อดอล์ฟ ฮิตเลอร์
ฮิตเลอร์กับมุสโสลินี จอมเผด็จการฟาสซิสต์แห่งอิตาลี
   11 พ.ย. 1923 ฮิตเลอร์และพลพรรคนาซีของเขาพยายามทำการปฏิวัติ แต่ไม่สำเร็จ เขาถูกจับพร้อมกับพรรคพวกของเขา เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นที่ Munich Putch เขาถูกจำคุก ด้วยโทษ 5 ปี แต่จริงๆ เขาถูกจำคุกเพียงแค่ 9 เดือนเท่านั้น หนังสือพิมพ์ต่างตีพิมพ์คำให้การ คำสัมภาษณ์ของเขา ที่ต้องการฟื้นฟูประเทศเยอรมัน ระหว่างที่ติดคุก เขาเขียนหนังสือชื่อ การต่อสู้ของข้าพเจ้า (Mein Kampf) ความพ่ายแพ้ของเขาในครั้งนี้ กลับทำให้เขาได้รับความนิยมมากขึ้น

    ในเดือน พ.ค. 1927 ถึง 1928 ฮิตเลอร์ถูกห้ามกล่าวคำปราศรัยในที่สาธารณะ และในปี 1928 นี่เองที่ฮิตเลอร์เช่าวิลล่าที่ Obersalzberg ที่นี่เขาได้พบกับ Angela Raubal พี่สาวต่างมารดาของฮิตเลอร์ ซึ่งเข้ามาในฐานะแม่บ้านพร้อมด้วยลูกสาวคือ Geli Raudal เป็นครั้งแรกที่ฮิตเลอร์ตกหลุมรักสาวน้อย Geli อย่างบ้าคลั่ง บางทีอาจจะเป็นครั้งเดียวที่เขาตกหลุมรักในชีวิตของเขาทั้งชีวิต

    พรรคนาซีเริ่มได้รับความนิยมอีกครั้งจากการนำทางของ Gregor Strasser ผู้ร่วมงานของฮิตเลอร์ จากยอดของสมาชิกพรรคนาซี ในปี 1927 ที่มีอยู่ประมาณ 72,000 คน ได้เพิ่มเป็น 178,000 คนในปี 1929 หรือเพียง 2 ปีต่อมา

    ในปี 1929 นี้เอง ที่ Heinrich Himmler นักธุรกิจที่ร่างกายอ่อนแอ และล้มเหลว ซึ่งต่อมาได้เป็นผู้นำระดับสูงสุดคนหนึ่งของพรรคนาซี ได้ทิ้งฟาร์มเลี้ยงไก่ของเขา เข้าร่วมกับฮิตเลอร์ และได้เป็นหัวหน้าหน่วย Waffen SS (Armed SS) ซึ่งเป็นหน่วยอารักขาของฮิตเลอร์ (Hitler bodyguarde) โดยในขณะนั้นมีจำนวนเพียง 200 คน แต่ก็เป็นสองร้อยคนที่คัดสรรมาเป็นอย่างอย่างดี เพื่อคานอำนาจกับห่วย SA

    ในขณะเดียว เออร์เนส โรห์ม (Ernest Rohm) คนสนิทของฮิตเลอร์ ที่ได้ก่อตั้งกองกำลัง SA (Strumabtielung) -สตุมอับไทลุง- เพื่อเป็นกองกำลังส่วนตัวของฮิตเลอร์ แต่โรห์ม เริ่มทำตัวเป็นเอกเทศ และมีทีท่าว่าจะไม่สามารถควบคุมได้ กองกำลัง SA เองก็ดูเหมือนจะเชื่อฟังโรห์ม มากกว่า ฮิตเลอร์ ในปี 1930 จำนวนของ SA และ SS มียอดเพิ่มสูงขึ้นถึง 100,000 คน ซึ่งมีจำนวนมากกว่ากองทัพเยอรมัน (Reichswehr) ในขณะนั้น ที่ถูกจำกัดโดยสนธิสัญญาแวร์ซายเสียอีก

    ตอนนี้หนทางสู่ความสำเร็จ ดูเหมือนจะถูกวางอยู่ข้างหน้าของฮิตเลอร์แล้ว เขาเริ่มวางแผนการจัดการองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ ในปี 1928 แฮร์มาน เกอริง (Herrmann Goering) ซึ่งต่อมาเป็นผู้บัญชาการกองทัพอากาศเยอรมัน หรือ ลุฟวาฟ (Luftwaffe) และ โจเซฟ เกบเบิล (Goebbels) ซึ่งต่อมารับผิดชอบงานด้านการประชาสัมพันธ์ของพรรคนาซี ได้รับเลือกเข้าสู่สภาไรซ์สตาค (Reichstag)

