โฮมเพจเพื่อเผยแพร่พระเกียรติคุณของ
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว



 

สารบัญ


พัฒนาการแห่งโรงเรียนกฎหมาย
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว


ยิ่งไปกว่านั้น นักเรียนที่จบปริญญานิติศาสตร์บัณฑิต หรือเป็นเนติบัณฑิตจากต่างประเทศ เมื่อลงทะเบียนเรียนไม่น้อยกว่า 1 ปี สามารถเข้าสอบไล่หลายภาคในปีเดียวกันได้ ทั้งนี้ต้องมิได้สอบตกในวิชาที่เปิดสอนในภาคที่ต่ำกว่า เพราะหากสอบตกในวิชาดังกล่าวแล้ว จะไม่มีการตรวจข้อสอบในภาคที่สูงขึ้นไป วิชาที่กำหนดให้เรียนและสอบในภาคแรก ได้แก่ วิชาธรรมศาสตร์ ตำนานกฎหมาย กฎหมายปกครอง ธรรมนูญศาลยุติธรรม กฎหมายอาญา กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา กฎหมายอังกฤษหรือกฎหมายฝรั่งเศส ส่วนวิชาที่กำหนดให้เรียนและสอบในภาคที่ 2 ได้แก่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยนิติกรรมและหนี้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยการประกันด้วยบุคคลและทรัพย์ (หมายถึง ค้ำประกัน บุริมสิทธิ จำนอง จำนำ และสิทธิยึดหน่วง) ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยเอกเทศสัญญา (หมายถึงซื้อขาย แลกเปลี่ยน ให้ เช่าทรัพย์ เช่าซื้อ จ้างแรงงาน จ้างทำของ รับขน ยืม ฝากทรัพย์ เก็บของในคลังสินค้า ประนีประนอมยอมความ การพนันขันต่อ หุ้นส่วนบริษัทและสมาคม) กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง กฎหมายลักษณะพยาน กฎหมายลักษณะล้มละลาย กฎหมายอังกฤษหรือกฎหมายฝรั่งเศส และวิชาที่กำหนดให้เรียนและสอบในภาคที่ 3 ได้แก่ กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยทรัพย์ ครอบครัว และมรดก ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยเอกเทศสัญญา (หมายถึง ตัวแทน นายหน้า บัญชีเดินสะพัด ประกันภัย และตั๋วเงิน) จัดการงานนอกสั่ง กฎหมายอังกฤษหรือกฎหมายฝรั่งเศส สำหรับภาคที่ 3 ต้องมีการสอบปากเปล่าอีก 1 วัน นักเรียนจะเข้าสอบไล่ได้เพียงปีละ 1 ภาค โดยต้องมีชื่ออยู่ในทะเบียนเรียนของภาคนั้น ๆ ตลอดปี

สภานิติศึกษาได้วางหลักสูตรสำหรับวิชากฎหมายอังกฤษหรือกฎหมายฝรั่งเศสไว้ในแต่ละภาคดังนี้

สำหรับภาคแรก

  • กฎหมายอังกฤษ กำหนดให้เรียนธรรมนูญศาลยุติธรรม กฎหมายอาญา กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
  • กฎหมายฝรั่งเศส กำหนดให้เรียนธรรมนูญศาลยุติธรรม กฎหมายอาญา กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

สำหรับภาคที่ 2

  • กฎหมายอังกฤษ กำหนดให้เรียนคอมมอนลอว์(Common Law) และเอควิตี (Equity)
  • กฎหมายฝรั่งเศส กำหนดให้เรียนกฎหมายแพ่ง

สำหรับภาคที่ 3

  • กฎหมายอังกฤษ กำหนดให้เรียนกฎหมายพาณิชย์
  • กฎหมายฝรั่งเศส กำหนดให้เรียนกฎหมายพาณิชย์

สำหรับหลักสูตรนิติศาสตร์บัณฑิตที่เปลี่ยนแปลงใหม่นั้น นักเรียนที่ต้องการเรียนในชั้นสูงขึ้นไปจะต้องศึกษาโดยวิธีตรวจค้นเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 2 ปี ซึ่งหมายถึงหลังจากจบชั้นเนติบัณฑิตแล้ว หากจะศึกษาต่อไปก็ต้องใช้วิธีการค้นคว้าอีกไม่ต่ำกว่า 2 ปี โดยกำหนดว่าจะต้องสอบด้วยข้อสอบอัตนัยและมีการสอบปากเปล่าในวิชากฎหมายทั่วไป รวมทั้งวิชากฎหมายอังกฤษและกฎหมายฝรั่งเศสด้วย เว้นแต่จะเป็นนักเรียนที่จบปริญญานิติศาสตร์บัณฑิตหรือเป็นเนติบัณฑิตจากต่างประเทศมาแล้ว ก็ไม่ต้องสอบวิชากฎหมายอังกฤษและกฎหมายฝรั่งเศส นอกจากนั้นนักเรียนยังต้องเขียนและสอบวิทยานิพนธ์ทางกฎหมายตามหัวข้อที่คณะกรรมการของโรงเรียนกฎหมายอนุมัติด้วย จึงจะถือได้ว่าจบชั้นนิติศาสตร์บัณฑิต

