

|
จุดมุ่งหมายไม่มีอะไรมมากหรอกครับ ไม่ต้องการชื่อเสียงเพราะไม่จำเป็น ไม่ต้องการเงินทอง เพราะไม่เคยสอนเก็บเงิน ที่ต้องการคือวิทยาทานตามที่รู้มา ใครสนใจผมก็ดีใจด้วย ใครที่ไม่สนใจหรือไม่เชื่อผมก็ไม่เคยบังคับใคร ใครคิดว่าตนเองมีวิชาดีกว่า ผมก็ยินดีด้วยและคิดว่าเขาก็ไม่ควรเข้ามาอ่านบทความเหล่านี้เพราะคงไม่จำเป็น ใครอยากเรียนผมก็ยินดีสอนให้แต่สำหรับท่านที่มีครูอยู่แล้วขออนุญาติท่านเสียก่อน บทความที่แปลมาจากอาจารย์มีชื่อทั้งสิ้น ไม่ใช่ของผมเอง ถ้าผมออกความเห็นก็มาจากความเข้าใจผมตามที่รู้มาไม่เกี่ยวกับท่านเหล่านั้น ส่วนมากผมจะไม่เติม อะไรมากกว่าการให้ความหมายโดยภาษาไทย อ.สอนอะไรบ้าง ขอบคุณมากครับที่สนใจ คงจะแปลต่อไปน่ะครับรวมทั้งเขียนเองด้วย เป้าหมายหลักก็คือเผยแพร่ศิลปะที่ดีๆไว้ไม่ให้ศูนย์หายไป ไม่จำกัดว่าเป็นมวยอะไรของ ชาติอะไรนะครับ อย่างที่ว่าแหละครับว่าคุณจะเลือกปีนเขาทางไหน ผมเลือกหวิงชุนมาไกลแล้ว จะกลับไปตะกายใหม่คงแก่ตายพอดีก่อนถึงยอด ที่แย่คือตะกายไป ใหม่คงพบว่ามันก็เหมือนๆกันแหละครับ อาจารย์ที่เรียนมาจริงต้องอธิบายได้ ต้องเข้าใจ และที่สำคัญต้องแสดงให้เห็นได้ และสอนเป็น คงไม่มีอะไรที่เป็นนิยายน่ะครับ มวยภายในจริงๆแล้วคือวิทยาศาสตร์ ขั้นสูงที่นำมาใช้ได้จริงเกิดพลังอย่างไม่น่าเป็นไปได้ (applied science) อาจารย์มวยสมัยก่อน 200 กว่าปีมาแล้วไม่ได้เรียนวิทยาศาสตร์อย่างที่เราเรียนน่ะครับ จึงเกิด เรื่องเล่ามันๆเยอะ ผมพูดมาหลายครั้งแล้วครับ ผู้คนจะไม่ต้องงมงายมากไป ยังมีอีกเป็นสิบๆบทความที่ผมยังไม่ถอดครับ รวมทั้งหนังสือ CD และวีดีโอเทป ในห้องสมุดผมอีกเป็นร้อยๆเล่มครับที่ผมอยากแปลเหลือเกิน ติดแต่ว่าอาชีพการงาน มันรัดตัว คงต้องค่อยๆทำกันแหละครับ ส่วนผมกับไทเก็กนั้น ถ้าคุณเช็คกับศิษย์เก่าๆของอาจารย์โค้วที่สวนลุมคงจะมีคนยังพอจำผมได้ ผมนับถืออาจารย์โค้วเป็นอาจารย์ลุงน่ะครับเพราะท่านเรียนมวย เสี้ยวลิ้มเดียวกันกับอาจารย์ของอาจารย์คนแรกของผม หลังจากผมกลับจากอเมริกาเมื่อปี 1988 และเริ่มสอนหวิงชุนที่สวนลุมได้สองสามปี อาจารย์อาผม (ซึ่งตอนนั้นก็ สนใจหวิงชุน) ก็แนะนำอาจารย์โค้วให้ผมรู้จัก โดยบอกผมว่าอาจารย์โค้วเห็นว่าผมสอนมวยหวิงชุนได้ดี และถามว่าผมสนใจไทเก็กมั๊ย ผมเองก็ได้ฝึกไทเก็ก ปากัวมาบ้าง ด้วยความสนใจและเห็นว่าท่านมีน้ำใจจึงไปเรียนกับท่านอยู่ระยะหนึ่งจนจบท่อนแรกกับท่านโดยท่านไม่เก็บค่าเล่าเรียน และไม่เคยรับผมเป็นศิษย์ ผมเองก็บอกท่านว่า กระดูกหวิงชุนแข็งเกินกว่าจะทิ้งไปและรับไทเก็กเป็นมวยหลักผมได้ ท่านก็เข้าใจและกรุณาสอนและชี้แนะให้ผมหลายเดือนอยู่จนอยู่ดีๆท่านก็หายไป ตอนแรกผมก็ไม่เข้า ใจว่าทำไม จนมารู้อีกทีก็คือท่านสิ้นไปแล้ว ขอให้ท่านมีความสุขบนสวรรค์ครับ จากประสพการณ์ที่เจอกับท่านมาก็คือสิ่งเดียวกันที่ผมอธิบายครับคือการออกพลังจากจุดศูนย์กลางสู่ศูนย์กลาง