ห้องสมุดหนังสือเก่า พล นิกร กิมหงวน
เอื้อเฟื้อพิมพ์เป็นเอกสารโดย คุณกระดิ่งทองแดง

- ๒ -
             ตอนสายวันรุ่งขึ้น...
             ขณะที่สี่สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึก ฯ นั่งพักผ่อนสนทนากันอยู่ในห้องพัก เจ้าแห้วก็กระหืดกระหอบเข้ามาในท่าทางตื่นเต้นผิดปกติ
             “รับประทาน...โอ้ย...รับประทานมาแล้วครับ”
             สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึก ฯ ต่างมองดูเจ้าแห้วอย่างเคือง ๆ
             “ใครมาวะ” ท่านเจ้าคุณถาม
             เจ้าแห้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่
             “รับประทาน มนุษย์กบน่ะซีครับ ผู้การใช้ให้ผมลงมาเชิญทุกคนขึ้นไปบนดาดฟ้าครับ”
             พลหัวเราะหึ ๆ
             “แกจะบ้าหรือวะอ้ายแห้ว แกตื่นเต้นเสียราวกับว่ามนุษย์กบเป็นมนุษย์อภินิหารหรือผู้วิเศษอะไรทำนองนั้น พูดเสียจนหายใจหายคอไม่ทัน ทั้ง ๆ ที่มนุษย์กบก็คือทหารเรือเราดี ๆ นี่เอง”
             เจ้าแห้วมีสีหน้าชุ่มชื่นผิดปกติ
             “รับประทาน ทหารเรือถูกแล้วครับ แต่ว่าเป็นทหารเรือผู้หญิง”
             สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึก ฯ สะดุ้งเฮือกพร้อม ๆ กัน
             “ทหารเรือผู้หญิง” กิมหงวนร้องตะโกนสุดเสียง
             “ครับ แล้วก็สวยเสียด้วยครับ รับประทานแต่ละคนจ้ำม่ำทรวดทรงขนาดเจน รัสเซลหรือมารีลิน มอนโรทั้งนั้นแหละครับ”
             “กี่คนอ้ายแห้ว” นิกรถามเร็วปรื๊อ
             เจ้าแห้วยกมือขวาขึ้น โดยหดนิ้วหัวแม่มือเสีย
             “รับประทานสี่คนครับ”
             นิกรยิ้มแป้น
             “บึบบับเหมือนกันทุกคนหรือ”
             “ครับ แต่ละคนส่วนเว้าส่วนโค้งแน่ไปเลย รับประทานรีบขึ้นไปบนดาดฟ้าเถอะครับ ผมรับรองว่าพวกคุณเห็นแล้วต้องน้ำลายหก”
             พลมองดู ดร. ดิเรกอย่างขบขัน
             “แกนึกยังไงขึ้นมาวะหมอ แกถึงขอมนุษย์กบผู้หญิงมาทำงาน”
             นายแพทย์หนุ่มสั่นศีรษะ
             “โน – กันไม่ได้ระบุเพศ กันเพียงแต่บอกพลเรือตรีวิชาญว่ากันต้องการมนุษย์กบสักสี่ห้าคน ท่านรับรองว่าจะส่งมาให้เช้าวันนี้ แล้วท่านก็ส่งกบตัวเมียมาให้”
             เจ้าคุณปัจจนึก ฯ พูดเสริมขึ้น
             “ท่ามันชักจะยุ่งละโว้ยดิเรก เป็นผู้หญิงยิงเรือจะมาอยู่ร่วมกับพวกทหารเรือลำนี้ได้อย่างไร ประเดี๋ยวเกิดอ้ายตาลยอดด้วนขึ้นจะเดือดร้อน”
             ดร. ดิเรกหัวเราะหึ ๆ
             “คงไม่เป็นไรครับ เพราะทหารมีวินัยเชื่อฟังคำสั่งผู้บังคับบัญชา”
             นิกรพูดขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ
             “สนุกกันละวะพวกเรา อย่างน้อยก็คงจะทำให้ทหารเรือทั้งลำวุ่นวายไปตามกัน เพราะทหารเรือล้วนแต่กำลังแตกเนื้อหนุ่ม ไปโว้ยพวกเรา ขึ้นไปบนดาดฟ้าเถอะ อยากดูหน้ามนุษย์กบตัวเมียเต็มทนแล้ว เคยเห็นแต่มนุษย์กบตัวผู้ นุ่งกางเกงยืดลงน้ำมองดูหาส่วนที่เจริญตาไม่ได้เลย กล้ามเนื้อขึ้นเป็นมัด ๆ ขนจั๊กแร้ยาวเฟื้อย บางคนไว้หนวดซะด้วย”
             เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง ทุกคนต่างลุกขึ้นพากันออกไปจากห้องพัก
             บนดาดฟ้าตอนหัวเรือ ร.ล. หนุมาน น.ท. หยดผู้บังคับการเรือพร้อมด้วยนายทหารประจำเรือที่มีตำแหน่งสำคัญอีก ๔ คน คือต้นเรือ ต้นหน ต้นปืน และต้นกล กำลังยืนจับกลุ่มสนทนากับหญิงสาวร่างอวบอัดทั้ง ๔ คน ซึ่งเป็นมนุษย์กบชั้นดีแห่งกองพันมนุษย์กบของราชนาวี ซึ่งสาวสวยทั้ง ๔ คนนี้อยู่ในชุดอาบน้ำสีกรมท่าแนบแน่นสนิทเนื้อ แลเห็นส่วนโค้งส่วนเว้าและส่วนนูนยั่วยวนตาน่าพิสมัย บนพื้นดาดฟ้าเรือมีกระเป๋าเสื้อผ้าขนาดใหญ่รวม ๔ กระเป๋า รองเท้ายางแบบเท้ากบ ๔ คู่ หมวกยางสวมศีรษะ ๔ ใบ แว่นตากันน้ำ ๔ คู่ ท่ออ๊อกซิเจนท่อคู่ขนาดเล็กอีก ๔ เส้น ของเหล่านี้ทหารประจำเรือยนต์ของกองเรือยุทธการได้ช่วยขนจากเรือยนต์ขึ้นมาบนเรือปราบเรือดำน้ำลำนี้
             เมื่อ ดร. ดิเรกพาคณะพรรคของเขา พร้อมด้วยเจ้าแห้วเดินเข้ามาหยุดยืนรวมกลุ่มกับพวกทหารเรือ น.ท. หยด เฉลิมเกียรติ ร.น. ผู้บังคับการ ร.ล. หนุมานก็แนะนำให้มนุษย์กบหรือกบสาว ๆ ทั้ง ๔ ตัวให้รู้จักกับคณะพรรคสี่สหายโดยทั่วหน้ากัน สี่สาวต่างชิดเท้าตรงกับศีรษะกระทำความเคารพ ซึ่งสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึก ฯ ก็กระทำความเคารพตอบแบบเดียวกัน
             ผู้บังคับการเรือได้ระบุชื่อมนุษย์กบให้สี่สหายทราบเป็นคน ๆ ไป
             “คุณคนนี้ เรือตรีหญิงบุปผา บุนนาคครับ ถัดไปเรือตรีหญิงไฉไล วีรเดช แล้วก็เรือตรีหญิงวันทนีย์ เมษาคม ทางขวานั่นเรือตรีหญิงระริน ชูประยูรครับ”
             ดร. ดิเรกก้มศีรษะเล็กน้อย เขารู้สึกพอใจ ร.ต. หญิงระริน ชูประยูร ร.น. มากกว่าคนอื่น เขากล่าวกับหล่อนว่า
             “ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ทางราชการส่งพวกคุณมาร่วมงานสำคัญกับพวกเราในเรือลำนี้”
             ระรินยิ้มอ่อนหวาน
             “ขอบคุณค่ะอาจารย์ หนูกับเพื่อน ๆ จะตั้งใจปฏิบัติหน้าที่อย่างดีที่สุดตามที่ได้ให้คำมั่นสัญญากับท่านผู้บังคับกองพันมนุษย์กบไว้แล้ว”
             อาเสี่ยทำท่าเจ้าชู้ประตูดิน กล่าวถามนายเรือสาวผู้มีนามว่าวันทนีย์ว่า
             “กองพันนี้มีแต่กบตัวเมียทั้งนั้นหรือครับ”
             วันทนีย์หัวเราะคิก
             “กบตัวผู้ก็มีเหมือนกันค่ะ”
             เสียงผู้บังคับการเรือร้องตวาดทหารประจำ ร.ล. หนุมานด้วยเสียงอันดัง
             “เฮ้ย – อยากติดตะรางหรือยังไงวะ บอกว่าไม่ให้แอบดูยังจะแอบดูอีก ประเดี๋ยวพ่อเอาขึ้นศาลทหารเสียเลยในฐานขัดคำสั่ง รู้ไหมว่าขณะนี้อยู่ในระหว่างกฎอัยการศึก”
