yutt15@yahoo.com ,chom10@mweb.co.th โทร 0-9463-7111 , 0-6968-9423
สมุนไพรชั้นสูง เป็นสมุนไพรที่มีประสิทธิภาพในการป้องกัน ฟื้นฟู ความผิดปกติต่างๆ ของร่างกายได้หลากหลาย มากมายหลายระบบ ทั้งยังสามารถใช้ได้ในปริมาณมาก และสามารถใช้ติดต่อกันได้นาน โดยปราศจากผลข้างเคียงใดๆ ซึ่งมีสมุนไพรไม่กี่ชนิดที่อยู่ในกลุ่มนี้ และเห็ดหลินจือคือหนึ่งในนั้น
สารประกอบในเห็ดหลินจือ
หลินจือประกอบด้วยสารที่ละลายน้ำได้ 30 % สารที่ไม่ละลายน้ำ 65 % และสารระเหย 5 % และยังสามารถแบ่งกลุ่มตามลักษณะการออกฤทธิ์ ทางยาได้ 4 กลุ่มใหญ่ดังนี้
1. สารโพลีแซคคาไรด์ (Polysaccharide)
2. สารไตรเทอร์พินอยด์ (Triterpenoids)
3. สารออแกนิค เยอร์มาเนี่ยม (Organic Germanium-Ge)
4. สารอะเดโนซิน (Adenosine)1. สารโพลีแซคคาไรด์ (Polysaccharide)
เป็นคาร์โบไฮเดรท โครงสร้าง โมเลกุลใหญ่ ซึ่งสารที่โดดเด่นที่สุดในกลุ่มนี้คือ เบต้า-ดี กลูแคน (Bata-D-Glugan) เป็นสารที่ช่วยฟื้นฟูประสิทธิภาพ ของระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแกร่งดังเดิม เบต้า-ดี-กลูแคน มีโครงสร้างโมเลกุลที่ซับซ้อน และมีโมเลกุลมาต่อกันยาวมาก ซึ่งบางท่านไม่สามารถย่อยได้ก็จะมี อาการถ่ายท้อง ในกรณีเช่นนี้ควรรับประทานพร้อมกับอาหารที่มีวิตามินซี เช่น ส้ม ฝรั่ง เพราะวิตามินซี จะช่วยย่อยเบต้า-ดี-กลูแคน ให้มีโมเลกุลสั้นลงพร้อมแก่การดูดซึม ซึ่งจะช่วยลดอาการท้องเสียได้ประโยชน์ของเบต้า-ดี-กลูแคน
1. กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน ลดอัตราเสี่ยงการเกิดเนื้องอก
2. ลดระดับน้ำตาลในเลือด
3. บำรุงหัวใจ
4. ต้านการอักเสบ
5. ช่วยเร่งกระบวนการสังเคราะห์โปรตีนเบต้า-ดี-กลูแคนช่วยเสริมประสิทธิภาพของเม็ดเลือดขาว และอื่นๆดังต่อไปนี้
T Lymphocyte
เม็ดเลือดขาวชนิดนี้เปรียบเสมือนเสนาธิการของ เม็ดเลือดขาว ปกติจะอยู่ที่ต่อมไทมัส (Thymus) คอยควบคุมการทำงาน ของเม็ดเลือดขาวทั้งหมด คือสั่งให้โจมตีหรือหยุดโจมตีเชื้อโรคB Lymphocyte
เม็ดเลือดขาวชนิดนี้ เสมือนทหารหน่วยหน้า คอยบุกทำลายเชื้อโรค หรือเนื้องอกที่ร่างกายไม่ต้องการ เบต้า-ดี-กลูแคน ช่วยกระตุ้นให้เม็ดเลือดขาวชนิดนี้ตื่นตัวอยู่เสมอMacrophage
เม็ดเลือดขาวชนิดนี้ตัวใหญ่และดุร้ายกับเชื้อโรคเท่านั้น มันจะคอยจ้องจับเชื้อโรคกิน เบต้า-ดี-กลูแคน จะช่วยให้เม็ดเลือด ขาวชนิดนี้ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ซึ่งถ้าร่างกายใครมีเม็ดเลือดขาวชนิดนี้ในปริมาณที่สมส่วน และทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ก็จะช่วยชะลอขบวนการเสื่อมโทรมต่างๆของร่างกาย กล่าวคือทำให้แก่ช้าลงเพราะเม็ดเลือดขาวชนิดนี้จะคอยดักกินเชื้อโรคตัวปัญหา ไม่ให้มาทำอันตรายแก่เซลล์ได้Mast cell
เม็ดเลือดขาวชนิดนี้เกี่ยวข้องกับอาการแพ้ (Allergy) จะอยู่ทั่วไปตามผิวพรรณ ทางเดินหายใจ เมื่อได้รับสารที่แปลกปลอมต่อร่างกายก็จะแตก และปล่อยสารที่ทำให้เกิดอาการแพ้คือฮีสตามีน (Histamine และ/หรือ Prostaglandin E2) ซึ่งทำให้เรามีผื่นคัน หายใจไม่ออก ไอ จาม มีน้ำมูก หอบ หืด จนถึง ซ๊อก หัวใจหยุดเต้น เบต้า-ดี-กลูแคน ช่วยให้เม็ดเลือดขาวชนิดนี้ไม่แตกตัวง่าย จึงทำให้อาการแพ้ลดลงระดับน้ำตาลในเลือด
มีผลต่อร่างกายถ้าสูงมากก็จะอันตราย ถ้าต่ำมากสมองก็จะขาดพลังงาน เป็นอันตรายเช่นกัน เบต้า-ดี-กลูแคน จะช่วยควบคุมให้มีการสลายน้ำตาลออกมาเป็นพลังงานบ้าง เป็นการลดอันตรายที่จะเกิดกับร่างกาย บำรุงหัวใจ สารนี้มีคุณสมบัติทำให้การเต้นของหัวใจเป็นปกติ และทำให้กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรงต้านการอักเสบ