    ฮิตเลอร์รู้ดีว่า เศรษฐกิจของเยอรมันขณะนั้น อยู่ในภาวะที่ไม่มั่นคง เต็มไปเงินกู้ยืมจากต่างประเทศ แผนพัฒนาเศรษฐกิจหลังสงครามของรัฐบาลเยอรมันในขณะนั้น ก็ไม่ได้มุ่งพัฒนาอุตสาหกรรม ฮิตเลอร์มองว่า ความมั่งคั่งทางอุตสาหกรรม จะเป็นหนทางนำไปสู่ความเติบโตทางเศรษฐกิจ และส่งผลให้เยอรมัน มีอิสรภาพทางการเงิน ฮิตเลอร์จึงประกาศว่า พรรคนาซี เป็นพรรคที่นิยมการค้าเสรี (Free Enterprise) และจะใช้อุตสาหกรรมนำความมั่งคั่งมาสู่เยอรมัน

    ปลายปี 1930 ฮิตเลอร์ได้รับทุนจาก Emil Kirdorf ผู้นำอุตสาหกรรมเหมืองแร่ของเยอรมัน เงินจำนวนนี้ได้สร้างพรรคนาซีให้ก้าวไปสู่ความยิ่งใหญ่ พระราชวัง Barlow ถูกเช่าเป็นสถานที่ต้อนรับแขกของพรรค เปลี่ยนชื่อเป็น The Brown House นอกจากนี้ฮิตเลอร์ยังใช้เงินจำนวนนี้ รณรงค์ทางการเมือง และพิมพ์ใบปลิวปลุกจิตสำนึกของคนเยอรมันอย่างมากมาย ส่งผลให้พรรคนาซีมีสมาชิกเพิ่มเป็นกว่าครึ่งล้านคน ดูเหมือนว่าไม่มีอะไรจะหยุดยั้งฮิตเลอร์ได้อีกต่อไปแล้ว

    ในทางตรงกันข้าม ประเทศเยอรมันกลับวิ่งสวนทางกับพรรคนาซี ผลจากเศรษฐกิจตกต่ำ (the great depression) ส่งผลให้เยอรมันกลายเป็นหนี้อย่างมหาศาล ค่าเงินมาร์กตกต่ำ สภาไรซ์สตาค ไม่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ ส่งผลให้ประชาชนเดือดร้อนอย่างมาก

    เดือน ก.ย. 1930 มีการเลือกตั้งทั่วไป พรรคนาซีประสบความสำเร็จอย่างมาก จากนโยบายที่ฮิตเลอร์ใช้หาเสียง ความสำเร็จนี้สร้างความแปลกใจให้กับทุกคน แม้กระทั่งตัวฮิตเลอร์เอง โดยพรรคนาซีได้รับเสียงถึง 6,500,000 เสียง ได้ที่นั่งถึง 107 ที่นั่งในสภา เป็นพรรคใหญ่อันดับสอง จากเดิมที่เคยมีเพียง 12 ที่นั่งในการเลือกตั้งเมื่อปี 1928 ไม่เพียงแต่พรรคนาซีเท่านั้น ที่ประสบความสำเร็จ พรรคคอมมิวนิสต์ก็เช่นเดียวกัน ที่ได้ที่นั่งเพิ่มขึ้นจากเดิม 23 ที่นั่งเป็น 77 ที่นั่ง แสดงให้เห็นว่าประชาชนเยอรมันเริ่มแตกออกเป็นสองฝ่าย เพื่อหาทางสู้กับวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจ

    ผู้นำพรรคนาซีทั้งหกคน ประกอบด้วย ฮิตเลอร์ สตราสเวอร์ (Strasser) โรห์ม (Roehm) เกอริง (Goering) เกิบเบิล (Goebbels) และ ฟริค (Frick) ต่างช่วยกันบริหารงานพรรค และขยายขอบเขตออกไปอย่างกว้างขวาง ในเดือน ก.ค. 1932 พรรคนาซีได้รับความนิยมสูงทึี่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยสามารถครองที่นั่งในสภาได้ถึง 230 ที่นั่งจากที่นั่งทั้งหมด 608 ที่นั่งในสภา

    อย่างไรก็ตาม จากการบริหารที่ผิดพลาดของ เกอริง ที่ได้รับเลือกเป็นประธษนสภา ได้นำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ ส่งผลให้ที่นั่งของพรรคนาซีลดลงเหลือ 196 ที่นั่งจากทั้งหมด 584 ที่นั่ง ในขณะที่พรรคคอมมิวนิสต์กลับได้ที่นั่งเพิ่มขึ้นเป็น 100 ที่นั่ง และแม้จะมีความพยายามในการหยุดยั้งฮิตเลอร์จากหลายๆฝ่าย ในวันที่ 30 มกราคม 1933 ฮิตเลอร์ก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นอัครมหาเสนาบดี (Chancellor)

    24 ก.พ. 1933 พลพรรคนาซีของฮิตเลอร์ ในสังกัดของเกอริง บุกเข้าไปในที่ทำงานของพรรคคอมมิวนิสต์ พร้อมทั้งพบหลักฐานว่า พวกคอมมิวนิสต์กำลังวางแผนจะปฏิวัติ อีก 3 วันต่อมา คือ 27 ก.พ. เกิดไฟไหม้รัฐสภา ผู้นำนาซีหลายคนเดินทางไปถึงที่เกิดเหตุกลางดึก พร้อมทั้งประกาศว่า เพลิงไหม้ครั้งนี้เกิดจากการกระทำของพวกคอมมิวนิสต์
    รุ่งขึ้นฮิตเลอร์เข้าพบประธานาธิบดีฮินเดนเบอร์ก เพื่อออกกฏหมายฉุกเฉิน ยกเลิกสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้เพื่อปกป้องประเทศชาติและประชาชน จากนั้น พวกคอมมิวนิสต์กว่า 4,000 คนก็ถูกจับและถูกกวาดล้างอย่างหนัก อย่างไรก็ตาม ในภายหลังมีหลักฐานว่าผู้วางเพลิงรัฐสภานั้น ก็คือคนของพรรคนาซี ที่กระทำตามบัญชาของเกอริง
    
   
   ช่วงนี้เองที่หน่วย เอส เอ (SA) ของโรห์มมีอำนาจมาก และแสดงท่าทีที่บ่งบอกถึงความไม่ภักดีต่อฮิตเลอร์ และมุ่งภักดีต่อโรห์ม ในที่สุด ฮิตเลอร์ก็ตัดสินใจทำลายองค์กร SA ในวันที่ 6 มิ.ย. 1934 ณ โรงแรม Tegernsee ซึ่งอยู่ห่างออกไป 50 ไมล์จากมิวนิค โรห์ม พร้อมกับเด็กหนุ่มคู่ขาของเขา (โรห์มเป็นเกย์ และใช้ SA ในการหาเด็กหนุ่มมาเป็นคู่ขา) ถูกจับ ทหารเอส เอส ได้รับคำสั่งจากฮิตเลอร์ ให้ยื่นโอกาสแห่งเกียรติยศด้วยการฆ่าตัวตายกับโรห์ม ทหารเอส เอส วางปืนให้เขา แล้วออกมา เวลาผ่านไป  10 นาที โดยที่ไม่มีเสียงปืน ทหารเอส เอส จึงเดินเข้า แล้วจ่อยิงโรห์มจนเสียชีวิต พร้อมกันนั้น หัวหน้าหน่วย SA ก็ถูกจับตัว บ้างถูกขัง บ้างถูกสังหารโดยทหารเอส เอส ซึ่งได้ก้าวขึ้นมาแทนกองกำลัง SA

    กองกำลังเอส เอส ถูกฝึกขึ้นมาเพื่อให้จงรักภักดีต่อฮิตเลอร์อย่างปราศจากคำถามใดๆทั้งสิ้น และเขาก็ภูมิใจในหน่วยนี้เป็นอย่างมาก
เดือนเม.ย. 1934 สุขภาพของประธานาธิบดีฮินเดนเบอร์ก (Hindenburg) ประธานาธิบดีเยอรมันในขณะนั้นไม่สู้ดีนัก เขาเสียชีวิตในวันที่ 2 สิงหาคม 1934 สามชั่วโมงหลังจากนั้นฮิตเลอร์ได้ประกาศรวมตำแหน่งประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรี (บางทีเรียกว่าอัครมหาเสนาบดี - Chancellor) เข้าด้วยกันและตั้งตัวเองเป็นประมุขของรัฐและผู้บัญชาการทหารสูงสุด หรือที่เรียกว่า ผู้นำ (Fuhrer) ทำให้เยอรมันก้าวเข้าสู่ความเป็นเผด็จการสมบูรณ์แบบนับแต่นั้นเป็นต้นมา
ย้อนกลับ
หน้าต่อไป
กลับหน้าหลัก       1       2       3        4       5        6        7
8     9     10    11     เส้นทางสู่สงคราม     ขุนศึกนาซี     แสนยานุภาพเยอรมัน     ดี เดย์   
 
บันทึกจากติมอร์    บันทึกจากภาคใต้