคนได้เป็นเวลาถึงหนึ่งเดือน !!!
       “เมื่อครั้งที่ยังเล่าเรียนในมหาวิทยาลัยทางศาสนาที่ประเทศมาเลเซีย มัรยัม สาเมาะ หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่าอาจารย์มัรยัม มีความฝันว่าเมื่อจบออกไปแล้ว จะต้องทำงานให้กับสังคม ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง โดยเฉพาะการช่วยเหลือเด็กๆ ที่ยากลำบาก
      วันนี้ ... ด้วยวัย 48 ปี ในฐานะของคุณแม่ลูกสี่และครูสอนศาสนา เธอคือหัวเรี่ยวหัวแรงคนสำคัญ ผู้ก่อตั้ง “ศูนย์เด็กกำพร้ายากจนและเด็กยากจนอนาถา” ซึ่งตั้งอยู่ที่หมู่ 1 ตำบลบานา อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี
      การสอนศาสนาของอาจารย์มัรยัม เป็นการสอนด้วยความศรัทธาอย่างแท้จริง เพราะที่ไหนให้ค่ารถ ค่าตอบแทนก็รับ ที่ไหนไม่มีให้ก็ไม่ว่าอะไร เธอต้องเดินทางไปสอนศาสนาตามหมู่บ้านต่างๆ เกือบทุกวัน ประมาณ 20 แห่งในแต่ละเดือน เพื่อสืบทอดศาสนาตามแนวทางขององค์อัลเลาะห์
       ศูนย์พัฒนาเด็กกำพร้ายากจนและอนาถา จัดตั้งขึ้นในปี 2533 โยอาจารย์มัรยัม และเพื่อนพ้อง ของเธอทั้งในประเทศไทยและประเทศมาเลเซีย และการสันบสนุนอย่างแข็งขันของอาจารย์วศินผู้เป็นสามี ด้วยความมุ่งหวังที่จะช่วยเหลือเด็กๆ ที่ยากลำบากหรือเด็กกำพร้าหญิงที่ไม่มีใครดูแลในชุมชนมุสลิม
       ในระยะแรกเริ่มนั้น เธอนำเด็กมาอุปการะส่งเสียให้เล่าเรียนเพียงสองคน ต่อมาจึงเริ่มเปิดเป็นศูนย์ฯ เอบอกว่าตอนที่เปิดก็ไม่มีความมั่นใจอะไรว่าจะทำไปได้แค่ไหน
       “... เราลองเปิดดู ถ้าพระเจ้าอนุญาตให้เราทำ เราคงทำต่อไปได้ ..” เธอบอก
หลังจากนั้น เธอก็ยืมเงินคณะกรรมการ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเพื่อนๆ ของเธอมา 400,000 บาท เพื่อซื้อที่ดิน 7 ไร่ 2 งาน เพื่อใช้เป็นที่ตั้งศูนย์ฯ และพระเจ้าก็คงอนุญาตอย่างเธอว่า เพราะเด็กเพิ่มปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆ จนปัจจุบัน มีเด็กรวมทั้งสิ้นกว่า 100 คน จากชุมชนมุสลิมต่างๆ ทั่วประเทศ ทั้งในภาคใต้และกรุงเทพมหานคร เด็กๆ เหล่านี้ส่วนใหญ่อายุ 13 ปีขึ้น ไปจนถึง 20 ปี โดยประมาณ แต่ทั้งนี้ ก็ยังมีเด็กเล็กๆ อยู่จำนวนไม่น้อย เด็กที่มีอายุต่ำสุดคือ 5 ขวบ
       อาจารย์มัรยัมบอกว่าในแต่ละปี จะมีเด็กที่ผ่านศูนย์ฯ แห่งนี้ออกไปเรียนต่อบ้าง ไปประกอบอาชีพบ้างประมาณ 25 - 30 คน ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา
      เด็กๆ อยู่กินอย่างไรในศูนย์ฯ แห่งนี้
     ศูนย์ฯ นี้เปรียบเหมือนกับโรงเรียนประจำ คือเด็กๆ จะพักและเรียนหนังสืออยู่ในศูนย์ ซึ่งเป็น การเรียนทางศาสนา โดยจะเริ่มเรียนกันตั้งแต่ 2 โมงเช้าไปจนถึง 11.30 น. ช่วงบ่ายจะเป็นการฝึกอาชีพ เช่น เย็บผ้า และการศึกษาคัมภีร์อัลกุรอ่าน การเรียนจะหยุดในวันศุกร์และเสาร์ กับข้าว กับปลา และการดูแล ภายในศูนย์ฯ ทั้งหมด เด็กๆ จะช่วยกันทำงาน
เด็กที่มาอยู่ในศูนย์ฯ จะมีทั้งเด็กกำพร้าและเด็กที่มาจากครอบครัวที่ยากจน โดยการติดต่อผ่านคณะกรรมการของศูนย์ฯ เด็กที่มาอยู่ที่ศูนย์ฯ ถ้าครอบครัวยังมีความสามารถให้ความช่วยเหลือได้ จะต้องช่วย สมทบข้าวสารคนละ 8 ลิตรต่อเดือน เพื่อให้ครอบครัวมีส่วนร่วมในการดูแลเด็กด้วย
“       ... แต่ส่วนใหญ่จะไม่มีให้ เพราะความยากจน ซึ่งเราก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่ก็แจ้งบอกให้ครอบครัวทราบว่าควรให้เงินเด็กๆ ติดกระเป๋าไว้บ้าง เป็นค่าสบู่ ค่าขนม ...”
