October 4, 2003 ... Part |1|
|2| |3|
|4| |5|
|6|
Third day ... go to Doi Mae Salong to buy
some tea, Doi Tung ,Prathat Doi Tung and back to hotel via
route 1149(exciting route).
|
| |
|
|
|
|
|
|
|

|
|
|
|
|
|
|
|
|
นี่ครับ บนจุดชมวิวสวนแม่ฟ้าหลวง
|
|
|
|
|
|
|
| |
|
|
|
|
|
|
|
| |
|
|
|
|
|
 |
ดอกไม้นานาชนิดบนดอยตุง
|
|
|
| |
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
 |
|
|
|
|
|
|
| |
|
วิวจากด้านสูง
|
| |
|
|
|
|
|
| |
|
|
|
|
|
|
|
| |
|
|
|
|
|
 |
ผมขณะยืนอยู่ที่รูปปั้นประติมากรรมเด็กในสวนแม่ฟ้าหลวง
|
|
|
| |
|
|
|
|
|
| |
|
|
|
|
|
|
|
 |
|
|
|
|
|
|
|
|
แผนที่ภายในสวนแม่ฟ้าหลวงครับ
|
|
|
|
|
|
|
| |
|
|
|
|
|
|
|
| |
|
|
|
|
|
 |
รูปสุดท้ายในสวนแม่ฟ้าหลวงก่อนแบตจะหมดครับ
ที่เห็นด้านหลังมีหลังคาก็คือพระตำหนักสมเด็จย่านั่นเอง
น่าเสียดายมากๆเลยครับที่แบตดันมาหมดซะก่อน ต้นตุงก็ยังไม่ได้ถ่าย
ด้านนอกพระตำหนักก็ไม่ได้ถ่าย เลยทำให้ผมต้องเปลี่ยนโปรแกรมที่จะไปแม่สายและสามเหลี่ยมทองคำในวันนี้เป็นวันรุ่งขึ้นแทน
เพราะถ้าไปวันนี้ก็ไม่ได้เก็บภาพอยู่ดี สู้ไปในวันรุ่งขึ้นและได้ถ่ายรูปยังจะดีซะกว่า
|
|
|
| |
|
|
|
|
|
ดังนั้นผมจึงจะขอเล่าต่อแบบ no pictures เลยนะครับ
... หลังจากชมสวนแม่ฟ้าหลวงเสร็จเราก็เข้าไปยังพระตำหนัก ตอนแรกผมก็กลัวๆอยู่ว่าทางเจ้าหน้าที่เขาจะให้ผมเข้าหรือเปล่าเนื่องจากผมใส่กางเกงขาสั้นมา
ผมนี่จริงๆเลย รู้ทั้งรู้มาก่อนหน้านี้แต่ดันลืมเรื่องนี้ไปเลย
แต่พอเดินเข้าไปเจ้าหน้าที่เขาเตรียมกางเกงกาก๊วยสียีนมาให้เลยครับ
บอกให้ใส่ทับไป ตลกตัวเองจริงๆแต่ก็เข้ากันนะครับเพราะเสื้อผมสีฟ้าอยู่แล้ว
ข้างในพระตำหนักสวยงามมากลืมบอกไปว่าเจ้าหน้าที่เขาไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปภายในพระตำหนักนะครับ
จะถ่ายได้ก็แต่เพียงก่อนเข้าและระเบียงด้านนอกเท่านั้น ทำให้เหตุการณ์ที่กล้องแบตหมดไม่ค่อยมีผลเท่าไร
หลังจากได้เดินชมพระตำหนักแล้วเราก็ไปดูต่อที่หอพระราชประวัติ ซึ่งได้ดูข้อมูลเกี่ยวกับท่านเยอะมากเลย
บางอย่างก็ไม่เคยได้ทราบมาก่อน สมเด็จย่าท่านชอบใ้ช้เวลาว่างไปกับการจัดแต่งสวนดอกไม้