             พวกทหารเรือซึ่งแอบดูมนุษย์กบสาวต่างแตกฮือวิ่งหนีกันไปคนละทิศละทาง น.ท. หยดซ่อนยิ้มไว้ในหน้า เขายกซองคำสั่งราชการชูให้คณะพรรคสี่สหายดู แล้วกล่าวกลับนายแพทย์หนุ่มอย่างนอบน้อม
             “ท่านผู้บัญชาการกองเรือยุทธการได้มีหนังสือนำส่งตัวนายทหารเรือหญิงทั้ง ๔ คนมาถึงผมครับ และสั่งมาว่า เท่าที่ให้มนุษย์กบแต่งชุดอาบน้ำนำคำสั่งมารายงานตัวเช่นนี้ ก็เพราะต้องการให้อาจารย์ได้ทดสอบความสามารถของกบสาวทั้ง ๔ คนนี้ ซึ่งทุกคนพร้อมแล้วที่จะแสดงการดำน้ำและปฏิบัติการใต้น้ำให้ดู เชิญสิครับ เชิญอาจารย์ทดลองได้ หากไม่พอใจก็ส่งตัวคืนไป กองทัพเรือจะส่งมาให้คัดเลือกอีก ทั้งนี้ก็เพราะว่างานปราบเรือดำน้ำปรมาณูนี้เป็นงานสำคัญยิ่ง”
             กิมหงวนกระซิบกระซาบบอกผู้บังคับการทันที
             “ผู้การครับ มีทหารเรือคนหนึ่งโผล่หัวออกมาจากปล่องช่องลมครับ”
             น.ท. หยดหันขวับไปทางซ้ายมือ เขาแลเห็นลูกน้องของเขาคนหนึ่งโผล่ศีรษะออกมาจากช่องลมนั้นและอ้าปากหวอมองดูนายทหารหญิงทั้งสี่ ซึ่งอยู่ในชุดอาบน้ำแนบสนิทเนื้อยั่วยวนตา
             “เฮ้ย” ผู้บังคับการตะโกนสุดเสียง
             พลทหารหนุ่มสะดุ้งเฮือกสุดตัว รีบหลบหน้าลงไปในปล่องนั้น ร.ต. หญิงระรินกล่าวกับ น.ท. หยดด้วยความหนักใจ
             “ผู้การต้องคุ้มครองหนูนะคะ รู้สึกว่าทหารเรือลำนี้เป็นนักถ้ำมองไม่ใคร่จะมีวินัยเลย”
             น.ท. หยดยิ้มแห้ง ๆ
             “ผมรับรอง คุณระริน ถ้าใครขืนทำรุ่มร่ามกับพวกคุณ ผมจะส่งไปสมอแดงทันที ถ้าหากว่าอาจารย์ดิเรกสั่งห้ามอย่างเด็ดขาดไม่ให้วุ่นวายกับพวกคุณ” พูดจบเขาก็หันมาทาง ดร. ดิเรก “อาจารย์จะทดสอบความสามารถของมนุษย์กบทั้ง ๔ คนนี้ก็เชิญครับ”
             นายแพทย์หนุ่มพยักหน้ารับทราบ
             “เอายังไงดีอ้ายกร ให้เรือตรีหญิงทั้ง ๔ ลงไปทำงานในน้ำให้เราดูความสามารถของเธอสักหน่อยนะ”
             นิกรเห็นพ้องด้วย
             “ก้อดีเหมือนกัน ถ้าเธอว่ายน้ำและดำน้ำได้ดี เราก็ควรรับเธอไว้ให้ร่วมงานกับเรา”
             พลมองดู ร.ต. หญิงบุปผาตลอดเวลา แล้วพูดเสริมขึ้น
             “ราชนาวีของเราน่าจะภาคภูมิใจไม่น้อยเท่าที่มีมนุษย์กบหญิงที่สวย ๆ และน่ารักอย่างนี้ ยังไม่เคยปรากฏว่ากองทัพเรือของชาติใดมีมนุษย์กบผู้หญิงไม่ใช่หรือครับ คุณบุปผา”
             หล่อนยิ้มน่ารัก
             “ค่ะ พวกเรามนุษย์กบหญิงรุ่นแรกมี ๕๐ คนด้วยกัน ใช้เวลาฝึกมาสองปีแล้วค่ะ พอสำเร็จหลักสูตรโรงเรียนมนุษย์กบก็ได้รับยศเป็นเรือตรีหญิง”
             ดร. ดิเรกกล่าวกับสี่สาวอย่างเป็นงานเป็นการ
             “โปรดเตรียมตัวลงทะเลครับ แต่งเครื่องมนุษย์กบให้พร้อม ผมจะให้ผู้ช่วยของผมคนใดคนหนึ่งลงทะเลด้วย เพื่อสังเกตการทำงานของพวกคุณอย่างใกล้ชิด”