        อาจารย์มัรยัม กล่าวว่าอย่างอ่อนโยน ครูที่สอนเด็กจะเป็นครูสตรีทั้งหมด ซึ่งมีกันอยู่ 7 คน โดยครูทุกคนจะกินอยู่ร่วมกับเด็กๆ ภายในศูนย์ฯ แห่งนี้
ทราบไหมว่า ครูที่ต้องดูแลเด็ก 100 กว่าคนในศูนย์แห่งนี้ ได้รับค่าตอบแทนอย่างไร?
คนที่ได้รับค่าตอบแทนสูงสุด คือเดือนละ 1,500 บาท นอกจากนั้นส่วนใหญ่ก็เดือนละ 1,000 บาท หรือน้อยกว่านั้น
เรื่องค่าตอบแทนครูนี้ เป็นเรื่องที่อาจารย์มัรยัมเป็นห่วงมากที่สุด เพราะด้วยค่าตอบแทนเท่านี้ ถ้าไม่มีจิตใจที่เสียสละจริงๆ ก็ยากที่จะอยู่ได้ยาวนาน แต่ศูนย์ฯ ก็ไม่มีเงินมากพอที่จะเพิ่มค่าตอบแทนให้ครู
     “... เราต้องใช้เงินประมาณเดือนละ 25,000 บาท จึงจะทำให้ศูนย์ฯ ดำเนินการต่อไปได้ เงินจำนวนนี้หมายถึงค่าอาหารของทุกคน ค่าอบแทนครู และค่าดำเนินการทุกอย่าง”
“     ...ในส่วนของค่าอาหาร เดิมทีต้องใช้วันละ 200 บาท แต่พอเศรษฐกิจรัดตัวอย่างตอนนี้ ต้องเพิ่มเป็นประมาณวันละ 300 บาท สำหรับค่าอาหารของคน 100 กว่าคน อยากจะปรับเพิ่มมากกว่านี้ แต่ตอนนี้ ยังทำไม่ใด้ คงต้องอดทนกันไปก่อน..”
      ตอนที่ออกไปสอนตามหมู่บ้านต่างๆ เธอก็บอกข่าวให้ชุมชนนั้นๆ ช่วยเหลือศูนย์ฯ ที่เธอช่วยอยู่ นี้ด้วย ทั้งในรูปของเงินและสิ่งของบริจาคต่างๆ เช่นเดียวกับคณะกรรมการก็ต้องคิดกันอยู่ตลอดเวลาว่า จะหาเงินมาให้ครบเดือนละ 25,000 บาท ได้อย่างไร
เด็กๆ จะมาอยู่ประมาณสี่ห้าปีแล้วออกไปประกอบอาชีพ หรือเรียนหนังสือต่อ อาจารย์มัรยัมบอกว่าสิ่งที่ศูนย์ฯ ต้องการคือ ให้เด็กเหล่านี้สามารถออกไปทำมาหาเลี้ยงชีพได้
      ล่าสุด ศูนย์ฯ ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนชุมชน เพื่อนำมาเป็นทุนในการเลี้ยงปลาและเลี้ยงเป็ด เพื่อที่จะเป็นอาหารของเด็กๆ ในศูนย์ โดยได้รับการสนับสนุนมาประมาณ 500,000 บาท นอกจากนี้ศูนย์ฯ ยังเปิดร้านขายเสื้อผ้าที่นักเรียนตัดเย็บ เพื่อเอากำไรมาเป็นค่าใช้จ่ายของศูนย์ฯ อีกด้วย
กิจกรรมของร้านดูท่าจะไปได้ดี เพราะล่าสุดมีการสั่งซื้อชุดนักเรียนมุสลิม (ฮิญาบ) เข้ามาจำนวนมาก จากโรงเรียนมุสลิมต่างๆ ในเขตยะลาและปัตตานี แม้ว่าทางศูนย์ฯ จะยังไม่มีเงินมากพอที่จะซื้อผ้าและอุปกรณ์การตัดเย็บมาดำเนินการผลิตให้ทัน และพอเพียงกับยอดสั่งซื้อที่มีเข้ามาก็ตาม
      ถ้าจะมองไปในอนาคต ครูผู้อุทิศตน เช่น อาจารย์มัรยัม คาดหวังอะไรมากที่สุด
เธอกล่าวว่า เธอปรารถนาที่จะให้ “ลูกๆ” ของเธอได้เรียนหนังสือจบโรงเรียนศาสนา (ถึงชั้น 10) และจบชั้นมัธยม 6 ในสายสามัญ เพื่อที่อนาคตของพวกเขาจะได้แจ่มใสมากขึ้น แต่การเรียนศาสนาไปถึงขั้นนั้นท่าทางจะยากอยู่ เพราะต้องใช้ครู ใช้บุคลากรจำนวนมาก ส่วนทางสายสามัญอาจเป็นไปได้ เพราะได้ร่วมมือกับทางกรมการศึกษานอกโรงเรียนจัดหาครูมาสอนให้ในช่วงเย็น
ผู้หญิงคนหนึ่งกับเพื่อนๆ ของเธอผู้ศรัทธาในศาสนาในพระเจ้า ลงมือทำงานเพื่อแบ่งปันชีวิตที่ดีกว่าให้กับเด็กๆ ที่ถูกทอดทิ้งให้มีชีวิตอยู่อย่างยากลำบากตามชุมชนต่างๆ และได้ช่วยเด็กๆ เหล่านั้นไปแล้ว กว่า 300 คน
ที่ศูนย์เด็กกำพร้าฯ เด็กๆ กว่า 100 คน และครูของพวกเขา ต้องมีชีวิตอยู่ให้ได้ด้วยค่าอาหาร วันละ 3 บาทต่อคน
       “ถ้ามีเงิน 25,000 บาทอยู่ในมือ คุณคิดว่าจะใช้หรือทำอะไรดี ???”

ชีวิตชุมชน ปีที่ 1 ฉบับที่ 2 ปี 2542