งานหัตถกรรม และงานช่วยเหลือพสกนิกรชาวไทยโดยเฉพาะที่เป็นชาวเขาเพราะเขาเหล่านั้นน่าสงสารมาก
เราเอ้อระเหยลอยชายดื่มกาแฟดอยตุงพร้อมกับทานคุกกี้กันในร้านกาแฟดอยตุง เกือบๆห้าโมงเย็นบรรยากาศเย็นสบายมากครับ
จากนั้นก็ตั้งใจไปต่อที่พระธาตุดอยตุงซึ่งอยู่ห่างออกไปอีกประมาณ
10 กว่ากม. ผมขับรถแบบเปิดกระจกและปิดแอร์เพราะอากาศเย็นสบายดี
ขับไปถึงทางเข้าพระธาตุซึ่งอยู่เลยไปจากวัดพระธาตุไปอีก 2 กม.เส้นทางนี้ค่อนข้างเปลี่ยวครับ
ถนนก็แคบมากๆ ถ้าเจอรถสวนก้คงต้องจอดรอกันคันหนึ่งหล่ะครับเพราะแคบจริงๆ
แต่ตอนผมไปไม่เจอรถสวนมาเลย พอไปถึงลานจอดรถตรงทางขึ้นบันไดที่มีร้านขายของอยู่
เชื่อหรือเปล่าว่าบรรยากาศเงียบมาก ร้านขายของก็ไม่มีคนมาขาย สุนัขสักตัวก็ไม่มี
เราลงมาจากรถและเดินสังเกตไปรอบๆ เวลาตอนนั้นก็ประมาณห้าโมงครึ่งแล้ว
มองไปไม่เจอใครเลย จึงห่วงเรื่องความปลอดภัยขึ้นมาทันที ผมตัดสินใจกลับเข้ารถและบอกกันว่ากลับดีกว่า
เสียดายก็เสียดายแต่กลัวจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นเลยขับกลับ ระหว่างทางกลับนั้นเราเจอรถกระบะทะเบียนเชียงรายขับรถสวนมา
ทำให้เรามองหน้ากันและผมก็ไปกลับรถตรงวัดพระธาตุที่ผ่านมาและได้สอบถามกับทางคนที่นั่นว่าขึ้นไปยังไง
ทางคนแถวนั้นก็บอกว่าขับรถขึ้นไปเลยไม่ต้องเดินขึ้นบันไดไป ได้ฟังอย่างนั้นก็เลยใจชื้นและขับรถกลับไปอีกครั้งหนึ่ง
คราวนี้จุดเสียวมันอยู่ที่ทางขึ้นไปพระธาตุสิครับ เพราะทางชันมาก
ผมเข้าตำแหน่งเกียร์ 2 ซึ่งมีอยู่ในเกียร์ออโต้ใช้ในการขึ้นและลงเขาในทางที่ชันมากๆ
แต่ระยะมันยาวเหลือเกินเร่งไปมันก็เนือยๆไม่มีผลเท่าไหร่ เสียเริ่มไม่ดีแล้ว
ได้แต่ภาวนาว่าเมื่อไรจะหมดความชันนี้ซะทีแต่สักพักก็หมดและถึงลานด้านบนพอดี
เราจอดรถและเดินไปไหว้พระธาตุดอยตุงซึ่งเป็นพระธาตุที่บรรจุกระดูกไหปลาร้าของพระพุทธเจ้า
บรรยากาศตอนนั้นบรรยายไม่ถูกอากาศเย็นมาก คนจากรถกระบะที่มาไหว้ประมาณ
5-6 คนได้ ทำให้เราไม่กลัวเท่าไรเพราะมีเพื่อน วิวด้านบนมองเห็นทะเลหมอกน้อยๆ
มองข้ามไปอีกไกลๆเป็นฝั่งประเทศพม่า สักพักก็มีรถสองแถวขึ้นมาอีกคัน
