สิ่งมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นในศูนย์เด็กกำพร้าและยากจนอนาถาบ้านสุไหงปาแน


          ขอความสันติจงมีแด่พี่น้องมุสลิมทุกท่าน อัลฮัมดุลิลลาฮฺ ขอซุโกรต่อเอกองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ที่ได้ให้เราจัดเรียบเรียงหนังสือเล่มนี้ได้สำเร็จด้วยดี และตอนนี้ให้ชื่อว่า “สิ่งมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นในศูนย์ฯ” แท้จริงกำหนดการต่างๆ อัลลอฮฺ (ซ.บ.) เป็นผู้กระทำทั้งหมดและดังนี้เช่นกัน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในศูนย์ฯ แห่งนี้ ก็เกิดขึ้นจริง เพราะอัลลอฮฺ (ซ.บ.) เป็นผู้มีความสามารถยิ่ง อัลฮัมดุลิลลาฮฺ อินชาอัลลอฮฺ เราหวังเป็น อย่างยิ่งว่าคงได้ให้ประโยชน์แก่ผู้อ่านจากหนังสือเล่มนี้ .... ด้วยสลามและดุอา

ได้จักรเย็บผ้าโดยไม่คาดคิด
        ประมาณปี 2539 อาจารย์มัรยัมคิดถึงเรื่องที่จะหาจักรให้เด็กๆ ในศูนย์ฯ ฝึกเย็บผ้า แต่คิดไม่ออกว่าจะหาได้อย่างไร เพราะในเวลานั้น ศูนย์เด็กกำพร้าและยากจนอนาถาฯ ยังไม่เป็นที่รู้จักกว้างขวาง อีกทั้งคณะกรรมการไม่มีประสบการณ์ที่จะติดต่อผู้มาบริจาค ขณะนั้น ชุมชนรอบข้างก็ไม่เห็นความสำคัญของศูนย์ฯ แต่อย่างใดเลย อัลลอฮฺเท่านั้นผู้ทรงรอบรู้และเมตตายิ่ง ได้ส่งบ่าวสองท่านมา ท่านหนึ่งมาจากประเทศไทย และอีกท่านหนึ่งมาจากประเทศมาเลเซีย
       ในเช้าวันหนึ่ง ทั้งสองท่านเดินมาหาอาจารย์มัรยัม พร้อมกับถามว่า “ที่นี่หรือเป็นศูนย์เด็กกำพร้าและยากจนอนาถาฯ”
       อาจารย์มัรยัมก็ตอบอย่างปิติยินดีว่า “ใช่ค่ะ ที่นี่แหละคือศูนย์เด็กกำพร้าและยากจนอนาถาฯ”
       ท่านทั้งสองก็ยิ้มอย่างพอใจ หนึ่งจากท่านทั้งสองก็ถามขึ้นว่า “ตอนนี้ศูนย์เด็กกำพร้าฯ นี้ต้องการอะไรมากที่สุด ที่คิดว่าจำเป็นมากที่สุด”
       อาจารย์มัรยัมตอบอย่างไม่ต้องคิดมาก และด้วยความซุโกรต่ออัลลอฮฺอย่างยิ่งว่า “ต้องการจักร เย็บผ้าค่ะ”
       ทั้งคู่ก็ถามอย่างไม่รีรอเช่นกันว่า “ต้องการกี่คันครับ”
       อาจารย์มัรยัมตอบว่า “สามคันค่ะ” แล้วสองท่านก็สอบถามราคาจักร อาจารย์ก็กะประมาณว่า คันละ 5,000 บาท ท่านทั้งสองดึงปึกเงินนับและส่งเงินตามจำนวนค่าจักรสามคัน รวม 15,000 บาท        สร้างความตื้นตันใจแก่อาจารย์มัรยัม ไม่อาจบอกได้ว่าดีใจแค่ไหน
       ด้วยอารามที่ตกตะลึงตื่นเต้น ทำให้อาจารย์ลืมถามผู้มีจิตใจกว้างขวางสองท่านนั้น เป็นใคร มาจากไหน กระทั่งบัดนี้ก็ยังไม่ทราบว่าทั้งสองเป็นใคร มาจากส่วนไหนของประเทศไทย และประเทศ มาเลเซีย
       จะอย่างไรก็ตาม ขอให้อัลลอฮฺทรงตอบแทนคุณงามความดีของท่านทั้งสอง (อัลฮัมดุลิลลาฮฺ)