การที่สภานิติศึกษากำหนดให้โรงเรียนกฎหมายต้องสอนทั้งวิชากฎหมายอังกฤษและกฎหมายฝรั่งเศสนั้น มีสาเหตุประการหนึ่งมาจากการที่ประเทศไทยต้องกระทำตามข้อเสนอในหนังสือสัญญาทางพระราชไมตรีของทั้ง 2 ประเทศ กล่าวคือ ตามหนังสือสัญญาทางพระราชไมตรีระหว่างสยามกับอังกฤษ พ.ศ.2467 นั้น ประเทศไทยต้องจ้างอาจารย์สอนกฎหมายชาวอังกฤษในโรงเรียนกฎหมาย รวมทั้งต้องใช้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของอังกฤษพิจารณาและพิพากษาคดีในกรณีที่กฎหมายไทยไม่มีบทบัญญัติบังคับไว้ สำหรับฝรั่งเศสก็เช่นเดียวกัน เนื่องจากหนังสือสัญญาทางพระราชไมตรีระหว่างสยามกับฝรั่งเศส พ.ศ.2468 กำหนดว่าประเทศไทยต้องตั้งกรมร่างกฎหมาย รวมทั้งต้องจัดหลักสูตรและระเบียบการเรียนการสอนของโรงเรียนกฎหมายใหม่ โดยให้ชาวฝรั่งเศสเป็นผู้อำนวยการโรงเรียน และต้องจ้างนักกฎหมายชาวฝรั่งเศสเพื่อทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษากฎหมายของกระทรวงยุติธรรม จึงเห็นได้ว่าโรงเรียนกฎหมายนอกจากจะมีนายแอล ดูปลาตร์ นักกฎหมายชาวฝรั่งเศส เป็นผู้อำนวยการแผนกวิชาแล้ว ยังได้จ้างชาวฝรั่งเศสอีก 2 คน และชาวอังกฤษอีก 1 คน มาเป็นอาจารย์สอนกฎหมายด้วย สำหรับอาจารย์ชาวฝรั่งเศสอีก 2 คนนั้น ในหนังสือเรื่อง พัฒนาการศึกษากฎหมายในประเทศไทยที่เขียนโดยหลวงสารนัยประสาส์น (ธัญญา ณ สงขลา) มิได้ระบุว่าเป็นใคร แต่พอจะสันนิษฐานได้ว่าน่าจะเป็น นายเอกูต์ และนายโรแบรต์ แลงกาต์ (Robert Lingat) เพราะชาวฝรั่งเศสที่เข้ามาสอนวิชากฎหมายในสมัยนั้น นอกจากนาย แอล ดูปลาตร์แล้ว ก็คงมีแต่นายเอกูต์ และนายโรแบรต์ แลงกาต์เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของตำแหน่งผู้อำนวยการแผนกวิชานั้น ความจริงที่ประชุมคณะกรรมการสภานิติศึกษาได้มีมติว่าไม่จำเป็นต้องเป็นนักกฎหมายชาวฝรั่งเศส แต่ควรเป็นผู้มีความรู้วิชากฎหมายในระบบกฎหมายซีวิลลอว์ของประเทศในภาคพื้นยุโรป ผู้อำนวยการแผนกวิชานี้มิได้มีอำนาจเด็ดขาดในโรงเรียนกฎหมาย แต่เป็นเพียงผู้มีหน้าที่เสนอโครงการและออกความเห็นว่าควรจัดการเรียนการสอนวิชากฎหมายอย่างไร โดยนำเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการสภานิติศึกษาพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง เมื่อที่ประชุมพิจารณาเห็นชอบด้วยแล้ว ให้นายกสภานิติศึกษาออกเป็นประกาศข้อบังคับของโรงเรียนกฎหมายต่อไป นอกจากนี้ในส่วนของการจ้างอาจารย์ชาวอังกฤษของโรงเรียนกฎหมายนั้น นอกจากจะเป็นการปฏิบัติตามหนังสือสัญญาทางพระราชไมตรีแล้ว ยังเป็นเพราะมีข้อทักท้วงแนะนำว่า โรงเรียนกฎหมายควรจะเปิดสอนความรู้เกี่ยวกับหลักกฎหมายคอมมอนลอว์ของอังกฤษ เช่นเดียวกับในประเทศญี่ปุ่นด้วย แต่ทั้งนี้วิชากฎหมายอังกฤษดังกล่าว ต้องไม่ขัดหรือแย้งกับวิธีดำเนินการของโรงเรียนกฎหมาย ดังนั้นจึงได้มีการจ้างชาวอังกฤษมาสอนกฎหมายในโรงเรียนกฎหมายด้วย

    <- ย้อนกลับ   

    หน้าถัดไป ->