Main Page

Mae Hong Son Big Trip

ประมวลภาพงาน Jazz Concert

Pimai & Panom Rung Historic Park

Chiang Rai trip

Pitsanulok & Pichit trip

Mini Siam trip

Rayong's orchard trip

Phuket trip

Thailand Map & Our Travel routes

About Me

โปรดสละเวลาลงนามในสมุดเยี่ยมชมหน่อยครับ

Email Me

Counter
Since July 12, 2003

Date : October |2| |3| |4| |5|, 2003


October 4, 2003 ... Part |1| |2| |3| |4| |5| |6|

Third day ... go to Doi Mae Salong to buy some tea, Doi Tung ,Prathat Doi Tung and back to hotel via route 1149(exciting route).

   

 

นี่ครับ บนจุดชมวิวสวนแม่ฟ้าหลวง

 
             
         
ดอกไม้นานาชนิดบนดอยตุง
 
         
   
   
   
วิวจากด้านสูง
     
             
         
ผมขณะยืนอยู่ที่รูปปั้นประติมากรรมเด็กในสวนแม่ฟ้าหลวง
 
         
             
     
แผนที่ภายในสวนแม่ฟ้าหลวงครับ
     
               
           

รูปสุดท้ายในสวนแม่ฟ้าหลวงก่อนแบตจะหมดครับ ที่เห็นด้านหลังมีหลังคาก็คือพระตำหนักสมเด็จย่านั่นเอง

น่าเสียดายมากๆเลยครับที่แบตดันมาหมดซะก่อน ต้นตุงก็ยังไม่ได้ถ่าย ด้านนอกพระตำหนักก็ไม่ได้ถ่าย เลยทำให้ผมต้องเปลี่ยนโปรแกรมที่จะไปแม่สายและสามเหลี่ยมทองคำในวันนี้เป็นวันรุ่งขึ้นแทน เพราะถ้าไปวันนี้ก็ไม่ได้เก็บภาพอยู่ดี สู้ไปในวันรุ่งขึ้นและได้ถ่ายรูปยังจะดีซะกว่า

   
           

 

