โฮมเพจเพื่อเผยแพร่พระเกียรติคุณของ
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว



 

สารบัญ


พัฒนาการแห่งโรงเรียนกฎหมาย
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว


แม้จะได้มีการตั้งสภานิติศึกษาในโรงเรียนกฎหมายขึ้นแล้ว แต่การรับสมัครนักเรียนกฎหมายนั้น เนติบัณฑิตยสภายังเป็นผู้พิจารณาอยู่อย่างเดิม ทั้งนี้อาจเป็นเพราะโรงเรียนกฎหมายเป็นบ่อเกิดและที่รวมของเนติบัณฑิตทั้งหลาย หรืออาจเป็นเพราะเสนาบดีกระทรวงยุติธรรมเป็นทั้งนายกสภานิติศึกษาและสภานายกพิเศษแห่งเนติบัณฑิตยสภาด้วย แต่เมื่อรับสมัครเข้าเป็นนักเรียนกฎหมายแล้ว การปกครองดูแลเป็นหน้าที่ของผู้อำนวยการแผนกปกครองของโรงเรียนกฎหมาย สำหรับการดูแลเรื่องการเงินของโรงเรียนกฎหมายนั้น เสนาบดีกระทรวงยุติธรรมได้มอบหมายให้เนติบัณฑิตยสภาเป็นผู้รับผิดชอบ

แต่เดิมเจ้าหน้าที่ของสภานิติศึกษาและเจ้าหน้าที่ของเนติบัณฑิตยสภาทำงานอยู่ในสถานที่ทำงานเดียวกัน อันได้แก่ตึกใหม่ที่สร้างอยู่บนที่ดินเดิมของตึกสัสดีนั่นเอง ต่อมาในเดือนพฤษภาคม 2469 โรงเรียนกฎหมาย สภานิติศึกษา และเนติบัณฑิตยสภา ได้ย้ายไปอยู่ที่ห้างแบทแมนเก่า ซึ่งเป็นตึก 3 ชั้นขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ที่เชิงสะพานผ่านพิภพลีลา ด้วยการเช่าจากพระคลังข้างที่ เนื่องจากห้างแบทแมนได้เลิกกิจการ

ในตอนต้นของการกำกับดูแลโรงเรียนกฎหมายโดยสภานิติศึกษานั้น ระเบียบการสอบไล่วิชากฎหมายชั้นเนติบัณฑิตคงปฏิบัติตามแบบแผนเดิมที่พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ทรงวางไว้ แต่ต่อมาภายหลังตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคม 2471 ที่ประชุมคณะกรรมการสภานิติศึกษาได้ตกลงว่า เพื่อมิให้เป็นการชักช้า จึงกำหนดว่าในการประชุมออกข้อสอบไล่ให้อาจารย์ผู้สอนออกข้อสอบจำนวน 2 เท่าของจำนวนที่ต้องการ โดยเสนอมาก่อนกำหนด 2 วัน แล้วให้ตั้งคณะอนุกรรมการอันได้แก่ แม่กอง ครูผู้สอน และผู้อำนวยการแผนกวิชา ตรวจคัดเลือกก่อนชั้นหนึ่ง แล้วค่อยนำเสนอที่ประชุมใหญ่ของคณะกรรมการสอบไล่ แต่กรรมการสอบไล่คนใดประสงค์จะออกข้อสอบเพิ่มเติม ก็ให้นำเสนอก่อนกำหนด 2 วันเช่นเดียวกัน นอกจากนี้เดิมคะแนนที่จะสอบไล่ได้เป็นเนติบัณฑิตแบ่งเป็น 2 ชั้น แต่ต่อมาตั้งแต่ พ.ศ.2475 ที่ประชุมคณะกรรมการสภานิติศึกษาได้กำหนดให้คะแนนสอบไล่แบ่งเป็น 3 ชั้น กล่าวคือถ้าได้คะแนนสอบข้อเขียนรวมกันถึงร้อยละ 75 ขึ้นไป เท่ากับสอบไล่ได้เป็นเนติบัณฑิตชั้นที่ 1 แต่ถ้าได้คะแนนสอบไล่ตั้งแต่ร้อยละ 65 ก็ได้เป็นเนติบัณฑิตชั้นที่ 2 และถ้าสอบไล่ได้คะแนนตั้งแต่ร้อยละ 50 ก็เท่ากับได้เป็นเนติบัณฑิตชั้นที่ 3