คราวนี้บรรทุกชาวญี่ปุ่นหรือเกาหลีเพื่อมาไหว้พระธาตุ เราเดินกินบรรยากาศสักพักก็ขับรถลงเพื่อกลับที่พักเนื่องจากเกือบหกโมงเย็นแล้ว
ก่อนมาผมเห็นป้ายไปอ.แม่สายอีก 30 กม.ในเส้นทางหลวงหมายเลข
1149 ก็เลยตั้งใจว่าขากลับจะกลับเส้นทางนี้ไม่อยากขับกลับเส้นทางเดิม
แต่ตอนลงดันเลี้ยวผิดทางไปซะไกลเลยไม่เจอทางแยกไปแม่สายซะที เลยกลับรถ(ลำบากมากเพราะทางแคบและเป็นทางลงเขา)
กลับรถไปก็เจอกับรถสองแถวที่ขึ้นไปไหว้พระธาตุมาสวนกัน เขาคงสงสัยว่าไอ้ทะเบียนกทม.นี่มันหลงทางหรือลืมอะไรไว้นะ
ขับมาสักพักก็เจอแยกเดิมที่เลี้ยวผิดทางมา ผมเลี้ยวซ้ายไปอีกครั้งและสักพักก็จะเจอทางแยกบอกไปแม่สายอีก
30 กม.ผมเลี้ยวขวาไปตามป้ายที่บอกในใจคิดว่าแค่ 30 กม.เองเดี๋ยวก็ถึง
ช่วงเวลานั้นก็หกโมงหน่อยๆแต่ยังพอมีแสงแดด ขับไปไม่นานก็เจอด่านทหารด่านแรก
ได้ยินเสียงเพลงจากวิทยุทรานซิสเตอร์เปิดดังอยู่ทหารกำลังเล่นตระกร้อกันอย่างสนุกสนาน
แต่พอเห็นเราเขาก็หรี่เสียงวิทยุและเลิกเล่นตระกร้อพร้อมกับเดินมาถามเราอย่างเป็นมิตรว่า "จะไปไหนครับ
?" ผมเองตอบไปว่า "จะไปแม่สายครับ" และเขาก็ถามอีกว่า "มาจากไหนกันครับ
?" ผมตอบกลับไปว่า "เรามาจากพระธาตุดอยตุง พระตำหนักดอยตุงครับ
ขากลับไม่อยากกลับทางเดิมเลยมาทางนี้ครับ" ทหารผู้ใจดีได้บอกเราว่า "ขับดีๆนะครับ" เราก็ถามไปอีกว่า "สภาพถนนเป็นอย่างไรบ้าง
ปลอดภัยมั๊ย ?" เขาตอบกลับมาว่า "โค้งหักศอกเยอะหน่อยแต่ขับช้าๆละกัน" และขอให้เราโชคดี
หลังจากนั้นทหารก็เปิดที่กั้นให้เราผ่านไป จากที่ขับรถเปิดกระจกปิดแอร์มาตลอดผมเริ่มหนาวและใจไม่ค่อยดี
จึงปิดกระจกและเปิดแอร์ตามปกติ น้องซีเองนั่งอยู่ข้างๆยังไม่รู้อะไรเห็นร้องเพลงไปตามเพลงที่เปิดในขณะนั้น
ส่วนผมนั้นรู้ดีว่าเส้นนี้เป็นเส้นชายแดนพม่าแต่ไม่คิดว่าจะไกลขนาดนี้
เส้นทางอย่างที่ทหารบอกไว้จริงๆครับ โค้งหักศอกตลอดเลย แต่ถ้าช่วงไหนตรงๆยาวๆผมจะเข้า D3 เพื่อเร่งความเร็วเลย
ระหว่างทางบอกตามตรงว่าวิวสวยมาก ไม่เจอรถสวนมาเลยสักกะคัน จะมีก็แค่คันเดียวขี่สวนมาซึ่งเป็นรถมอเตอร์ไซด์
สองข้างทางไมมีบ้านเรือนซึ่งก็คงไม่มีใครมาตั้งบ้านเรือนแถบชายแดนอย่างนี้หรอกนะนึกในใจว่าถ้ายางแบนยางแตก