   ดังนั้นผมจึงจะขอเล่าต่อแบบ no pictures เลยนะครับ ... หลังจากชมสวนแม่ฟ้าหลวงเสร็จเราก็เข้าไปยังพระตำหนัก ตอนแรกผมก็กลัวๆอยู่ว่าทางเจ้าหน้าที่เขาจะให้ผมเข้าหรือเปล่าเนื่องจากผมใส่กางเกงขาสั้นมา ผมนี่จริงๆเลย รู้ทั้งรู้มาก่อนหน้านี้แต่ดันลืมเรื่องนี้ไปเลย แต่พอเดินเข้าไปเจ้าหน้าที่เขาเตรียมกางเกงกาก๊วยสียีนมาให้เลยครับ บอกให้ใส่ทับไป ตลกตัวเองจริงๆแต่ก็เข้ากันนะครับเพราะเสื้อผมสีฟ้าอยู่แล้ว ข้างในพระตำหนักสวยงามมากลืมบอกไปว่าเจ้าหน้าที่เขาไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปภายในพระตำหนักนะครับ จะถ่ายได้ก็แต่เพียงก่อนเข้าและระเบียงด้านนอกเท่านั้น ทำให้เหตุการณ์ที่กล้องแบตหมดไม่ค่อยมีผลเท่าไร หลังจากได้เดินชมพระตำหนักแล้วเราก็ไปดูต่อที่หอพระราชประวัติ ซึ่งได้ดูข้อมูลเกี่ยวกับท่านเยอะมากเลย บางอย่างก็ไม่เคยได้ทราบมาก่อน สมเด็จย่าท่านชอบใ้ช้เวลาว่างไปกับการจัดแต่งสวนดอกไม้ งานหัตถกรรม และงานช่วยเหลือพสกนิกรชาวไทยโดยเฉพาะที่เป็นชาวเขาเพราะเขาเหล่านั้นน่าสงสารมาก เราเอ้อระเหยลอยชายดื่มกาแฟดอยตุงพร้อมกับทานคุกกี้กันในร้านกาแฟดอยตุง เกือบๆห้าโมงเย็นบรรยากาศเย็นสบายมากครับ จากนั้นก็ตั้งใจไปต่อที่พระธาตุดอยตุงซึ่งอยู่ห่างออกไปอีกประมาณ 10 กว่ากม. ผมขับรถแบบเปิดกระจกและปิดแอร์เพราะอากาศเย็นสบายดี ขับไปถึงทางเข้าพระธาตุซึ่งอยู่เลยไปจากวัดพระธาตุไปอีก 2 กม.เส้นทางนี้ค่อนข้างเปลี่ยวครับ ถนนก็แคบมากๆ ถ้าเจอรถสวนก้คงต้องจอดรอกันคันหนึ่งหล่ะครับเพราะแคบจริงๆ แต่ตอนผมไปไม่เจอรถสวนมาเลย พอไปถึงลานจอดรถตรงทางขึ้นบันไดที่มีร้านขายของอยู่ เชื่อหรือเปล่าว่าบรรยากาศเงียบมาก ร้านขายของก็ไม่มีคนมาขาย สุนัขสักตัวก็ไม่มี เราลงมาจากรถและเดินสังเกตไปรอบๆ เวลาตอนนั้นก็ประมาณห้าโมงครึ่งแล้ว มองไปไม่เจอใครเลย จึงห่วงเรื่องความปลอดภัยขึ้นมาทันที ผมตัดสินใจกลับเข้ารถและบอกกันว่ากลับดีกว่า เสียดายก็เสียดายแต่กลัวจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นเลยขับกลับ ระหว่างทางกลับนั้นเราเจอรถกระบะทะเบียนเชียงรายขับรถสวนมา ทำให้เรามองหน้ากันและผมก็ไปกลับรถตรงวัดพระธาตุที่ผ่านมาและได้สอบถามกับทางคนที่นั่นว่าขึ้นไปยังไง ทางคนแถวนั้นก็บอกว่าขับรถขึ้นไปเลยไม่ต้องเดินขึ้นบันไดไป ได้ฟังอย่างนั้นก็เลยใจชื้นและขับรถกลับไปอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้จุดเสียวมันอยู่ที่ทางขึ้นไปพระธาตุสิครับ เพราะทางชันมาก ผมเข้าตำแหน่งเกียร์ 2 ซึ่งมีอยู่ในเกียร์ออโต้ใช้ในการขึ้นและลงเขาในทางที่ชันมากๆ แต่ระยะมันยาวเหลือเกินเร่งไปมันก็เนือยๆไม่มีผลเท่าไหร่ เสียเริ่มไม่ดีแล้ว ได้แต่ภาวนาว่าเมื่อไรจะหมดความชันนี้ซะทีแต่สักพักก็หมดและถึงลานด้านบนพอดี เราจอดรถและเดินไปไหว้พระธาตุดอยตุงซึ่งเป็นพระธาตุที่บรรจุกระดูกไหปลาร้าของพระพุทธเจ้า บรรยากาศตอนนั้นบรรยายไม่ถูกอากาศเย็นมาก คนจากรถกระบะที่มาไหว้ประมาณ 5-6 คนได้ ทำให้เราไม่กลัวเท่าไรเพราะมีเพื่อน วิวด้านบนมองเห็นทะเลหมอกน้อยๆ มองข้ามไปอีกไกลๆเป็นฝั่งประเทศพม่า สักพักก็มีรถสองแถวขึ้นมาอีกคัน คราวนี้บรรทุกชาวญี่ปุ่นหรือเกาหลีเพื่อมาไหว้พระธาตุ เราเดินกินบรรยากาศสักพักก็ขับรถลงเพื่อกลับที่พักเนื่องจากเกือบหกโมงเย็นแล้ว ก่อนมาผมเห็นป้ายไปอ.แม่สายอีก 30 กม.ในเส้นทางหลวงหมายเลข 1149 ก็เลยตั้งใจว่าขากลับจะกลับเส้นทางนี้ไม่อยากขับกลับเส้นทางเดิม แต่ตอนลงดันเลี้ยวผิดทางไปซะไกลเลยไม่เจอทางแยกไปแม่สายซะที เลยกลับรถ(ลำบากมากเพราะทางแคบและเป็นทางลงเขา) กลับรถไปก็เจอกับรถสองแถวที่ขึ้นไปไหว้พระธาตุมาสวนกัน เขาคงสงสัยว่าไอ้ทะเบียนกทม.นี่มันหลงทางหรือลืมอะไรไว้นะ ขับมาสักพักก็เจอแยกเดิมที่เลี้ยวผิดทางมา ผมเลี้ยวซ้ายไปอีกครั้งและสักพักก็จะเจอทางแยกบอกไปแม่สายอีก 30 กม.ผมเลี้ยวขวาไปตามป้ายที่บอกในใจคิดว่าแค่ 30 กม.