A.
สาเหตุมีความเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน
โดยเฉพาะฮอร์โมนเพศชาย
ซึ่งมีเรียกทางแพทย์ว่า
แอนโดรเจน (Androgen)
ซึ่งไม่ได้มีเฉพาะในเพศชาย
เพศหญิงก็มีเช่นกัน
ฮอร์โมนนี้มีความสำคัญต่อการพัฒนาทางด้านร่างกายในช่วงวัยรุ่น
( ช่วงระหว่างวัยเด็ก
กับ ผู้ใหญ่ )
ฮอร์โมนยังมีผลต่อการทำงานของต่อมไขมันตามผิวหนังด้วย
กล่าวคือจะเพิ่มการทำงาน
ขับไขมัน ( Sebum )
เพิ่มมากขึ้น
ต่อมไขมัน ( Sebaceous Gland )
พบอยู่ร่วมกับขน
รวมเรียกว่า Sebaceous Follicle
ในช่วงวัยรุ่น
เซลล์ผิวหนังในรูขุมขนเพิ่มที่จะแบ่งตัวเร็ว
และหลุดลอกออก
ในผู้ที่เป็นสิว
เซลล์เหล่านี้มักจะแบ่งตัวเร็ว
และเกาะกันมากกว่าผู้ที่ไม่เป็นสิว
เมื่อก้อนเซลล์เหล่านี้ผสมกับการเพิ่มขึ้นของ
Sebum
จึงเกิดการอุดตันที่รูเปิดของรูขุมขน
ทำให้ Sebum ที่ถูกสร้างอยู่เรื่อยๆ
ไม่มีทางออก
จึงดันให้ปูดขึ้น
กลายเป็นสิวหัวดำ
ในขณะเดียวกัน
เชื้อแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ตามปกติชื่อ
P. acnes
เริ่มเจริญเติบโตอยู่ภายใน
เชื้อแบคทีเรียเหล่านี้ผลิตของเสียที่ระคายเคืองทำให้เกิดการบวมแดง
กลายเป็นสิวชนิดอักเสบแดง
หลายๆคนเข้าใจผิดคิดว่า
สิวเกิดจากความสกปรกของผิว
จึงพยายามล้างหน้าบ่อยๆ
โดยไม่หาวิธีรักษา
ถูกต้องที่ว่า
การล้างหน้า
เป็นการชะล้างความมันส่วนเกิน
และกำจัดเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วออกไป
บางคนก็เลือกใช้สารชะล้างที่แรง
ถูหน้าอย่างรุนแรง
โดยหวังให้หน้าสะอาด
แต่ที่จริงแล้ว
กลับเป็นการสร้างความระคายเคืองมากขึ้น
ทำให้สิวที่เป็นอยู่แย่ลง
โดยทั่วไป
การล้างหน้าวันละ 2
ครั้งด้วยน้ำและสบู่อ่อนที่ไม่ระคายเคืองผิวก็เพียงพอแล้ว
การเกิดสิวยังมีปัจจัยอื่นๆ
ดังนั้น
การเลือกใช้ยารักษาที่ถูกต้อง
น่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่า
ความเครียดมักตกเป็นผู้ต้องหาสำหรับหลายๆโรค
และสิวก็เช่นกัน
บางครั้งก็ไม่สามารถแยกออกได้ว่าความเครียดกับสิว
อย่างไหนเป็นสาเหตุของใครกับแน่
เพราะผู้ที่มีสิวขึ้น
ก็มักจะเครียดตามมาทีหลังด้วยเช่นกัน
แต่ก็อาจมีผลต่อสิวอยู่บ้าง
โดยความเครียด
สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกาย
จึงมีผลให้เกิดสิว
อย่างไรก็ตาม
ถ้าสิวถูกรักษาอย่างถูกต้อง
ความเครียดก็แทบไม่มีผลต่อสิวเลย
โดยทั่วไป
สิวเริ่มเกิดตอนวัยรุ่น
จนหมดไปเมื่ออายุประมาณ 20 ปี
แต่บางราย
สิวก็ยังคงเป็นอยู่หลังเข้าสู่วัยผู้ใหญ่
ซึ่งมักพบกับการเป็นสิวที่หลังด้วย
( พบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง )
และการเป็นสิวที่สัมพันธ์กับช่วงมีรอบเดือน
และบางราย
ก็มาเกิดสิวช่วงเป็นผู้ใหญ่
ซึ่งมักพบในผู้หญิงมากกว่า
เหตุผลคือ
เมื่อผู้หญิงอายุมากขึ้นจะเกิดการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน
หรือ
การเกิดเนื้องอกที่รังไข่ (
Ovarian cyst ) การตั้งครรภ์ ผู้หญิงบางคนเกิดสิวหลังหยุดยาคุมกำเนิด
เพราะช่วงที่ทานยาคุมกำเนิด
ฮอร์โมนในร่างกายถูกควบคุมให้คงที่
และอาจเกิดจากเครื่องสำอางด้วยเช่นกัน
อาหารไม่ใช่สาเหตุของสิว
การควบคุมอาหารไม่สามารถรักษาสิว
จากการศึกษาไม่พบความเกี่ยวพันกันเลย
อย่างไรก็ตาม
ให้หลีกเลี่ยงอาหารบางอย่าง
ได้แก่ ช็อคโกแลต , ไข่ , หอบ ,
อาหารมัน
หลายๆคนเชื่อว่าการตากแดดช่วยให้สิวหายเร็วขึ้น
ซึ่งก็ไม่มีข้อพิสูจน์เช่นกัน
และยังเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งผิวหนังเนื่องจากการสัมผัสรังสีอัลตร้าไวโอเล็ตมากเกินไป
แต่ละคนจะได้รับการรักษาไม่เหมือนกัน
แล้วแต่สาเหตุ
ลักษณะของสิวที่เป็น
ดูเพิ่มเติมที่เรื่องยารักษาสิว.....
ได้
สิ่งที่จะต้องดูคือ
เครื่องสำอางนั้นมีระบุไว้ที่บรรจุภัณฑ์นั้นว่า
"Non- Comedogenic" หมายความว่า
ไม่มีสารที่ระคายเคือง
ทำให้เกิดสิ่งอุดตันที่รูขุมขน
อันจะเป็นสาเหตุทำให้เกิดสิว
ยารักษาสิวบางชนิด
ทำให้เกิดการระคายเคือง
ผิวแห้ง
โดยเฉพาะช่วงแรกของการรักษา
การใช้ครีมบำรุง หรือ
ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดบางชนิดยิ่งทำให้เลวร้ายลง
จึงควรเลือกให้ดี
โดยปรึกษาแพทย์ เภสัชกร
ที่ควรหลีกเลี่ยงคือ
การแต่งหน้าหนา
แน่นอน
เพราะเป็นการทำให้เกิดการช้ำ
อักเสบได้มากขึ้น
เพิ่มการเป็นแผลเป็น
การรักษาแผลเป็นที่ดีที่สุด
คือ การรักษาสิว
เพื่อป้องกันการเกิดสิว
การแก้ไขแผลเป็นมีหลายวิธี
ได้แก่
การลอกหน้าด้วยกรดผลไม้
หรือ กรดวิตามินเอ , Dermabrasion , Laser
abrasion
ซึ่งต้องทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น
ขึ้นกับยาที่ใช้
โดยทั่วไปใช้เวลา 1
สัปดาห์ขึ้นไป ไม่ใช่ 1-3 วัน
แพทย์มักจะรอเวลาประมาณ 3-4
สัปดาห์
เพื่อประเมินผลว่าวิธีการรักษาที่ใช้อยู่นี้ได้ผลดีหรือไม่
?
ต้องเปลี่ยนวิธีรักษาหรือไม่
ผู้ป่วยไม่ควรใจร้อนรีบเปลี่ยนยา
หรือเปลี่ยนหมอเร็วจนเกินไป
ดีไม่ดีก็ต้องเริ่มต้นรักษาใหม่
ไม่สมควรอย่างยิ่ง
เพราะการใช้ยามากเกินไป
บ่อยเกินไป
มีแต่จะเพิ่มผลข้างเคียง
การระคายเคืองจากยา
ยาทาสิวไม่ได้มีวัตถุประสงค์ให้ทาเฉพาะบริเวณที่ทาเท่านั้น
แต่เป็นการทาบริเวณโดยรอบเพื่อป้องกันการเกิดสิวด้วย
ทางที่ดี
ท่านควรจะปรึกษาแพทย์
ก่อนดีกว่า
|