เมืองหลวงของสัตว์ป่า เมืองหลวงแหล่งที่ว่านี้อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพ ฯ หรอกครับ เป็นผืนป่าแหล่งที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ที่ได้อนุรักษ์ไว้ในนามอุทยานแห่งชาติ เป็นแหล่งพักพิงอาศัยของสัตว์หลาย ๆ ชนิด เพราะเป็นรอยต่อระหว่าเทือกเขาทางภาคเหนือและภาคใต้ที่เรียกกันว่าจุด
. ซึ่งจุดนี้จะมืทั้งสัตว์ที่อาศัยอยู่ทางภาคเหนือและสัตว์ที่อาศัยอยู่ทางภาคใต้มาอาศัยอยู่รวมกัน ทำให้ผืนป่าแห่งนี้กลายเป็นเมืองหลวงของสัตว์ป่าไปเสียแล้ว ส่วนอีกสาเหตุหนึ่งที่ให้ชื่อว่าเมืองหลวงของสัตว์ก็คืออยู่ไกล้กรุงเทพ ฯ นั่นเอง และอุทยานที่ว่านี้คือ อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน แก่งกระจานมีเนื้อที่ประมาณ 2915 ต.ร.กิโลเมตร หรือประมาณ 1,821,875 ไร่ ตั้งอยู่ในจังหวัดเพชรบุรีคือ อ.และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
ไม่มีเรียน Design กลับจากห้วยน้ำดังได้ 1 สัปดาห์ ยังเก็บข้าวเคลียของไม่เสร็จเลย Project trip ต่อไปก็เกิดขึ้นในหัวสมองผมอีกแล้ว คราวนี้คงเป็นที่ไกล้ ๆ เพราะจะได้ใช้เวลา 3 4 วันให้คุ้มค่าที่สุด และแล้วผมก็ ตัดสินใจที่จะเลือก อ.ท.ช แก่งกระจาน เพราะใกล้ที่สุดแล้ว Program ผมจะออกเดินทางจากบ้านในวันศุกร์ที่ 18 มกราคม 2544 แต่พอดีในวันพฤหัสช่วงบ่ายวิชาเรียนถูกงดเรียน ผมเลยตัดสินใจออกจากบ้านตั้งแต่เที่ยงวันที่ 17 เพราะจะได้มีเวลาในการท่องไพรมากขึ้น โชคดีที่ผมและเพื่อน ๆ ได้ซื้อเสบียงตั้งไว้ก่อนแล้วจึงไม่มีปัญหาเท่าไหร่
บ่ายโมงตรงพวกเราออกจากบ้านมุ่งตรงยังแก่งกระจานโดยใช้เส้นทาง กรุงเทพ ฯ เพชรบุรี 5 โมง 40 นาที พวกเราลงจากรถทัวร์ตรงทางแยกเลี้ยวขวาเข้าอุทยาน ฯ ก่อนถึงตัวเมือง 6 กิโลเมตร เพื่อโบกรถเข้าอุทยานอีกที ตามถนนเรียบคลองชลประทานเต็มไปด้วยฟางข้าวทั้งสองฝั่ง ถนนสายนี้จะไปตัดกับทางหลวงหมายเลข 3499 บรรยากาศไกล้ค่ำรถเริ่มเปิดไฟหรี่ หันไปดูเส้นทางเส้นที่เราจะโบกรถ วังเวงใจเหลือเกิน ! ครับ คิดสงสัยในใจว่าคืนนี้พวกเราต้องหุงข้าว กางเต้นกันตรงกองฟางนี้หรือเปล่า เพราะไม่มีรถวิ่งให้เห็นเลยนาน ๆ กว่าจะผ่านมาสักคัน เวลาผ่านไปไม่นานเท่าไหร่ รถผ่านไป 2 3 คัน โดยที่ผลออกมาพวกเราแห้ว แต่สักประมาณ 1 ทุ่ม มีรถกระบะ 2 คัน พุ่งตรงมาจากทางแยก ผมยกมือขึ้นโบกรถชะลอความเร็วจอดตรงหน้า ผมเข้าไปถามว่าไปไหนครับ พอดีหลวงพ่อที่นั่งอยู่หน้ารถถามกลับมาว่า แล้วจะไปไหนกันละ ผมตอบกลับทันทีไปอุทยานครับ อุทยานไหนละท่านถามกลับมา อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานครับ !
อ้าวพอดีเลยกำลังจะเข้าไปอุทยานเหมือกันขึ้นซิ พวกผมไม่รอช้ารีบขนข้าวของขึ้นรถทันที ระหว่างทางที่ นั่งรถไปพวกผมก็นั่งคุยกับพระที่อยู่ข้างหลังอีกองค์ที่นังอยู่ข้างหลังกับเด็กอีกหนึ่งคนไปเรื่อย ๆ และแล้วพวกผมก็ถึงบ้านท่าเรือซึ่งอยู่ไกล้กับที่ทำการอุทยาน ฯ ห่างกันประมาณ 1 กิโลเมตร 3ทุ่มพวกเราเข้าไปกะกางเต็นท์ หุงข้าวกันทันทีก็กะว่าคืนนี้คงต้องหาฟืนก่อไฟกันแล้วละแต่ก็โชคดีอีกครั้ง เจ้าหน้าที่อุทยานยังอยู่คอยบริการนักท่องเที่ยวอีกหลายคน ผมประทับใจมาก ๆ พวกเราเช่าเตาซื้อถ่านกันไปเพื่อประกอบอาหารเย็นมื้อนี้ ผมทำหน้าที่กางเต็นท์เพื่อน ๆ ก็ช่วยกันก่อไฟหุงข้าว
บรรยากาศข้อนข้างเงียบทั่งลานกางเต็นท์ มีเต็นท์อยู่ 2 หลัง แต่อีกกลุ่มรู้สึกพวกเขาไม่ได้เที่ยวแบบ Eco tourism เท่าไหร่ การกระทำของพวกเขาเป็นแค่การเปลี่ยนบรรยากาศดื่มเหล้าเท่านั้น พวกเขาโชว์ power เต็มที่ด้วยการเปิดเครื่องเสียงในรถกระหึ่มศูนย์บริการนักท่องเทียวไปเลย จนเจ้าหน้าที่ทนไม่ไหวต้องมาบอกให้พวกเขาเบาเสียงลง ผมว่าการกระทำของเขาควรจะไปเที่ยว พับร์ เที่ยวบาร์ เสียดีกว่า ดีกว่ามาเที่ยวป่าให้คนให้สัตว์ต้องรำคาญ หยุดบรรยายถึงพวกไร้สาระดีกว่า
ไม่นานทุกคนก็ช่วยกันทำกับข้าวจนเสร็จ (ปลากระป๋อง ใข่เจียว
ครับ) เส๊ะเตรียมตัวตกปลาแต่ดูสภาพตลิ่งไม่ค่อยเป็นใจเท่าไหร่จึงต้องล้มเลิก ไม่นานพวกเราก็เข้านอนเพื่อเก็บแรง Advanture ต่อพรุ่งนี้ กับระยะทางอีก 50 กิโลเมตรกว่าจะถึงเขาพะเนินทุ่ง
เพื่อน ๆ ครับ
. อย่าเพิ่งเซ็ง ..(ขอโทษนะครับนี่คือสารคดีส่วนตัวของผมแต่ยังจัดพิมพ์ไม่เสร็จ(กำลังสอบ)..... ยังไงถ้าพิมพ์เสร็จเมื่อไหรจะส่งไปให้อ่านก็แล้วกัน...)
|