รู้ทิศทางคู่ต่อสู้จากการฟังแรง เท้งเก่ง ทิ้งจิ้ง กดดัน ศูนย์กลางคู่ต่อสู้เพื่อได้ตำแหน่งที่ดีกว่าและให้คู่ต่อสู้ปราสจากฐานที่ดี ตีคู่ต่อสู้ด้วยการสลัดพลัง ฟ้าจิ่ง ฝาดเก่ง ผิดแต่ว่าท่านใช้ร่างกายและอาวุธของไทเก็ก ส่วนผมใช้ ร่างของหวิงชุน อีกสักพักผมจะเขียนเรื่องของ มวยช้าตีเร็ว ด้วยความเข้าใจตนเองเพราะไม่เคยเห็นบทความนี้โดยเฉพาะ ผมคงจะนำเอาหนังสือของอาจารย์ผมมาแปลขายด้วย ถ้า ขายออกน่ะครับ ถ้าไม่ออกคงต้องไล่แจกแน่ๆเลย 4ออนซ์ปัด1000ปอนด์ อย่างงเลยนะครับคิดง่ายซะว่า4ออนซ์ปัด1000ปอนด์หรือประมาณครึ่งตัน 500 กิโลกรัม ส่วนสิบหกตำลึงเท่ากับหนึ่งชั่งครับ เมื่อแรงเท่ากันต้านกันในทิศทางตรงกันข้ามจะเกิดภาวะสมดุลย์ขึ้น ถ้าใช้แรงน้อยกว่าแต่สามารถกำหนดทิศทางใหม่ได้จะกลับเป็นฝ่ายได้เปรียบครับ จะรู้มากกว่านี้ต้องหาอาจารย์ที่เป็นแสดงให้ดูน่ะครับ ตัวเล็กสู้ตัวใหญ่ได้ไหม อาจารย์หยิบมั่นอาจารย์ของBruce Lee และอาจารย์ปู่ผม อาจารย์ฮอกกิ่น ตัวเล็กไม่ เกิน 60 กก แต่สามารถชกคู่ฝ๊กให้กระเด็นไปไกลด้วยด้วยหมัดไกลจากเป้าเพียงนิ้วเดียว อาจารย์ Ueishiba แห่งสำนัก Aikidoขณะที่อายุ 80 จะ 90 น้ำหนักน้อยกว่า 55 กก สามารถเหวี่ยงคู่ฝึกไป ไกลด้วยนิ้วเพียงสองนิ้ว อาจารย์ฉานตงเซินแห่งสำนักซุยเจียวมองมองโกลต้นตำรับยูโดแม้ตัวใหญ่ กลับสามารถทุ่มคู่ต่อสู้ได้ไกลเพียงแค่พลิกตัว ทุกสิ่งที่อธิบายมานี้มาได้ด้วยหลักของวิทยาศาสตร์และ การเคลื่อนไหวของสรีระหรือร่ายกายในเวลาและความเร็วอันเหมาะสม หากลูกปืนน้ำหนักเพียงไม่กี่ กรัมก็สามารถสังหารคนได้ หมัดหรือเท้าแม้ไม่สามารถเดินทางด้วยความเร็วของลูกปืนได้แต่น้ำหนัก มากกว่าลูกปืนมากก็สามารถที่จะมีอำนาจที่จะทำให้คู่ต่อสู้บาดเจ็บได้ ผมได้ย้ำเสมอว่าในการป้องกันตัว ย่อมมีรุกและรับ หากคุณรับได้แต่รุกด้วยอาวุธซึ่งขาดน้ำหนักคุณก็ไม่สามารถเอาชัยหรือยุติการต่อสู้ได้ คุณอาจจะได้ยินคำว่าสี่ตำลึงปัดพันชั่ง สิ่งนี้เป็นจริงทางวิทยาศาสตร์ มนุยย์เราหลังเกิดมาจะชินกับการ ใช้พละกำลังกับวัตถุสิ่งของโดยการออกแรงกระทำตรงๆ เช่นจะให้วัตถุเข้าหาตัวก็จะดึง ออกตัวก็จะ ดัน สันชาตญาณเช่นนี้เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัวเมื่อมีแรงมากระทำ เช่นถูกดึงก็จะดึงกลับเช่นการชักกะเย่อ การตอบโต้เช่นนี้คนมีแรงมากกว่าย่อมชนะ มวยหยงชุ่นหรือมวยบางชนิดกลับมีหลักซึ่งแตกด่างกัน โดยตอบโต้การกระทำด้วยการส่งแรงในทิศทางต่างกับทิศทางที่ถูกกระทำ ลองนึกภาพของเช้นเชือก ขนาดเขื่องถูกผูกให้ตรึงระหว่างเสาสองเสาซึ่งอยู่คนละฟากถนนแล้วให้คนขี่จักรยานพุ่งด้วยความเร็ว หาเชือกที่แขวนตึงเส้นนั้น จะเกิดอะไรขึ้นกับคนๆนั้นครับ ผมรับรองว่าต้องกระเด็นไปในทางตรงกัน ข้ามด้วยอัตราความเร็วพอๆกับตอนร่างกายกระทบเชือก ขณะที่ร่างกายกระทบเส้นเชือกนั้นเส้นเชือกมีแรงที่ถูก