เองเดี๋ยวก็ถึง ช่วงเวลานั้นก็หกโมงหน่อยๆแต่ยังพอมีแสงแดด ขับไปไม่นานก็เจอด่านทหารด่านแรก ได้ยินเสียงเพลงจากวิทยุทรานซิสเตอร์เปิดดังอยู่ทหารกำลังเล่นตระกร้อกันอย่างสนุกสนาน แต่พอเห็นเราเขาก็หรี่เสียงวิทยุและเลิกเล่นตระกร้อพร้อมกับเดินมาถามเราอย่างเป็นมิตรว่า "จะไปไหนครับ ?" ผมเองตอบไปว่า "จะไปแม่สายครับ" และเขาก็ถามอีกว่า "มาจากไหนกันครับ ?" ผมตอบกลับไปว่า "เรามาจากพระธาตุดอยตุง พระตำหนักดอยตุงครับ ขากลับไม่อยากกลับทางเดิมเลยมาทางนี้ครับ" ทหารผู้ใจดีได้บอกเราว่า "ขับดีๆนะครับ" เราก็ถามไปอีกว่า "สภาพถนนเป็นอย่างไรบ้าง ปลอดภัยมั๊ย ?" เขาตอบกลับมาว่า "โค้งหักศอกเยอะหน่อยแต่ขับช้าๆละกัน" และขอให้เราโชคดี หลังจากนั้นทหารก็เปิดที่กั้นให้เราผ่านไป จากที่ขับรถเปิดกระจกปิดแอร์มาตลอดผมเริ่มหนาวและใจไม่ค่อยดี จึงปิดกระจกและเปิดแอร์ตามปกติ น้องซีเองนั่งอยู่ข้างๆยังไม่รู้อะไรเห็นร้องเพลงไปตามเพลงที่เปิดในขณะนั้น ส่วนผมนั้นรู้ดีว่าเส้นนี้เป็นเส้นชายแดนพม่าแต่ไม่คิดว่าจะไกลขนาดนี้ เส้นทางอย่างที่ทหารบอกไว้จริงๆครับ โค้งหักศอกตลอดเลย แต่ถ้าช่วงไหนตรงๆยาวๆผมจะเข้า D3 เพื่อเร่งความเร็วเลย ระหว่างทางบอกตามตรงว่าวิวสวยมาก ไม่เจอรถสวนมาเลยสักกะคัน จะมีก็แค่คันเดียวขี่สวนมาซึ่งเป็นรถมอเตอร์ไซด์ สองข้างทางไมมีบ้านเรือนซึ่งก็คงไม่มีใครมาตั้งบ้านเรือนแถบชายแดนอย่างนี้หรอกนะนึกในใจว่าถ้ายางแบนยางแตก เครื่อง overheat ต้องจอดกลางทาง หรือไม่ก็มีพม่าถือปืนมาดักปล้น เราจะทำยังไงกันเนี่ย แสงแดดเริ่มหนีหายไปจากท้องฟ้า มาแทนที่ด้วยความมืดและความหนาวเย็น ผมได้แต่นึกในใจว่ารู้งี้ขับรถกลับทางไปพระตำหนักดีกว่า ตัดสินใจครั้งนี้ผิดพลาดจริงๆ ขับรถไปสักพักก็ได้เห็นวิวแสงไฟจากหมู่บ้านที่ปลูกอยู่ข้างล่างซึ่งจริงๆแล้วมันอยู่ไกลมากเพราะเรามองจากดอยที่อยู่สูงกว่า ทำให้ผมนั้นใจชื้นขึ้นมาทันใด อย่างน้อยๆก็ใกล้แล้วหล่ะน่า ไม่นานก็เจอด่านทหารเป็นด่านที่สอง ความรู้สึกผมนั้นดีใจมากที่ได้เจอด่านอย่างน้อยๆก็มีทหารหาญคอยปกป้องคุ้มครองอธิปไตยประเทศเรานะ ผมลดความเร็วและหยุดรถพร้อมกับเปิดกระจกเพื่อที่จะให้ทางพี่ทหารได้ตรวจเช็คหรือสอบถาม ขณะนั้นแสงแดดไม่มีแล้วมีแต่ไฟสลัวๆจากตะเกียงหรือหลอดไฟจากด่านทหาร พลทหารที่ยืนอยู่เห็นรถผมก็ตะโกนเรียก "จ่าๆ" ทหารอายุรายสามสิบกว่าก็เดินเข้ามาที่รถผมพร้อมกับยิงคำถามที่น่าจะเป็นคำถามที่ถามกันปกติเมื่อมีรถมาเยือนที่ด่าน "จะไปไหนครับ ?" ผมตอบไปว่า "จะไปแม่สายครับ" พี่จ่าได้บอกกลับมาว่า "ตอนนี้ด่านปิดแล้ว ! เพราะเลยหกโมงเย็นมาแล้ว" (ขณะนั้นเวลาประมาณ 18.20 น.ท่าจะได้) แป่ว ?!?! ในใจคิดว่าแล้วจะไม่ให้ผมไปเหรอเนี่ย ? น้องซีช่วยพูดว่า "ไม่ทราบจริงๆค่ะ ต้องขอโทษด้วยค่ะ" พี่จ่าถามต่อว่า "มากันสองคนเหรอ" ผมตอบกลับไป "ครับ...มากันสองคน" พี่จ่าก็ขอดูบัตรประจำตัว ผมควักแบบรวดเร็วเนื่องจากเราไม่ได้ทำอะไรผิดอยู่แล้ว พี่จ่าได้นำบัตรประชาชนผมไปให้พลทหารจดรายละเอียดและทะเบียนรถของผมไว้ พี่จ่าได้พูดกับเราเชิงคุยว่า "เดี๋ยวรอสักครู่นะ" และถามเราว่า "มาจากไหน" ผมก็ตอบไปเหมือนเดิมว่า "ไปดอยแม่สลอง ดอยตุง พระธาตุดอยตุงมา อยากกลับทางแม่สาย" สักพักก็ได้บัตรประชาชนคืน ผมก็เลยถามอีกว่า "อีกไกลมั๊ยครับ และเส้นทางปลอดภัยหรือเปล่า ?" คราวนี้พี่จ่าบอกมาเลยว่า "อีกสัก 10 กม.และเส้นทางนี้เป็นเส้นชายแดนมองไปฝั่งโน้นอีกสิบกว่าเมตรก็เป็นประเทศพม่าแล้ว" บอกมาดังนี้ทำให้น้องซีรู้เลยว่าอะไรเป็นอะไร และก่อนจากไปพี่จ่าก็ได้บอกว่า "ขับไปจะเจอกับด่านสุดท้ายอีกด่านหนึ่งให้เราบอกกับทหารที่ด่านนั้นเหมือนกับบอกที่นี่" ผมนี้รีบขอบคุณและบึ่งรถออกไปเลยครับ ไม่มีการคุยอะไรทั้งนั้นในใจมีแต่ว่าเมื่อไรจะถึง เมื่อไรจะถึง ขับพอประมาณก็เริ่มเห็นแสงไฟเป็นแถวยาวสีส้ม มองออกไปน่าจะเป็นไฟจากถนนพหลโยธิน ทำให้ใจชื้นมาอีกโขเลย สักพักก็เจอด่านทหารด่านที่สาม เรารีบลดกระจกและบอกกับทหารที่นั่นว่า "จะขับรถไปแม่สายครับ" ผิดคลาดคิดว่าทหารที่ด่านนี้จะขอดูบัตรประชาชนและคุยสอบถามอะไรบางอย่าง แต่กลับทำท่าตะเบ๊พวกเราทั้งสอง และทหารอีกคนก็ทำมือผายออกไปพร้อมกับยิ้มๆบอกกับเราว่า "เชิญครับ" เท่านั้นแหละเราก็ขับรถต่อไปอีกซึ่งอี่ก 5-10 นาทีเราก็เริ่มเจอเด็กถีบจักรยาน เด็กเล่นกันข้างๆถนน ใจที่หายไปเริ่มกลับมาแล้ว เราเริ่มคุยกันอีกครั้งหนึ่งและหัวเราะ สักพักก็มีป้ายบอกทางไปแม่สายให้เลี้ยวขวาจนเราขับมาถึงถนนใหญ่หยุดรอสัญญาณไฟแดงเพื่อขับเข้าถนนพหลโยธินกลับโรงแรมในตัวเมืองเชียงรายต่อไป