หมายถึงการอักเสบของข้อกระดูก เอ็น ในโรคข้อเสื่อม (Arthritis) เบต้า-ดี-กลูแคนจะไปช่วยลดสารที่ทำให้เกิดการอักเสบของข้อ นั่นคือสาร Prostaglandin E2 ผู้ป่วยข้ออักเสบจะอาการดีขึ้น การอักเสบ ปวด บวมแดง จะทุเลาช่วยเร่งกระบวนการสังเคราะห์โปรตีน
เบต้า-ดี-กลูแคน เป็นสารพื้นฐานหลักที่มีส่วนร่วมในการสังเคราะห์โปรตีน ช่วยป้องกันการขาดโปรตีน และเป็นการชะลอความแก่ทางอ้อม2. สารไตรเทอร์พินอยด์ (Triterpenoids)
เป็นสารรสขมซึ่งสามารถพบได้ในพืชทั่วไป แต่จะมีโครงสารที่แตกต่างกันตามชนิดของพืช และลักษณะโครงสร้างไตรเทอร์พินอยด์ของดอกเห็ดหลินจือมีความโดดเด่นมาก ซึ่งมีผลดีต่อร่างกาย ดังนี้เป็นสารต้านฮีสตามีน (Antihistamine)
หรือแก้แพ้นั่นเอง ในผู้ที่เป็นภูมิแพ้ เม็ดเลือดขาวชนิด Mast cell ที่บริเวณผิวหนัง หลอดลม ปอด ทางเดินหายใจ เมื่อได้รับสารแปลกปลอมที่ทำให้แพ้จะแตก และหลั่งสารที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ ซึ่งก็คือฮีสตามีน หรือสารอื่นๆ ไตรเทอร์พินอยด์จะจับกับฮีสตามีน ทำให้อาการแพ้ทุเลาลงได้การแพ้นั้นรวมถึงการแพ้อาหาร แพ้ยา แพ้อากาศ แพ้ฝุ่น แพ้ละอองเกสรดอกไม้ แพ้กลิ่น หอบ หืด ผื่นคันตามตัว บวม คัดจมูก หายใจไม่ออก หลอดลมหดเกร็ง รุนแรงจนกระทั่งหัวใจหยุดเต้น
มีผลลดความดันโลหิต
ผู้ป่วยหัวใจ เบาหวาน ไตเสื่อม มักพบว่ามีอาการความดันโลหิตสูงร่วมอยู่ด้วย สารรสขมนี้สามารถปรับสมดุลของความดันโลหิตให้ลงมาสู่ปกติ แต่จะไม่ลงต่ำกว่าธรรมชาติ (120/80 ม.ม.ปรอท) เพราะความสามารถในการเป็นสารปรับสมดุล(Adaptogen) นั่นเองฉะนั้นหากผู้ใดมีอาการบวม ปวดศีรษะตื้อๆ บริเวณท้ายทอย ให้สงสัยว่าอาจมีความดันโลหิตสูง งดออกกำลังกายเด็ดขาด ต้องพักผ่อน งดเกลือ งดผงชูรส งดเค็ม สังเกตว่ามีอาการบวมที่หน้า เปลือกตา น่อง ให้ไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุและรับการรักษาที่ถูกต้อง
ต้านพิษต่อตับ
ตับเป็นอวัยวะที่มีหน้าที่ขจัดสารพิษออกจากร่างกาย แต่ถ้าตับเองได้รับสารที่เป็นพิษในปริมาณสูง ตับก็อาจเสียได้ เช่นไวรัสตับอักเสบ เหล้า ยาแก้ปวดลดไข้พาราเซตามอลในปริมาณสูงมากๆ สารรสขมนี้เมื่อร่างกายรับเข้าไปจะไปที่ตับก่อนและช่วยบำรุงเซลล์ตับ และช่วยลดความเป็นพิษของตับ จึงมีผลบำรุงตับนั่นเองลดการอุดตันของโคเรสเตอรอล และไตรกลีเซอไรด์ในหลอดเลือด
การอุดตันดังกล่าว เป็นสาเหตุให้หัวใจขาดเลือด (Myocardial infarction) และนิ่วในถุงน้ำดี สารรสขมนี้หากรับประทานเป็นประจำจะช่วยลดการอุดตันนี้ได้3. สารออแกนิค เยอร์มาเนี่ยม (Organic Germanium-Ge)
สารเยอร์มาเนี่ยมได้ชื่อว่าเป็นสารเพิ่มภูมิต้านทานแก่ร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ เยอร์มาเนี่ยมเป็นแร่ธาตุจำเป็น (Trace element) ที่ร่างกายต้องการในปริมาณเล็กน้อย แต่ก็ขาดไม่ได้ ถ้าขาดอาจเกิดความผิดปกติแก่ร่างกายขึ้นได้ธรรมชาติของสารเยอร์มาเนี่ยมเป็นสารกึ่งตัวนำ (Semiconductor) จึงมีความสามารถเป็นสารสื่อประสาท หรือกระตุ้นระบบประสาท กระตุ้นการทำงานของสมอง และที่สำคัญมากคือ เราเชื่อว่า ความเป็นสารกึ่งตัวนำของเยอร์มาเนี่ยมจะช่วยชีวิตของมนุษย์เมื่อตกอยู่ในภาวะวิกฤติของการขาดสมดุล ช่วยลดอัตราการเสียชีวิต ช่วยยืดอายุ ประดุจสารอายุวัฒนะ
สารเยอร์มาเนี่ยมออกฤทธิ์ระดับเซลล์ เพิ่มความสามารถของเซลล์ในการปลดปล่อยพลังงานแก่ร่างกาย โดยเพิ่มปริมาณอ๊อกซิเจนแก่เซลล์ และ/หรือ ทำให้เซลล์สามารถนำออกซิเจนไปใช้ (Matabolite) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เราทราบดีว่าถ้าร่างกายขาดอ๊อกซิเจนเราจะอยู่ไม่ได้ เช่นถ้าสมองขาดอ๊อกซิเจนอาจเกิด Stroke และเสียชีวิตได้ หรือเกิดภาวะเสื่อม หรือเสียสมดุลร่างกาย (Homeostasis)