เครื่อง overheat ต้องจอดกลางทาง หรือไม่ก็มีพม่าถือปืนมาดักปล้น
เราจะทำยังไงกันเนี่ย แสงแดดเริ่มหนีหายไปจากท้องฟ้า มาแทนที่ด้วยความมืดและความหนาวเย็น
ผมได้แต่นึกในใจว่ารู้งี้ขับรถกลับทางไปพระตำหนักดีกว่า ตัดสินใจครั้งนี้ผิดพลาดจริงๆ
ขับรถไปสักพักก็ได้เห็นวิวแสงไฟจากหมู่บ้านที่ปลูกอยู่ข้างล่างซึ่งจริงๆแล้วมันอยู่ไกลมากเพราะเรามองจากดอยที่อยู่สูงกว่า
ทำให้ผมนั้นใจชื้นขึ้นมาทันใด อย่างน้อยๆก็ใกล้แล้วหล่ะน่า ไม่นานก็เจอด่านทหารเป็นด่านที่สอง
ความรู้สึกผมนั้นดีใจมากที่ได้เจอด่านอย่างน้อยๆก็มีทหารหาญคอยปกป้องคุ้มครองอธิปไตยประเทศเรานะ
ผมลดความเร็วและหยุดรถพร้อมกับเปิดกระจกเพื่อที่จะให้ทางพี่ทหารได้ตรวจเช็คหรือสอบถาม
ขณะนั้นแสงแดดไม่มีแล้วมีแต่ไฟสลัวๆจากตะเกียงหรือหลอดไฟจากด่านทหาร
พลทหารที่ยืนอยู่เห็นรถผมก็ตะโกนเรียก "จ่าๆ" ทหารอายุรายสามสิบกว่าก็เดินเข้ามาที่รถผมพร้อมกับยิงคำถามที่น่าจะเป็นคำถามที่ถามกันปกติเมื่อมีรถมาเยือนที่ด่าน "จะไปไหนครับ
?" ผมตอบไปว่า "จะไปแม่สายครับ" พี่จ่าได้บอกกลับมาว่า "ตอนนี้ด่านปิดแล้ว
! เพราะเลยหกโมงเย็นมาแล้ว" (ขณะนั้นเวลาประมาณ 18.20
น.ท่าจะได้) แป่ว ?!?! ในใจคิดว่าแล้วจะไม่ให้ผมไปเหรอเนี่ย ? น้องซีช่วยพูดว่า "ไม่ทราบจริงๆค่ะ
ต้องขอโทษด้วยค่ะ" พี่จ่าถามต่อว่า "มากันสองคนเหรอ" ผมตอบกลับไป "ครับ...มากันสองคน" พี่จ่าก็ขอดูบัตรประจำตัว
ผมควักแบบรวดเร็วเนื่องจากเราไม่ได้ทำอะไรผิดอยู่แล้ว พี่จ่าได้นำบัตรประชาชนผมไปให้พลทหารจดรายละเอียดและทะเบียนรถของผมไว้
พี่จ่าได้พูดกับเราเชิงคุยว่า "เดี๋ยวรอสักครู่นะ" และถามเราว่า "มาจากไหน" ผมก็ตอบไปเหมือนเดิมว่า "ไปดอยแม่สลอง
ดอยตุง พระธาตุดอยตุงมา อยากกลับทางแม่สาย" สักพักก็ได้บัตรประชาชนคืน
ผมก็เลยถามอีกว่า "อีกไกลมั๊ยครับ และเส้นทางปลอดภัยหรือเปล่า
?" คราวนี้พี่จ่าบอกมาเลยว่า "อีกสัก 10 กม.และเส้นทางนี้เป็นเส้นชายแดนมองไปฝั่งโน้นอีกสิบกว่าเมตรก็เป็นประเทศพม่าแล้ว" บอกมาดังนี้ทำให้น้องซีรู้เลยว่าอะไรเป็นอะไร
และก่อนจากไปพี่จ่าก็ได้บอกว่า "ขับไปจะเจอกับด่านสุดท้ายอีกด่านหนึ่งให้เราบอกกับทหารที่ด่านนั้นเหมือนกับบอกที่นี่" ผมนี้รีบขอบคุณและบึ่งรถออกไปเลยครับ