ดึงโดยเสาทั้งสองในซึ่งเป็นคนละทิศทางกับแรงที่พุ่งเข้าหาเส้นเชือกนั้นและเป็นแรงที่น้อย กว่า เช่นเดียวกันขณะที่คู่ต่อสู้ชกมาด้วยความแรง เราอาจรับขณะคุมจุดศุนย์กลางของร่างกายเราโดย เอามือข้างซ้ายจับที่ข้ดศอกเขาและมือขวาจับที่ข้อมือของมือที่ชกมา หันร่างของเราให้ศูนย์กลางตัวเราตรง ศูนย์กลางตัวเขา โดยที่มีมือเราที่จับอยู่ทั้งสองข้างอยู่ในแนวเดียวกับเส้นศูนย์กลางสู่ศูนย์กลางนี้ และแล้วก็ส่งพลัง ภาษาจีนเรียกว่า ฟาดเก่ง หรือ ฟ้าจิ้ง จากร่างกายสู่แนวเส้นตรงนี้ผ่านมือที่จับข้อมือ ข้อศอก สู่ศูนย์กลางคู่ต่อสู้ ทั้งนี้การกระทำดังกว่าต้องเกิดขึ้นในช่วงพริบตาเดียวในขณะที่เขากระทำเราและเรากระทำ ตอบเขา หากคุณทำได้เช่นนี้คุณจะเห็นว่าคู่ต่อสู้คุณกระเด็นไปไกลพอพอกับแรงที่เขากระทำหาคุณ ฟังดูยากใช่ ไหมครับ แต่ผมรับรองว่าผมแสดงให้คุณเห็นได้ ส่วนการฝึกนั้นผมรับรองได้ว่าไม่ง่ายแน่นอนแต่ก็ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้ หลักการใช้แรงของหวิงชุน หลักการใช้แรงของหวิงชุนคล้ายกับลูกธนูพาดยังคันธนูเมื่อลูกธนูถูกดึงด้วยสายธนูมาด้านหลังมากเท่าไหร่ลูกธนูก็จะถูกยิงไปไกลเท่านั้น เช่นเดียวกับการ ออกหมัดการที่คู่ต่อสู้ออกอาวุธมาสู่เรานั้นเปรียบเสมือนอาวุธเขาเหมือนลูกธนู ส่วนตัวเราคือสายธนู คันธนูเปรียบเสมือนแนวหรือเส้นทางที่แรงกระทำกับแรง ตอบสนองเดินทางอยู่บนเส้นนี้ ซึ่งก็คือจุดศูนย์กลาง จึงเกิดจุดที่วิ่งบนเส้นกลางสามจุดคือจุดที่ลูกธนูถูกดึงไปยังด้านหลังคันธนู จุดที่ลูกธนูพาดอยู่ตรงจุดกึ่งกลาง ของคันธนู และเป้าหมายที่ลูกธนูถูกเล็งไป การที่คู่ต่อสู้ชกหรือออกอาวุธใส่เรานั้น ตัวเขาและอาวุธเขาเปรียบเสมือนลูกธนูที่ถูกดึงจนตึง ดังนั้นหากตัวเราสามารถดูดซับแรงที่เขามากระทำได้เป็นส่วนใหญ่ และสามารถที่จะกระแทกแรงหรือปล่อยแรงออกขณะที่คู่ต่อสู้ได้ส่งแรงมาจนสุดได้ ก็จะเปรียบเสมือนลูกธนูถูกยิงออกไป การกระทำดังนี้ได้ต้องอาศัยหลักต่างๆดังที่ผม เคยกล่าวในหัวข้ออื่นๆไปแล้ว โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับอาวุธเปรียบเสมือนตะปูตัวเราเปรียบเสมือนฆ้อน การวางแนวรุกและรับอยู่ในเส้นกลางตัวระหว่างเรากับคู่ต่อสู้หรือ เส้นที่สั้นที่สุดระหว่างคนทั้งสอง การเข้ากระทำขณะที่คู่ต่อสู้เข้ากระทำเพื่อเพิ่มแรงบวก การผ่อนแรงทั้งตัวเพื่อให้แรงสามารถจะเคลื่อนจากข้อเท้าสู่มือเท้าเข่าศอกหัว ไหล่และการสบัดแรงขณะอาวุธถึงเป้าดังฆ้อนทุบตะปู การออกอาวุธของหวิงชุนนั้นนอกจากดังบนแล้วยังฝึกให้เราออกอาวุธได้อย่างรวดเร็วเนื่องจากหมัดที่ใช้เป็นหมัดสั้นบางอาจารย์ถึงกับอ้างว่าสามารถชกได้เจ็ด หมัดต่อวินาทีซึ่งผมคิดว่าอาจจะเกินเลยไปทุกหมัดที่ออกมานั้นจะต้องรุนแรงด้วยหลักดังบนจะทำได้ต้องอาศัยการฝึกฝน ส่วนการที่จะชกแล้วให้กระเด็นไปนั้นผู้ฝึกหวิงชุนอาจหรือไม่อาจทำเช่นนั้นได้เนื่องจากหวิงชุนใช้หลักของการดักคือตีแล้วจับ จับแล้วตีอีกเป็นเช่นนี้จนคู่ต่อสู้ล้ม ลง การทำเช่นนี้ได้อาสัยหลักของการวางดัก (Trapping) คือมือหนึ่งตีและมือหนึ่งจับ ฟังดูแล้วยากไหมครับผมว่ากว่าจะฝึกได้ต้องใช้เวลาสองถึงสามปี กว่าจะใช้ได้ทั้งสองมือคงจะใช้เวลามากกว่านั้นอีกหน่อย ผมคิดว่าการอธิบายดังบนคงบอกแล้ว ว่าสิ่งนี้คือกำลังภายในหรือไม่ หวิงชุนนั้นมีหลักอยู่ว่า บนมามือรับ ล่างมาขารับ หรือ เสาเกือกเซี้ยงเส็ก โหมวจิดจิ้ว คือมือเท้าประสานไม่มีท่าพิศดารหรือไม้ตาย ฉนั้นหวิงชุนย่อมมีการแตะซึ่ง ส่วนใหญ่จะต่ำกว่าระดับเอว การแตะนั้นแต่ละท่าแบ่งออกตามแรงที่กระทำเป็นแปดแรงหลักๆด้วยกัน จะให้อธิบายมากกว่านี้คงต้องมาฝึกละครับตัวหนังสือคงทำให้ เห็นได้ลำบาก ผมเรียนมวยเทควันโดและมวยจีนของคนแต้จิ้วตั่งแต่อายุสิบเอ็ดหรือสิบสองกับอาจารย์คันสรเป็นเวลาห้าหรือหกปีก่อนไปอเมริกา ในขณะนั้นคุณพ่อเคยมีค่าย มวยไทยเล็กๆก็ได้คลุกคลีกับพวกนักมวยอยู่บ้าง พอไปอเมริกาก็ได้เรียนมวยหวิงชุนกับอาจารย์ โรเบิร์ต ชูจนครบทั้งระบบ อาจารย์ โรเบิร์ตยังได้เรียนกระบองจากราชากระบองทางภาคใต้หรือ หลุยหยังซั้ง ภายใต้สำนักที่ชื่อว่า มังกรบินเสือทะยาน ซึ่งมวยของ ท่านได้ถูกตีพิมพ์ในหนังสือวู่หลินเมื่อหลายปีที่แล้ว ศิษย์พี่ของอาจารย์โรเบิร์ตในสำนักนี้คือ ฉั่นป๋อง ได้เรียนมวยสิ่งอี้จาก เคนนี่กงและมวยปากัวจากอาจารย์ซึ่งผมก็จำ ชื่อไม่ได้เสียแล้ว อาจารย์โรเบิร์ตได้ถ่ายทอดกระบองชุดนี้ให้ผมก่อนผมกลับมายังประเทศไทยซึ่งเป็นที่น่กเสียดายว่าผมเองร้างการฝึกกระบองชุดนี้นานจนจำทั้งกระบวน ไม่ได้ รู้แต่ท่าและการใช้ขณะนี้จึงรอวีดีโออาจารย์โรเบิร์ตอยู่ อาจารย์โรเบิร์ตยังเป็นศิษย์เอกของอาจารย์ยีจีเหวยศิษย์อาจารย์ต๋องฝองศิษย์อาจารย์หวงเฝยหง ขณะอยู่ อเมริกาก็ได้ศึกษา วิชา สุยเจี้ยวหรือมวยทุ่มและคว้าจับของจีน โดยแลกเปลี่ยนกับลูกศิษย์ของท่านฉานตงเซิน เมื่อกลับมาเมืองไทยผมได้มีโอกาสเรียนกับอาจารย์โค้ว เป็นเวลาไม่กี่เดือนดังที่ผมเคยกล่าวไว้แล้ว มวยส่วนใหญ่นอกจากมวยที่ผมเรียนที่ประเทศไทยผมได้รับจากอาจารย์โรเปิร์ตที่อเมริกาและจากหนังสือและวีดีโอเป็นพันๆ เล่มที่ผมขายเป็นเวลาสิบสองปีและที่ผมได้พบปะแลกเปลี่ยนกับอาจารย์ต่างๆที่มาซื้อหรือมาแจ้งข่าวที่ร้านที่ผมเป็นผู้จัดการอยู่ ผมไม่สอนวิชาอื่นนอกจากหวิงชุนเนื่องจากนอกจากเทควันโด มวยหวิงชุน และมวยไทยแล้ว มวยอื่นผมได้เรียนมาไม่พอที่จะเป็นอาจารย์ได้ หลักการใช้พลังช่วงสั้น หรือพลังจากร่างกาย จากที่ได้ศึกษามา มวยที่ใช้พลังช่วงสั้น หรือพลังจากร่างกาย อาศัยพลังคู่ต่อสู้ในการกระทำกลับ ล้วนอาศัยหลักใหญ่ๆดังนี้ 1: Central