เรายังพบอีกว่าสารเยอร์มาเนี่ยมมีผลต่อร่างกายต่อไปนี้
ทำให้สุขภาพโดยรวมของร่างกายดีขึ้น กระตุ้นภูมิต้านทานของร่างกาย ทั้งในปริมาณและประสิทธิภาพของเม็ดเลือดขาว ควบคุมการทำงานของร่างกายที่เกี่ยวกับสารเคมีต่างๆ เช่น ควบคุมความเป็นกรดด่างของเลือด ควบคุมน้ำตาลในเลือด ควบคุมเกลือแร่ที่ผ่านเข้าออกเซลล์ เช่น โซเดียม โปตัสเซียม แคลเซียม และคลอไรด์ การควบคุมความดันโลหิต ให้อยู่ในระดับปกติ ควบคุมระดับโคเรสเตอรอล และไตรกลีเซอไรด์ในเลือด และในเซลล์ ควบคุมการขับกรดยูริก (Uric Acid) ควบคุมการสร้างเม็ดเลือดแดง (Haemoglobin) และเม็ดเลือดขาว(Leucocyte) ปกป้องเซลล์ร่างกาย ไม่ให้ถูกใช้งานอย่างหนัก หรือผิดหน้าที่ เช่นควบคุมเซลล์ตับอ่อนในการหลั่งอินซูลิน ลดหรือบรรเทาอาการปวด เช่นปวดไมเกรน ปวดฟัน ปวดแผล ปวดหลังจากการผ่าตัด ปวดประสาท แม้กระทั่งอาการปวดจากมะเร็ง บรรเทาอาการข้ออักเสบ แบบรูมาตอยด์ (Rheumatoid) การอักเสบของข้อ ที่เกิดจากระบบภูมิต้านทานของร่างกาย หรือเม็ดเลือดขาวย้อนกลับมาทำลายข้อต่อของร่างกาย ควบคุมให้หน้าที่การทำงานของสรีระต่างๆ ของร่างกายให้เป็นปกติ เช่น ระบบการหายใจ ระบบการขับถ่าย บรรเทาอาการผิดปกติเรื้อรัง เช่น ภาวะกระดูกพรุนในผู้สูงอายุ โดยควบคุมสมดุล แคลเซียมในและนอกกระดูก (Osteoporosis) อาหารเป็นพิษ (Food allergy or Botulism) การติดเชื้อจากไวรัส (Viral infection) ข้อต่อ และกระดูกอักเสบ (Arthritis) ภาวะซึมเศร้า (Depression) หงุดหงิดง่ายและภาวะอ่อนเพลียเรื้อรัง (Chronic fatigue syndrome) และภาวะท้องผูกเรื้อรัง (Constipation) ปกป้องเซลล์ร่างกายจากสารพิษจากสิ่งแวดล้อม บรรเทาอาการในผู้มีปัญหากล้ามเนื้อหัวใจ ผนังหลอดเลือดแข็งตัว หรือหลอดเลือดอุดตัน ภาวะความดันโลหิตสูง ชะลอความแก่ (Anti-aging) โดยผ่านระบบภูมิต้านทาน นั่นคือ สารเยอร์มาเนี่ยมมีผลกระตุ้นเม็ดเลือดขาวชนิด (Macrophage ที่ช่วยยับยั้งขบวนการแก่ตัวของเซลล์ร่างกาย เนื่องจากเยอร์มาเนี่ยมมีผลเพิ่มประสิทธิภาพของภูมิต้านทาน เยอร์มาเนี่ยมจึงมีผลต่อความผิดปกติของภาวะภูมิแพ้ แพ้ภูมิ แผลหายยาก ในผู้ที่เป็นเบาหวาน มะเร็ง เนื่องจากเยอร์มาเนี่ยมช่วยเพิ่มอ๊อกซิเจนแก่ร่างกาย จึงมีผลยับยั้งการกระจายตัวของเซลล์มะเร็ง เพราะเราทราบดีแล้วว่าเซลล์มะเร็งไม่ชอบอ๊อกซิเจน เยอร์มาเนี่ยมมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) นั่นคือมีคุณสมบัติเป็นสารกึ่งตัวนำ (Semiconducter) จึงสามารถถ่ายทอดประจุอิเลคตรอน (Electron) ให้แก่อนุมูลอิสระ (Free Radicals) ที่จ้องโจมตีเซลล์ของร่างกาย ฉะนั้นสารเยอร์มาเนี่ยม จึงลดอัตราเสี่ยงของเซลล์ร่างกายที่ถูกโจมตีโดยอนุมูลอิสระ ที่เกิดจากกระบวนการหายใจ การสันดาป หรือเกิดขึ้นเองจากภายในร่างกาย
4. สารอะเดโนซิน (Adenosine)
อะเดโนซิน เป็นสารที่มีโครงสร้างคล้าย RNA หรือ DNA ของเซลล์ร่างกาย เราเชื่อว่าอะเดโนซิน สามารถเข้าไปในเซลล์ที่ผิดปกติของร่างกาย และช่วยควบคุมไม่ให้เซลล์เปลี่ยนแปลงไปในทางที่เลวลง หรือผ่าเหล่า กลายเป็นเซลล์เนื้องอก อะเดโนซิน ยังเป็นสารตั้งต้นในการสร้างพลังงานของเซลล์ที่เรียกว่า ATP (Adenosine Tri Phosphate) ฉะนั้นอะเดโนซิน จึงให้พลังงานแก่เซลล์ แก่เนื้อเยื่อ แก่อวัยวะ และแก่ร่างกายตามลำดับผลทางคลีนิคที่พบ คืออะเดโนซินยับยั้งการจับตัวของเกล็ดเลือด