 

           
   

พอกลับมาถึงที่โรงแรม เราได้เอากล้องมาชาร์ตแบตเพื่อจะเก็บภาพที่ Night Bazaarตอนไปทานอาหารกัน

ภาพบรรยากาศตอนค่ำคืนประมาณสองทุ่มที่ Night Bazaar จังหวัดเชียงราย โดยตั้งอยู่ข้างๆบขส. สะดวกในการไปมามาก

           
             
         
บางส่วนของร้านที่ขายกระเป๋าแบบชาวล้านนา มีให้เลือกหลายรูปแบบ
         
           
         
   
ร้านนี้ขายพรมและของประดับพวกกำไลและสร้อยครับ

 

         
               
           
มีอยู่ 3-4 ร้านเหมือนกันที่คนขายเป็นชาวเขาไม่ใช่ชาวเราแต่งตัวเต็มยศมาขายของที่นี่ ผมเองไม่กล้าที่จะไปถ่ายรูปตรงหน้าใกล้ๆครับ กลัวแกจะว่าเอา
 
           
               
         
   
ร้านนี้กำลังขายโมบายที่ทำเป็นรูปนก ผมชอบตรงที่เป็นร่มแล้วแขวนโมบายไว้รอบๆ คลาสสิคดี
         
               
           
ส่วนร้านนี้มีโคมไฟหลากหลายสีสันให้เราเลืือกซื้อกัน
 
           
               
           
   
รูปสุดท้ายของวันนี้และที่ Night Bazaar ครับ เราเดินกลับเข้าที่พักตอนประมาณเกือบสี่ทุ่ม