สิ่งที่สมควรกล่าวอีกประการหนึ่งของการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนกฎหมายโดยสภานิติศึกษาก็คือ การส่งเสริมให้สตรีมีโอกาสได้ศึกษาวิชากฎหมายเป็นครั้งแรก ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากการที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราโชบายที่จะยกฐานะทางการศึกษาของสตรีให้เท่าเทียมกับบุรุษ กล่าวคือพระองค์ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะให้สตรีมีสิทธิที่จะเรียนวิชาการแขนงต่าง ๆ ได้เช่นกัน ดังนั้นสถาบันการศึกษาหลายแห่งในรัชสมัยของพระองค์จึงเปิดโอกาสให้สตรีได้เข้าเรียนในระดับอุดมศึกษาได้ หากสำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมปีที่ 8 หรือเตรียมอุดมศึกษาซึ่งเป็นวิชาชั้นต้นแล้ว ในพ.ศ.2470 ได้มีนิสิตหญิงเรียนวิชาวิทยาศาสตร์เพื่อเตรียมตัวศึกษาต่อในคณะแพทยศาสตร์ และก็มีบางคนเข้าศึกษาที่คณะอักษรศาสตร์และวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ส่วนในการศึกษาวิชากฎหมายนั้นแต่เดิมไม่เคยมีสตรีเข้าเรียนเลย จนกระทั่งในปี พ.ศ.2470 ได้มี นางสาวแร่ม พรหโมบล (ต่อมาคือคุณหญิงแร่ม พรหโมบล บุณยประสพ)ได้ขออนุญาตเข้าเรียนในโรงเรียนกฎหมาย เมื่อเจ้าพระยาพิชัยญาติ (ดั่น บุนนาค) เสนาบดีกระทรวงยุติธรรมสัมภาษณ์แล้วก็เห็นชอบนำความขึ้นกราบบังคมทูล และได้รับพระบรมราชานุญาต จึงได้มีนักเรียนกฎหมายที่เป็นสตรีเข้าเรียนในโรงเรียนกฎหมายภายใต้การกำกับดูแลของสภานิติศึกษาเป็นครั้งแรก และอีก 3 ปีต่อมาคือในพ.ศ.2473 ก็สำเร็จเป็นเนติบัณฑิตหญิงคนแรกของประเทศไทย

จากที่กล่าวมาทั้งหมดจะเห็นได้ว่า การจัดการศึกษาในโรงเรียนกฎหมายเสียใหม่โดยสภานิติศึกษา ก่อให้เกิดการปรับปรุงหลักสูตร รวมทั้งวิชาที่เรียนและสอบจากที่เดิมเคยเป็นวิชากฎหมายอังกฤษตามที่สอนเมื่อแรกตั้งโรงเรียนกฎหมาย มาเป็นการเรียนการสอนกฎหมายไทย เช่นกฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ.127 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เป็นต้น เพื่อให้นักเรียนกฎหมายได้เรียนรู้และเข้าใจหลักกฎหมายไทยที่ชำระขึ้นใหม่ และสามารถนำไปปฏิบัติงานในวิชาชีพกฎหมายได้ เพราะขณะนั้นการปฏิรูประบบกฎหมายไทยซึ่งมีการร่างประมวลกฎหมายหลายฉบับโดยคณะกรรมการร่างประมวลกฎหมายและต่อมาโดยกรมร่างกฎหมายได้เข้ารูปเข้ารอยแล้ว จึงสมควรให้นักเรียนกฎหมายได้ศึกษาหาความรู้จากกฎหมายของประเทศไทย

กล่าวได้ว่าการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาในโรงเรียนกฎหมายโดยสภานิติศึกษานั้น เป็นการปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับระบบกฎหมายของประเทศ ตลอดจนเป็นการพัฒนาให้เหมาะสมกับความก้าวหน้าของการร่างประมวลกฎหมายของไทยในขณะนั้น แต่ได้มีการบังคับให้เลือกเรียนวิชากฎหมายอังกฤษหรือกฎหมายฝรั่งเศสด้วย ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากในการศึกษาเปรียบเทียบกฎหมายของทั้ง 2 ประเทศกับประมวลกฎหมายของไทย ทั้งนี้เพราะโครงสร้างของระบบกฎหมายไทยอยู่ในระบบกฎหมายซีวิลลอว์เช่นเดียวกับระบบกฎหมายฝรั่งเศส รวมทั้งกฎหมายอังกฤษและกฎหมายฝรั่งเศสมีเนื้อหาสาระอยู่ในหลักกฎหมายไทยเป็นอันมาก นอกจากนั้นสภานิติศึกษายังได้กำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะสมัครเป็นนักเรียนกฎหมายเสียใหม่ โดยให้มีคุณวุฒิสูงขึ้น กล่าวคือต้องเป็นผู้สำเร็จชั้นมัธยมปีที่ 8 หรือเตรียมอุดมศึกษาขึ้นไป เพื่อเป็นการยกฐานะโรงเรียนกฎหมายขึ้นเป็นโรงเรียนระดับอุดมศึกษา และภายหลังได้มีการขยายหลักสูตรจนถึงระดับปริญญาตรีอีกด้วย การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีผลต่อการปรับปรุงและยกฐานะขึ้นเป็นคณะนิติศาสตร์ในมหาวิทยาลัยของสมัยต่อ ๆ มา

โรงเรียนกฎหมายได้มีการสถาปนาขึ้นเป็นครั้งแรกในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ยกฐานะขึ้นเป็นโรงเรียนหลวงในสังกัดกระทรวงยุติธรรม เพื่อให้เสนาบดีกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้รับผิดชอบและจัดการในโรงเรียนกฎหมาย ตลอดจนการตั้งสภานิติศึกษาขึ้นเพื่อจัดระเบียบและวางหลักสูตรการเรียนการสอนของโรงเรียนกฎหมายในสังกัดกระทรวงยุติธรรมนั้น เท่ากับเป็นการวางรากฐานการศึกษาวิชานิติศาสตร์ในประเทศไทยให้เป็นปึกแผ่นสืบมาจนทุกวันนี้

    <- ย้อนกลับ