(Platelet aggregation) ในผู้เป็นโรคหัวใจ หรือความดันสูง โดยปกติแล้วเกล็ดเลือด (Platelet) ทำหน้าที่ช่วยให้เลือดหยุดไหลเมื่อมีบาดแผล แต่ถ้าเกล็ดเลือดไปแข็งตัวผิดที่ เช่นแข็งตัวเกาะภายในผนังหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ ไปเลี้ยงสมอง ทางเดินเลือดก็จะเล็กลง ไม่สามารถนำเลือดไปเลี้ยงสมองได้ ผลก็คือหัวใจขาดเลือดจนเสียชีวิต หรือสมองขาดเลือด ขาดอ๊อกซิเจน เป็นลมหมดสติ (Stroke) จนเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต หรือเสียชีวิตได้ อะเดโนซินมีผลลดการอุดตันของเกล็ดเลือดในหลอดเลือด ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การป้องกันการอุดตันของเกล็ดเลือด ต้องป้องกันเสียแต่เนิ่นๆในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงเช่น หัวใจขาดเลือด ความดันสูง เบาหวาน ไตเสื่อม อะเดโนซินยังมีฤทธิ์ในการคลายกล้ามเนื้อ และบรรเทาอาการปวด โดยเฉพาะไมเกรนที่มีผลมาจากความเครียดนอกจากนี้ยังมีสารอื่นอีกมากมาย
ในหลินจือ รากและดอก 6 สายพันธุ์ยังมีสารประกอบที่เป็นแร่ธาตุจำเป็นแก่ร่างกายอีกเป็นจำนวนมาก ได้แก่1. วิตามิน
2. เกลือแร่
3. กรดอะมิโน
4. กรดไขมัน
5. ใยอาหาร
6. เอ็นไซม์
7. สารออร์โกสเตอรอลการแบ่งประเภทของอาหารยุคใหม่จะแบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ
1. กลุ่มโมเลกุลใหญ่ (Macronutrients)ได้แก่
โปรตีน ให้กรดอะมิโน ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ได้แก่เนื้อสัตว์ ถั่ว
คาร์โปรไฮเดรท ให้พลังงาน ได้แก่ ข้าว แป้ง น้ำตาล
ไขมัน ให้กรดไขมัน และพลังงาน ได้แก่ไขมันพืช ไขมันสัตว์2. กลุ่มโมเลกุลเล็ก (Micronutrients)ได้แก่
วิตามิน A B C D E K F P กรดโฟลิก และมีอีกมากมาย
เกลือแร่ แบ่งเป็น 2 ประเภท
เกลือแร่ปริมาณมาก เช่น แคลเซียม โซเดียม
เกลือแร่ปริมาณน้อย (Trace element) เช่น สังกะสี ซีลีเนียม เยอร์มาเนียมร่างกายจำเป็นต้องได้วิตามินและเกลือแร่ แต่ในปริมาณไม่สูงนัก เพื่อผลในการเร่งปฏิกริยาเคมี และเพื่อให้ร่างกายดำรงอยู่ได้อย่างมีความสุข หากขาดจะเกิดความผิดปกติ อาทิเช่น ขาดธาตุสังกะสี อาจเสื่อมสมรรถภาพ ผมร่วง เล็บเปราะ ขาดธาตุซีลีเนียม และเยอร์มาเนี่ยม อาจอ่อนเพลีย ความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งสูง
ใยอาหาร (Fiber)
บางคนจัดเป็นอาหารจำเป็นกลุ่มที่ 3 รองจาก 2 กลุ่มข้างต้น เราได้รับใยอาหารจากผัก ผลไม้ที่รับประทานพร้อมเปลือก ใยอาหารมีคุณสมบัติดังนี้1. สร้างหรือปั้นอุจจาระ (Bulk Forming) เป็นกากอาหารที่กระตุ้นให้ลำไส้ใหญ่ทำงาน บีบอุจจาระออกจากร่างกาย
2. ดูดซับไขมัน โคเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ ส่วนเกินในลำไส้เพื่อไม่ให้ไปสะสมในร่างกาย
3. ล้างพิษในลำไส้ใหญ่ โดยดูดซับสารพิษ (Toxin) ที่เกิดจากอาหารเนื้อสัตว์บูดเน่าในลำไส้ใหญ่
4. ลดเนื้อที่ในกระเพาะอาหาร เพื่อผลในการควบคุมน้ำหนัก (On Diet Program)เอ็นไซม์ (Emzyme)
นิยามง่ายๆคือน้ำย่อย เช่น น้ำย่อยอาหาร แต่ในระดับเซลล์ เอ็นไซม์ คือ สารอาหารที่ร่างกายสร้างขึ้นมา เพื่อเร่งปฏิกริยาเคมีจำเป็นบางประการ เช่น กระบวนการทำลายสารพิษในตับ กระบวนการชะลอความแก่ ขบวนการทำงานของหัวใจตับ ต้องใช้เอ็นไซม์ Glutathione Peroxidase เพื่อขจัดสารพิษ
ร่างกาย จำเป็นต้องใช้เอ็นไซม์ Superoxide Dismutase เพื่อชะลอความแก่ และลดการเป็นโรคเสื่อม (Degenerrative Diseasa) เอ็นไซม์ตัวนี้เป็นที่ยอมรับว่า ชะลอแก่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมีจำหน่ายในต่างประเทศ ชื่อ SOD แต่ราคาสูงมาก ในหลินจือให้เอ็นไซม์เหล่านี้ในปริมาณที่สมดุลสารออร์โกสเตรรอล (Ergosterol)