ณ ศูนย์กลาง กทม.
       เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในต้นปี 2534 อาจารย์วศิน และอาจารย์มัรยัม ได้เดินทางไปเยี่ยมเยียนพี่น้อง ที่กรุงเทพฯ พร้อมทั้งหาเงินบริจาคเพื่อสร้างโรงอาหารใหม่แก่ศูนย์เด็กกำพร้าและยากจนอนาถาฯ ที่ปัตตานี
เมื่อถึงศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย ก็ได้พบเพื่อนคนหนึ่งชื่อยามีละห์ และได้ทักอาจารย์มัรยัมว่า “กะแยเอาก๋วยเตี๋ยวไปฝากละห์หรือค่ะ”
อาจารย์มัรยัมค่อนข้างงุนงงพร้อมกับถามว่า “ละห์ว่าอะไรน่ะ กะยังไม่ได้ไปที่บ้านยามีละห์เลย กะเพิ่งมาถึง ยังไม่ได้ไปไหน”
ยามีละห์ ก็ทำน่าแปลกใจพร้อมกับเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
       “เมื่อวานมีคนใส่ชุดสีดำไปแถวๆ บ้านละห์ ถามหาบ้านของยามีละห์ เมื่อพบแล้วก็ถามหายามีละห์ โดยในขณะนั้น ยามีละห์ไม่อยู่บ้าน ผู้หญิงคนนั้นก็บอกว่าตนเป็นกะแยมาจากปัตตานี ยามีละห์เคยไปนอนบ้านกะแยเมื่อก่อน” ผู้หญิงคนนั้นก็ฝากก๋วยเตี๋ยวพร้อมกับฝากสลามไว้กับคุณแม่ของยามีละห์
ทุกคนที่ฟังอยู่ก็งงยิ่งนัก เพราะครอบครัวอาจารย์มัรยัมยังไม่ได้ออกไปไหนตั้งแต่มาถึงกรุงเทพฯ จนถึงบัดนี้ก็ยังมี่คำตอบว่าผู้หญิงชุดดำนั้นเป็นใคร อัลลอฮฺเท่านั้นผู้ทรงรอบรู้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในวันนั้น

ปลาขึ้นมาจากบึงโดยไม่ได้เลี้ยง
       อัลลอฮฺเป็นผู้สร้างโลกนี้ และอัลลอฮฺเป็นผู้ให้ริซกี (สิ่งบริโภคและอุปโภคที่เป็นประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์) อัลลอฮฺผู้ทรงเมตตาแก่บ่าวทุกชนชั้น ตราบใดที่มีริซกี มนุษย์ก็จะมีชีวิตในโลกนี้ ดังนั้น ผู้ที่เสียชีวิตไปแล้วนั้น แท้จริงริซกีที่อัลลอฮฺเตรียมไว้ให้เขาได้หมดไปแล้ว เขาจำเป็นต้องจากโลกนี้ไปยังโลกหน้าอาคีรัต ในเมื่อริซกี อัลลอฮฺสร้างมาก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่อัลลอฮฺจะให้ปลาขึ้นมาจากบึงโดยไม่ได้เลี้ยง
เรื่องนี้เกิดขึ้นประมาณปี 2538 ในเวลานั้นทางศูนย์ฯ ได้รับการทดสอบจากอัลลอฮฺ โดยมี่กับข้าวกิน นอกจากผักบุ้งที่ผัดกิน 3 วันติดต่อกัน วันที่สามนั้นฝนตกพรำๆ ผู้เล่าไม่แน่ใจว่าเป็นวันศุกร์หรือวันเสาร์ เพราะเป็นวันสุดสัปดาห์ เด็กๆ กำลังเล่นน้ำฝนอยู่
จู่ๆ ก็มีเสียงเรียกจากบรรดาเด็กๆ ว่า “เจะฆูๆ (ครู) มีปลาขึ้นที่ริมบึง” เป็นมาความรู้สึกตื้นตันดีใจอย่างเหลือล้น และเป็นสิ่งที่ไม่คาดคิดว่ามันจะเป็นไปได้ หลังจากนั้นเจฆูตอบว่า “จับมันซิ!”
เด็กๆ ก็ถามว่า “จะจับได้อย่างไร ก็มันมากเหลือเกิน”
เจะฆูเลยชวนเด็กๆ หลายคนไปจับปลากันอย่างสนุกสนาน ตื่นเต้น และมีความสุข ปลาเหล่านั้นสามารถทำกับข้าวให้เด็กๆ ทุกคนนานถึงสามวัน
ด้วยความยิ่งใหญ่ของอัลลอฮฺ ผู้ทรงรอบรู้และเมตตากรุณาเด็กๆ ในศูนย์ฯ ได้มีอาหารรับประทาน และพวกเขาไม่ลืมที่จะซุโกร (ขอบคุณ) อัลลอฮฺ อีกครั้ง