Line Facing หรือ จ๋งซีนตุยเหยก หรือการหันศูนย์กลางเราหาศูนย์กลางคู่ต่อสู้ มวยภายในกับมวยภายนอก สำหรับข้อเขียนนี้เป็นของอาจารย์ อาดัม ซู ผมแปลมาอีกทีหนึ่ง จะลองใช้ความเข้าใจตนเองอธิบายดูน่ะครับ ข้อหนึ่ง มวยเสี้ยวลิ้มเป็นมวยนอกเนื่องจากอาจารย์ตั๊กม้อมาจากอินเดีย ส่วนวูทังหรือบู๊ตึ๊งอาศัยหลักของเต๋าซึ่งเป็นของจีนจึงถือเป็นมวยภายใน ข้อสอง แย้งกับข้อหนึ่งคือลัทธิเต๋าแสวงหาความสงบและสันติสุขจากสภาพแวดล้อมภายนอก ส่วนพุทธศาสนานั้นเราหามรรคผลโดยศึกษาจากภายในเช่น การนั่งวิปัสสนา ข้อสาม อาจารย์ซูเขียนตามที่เห็นจากมวยที่คนฝึกกันครับมวยหงจะดูแกร่งรุนแรง ส่วนไทเก็ก ปากัวดูอ่อนนุ่มและช้ากว่า แต่จริงๆแล้วซิ่งอี้ก็ไม่ช้าน่ะครับ มวย ไทเก็กตระกูลเฉินบางตอนก็รุนแรง มวยหงบางเส้นก็อ่อนนุ่มเช่นกัน ข้อสี่ ข้อนี้เขียนมาจากมวยภายในซึ่งอ้างถึงมวยภายนอกในเชิงลบ โดยอ้างว่ามวยภายในละเอียดอ่อนกว่า สำหรับสี่ตำลึงปัดพันชั่งนั้นลองอ่านบทความแปลที่ ลงให้แล้วในหัวข้อที่ผมแปลแล้วน่ะครับ ข้อห้านี่ อาจารย์ซูเอามาจากคำพูดจีนว่า ฟ้าควิ่นเซาทุ้ย แปลว่าหมัดสวยงามท่าเท้ากวาด หรือมวยที่มีท่าทางมากมายส่วนใหญ่ก็จะหมายถึงมาวที่ถูกขนานนาม ว่ามวยภายนอกแหละครับ ข้อนี้ก็มาจากข้อคิดเห็นของมวยภายในเช่นกัน ข้อหก การออกเสียงคือมวยภายนอกเช่น ในมวยตระกูลหงโดยเฉพาะมวยเส้นที่เรียกว่า ทิดซีนควิ่น หรือ หมัดเหล็กเส้น ซึ่ง สะพานเหล็กสาม หรือ ทิดคิ่วซ้าม เป็นผู้ สันทัดนั้น จะมีการออกเสียงต่างๆซึ่งผู้ฝึกต้องฝึกให้ออกจากอวัยวะภายในเช่นปอด ท้อง ฯลฯ มวยเทควันโดเวลาหมัดสุดท้ายจะตะโกนคำว่า เฮียะอย่างดัง ส่วนมวยภาย ในจะไม่มีเสียงครับ ข้อเจ็ด ตรงข้ามข้อหกอาจจะเป็นความคิดเห็นของมวยในระดับสูงขึ้นซึ่งกล่างถึงการฝึกการหายใจด้วยเสียง เฮ็ง และ ฮ่า อาจาย์ซู คงเอาความข้อโตแย้งต่างๆมาใส่ในที่เดียวกันน่ะครับ จึงถามว่าคุณอ่านแล้วงงมั๊ย กำลังภายใน มวยจีนที่ไปอเมริกานั้นมากกว่าที่แพร่หลายในประเทศใดๆ ลูกศิษย์ของปรมาจารย์ในยุคหลังไม่ว่าจะเป็นของ อ. Cheng Man Ching อ. หยิบหมั่นต่างก็ไป เผยแพร่วิชาของตนเองที่อเมริกาทั้งสิ้น ส่วนเรื่องของกำลังภายในนั้น มันเกิดจากวิทยาศาสตร์แน่นอนครับเพียงแต่ว่าคนในยุคก่อนเรียกการเกิดพลังดังกล่าวว่า เกิดจากพลังภายใน ชาวจีนก็เหมือนทุกชาติแหละครับเวลาเล่าเรื่องอะไรก็แต่งเติมเสริมสร้างจนเกินเลยจนอาจารย์หลายๆท่านกลายเป็นซุเปอร์ฮีโร่ไป ผมเชื่อน่ะครับว่าการผ่อนอวัยวะขณะออกอาวุธนั้นสามารถทำให้เกิดพลังอย่างมาก ประกอบกับการคุมศูนย์กลาง และการเคลื่อนร่างกายเป็นจังหวะเดียวกัน กับการออกอาวุธทำให้การตีแต่ละครั้งรุนแรง ผู้ที่ฝึกได้ดีกว่าย่อมเรียกพลังดังกล่าวได้มากกว่า สิ่งเหล่านี่คือกำลังภายในครับแต่ไม่ใช่ความลี้ลับอย่างที่คนเข้าใจกัน กำลังภายในหมายถึงคนเราสามารถฝึกจนกระโดดขึ้นลงจากที่สูงๆ วิ่งได้เร็วกว่าม้าหรือรถยนต์ด้วยหรือเปล่าครับ หากนำเอาความเก่งกาจของมวยจีนโบราณมา อ้างอิง ท่านเหล่านั้นก็น่าจะสามารถทำสิ่งที่กล่าวมานี้น่ะครับ ถ้าท่านต่างๆเหล่านี้มีจริงน่าจะสอนวิชาที่น่าตื่นตระหนกเหล่านี่น่ะครับแทนที่จะกอดอยู่กับตัวจนตัวตายวิ ชาศูนย์หาย ผมเองสัมผัสกับอาจารย์มีชื่อมามากเนื่องจากเป็นผู้จัดการฝ่ายการตลาดให้กับร้านMartial Arts Shopที่ใหญ่ที่สุดใน New York และได้พบปะกับอาจารย์ที่เรียกได้ ว่าเป็นสุดยอดของมวยภายในและภายนอกไม่ว่าจะเป็น William CC Chen ลูกศิษย์อาจารย์ Cheng Man Ching, Kenny Kung อาจารย์แห่งสำ นัก Xing Yi, Chang Tung Seng ปรมาจารย์แห่ง ซุยเจียว ผู้ชึ่งถูกยกย่องให้เป็นหนึ่งในยี่สิบยอดมวยของจีนเมื่อปีคศ 1920 อาจารย์ยี่จีเหวย ศิษย์อาจารย์ตองฝอง ศิษย์ อาจารย์หวงเฟยหง แม้กระทั่ง Cheng Hak Fuแห่งมวยกระเรียนใต้ผู้เคยขึ้นเวทีประลองกับอาจารย์ไทเก็กที่มีชื่อในอดีต (รวมทั้งได้ดูมวยคู่นี้จากฟิลม์ขาวดำด้วย) แต่ละ ท่านไม่เคยอวดอ้างสรรพคุณที่เกินเลยของมวยตนเองเลย ถ้ากำลังภายในอย่างเหลือเชื่อมีกับท่านเหล่านี้จริงพวกท่านคงร่ำรวยมหาศาลแน่นอนครับ หรือจะเอาตัวอย่างปรมาจารย์Cheng Man Ching หรือที่ภาษาแต้จิ๋วเรียกว่า แต้หมั่งแชมั๊ยครับ ที่ท่านแสดงให้เห็นคือท่านยืนให้ทหารอเมริกันห้าหรือหกคนดันมา ยังมือของท่านที่ยื่นออกไป การทำเช่นนี้ท่านถ่ายแรงที่มากระทำลงสู่พื้นครับ การกระทำเช่นนี้ได้ต้องเรียนรู้จากการฟังแรงอย่างละเอียด โดยไม่ออกแรงต้านแรงที่มากระ ทำโดยตรงกลับรับดูดแรงที่กระทำผ่านมือสู่ร่างกายและขาลงสู่พื้น หากคุณคิดว่าสิ่งนี้คือกำลังภายในละก็ผมเห็นด้วยครับ ส่วนเรื่องของการออกเสียงนั้นเป็นการแปลมาจากภาษาอังกฤษน่ะครับ ไม่ทราบว่าคนผ่านมาเรียนภาษาจีนหรือไม่ สำหรับผมเรียนจีนกลางด้วยการสะกดคำโดย ใช้ กั๋วอิมจู้หมู่ครับ ส่วนชาวฝรั่งสมัยนี้ใช้ Pin Yinเป็นภาษาอังกฤษครับ เมื่อเขาเขียนภาษาจีนมาเป็นภาษาอังกฤษอย่างไร ผมก็แปลตามนั้นโดยใช้อักษรไทยที่มีจะตรง จะเพี้ยนอย่างไรนั้นอย่าถือเป็นสาระเลยน่ะครับ เรื่องของภาษาจีนน่ะผมอ่านออกเขียนได้พอสมควรน่ะครับ ส่วนพูดนี่ได้ทั้งกวางตุ้ง จีนกลาง แต้จิ๋ว ส่วนเรื่องมะพร้าวห้าวมาขายสวนนั้น คนสวนจะซื้อหรือไม่ซื้อก็ไม่เป็นไรน่ะครับ ผมอาจจะไม่ได้ขายมะพร้าวแต่ชาวสวนคิดว่าเป็นมะพร้าวก็ได้ครับ หากคุณ ไม่สนใจผมก็ไม่ว่าครับ จริงๆผมไม่ได้ขายน่ะครับผมแจกฟรี อยากรับก็มารับ ไม่อยากรับก็ดีเหมือนกัน สบายใจได้ทั้งสองแบบ หากคุณอ่านบทความเดิมๆของผมคุณคงจะรู้ว่าผมก็เป็นคนหนึ่งเช่นกันที่อ้างว่าสามารถใช้แรงหนึ่งนิ้วตีคนให้กระเด็นได้ ผมเองก็ได้เรียนจากอาจารย์ไทเก็ก, ปากัวที่หลายๆท่านคิดว่ามีฝีมือ คงจะไม่ถึงกับไม่มีโอกาสเลยน่ะครับที่จะได้เจอครูมวยดีๆ ถ้าผมมีเวลาจะแปลต่อให้อ่านเล่นอีกน่ะครับโดยเฉพาะตอนที่ท่านเช็งหมานเชิงนเกี่ยวกับการเรียนวิชาไทเก็กกับอาจารย์หยางเฉินฝู อย่างที่ผมเคยกล่าวไว้ครับว่าคุณจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ได้ คิดว่าไม่จริงก็ไม่ต้องอ่านครับ อยากเห็นสิ่งที่ผมทำได้ก็เชิญครับ ผมเองก็ไม่เคยปิดบังชื่อ เสียงตนเอง ไม่เคยใช้นามแฝง เรียนมวยนี่เรียนให้กล้าน่ะครับ กล้าพูด กล้ากระทำ และกล้ายอมรับ ผมเองไม่เคยนึกว่าผมเก่งกว่าท่านอื่นๆที่ฝึกมวย แต่ ผมเองถือว่าหากพูดถึงความรู้โดยเฉพาะในเรื่องศิลปะป้องกันตัวแล้วผมศึกษามามากเพราะมีโอกาสพบปะและศึกษากับอาจารย์มีชื่อหลายท่าน และ ทำงานที่คลุกคลีกับวงการนี้ไม่ต่ำกว่าสิบสองปีในอเมริกา สอนมวยก็ไม่ต้ำกว่าสิบปี ผมเองเลือกหวิงชุนเป็นมวยหลักของผม ส่วนมวยอื่นๆถือว่าเป็นวิชาที่ผมศึกษามา ไม่ได้หมายความว่ามวยอื่นไม่ดีเท่า เพียงแต่ว่าผมได้ศึกษามา มากกว่ามวยอื่น อย่างที่เคยกล่างไง้ครับว่าการเรียนวิชาเปรียบเสมือนปีนเขา ใครถึงยอดก่อนคนนั้นก็ชนะไม่ว่าเขาจะเลือกเดินทางไหน สำหรับการใช้พลังแล้วสิ่งที่คุณผ่านมาคิดว่าเป็นกำลังภายในนั้นผมก็ทำให้ดูได้ครับ เพียงแต่เราเข้าใจคนละอย่างกัน มีอีกหลายอย่างที่ผมทำไม่ได้อย่าง เช่นการปล่อยลมจากปลายนิ้วไปดับเทียน การยืนบนไข่โดยไข่ไม่แตก การงอเหล็กหลายๆเส้นที่ทิ่มใส่คอหอยโดยไม่เป็นอันตราย การนอนให้รถกระบะทับ หรือ การจับมือของคนยืนตนแถวแล้วสามารถทำให้คนปลายแถวเคลื่อนเคลื่อนที่ไปมาได้ พวกนี้ผมเรียกว่าปาหี่น่ะครับไม่มีคุณค่าของมวยเลยเพราะไม่สามารถใช้ ในสถานการณ์จริงได้ ส่วนที่มีMartial Value นั้น คือการชกด้วยหมัดที่ชกหรือแตะด้วยเท้าห่างจากเป้าหมายเพียงนิ้วเดียวแล้งส่งคู่ต่อสู้กระเด็นไปไกลค้วยความเจ็บปวดอันนี้ แหละครับผมถนัด หรือการที่มือไม้เราติดพันกับคู่ต่อสู่การสบัดครั้งเดียวก็สามารถทำให้เขากระเด็นไปไกลสิ่งนี้ผมก็ทำได้เช่นกัน ถ้าผมมีจิตใจคับแคบผมคงไม่แปลบทความที่ผมคิดว่าดีมาให้อ่านหรอกครับ ทั้งแปลและพิมพ์ใช้เวลานานพอสมควรครับ หย่งชุนเป็นมวยนอกหรือใน,ยืนอย่างไร ท่ายืนไม่กว้างครับ กว้างกว่าบ่าหน่อย ส่วนการต่อสู้โจมตีทุกส่วนของร่างกาย เรียนหย่งชุ่นหรือมวยไหนๆก็ด้องใช้ไหวพริบทั้งนั้นแหละครับ เรียนได้ช้าหรือเร็วก็เรียนได้คนพยายาม มากกว่าแม้เรียนช้ากว่าอาจจะเก่งกว่าคนเรียนเร็วก็ได้ครับ สำหรับคำถามว่าหยงชุนเป็นมวยนอกหรือใน มวยหยงชุ่นปกติจะมองดผมอยากให้คุณลองอย่างนี้นะครับ ลองให้คนอื่นยกขาผาดไว้ที่ก้านคอคุณและ คุณลองเอาหมัดไป แตะจมูกเขาได้หรือไม่ ผมลองทีไรก็ได้ทุกที นี้หมายความว่าอะไรครับ สำหรับผม ผมรู้แต่ว่าไม่ ว่ามวยวงนอกหรือใน เวลาโจมตีอยู่ในระยะห่างที่ไม่ต่างกันเท่าไหร่หรอกครับ ขั้นพื้นฐาน ขอบคุณครับที่เข้าใจและให้กำลังใจ ที่ไม่ได้เขียนในช่วงนี้เพราะว่างานมากจริงๆ อาจารย์เป็นนักธุรกิจครับมีลูกน้องร้อยกว่าคนช่วงปลายปีและต้นปีงานเยอะ มากเลยปลีกตัวแปลไม่ค่อยได้ สิ่งที่อาจารย์ทำได้นั้นในโลกนี้มีคนทำได้หลายคนรวมทั้งอาจารย์ของอาจารย์ด้วย รวมทั้งอาจารย์ในตระกูลไทเก็ก ปากัว อาจารย์สอนลูกศิษย์เสมอว่าสิ่งที่เรา