เป็นสาร Precurser สารตั้งต้นในการสร้าง วิตามิน ดี ซึ่งช่วยนำเอาแคลเซียมเข้ากระดูก ป้องกันโรคกระดูกพรุน(Osteoporosis) โครงสร้างสารนี้คล้ายสเตียรอยด์ บางท่านจึงเข้าใจผิดว่าหลินจือมีสเตียรอยด์ แต่สารนี้กลับมีประโยชน์แก่ร่างกาย แทนที่จะให้โทษดังสเตียรอยด์สังเคราะห์ทั่วไปทำไมหลินจือจึงสามารถฟื้นฟูอาการป่วยได้หลายโรค
จากหลักฐานรายงานการทำวิจัยที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์พบว่าในเห็ดหลินจือมีสารต่างๆที่เป็นประโยชน์กับร่างกาย กว่า 250 ชนิด ซึ่งสารต่างๆเหล่านี้ทำงานประสานกันได้อย่างน่าอัศจรรย์ ส่งผลให้ร่างกายเกิดความสมดุลย์ พลังในการป้องกันและบำบัดโรค ที่ธรรมชาติมอบให้ก็จะกลับมาทำงานได้ดังเดิม ซึ่งสามารถอธิบายในเชิงเภสัชวิทยาว่า หลินจือออกฤทธิ์ต่อ 5 ระบบดังต่อไปนี้1. ระบบภูมิต้านทาน (Immune System)
2. ระบบหลอดเลือด (Cardiovascular System)
3. ระบบประสาท (Nervous System)
4. ระบบต่อมไร้ท่อ (Endocrine System)
5. ระบบเผาผลาญอาหาร (Metabolism System)1. ระบบภูมิต้านทาน (Immune System)
ร่างกายคนเรามีระบบภูมิคุ้มกันคอยจัดการกับเชื้อโรค และสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย โดยอาศัยเม็ดเลือดขาว เป็นตัวคอยทำลายเชื้อโรค และสิ่งแปลกปลอม คนปกติควรมีเม็ดเลือดขาวประมาณ 6,000 ตัวต่อหนึ่งลูกบาศก์มิลลิเมตร หากน้อยกว่านี้แผลก็จะหายช้า หรือเป็นแผลเรื้อรังแม้แต่โรคน่ากลัวอย่างมะเร็ง (Cancer) ซึ่งเป็นโรคที่ไม่มีเชื้อโรค แต่เกิดจากเซลล์ของร่างกายเราที่ผิดปกติและกลายพันธุ์ พร้อมกับมีการขยายตัวเติบโตอย่างรวดเร็ว ทั้งยังแย่งอาหารจากร่างกาย จนเราอาจขาดสารอาหาร สาเหตุที่ทำให้เซลล์เพี้ยนและกลายพันธุ์ก็เนื่องมาจาก ถูกอนุมูลอิสระดึงประจุไฟฟ้าออกไป ซึ่งโดยสภาพปกติของการดำรงชีพแล้ว เซลล์ผิดปกติเกิดขึ้นตลอดเวลา แต่ก็ถูกเม็ดเลือดขาวกำจัดตลอดเวลาเช่นกัน ซึ่งหากเรารับสารก่อมะเร็งเข้าไปมาก จนเม็ดเลือดขาวกำจัดไม่ทัน ก็จะเกิดมะเร็งและอาจเติบโตลุกลามไปทั่วร่างกาย จนกระทั่งเราเสียชีวิต
ผู้ป่วยภูมิคุ้มกันบกพร่องก็เช่นกัน ไวรัสเอสด์(HIV:AIDS) จะเข้าไปทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาว จนกระทั่งร่างกายมีเม็ดเลือดขาวในปริมาณที่ต่ำมาก ไม่สามารถจัดการกับเชื้อโรคต่างๆที่คอยฉวยโอกาสเข้ามาสู่ร่างกาย ผู้ป่วยโรคเอสด์ไม่ได้เสียชีวิติด้วยไวรัสเอสด์ แต่เสียชีวิตด้วยโรคอื่น เช่นโรคปอด วัณโรค โรคตับ หรือแม้กระทั่งไข้หวัดเพียงเล็กน้อยก็อาจลุกลามจนเสียชีวิตได้
ยังมีผู้ป่วยอีกกลุ่มหนึ่ง คือภูมิแพ้ (Allergy) มีสาเหตุมาจากเซลล์เม็ดเลือดขาวเช่นกัน เราพบว่าในผู้ที่เป็นภูมิแพ้ ร่างกายมีเซลล์เม็ดเลือดขาวที่ดีคอยเตือนไม่ให้รับสิ่งแปลกปลอม คือสารที่แพ้ กล่าวคือเมื่อร่างกายได้รับสารที่แพ้ เซลล์เม็ดเลือดขาวเหล่านี้จะแตกและหลั่งสาร ฮีสตามีน ซึ่งมีผลทำให้เกิดอาการแพ้ อาทิเช่น น้ำมูก น้ำตาไหล ผื่นคัน แผลพุพอง บวม เป็นหอบหืด จนถึงซ็อก (Shock) หัวใจวาย หรือเสียชีวิตได้
เห็ดหลินจือ รากและดอก 6 สายพันธุ์ มีผลไปเพิ่มประสิทธิภาพเม็ดเลือดขาว ช่วยให้ร่างกายจัดการกับอาการผิดปกติต่อระบบภูมิคุ้มกัน มีผลดีต่อผู้ที่เป็น ภูมิแพ้ เบาหวานที่แผลหายยาก เป็นหวัดเจ็บคอบ่อย ช่วยลดอัตราการเกิดมะเร็ง ทั้งยังช่วยผู้ป่วยเอสด์ให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างคนปกติ