มีผู้ที่ช่วยไขข้อคลางแคลงใจของผู้นำชุมชนโดยไม่คาดฝัน
       เมื่อประมาณปี 2538 มีเพื่อนผู้นำชาวบ้านสุหร่งอยากมารู้จักศูนย์เด็กกำพร้าฯ และได้มาหาผู้นำ ชาวบ้านคนนั้น แล้วทั้งคู่ก็มาถึงที่ศูนย์ฯ
ขณะนั้นอาจารย์มัรยัม สาเม๊าะ นั่งอยู่ใต้ต้นขนุนหน้าอาคารเก่า ทั้งสองคนก็มุ่งมาหา และถามว่า นี่หรือบ้านศูนย์ฯ และถามถึงความเป็นมาของศูนย์ฯ อย่างละเอียดและสนใจอย่างยิ่ง แล้วเพื่อนของผู้นำ ชาวบ้านก็กล่าวว่าคนที่ทำงาน อุทิศตนเพื่อสังคมและได้รับความสำเร็จถึงขั้นนี้ ย่อมมีคนอิจฉา และคอยจับผิดตลอด ซึ่งเป็นเรื่องที่หนีไม่พ้น และขอบอกว่าเราต้องอดทน เราต้องต่อสู้ เราต้องมุ่งไปสู่เป้าหมายที่เราตั้งใจไว้ ถึงแม้ว่าผู้คนรอบข้างจะกล่าวหา จะขัดขวาง ก็เปรียบเสมือนคลื่นพายุที่พัดกระหน่ำก็เป็นธรรมชาติ อัลลอฮฺสร้างไว้แล้วก็เป็นธรรมชาติของชนชาติมลายู ที่ทนเห็นคนอื่นเหนือกว่าหรือดีกว่าไม่ได้ เขาไม่สบายใจที่จะเห็นอย่างนี้ ผิดกับชนชาติอื่นๆ ให้ความช่วยเหลือหรือส่งเสริมให้ดีขึ้นหรือสูงขึ้น
หลังจากที่พูดคุยและฟัง ทำให้อาจารย์มัรยัมมีกำลังใจที่จะทำงานต่อไป ก็นึกถึงสุภาษิตมลายู มีบทหนึ่งว่า
“ไม่อยากให้ลมพัดกระหน่ำ ก็จงอย่าให้เป็นส่วนยอดของต้นไม้
ไม่อยากให้คลื่นซัดไซร้ ก็จงอย่าสร้างบ้านริมฝั่งทะเล”

      และขณะนั้นอาจารย์มัรยัม สามารถสังเกตเห็นใบหน้าที่บ่งบอกความไม่พอใจจากผู้นำชุมชนคนนั้น เพราะเขาไม่ทราบว่าเพื่อนของเขานั้นจะมาพูดเช่นนั้น เพราะจริงๆ แล้ว เขานั้นเองที่เป็นคนหนึ่ง ที่ไม่สนับสนุนการสร้างศูนย์ฯ แห่งนี้
จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ทำให้อาจารย์มัรยัม ยิ่งมั่นใจว่าอัลลอฮฺทรงทราบและรอบรู้ว่า บ่าวของอัลลอฮฺไม่มีความสามารถที่จะตอบโต้หรือป้องกันตัวเองได้ อัลลอฮฺก็ส่งคนมาช่วยเคลียร์และแก้ไข ความเคลือบแคลงและสร้างจิตสำนึกหัวใจของผู้นำชุมชนคนนั้น