ไม่มีการคุยอะไรทั้งนั้นในใจมีแต่ว่าเมื่อไรจะถึง เมื่อไรจะถึง
ขับพอประมาณก็เริ่มเห็นแสงไฟเป็นแถวยาวสีส้ม มองออกไปน่าจะเป็นไฟจากถนนพหลโยธิน
ทำให้ใจชื้นมาอีกโขเลย สักพักก็เจอด่านทหารด่านที่สาม เรารีบลดกระจกและบอกกับทหารที่นั่นว่า "จะขับรถไปแม่สายครับ" ผิดคลาดคิดว่าทหารที่ด่านนี้จะขอดูบัตรประชาชนและคุยสอบถามอะไรบางอย่าง
แต่กลับทำท่าตะเบ๊พวกเราทั้งสอง และทหารอีกคนก็ทำมือผายออกไปพร้อมกับยิ้มๆบอกกับเราว่า "เชิญครับ" เท่านั้นแหละเราก็ขับรถต่อไปอีกซึ่งอี่ก
5-10 นาทีเราก็เริ่มเจอเด็กถีบจักรยาน เด็กเล่นกันข้างๆถนน ใจที่หายไปเริ่มกลับมาแล้ว
เราเริ่มคุยกันอีกครั้งหนึ่งและหัวเราะ สักพักก็มีป้ายบอกทางไปแม่สายให้เลี้ยวขวาจนเราขับมาถึงถนนใหญ่หยุดรอสัญญาณไฟแดงเพื่อขับเข้าถนนพหลโยธินกลับโรงแรมในตัวเมืองเชียงรายต่อไป
|
 |
|
|
|
|
|
|
| |
|
พอกลับมาถึงที่โรงแรม เราได้เอากล้องมาชาร์ตแบตเพื่อจะเก็บภาพที่
Night Bazaarตอนไปทานอาหารกัน
ภาพบรรยากาศตอนค่ำคืนประมาณสองทุ่มที่ Night Bazaar จังหวัดเชียงราย
โดยตั้งอยู่ข้างๆบขส. สะดวกในการไปมามาก
|
| |
|
|
|
|
|
| |
|
|
|
|
|
|
|
| |
|
|
|
|
|
 |
บางส่วนของร้านที่ขายกระเป๋าแบบชาวล้านนา
มีให้เลือกหลายรูปแบบ
|
|
| |
|
|
|
|
|
| |
|
|
|
|
|
|
|
| |
 |
|
|
|
|
|
| |
|
ร้านนี้ขายพรมและของประดับพวกกำไลและสร้อยครับ
|
| |
|
|
|
|
|
| |
|
|
|
|
|
|
|
| |
|
|
|
|
|
 |
มีอยู่
3-4 ร้านเหมือนกันที่คนขายเป็นชาวเขาไม่ใช่ชาวเราแต่งตัวเต็มยศมาขายของที่นี่
ผมเองไม่กล้าที่จะไปถ่ายรูปตรงหน้าใกล้ๆครับ กลัวแกจะว่าเอา
|
|
| |
|
|
|
|
|
| |
|
|
|
|
|
|
|
| |
 |
|
|
|
|
|
| |
|
ร้านนี้กำลังขายโมบายที่ทำเป็นรูปนก
ผมชอบตรงที่เป็นร่มแล้วแขวนโมบายไว้รอบๆ คลาสสิคดี
|
| |
|
|
|
|
|
| |
|
|
|
|
|
|
|
| |
|
|
|
|
|
 |
ส่วนร้านนี้มีโคมไฟหลากหลายสีสันให้เราเลืือกซื้อกัน
|
|
| |
|
|
|
|
|
| |
|
|
|
|
|
|
|
| |
 |
|
|
|
|
|
| |
|
รูปสุดท้ายของวันนี้และที่
Night Bazaar ครับ เราเดินกลับเข้าที่พักตอนประมาณเกือบสี่ทุ่ม
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|