เรายังพบอีกว่าในหลินจือรากและดอก 6 สายพันธุ์ มีสารที่เป็นพิษต่อเซลล์เนื้องอกที่ก่อตัวในร่างกาย ป้องกันไม่ให้มันเติบโต และกลายพันธุ์เป็นเซลล์มะเร็งได้
มีข้อพึงสังเกตอย่างหนึ่ง คือกลู่มผู้ป่วยโรคแพ้ภูมิตัวเอง กล่าวคือโรคที่เม็ดเลือดขาวของร่างกายผิดปกติ แทนที่จะทำลายเชื้อโรค กลับมาทำร้ายร่างกายของเราเอง เช่น ผู้ป่วยข้ออักเสบแบบรูมาตอยด์ (Rheumatoid) เม็ดเลือดขาวจะทำลายข้อ จนเกิดการอักเสบและปวด ผู้ป่วย SLE หรือลูปุส ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงิน เม็ดเลือดขาวจะทำลายหัวใจ ตับ ไต และเซลล์ต่างๆของร่างกาย หลินจือ รากและดอก 6 สายพันธุ์ มีผลไปปรับให้เซลล์เม็ดเลือดขาวรู้หน้าที่ ที่ถูกต้อง คือหยุดการทำลายร่างกาย ช่วยให้ผู้ป่วยกลุ่มนี้มีอาการทุเลาขึ้นได้ ฉะนั้นหลินจือไม่เพียงช่วยปรับให้ร่างกายมีปริมาณเม็ดเลือดขาวที่สมส่วนเท่านั้น แต่ยังสามารถปรับให้เม็ดเลือดขาวมีประสิทธิภาพ และรู้หน้าที่ที่ถูกต้องได้ นั่นเป็นพลังพิเศษที่หลินจือมอบให้แก่ร่างกาย
2. ระบบหลอดเลือด (Cardiovascular System)
ร่างกายประกอบด้วยหลอดเลือดแดง หลอดเลือดดำ และหลอดเลือดฝอย คอยส่งอาหาร สารเคมี อ๊อกซิเจน ไปเลี้ยงอวัยวะสำคัญต่างๆ เช่น หัวใจ สมอง ตับ ไต และนำของเสียขับออกจากร่างกายในรูปของปัสสาวะและเหงื่อ เมื่อเราอายุมากขึ้น หรือได้รับสารอาหารที่มีอันตรายต่อหลอดเลือด เช่น อาหารที่เรารับประทานมีสารอนุมูลอิสระที่เป็นผลพลอยได้จากการเผาผลาญอาหาร หรือจากการหายใจของเราเอง น้ำตาล อินซูลีน บุหรี่ อัลกอฮอล์ ซึ่งล้วนส่งผลให้หลอดเลือดขาดความยืดหยุ่น ความสามารถในการนำพาสารอาหารไปเลี้ยงทั่วร่างกายย่อมลดลง และหากมีไขมัน โคเรสเตอรอล หรือเกล็ดเลือด มาเกาะตามผนังเส้นเลือด ก็จะทำให้เส้นเลือดตีบตัน จนไม่สามารถส่งอาหารไปทั่วทุกเซลล์ และของเสียก็ไม่สามารถขับถ่ายออกจากเซลล์ได้ ทำให้เกิดภาวะบกพร่อง เช่น ความดันโลหิตสูง ปวดศีรษะแบบไมเกรน เส้นเลือดไปเลี้ยงสมองตีบ เส้นเลือดในสมองแตก ลุกลามจนเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต โรคหัวใจขาดเลือด โรคกล้ามเนื้อหัวใจโต ไตพิการ เซลล์ตับเสีย สมรรถภาพทางเพศเสื่อมเนื่องจากหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะเพศไม่ขยายตัว เกิดความผิดปกติของหลอดเลือดดำ เช่นริดสีดวงทวาร เส้นเลือดขอด แม้แต่ผิวพรรณเองหากมีเลือดมาเลี้ยงไม่เพียงพอ ก็จะทำให้เหี่ยวย่น ผมร่วง แก่กว่าวัยเห็ดหลินจือรากและดอก 6 สายพันธุ์ มีผลขยายหลอดเลือด ลดการทำลายของสารอนุมูลอิสระที่ทำให้ผนังหลอดเลือดแข็งตัว มีผลลดการเกาะตัวของไขมัน โคเรสเตอรอล หรือเกล็ดเลือด ในหลอดเลือด ช่วยลดการเกิดภาวะดังกล่าวข้างต้น ผลดีที่น่าสนใจคือ การเสริมสมรรถภาพทางเพศ โดยช่วยขยายหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะเพศ และผลดีในการชะลอความแก่ ไม่เพียงแต่ผิวพรรณเท่านั้น แต่ชะลอการเสื่อมสภาพของอวัยวะภายในด้วย เช่น สมอง หัวใจ ตับ ไต เป็นต้น
3. ระบบประสาท (Nervous System)
การทำงานของอวัยวะสำคัญต่างๆ มีศูนย์สั่งงานมาจากสมอง
โดยผ่านระบบประสาทซึ่งโยงใยอยู่ทั่วร่างกาย
ทำงานโดยสารสื่อประสาท และยังมีหลอดเลือดนำสารอาหาร และอ๊อกซิเจนมาเลี้ยง ซึ่งหากเกิดความผิดปกติของสารสื่อประสาท หรือระบบหลอดเลือดที่มาเลี้ยงเกิดตีบตัน ก็ย่อมส่งผลให้การทำงานของสมองบกพร่องเกิดภาวะผิดปกติ เช่น อัมพฤกษ์ อัมพาต หมดสติ ปลายแขนขาชา กล้ามเนื้อแขนขาลีบ เพราะไม่มีเส้นประสาทมาเลี้ยง อาจเกิดความพิการได้หลินจือจัดเป็นสาร ADAPTOGEN ที่สามารถลดความเครียดในสมอง และเสริมสร้างสารสื่อประสาทแก่สมอง กระตุ้นระบบประสาท จนถึงสามารถปรับให้การทำงานของสมองกลับคืนภาวะปกติได้ ช่วยลดความพิการที่เกิดจากความเสื่อม และช่วยให้ระบบหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองทำงานดีขึ้น ทั้งยังเพิ่มปริมาณอ๊อกซิเจนที่ไปเลี้ยงสมองให้สูงขึ้นถึง 1.5 เท่า เราพบว่าผู้ที่รับประทานหลินจือเป็นประจำ ระดับความเครียดจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งสามารถช่วยลดปริมาณการใช้ยาคลายเครียดได้ ซึ่งส่งผลถึงอัตราการเกิดโรคร้ายที่ตามมาจากความเครียดได้