จะฝากความหวังให้กับใครดี
        ประมาณปี 2538 มีครูวีณา สุพิญโญ ได้มาปรึกษากับอาจารย์มัรยัม สาเม๊าะ ถึงแนวทางที่จะหาเงินมาจุนเจือภายในศูนย์เด็กกำพร้าและยากจนอนาถาฯ โดยการให้เงินเขาไปลงทุน 60,000 บาท แล้วเขาจะคืนกำไรให้ศูนย์ฯ เดือนละ 6,000 บาท อาจารย์มัรยัม ก็แสนจะดีใจและฝากความหวังไว้เต็มเปี่ยมแก่คุณครูวีณา ที่จะได้รับเงิน 6,000 บาทต่อเดือน จริงอยู่ ศูนย์ฯ ได้รับเงินตามจำนวนที่ตกลงไว้สองสามเดือน ทว่า เงินกองกลางในศูนย์ฯ กลับร่อยหรอลง จนในเดือนหนึ่งมีเงินแค่ 3,000 บาท ทั้งๆ ที่ต้องจ่าย 12,000 บาทต่อเดือน
อาจารย์มัรยัม ก็เรียกประชุมฉุกเฉินบรรดาคณะครูและคณะกรรการ แจ้งให้พวกเขาทราบว่า “เรามีเงินเพียงสามพันบาทนี้ เราจะเอาไปทำอะไรดี มติการประชุมได้ตอบเป็นเอกฉันท์ ว่าเงินนี้ไว้ซื้ออาหารแก่เด็กๆ ในศูนย์ฯ ส่วนค่าใช้จ่ายอื่นๆ นั้นค่อยคิดกันอีกที”
       เมื่อเกิดเหตุการณ์อย่างนี้แล้ว อาจารย์มัรยัมก็พิจารณาตัวเอง เผื่อว่ามีอะไรที่ตนทำลงไป ขัดกับหลักการของศาสนาอิสลามเพราะเงินไม่เคยร่อยหรอลงมากมายอย่างนี้มาก่อน
เช้าวันหนึ่ง อาจารย์มัรยัมได้เดินทางไปบรรยายที่สงขลากับน้องชายคนที่เจ็บ ก่อนนั่งรถไปสงขลา อาจารย์มัรยัมก็ได้ใช้ความคิดและค้นหาความผิดพลาดของตนเองมาตลอดทาง แล้วก็ได้ฉุกคิดถึงเรื่องเงินที่ให้ครูวีณา โดยหวังเงิน 6,000 บาทต่อเดือน และมั่นใจว่าสิ่งนี้เองเป็นความผิด เพราะอาจารย์มัรยัมได้ฝากความหวังไว้กับมัคลูฆ (สิ่งที่อัลลอฮฺสร้าง) ซึ่งตามความจริงแล้วเราต้องฝากความหวังและขอทุกสิ่งทุกอย่างต่ออัลลอฮฺเท่านั้น
หลังจากที่คิดได้ดังนั้น อาจารย์มัรยัมได้เปลี่ยนใจโดยมอบความหวังทั้งหมดไว้กับอัลลอฮฺองค์เดียวเท่านั้น ตั้งแต่บัดนั้น ในขณะที่นั่งรถไปสงขลา เพื่อบรรยายจริยธรรมนั้น อาจารย์มัรยัมได้กะรายได้ที่จะได้รับจากการบรรยายครั้งนี้ประมาณ 2,000 บาท แต่จริงๆ แล้ว เมื่ออาจารย์มัรยัมบรรยายเสร็จ ชาวบ้านช่วยกันนับเงินได้ 4,000 บาท และยังมีคนมาบริจาคอีก ตอนที่อาจารย์มัรยัมจะขึ้นรถกลับมายังศูนย์ฯ ก็นับใหม่ ปรากฏว่าได้เงินมาทั้งหมด 7,000 บาท จากที่คาดว่าจะได้ 2,000 บาท กลายเป็น 7,000 บาท
หลังจากนั้น สองวันต่อมา อาจารย์มัรยัม มีโอกาสไปสอนจริยธรรมแก่แม่บ้านที่หมู่บ้านยามู อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี ตามปกติแล้ว จะได้รับเงินบริจาคประมาณ 50 - 100 บาท หรือมากที่สุดก็ 200 บาท แต่วันนั้น อาจารย์มัรยัมได้รับเงินบริจาคถึง 2,000 กว่าบาท จนทำให้อาจารย์มัรยัมตื้นตัน สะเทือนใจ และประทับใจ
เป็นความรู้สึกที่ไม่สามารถอธิบายได้ เพราะในใจลึกๆ นั้น ต้องการเงิน 9,000 บาท เมื่อได้เงินจากสงขลาและยามูรวมกันก็ได้ตามเป้าหมายที่ต้องการอย่างไม่คาดคิดว่าจะได้เลย