ต้องสนใจในขั้นพื้นฐานคือการฝังรากของเราลงดิน การถ่ายน้ำหนักของคู่ต่อสู่และของเราตามสถานการณ์ลงเท้าข้างใดข้างหนึ่ง การยึดครองเส้นกลางระหว่างคน ทั้งสองตลอดเวลาสัมผัส การฟังแรง และการสลัดแรง พอเราฝึกได้ถึงจุดที่มีทั้งหมดแล้ว ฝีมือที่ต่างกันจะขึ้นอยู่กับใครทำได้ดีกว่า ได้ละเอียดกว่า พอฟังแรงได้ดีกว่า ทุกอย่างก็จะรวดเร็วกว่ายึดชัยภูมิที่ได้เปรียบกว่าทันทีเราจะเห็นได้ว่าอาจารย์สองคนฝีมือพอๆกันแต่พอประมือกันความแตกต่างจะเห็นได้ชัดอย่างรวดเร็วเพราะการ ฟังแรงที่ต่างกัน พอฟังแรงได้ดีกว่าทุกอย่างก็จะรวดเร็วกว่ายึดชัยภูมิที่ได้เปรียบกว่าทันที ลูกศิษย์เก่าหรือใหม่ที่เข้ามาเรียนกับอาจารย์ก็ได้รับการอธิบายเช่นเดียวกัน ได้เห็นว่าอาจารย์สามารถตี คว้า จับ ทุ่ม คุมพวกเขาได้อย่างแมวเล่นกับหนู สามารถ มองสรีระของพวกเขาด้วยสายตาและรู้ว่าร่างกายหรือแขนขาของเขาผิดตรงไหน จุดอ่อนอยู่ที่ใด หนักล่างหรือบน ซ้ายหรือขวา การกระทำได้เช่นนี้อาจารย์สมัยโบราณ ก็ทำได้ไม่แตกต่างกันมากนักในเรื่องของผลเพียงแต่วิธีจะต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็น ไอคิโด ไทเก็ก ปากัว หรือ สิ่งอี้ แม้กระทั่งมวยไทโบราณโดยเฉพาะการโน้มคอตีเข่าก็เป็น การเล่นกับแรงชนิดหนึ่ง หากทำไม่ได้คงไม่อธิบายให้ฟัง คงไม่บอกว่าแสดงให้ดูได้ บอกถึงสถานที่ไป อาจารย์ทราบดีว่ามีอาจารย์ที่ทำได้เช่นอาจารย์อยู่ในเมืองไทยเช่นกัน เพียงแต่ท่าน เหล่านั้นไม่เปิดเผยตนเองออกมาอย่างอาจารย์ ซึ่งก็น่าเสียดายเพราะจะเป็นการสอนลูกศิษย์ในวงแคบ อาจารย์ทราบดีจากการสอนลูกศิษย์มาเรียนเป็นร้อยแล้วว่าคน ที่รักและเรียนวิชาจริงๆน่ะมีไม่มาก บ้างก็ติดงาน ติดเรียน ติดภาระครอบครัว บ้างก็ไปไปมามา บ้างก็เรียนได้ไม่สมบูรณ์เพราะกว่าจะได้ถึงสิ่งที่อาจารย์กล่าวถึงต้องใช้ เวลามากกว่ามวยบางชนิด หากอาจารย์สอนคนน้อยคนที่จะฝึกได้จนสามารถจะถ่ายทอดต่อไปได้จะเหลือสักกี่คน ผมบอกกับลูกศิษย์ใหม่ว่าจะมาฝึกต้องขออนุญาติกับอาจารย์เขาก่อนว่าอาจารย์อนันต์ขอยืมตัวพักหนึ่งสอนจนเขาพอใจแล้วก็จะคืนให้ อย่างนี้ครับเราจึงได้ บุคคลกรรุ่นใหม่ที่ดีกว่าเดิม คนเราจึงพัฒนา มวยที่ดีก็จะถูกถ่ายทอดไปยังชนรุ่นหลัง อาจารย์ไม่ต้องการเป็นฮีโร่และไม่อยากเป็น ชื่อเสียงอาจารย์ก็มีอยู่แล้วแต่ ไม่ใช่ในวงการมวย อาจารย์ก็มีสอนวิชาชีพที่สมาคม เป็นวิทยากรรับเชิญในสายวิชาชีพของอาจารย์ในมหาวิทยาลัยต่างๆ ชื่อเสียงทางมวยจะมีไม่มีก็ไม่เป็นไร การเรียนมวยคือการเรียนเพื่อสุขภาพ เพื่อให้เรามีความมั่นใจในตนเอง ให้รู้แพ้รู้ชนะ เรียนยุทธวิธีที่ใช้ได้ในชีวิตประจำวัน ในชีวิตธุรกิจ เรียนให้รู้จักการทำ สมาธิ ควบคุมการหายใจ เรียนให้รู้จักอดทนต่อการฝึกฝนทั้งร่างกายและจิตใจ ให้พร้อมรับกับศึกในชีวิตประจำวัน ประโยชน์ที่ยังกล่าวไม่หมดแค่นี้ก็มากมายแล้ว
|
||
|
|
Previous page | Answer
index | Next
page |
|