4. ระบบต่อมไร้ท่อ (Endocrine System)
ร่างกายคนเรามีต่อมอยู่ 2 ประเภท คือต่อมมีท่อ และต่อมไร้ท่อ เพื่อส่งสารเคมีหรือฮอร์โมนออกมาทำหน้าที่ต่างๆ ต่อมมีท่อคือต่อมที่หลั่งสารผ่านท่อสู่ร่างกาย เช่น ต่อมน้ำลายในช่องปาก จะหลั่งน้ำย่อยออกมา ในขณะเราเคี้ยวอาหาร ต่อมเหงื่อช่วยขับของเสียออกจากร่างกายและยังมีต่อมอีกกลุ่มหนึ่งที่สำคัญมาก หากผิดปกติจะทำให้ร่างกายเกิดภาวะผิดปกติต่างๆ นั่นคือ ต่อมไร้ท่อ เป็นต่อมที่หลั่งสารเคมี หรือฮอร์โมนสู่ร่างกายโดยไม่ผ่านท่อ เช่นต่อมไทรอยด์ ซึ่งหลั่งฮอร์โมนไทรอกซิน มีผลช่วยควบคุมระบบเผาผลาญอาหารของร่างกาย หรือต่อมใต้สมองที่หลั่ง GROWTH HORMONE ช่วยเร่งการเจริญเติบโตในเด็ก และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอในผู้ใหญ่ หรือฟื้นความเป็นหนุ่มสาวให้แก่เราได้ ยังมีต่อมสำคัญอีกที่มีเฉพาะในผู้ชายนั่นคือต่อมลูกหมาก ซึ่งมักเกิดความผิดปกติในผู้ชายวัย 40 ปีขึ้นไป กล่าวคือภาวะต่อมลูกหมากโต ส่งผลให้เกิดปัสสาวะขัด ปวดอั้นปัสสาวะ ปัสสาวะเป็นเลือด ปัสสาวะขุ่นขาว หากรุนแรงอาจลุกลามเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก หรือมีผลรบกวนการทำงานของกระเพาะปัสสาวะและไตได้ ในผู้หญิงก็เช่นกันรังไข่จะหลั่งฮอร์โมน ซึ่งจะลดการหลั่งลงเมื่อเข้าสู่วัยทอง ทำให้เกิดภาวะไม่สบายตัว ร้อนวูบวาบ นอนไม่หลับ ปวดศีรษะ และส่งผลให้ไขมันอุดตันหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ เป็นสาเหตุให้เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจวายก่อนวัยอันควร อีกทั้งในระยะยาว ภาวะที่ฮอร์โมนเพศต่ำเช่นนี้ จะมีผลให้เกิดภาวะกระดูกพรุน เจ็บปวดหลัง ข้อต่อและกระดูก ส่งผลให้เกิดความพิการในวัยสูงอายุได้
นอกจากนี้ยังมีต่อมไร้ท่ออีกหลายต่อม เช่น ต่อมหมวกไต ต่อมไทมัส ต่อมพาราไทรอยด์ และที่มองข้ามไม่ได้คือ ตับอ่อนที่หลั่งฮอร์โมนอินซูลีน ซึ่งช่วยนำน้ำตาลจากระบบเลือดไปใช้ หากเกิดความผิดปกติจะส่งผลเกิดเป็นโรคเบาหวาน ซึ่งเป็นสาเหตุนำไปสู่การเกิดโรคหัวใจ โรคไตวาย ความพิการจากการถูกตัด แขน ขา เพราะแผลไม่หาย และอาจตาบอดเพราะเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงตาถูกทำลาย หลินจือมีสารสำคัญที่ช่วยให้การทำงานของต่อมไร้ท่อต่างๆเกิดความสมดุลย์ เราพบว่าผู้ที่เป็นเบาหวานเมื่อรับประทานหลินจือจะมีสภาวะของร่างกายดีขึ้น ลดอัตราความรุนแรงของสภาวะขึ้นๆลงๆของน้ำตาล และลดความพิการจากบาดแผลที่ไม่หาย และป้องกันตาบอดได้ ที่สำคัญคือหลินจือมีสารที่ช่วยให้ต่อมใต้สมองหลั่ง Growth Hormone ในขณะที่เราหลับได้ ช่วยฟื้นฟูสมรรถภาพของอวัยวะต่างๆทั่วร่างกายได้ ดังที่เราเรียกว่า Revitalization ช่วยคืนความเป็นหนุ่มสาวให้แก่ผู้ที่รับประทานเป็นประจำ
5. ระบบเผาผลาญอาหาร (Metabolism System)
เป็นระบบใหญ่ที่เป็นสาเหตุของความผิดปกติต่างๆมากมายในร่างกาย ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ เช่นโรคหัวใจ ไตวาย ตับแข็ง ไขมันพอกตับ ภาวะขาดสารอาหาร โรคผิวหนัง เป็นต้นสารอาหารหลักที่ร่างกายเราจำเป็นต้องได้รับ คือ กลุ่มโมเลกุลใหญ่ ได้แก่ โปรตีน คาร์โบไฮเดรท ไขมัน ซึ่งร่างกายต้องได้รับในปริมาณสูง และในอัตราที่สมส่วน และอีกกลุ่มหนึ่งคือกลุ่มโมเลกุลเล็ก ได้แก่ วิตามิน และแร่ธาตุ ซึ่งร่างกายต้องการในปริมาณน้อย แต่ก็เป็นสิ่งจำเป็นขาดไม่ได้ เพราะทำให้ร่างกายขาดสมดุลย์ นำไปสู่ความผิดปกติขึ้นในหลายระบบได้
เมื่อเราอายุมากขึ้น หรือเกิดความผิดปกติในการเผาผลาญอาหารในแต่ละตัว หรือเกิดจากการรับประทานสารอาหารไม่สมส่วน ขาดตัวใดตัวหนึ่ง หรือมีตัวใดตัวหนึ่งมากเกินไป ก็จะเกิดความผิดปกติขึ้น เช่น การเผาผลาญคาร์โบไฮเดรท ร่างกายจะได้รับน้ำตาลเพื่อนำไปเลี้ยงอวัยวะส่วนต่างๆของร่างกาย หากเกิดความผิดปกติกับระบบนี้ เช่น ตับอ่อนไม่สามารถผลิตฮอร์โมนอินซูลีนมาเผาผลาญน้ำตาลให้เป็นพลังงานได้ ร่างกายก็จะขาดพลังงาน เกิดความผิดปกติต่างๆตามมา ที่เราเรียกว่าโรคเบาหวาน ซึ่งโยงใยไปถึงระบบอื่นทั้ง 4 ระบบที่กล่าวมาแล้ว เมื่อทุกระบบมีความผิดปกติ ร่างกายก็ไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ยังมีความผิดปกติอีกหนึ่งคือโรคเก๊าท์ ซึ่งเกิดจากการที่ร่างกายไม่สามารถเปลี่ยนกรดยูริก ซึ่งเป็นสารที่เปลี่ยนมาจากกรดอะมิโนชนิดเพียวลีน กรดยูริคในส่วนที่ร่างกายขับออกไม่หมด จะถูกเก็บสะสมตามข้อต่อ ทำให้เกิดอาการอักเสบบวมแดง การแก้ไขที่ถูกต้อง คือการทำให้ร่างกายขับกรดยูริกส่วนที่ตกค้างนั้นออกไปให้ได้
ยังมีภาวะผิดปกติต่างๆอีกมากมายที่มีสาเหตุมาจากการที่ร่างกายขาดสารอาหารเช่น ภาวะขาดวิตามินหรือเกลือแร่ ก็สามารถทำให้ร่างกายเกิดความผิดปกติได้เช่นกัน เช่น หากขาดสังกะสี ผมเราก็จะร่วง ผิวพรรณเหี่ยวย่น สมรรถภาพทางทางเพศเสื่อม หรือหากขาดแมกนีเซียม เราจะเครียดง่าย เป็นไมแกรน หรือภาวะที่ร่างกายมีไขมันสูงเกินไป และไปสะสมอยู่ผิดที่ เช่นในหลอดเลือด ในท่อน้ำดี ซึ่งเป็นสาเหตุของนิ่วถุงน้ำดี ต่างๆเหล่านี้เป็นต้น
หลินจือรากและดอก 6 สายพันธุ์ประกอบด้วยสารอาหารที่ครบและสมดุล โดยเฉพาะในส่วนราก นั่นคือมีวิตามิน แร่ธาตุ และโปรตีนในปริมาณสูงเพียงพอที่จะเสริภาวะขาดแคลนต่างๆของร่างกาย ทั้งยังมีสารอื่นๆ อีกมากมาย ที่ช่วยแก้ไขระบบเผาผลาญอาหารให้คืนสู่สภาวะปกติ นอกจากนี้เรายังพบฮอร์โมนชนิดหนึ่งที่สำคัญมากในหลินจือ ซึ่งช่วยกระตุ้นให้วิตามินดี ทำหน้าที่ดูดจับแคลเซียมเข้ากระดูก ช่วยให้กระดูกแข็งแรง ป้องกันภาวะกระดูกพรุนได้และที่สำคัญ หลินจือรากและดอก 6 สายพันธุ์ มีสารทำให้กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรง ฉะนั้นในผู้ที่รับประทานหลินจือเป็นประจำโอกาสเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจวายจึงมีน้อยมาก
ห ลิ น จื อ เ พื่ อ สุ ข ภ า พ

เ ห็ ด ห ลิ น จื อ ร า ก แ ล ะ ด อ ก 6 ส า ย พั น ธุ์
เห็ดหลินจือ (Ganoderma Lucidum)
หลินจือเป็นสมุนไพรชนิดหนึ่งที่มีผู้นิยมใช้ในการบำบัด และป้องกันโรค ทั้งใช้บำรุงร่างกาย มานานกว่า 4,000 ปี (บางตำราบอกว่า 2,000 ปี) หลินจือที่พบทั่วโลกมีกว่า 2,000 ชนิด แต่มีประมาณ 200 ชนิด ที่ สามารถรับประทานได้โดยปลอดภัย และเป็นที่นิยมอย่างสูงในจีน ญี่ปุ่น อเมริกา ทั้งยังได้แพร่กระจายไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว ตลอด 20 ปีที่ผ่านมาในปัจจุบันเทคโนโลยีการสกัดมีความเจริญก้าวหน้าอย่างมาก ทำให้สามารถพัฒนาการผลิตแยกเป็นราก (Mycelium หรือ Ecelium) และดอก (Fruiting body) แล้วนำมาใช้รวมกันภายหลังตำราแพทย์แผนจีนได้แบ่งสมุนไพรออกเป็น 3 กลุ่ม คือ
1. สมุนไพรชั้นสูง
2. สมุนไพรชั้นกลาง
3. สมุนไพรชั้นต่ำ