             เรือตรีหญิงทั้ง ๔ คนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไปตามกัน ต่างลงมือแต่งเครื่องมนุษย์กบทันที คือสวมหมวกยางครอบศีรษะ สวมแว่นเป็นแผ่นยาวปิดนัยน์ตาทั้งสองข้าง สวมรองเท้าที่มีรูปลักษณะคล้ายเท้ากบ ต่อจากนั้นก็คาดเข็มขัดรัดเอวซึ่งมีมีดพกขนาดยาวอยู่ในซองของมันหนึ่งเล่ม แล้วก็สวมท่ออ๊อกซิเจนขนาดเล็กซึ่งเป็นท่อคู่ติดไว้ข้างหลัง สี่สหายถือโอกาสช่วยกันผูกท่ออ๊อกซิเจนให้มนุษย์กบสาวคนละคน
             ในที่สุดเรือตรีหญิงทั้ง ๔ คนก็กลายเป็นมนุษย์กบที่น่ารักน่าเอ็นดูยิ่ง ขนาดมนุษย์กบของข้าศึกเห็นแล้วต้องน้ำลายไหลไปตามกัน หล่อนถือฉมวกคนละเล่มสำหรับต่อสู้กับสัตว์ร้ายและข้าศึก
             ดร. ดิเรกหันมาพูดกับกิมหงวนอย่างเป็นงานเป็นการ
             “แกลงทะเลหน่อยซีนะอ้ายหงวน กันต้องการให้แกดูคุณ ๆ เหล่านี้ปฏิบัติงานใต้ทะเล”
             อาเสี่ยยิ้มแป้น
             “ได้ซี แต่ว่ากันไม่มีเครื่องมนุษย์กบ”
             น.ท. หยดพูดเสริมขึ้นทันที
             “ที่เรือเรามีอยู่หลายชุดครับ” พูดจบเขาก็หันมาทาง น.ท. สุภาพ ฤทธิไกร ร.น. ซึ่งเป็นผู้ช่วยของเขา คือเป็นต้นเรือ ร.ล. หนุมานลำนี้ “คุณช่วยไปบอกให้ทหารนำเครื่องมนุษย์กบมาให้อาเสี่ยสักชุดเถอะครับ อ้า...เอายังงี้ดีกว่า พาอาเสี่ยไปแต่งเครื่องมนุษย์กบมาเลย”
             เสี่ยหงวนหัวเราะหึ ๆ
             รูปร่างของผมมันเหมือนเขียดนี่ครับผู้การ แต่งเครื่องมนุษย์กบผมคงจะกลายเป็นมนุษย์เขียดไป”
             เจ้าคุณปัจจนึก ฯ ยกมือตบหลังอาเสี่ยค่อนข้างแรง
             “ไม่ใช่เวลาพูดเล่นน่า รีบไปแต่งเครื่องมนุษย์กบเถอะ อาอยากจะดูความสามารถของพวกคุณ ๆ เหล่านี้”
             ต้นเรือพาอาเสี่ยกิมหงวนเดินไปจากที่นั้น นิกรทำท่ากะลิ้มกะเหลี่ยกับ ร.ต. หญิงไฉไล เจ้าของอกเขาพระวิหารอันโอ่โถงยิ่ง แล้วนิกรก็สัมภาษณ์หล่อน
             “พวกคุณเคยทำงานใต้น้ำที่เรียกว่าเป็นงานสำคัญอะไรมาบ้างครับ”
             ร.ต. หญิงไฉไลทำตาหวานให้นิกร
             “ที่ได้ปฏิบัติมาก็ล้วนเป็นงานสำคัญทั้งนั้นแหละค่ะ ค้นหาทุ่นระเบิดแม่เหล็กที่เรือรบของคอมมิวนิสต์นำมาโปรยไว้ในอ่าวเราเมื่อต้นปีนี้ได้หลายลูก ค้นตอร์ปิโดของเราที่จมลงก้นทะเลในการฝึกยิง นอกจากนี้ก็ฝึกวางระเบิดเรือรบที่จอดอยู่ในอ่าว โดยสมมุติว่าเป็นเรือรบข้าศึก ฝึกว่ายน้ำระยะไกลจากเรือไปขึ้นฝั่ง ทำหน้าที่ลาดตระเวนชายฝั่งก่อนยกพลขึ้นบก”
             ดร. ดิเรกกล่าวถาม ร.ต. หญิงระรินอย่างยิ้มแย้ม
             “คุณเคยพบปลาหมึกยักษ์หรือเปล่า”
             ระรินหัวเราะคิก
             “ปลาหมึกยักษ์ในอ่าวไทยไม่มีหรอกค่ะ มีแต่ปลาหมึกตัวเล็ก ๆ หนูเคยจับมันมากินบ่อย ๆ ค่ะอาจารย์”
             พลตื่นตะลึงในความงามของบุปผาอย่างยิ่ง ใบหน้าของหล่อนเหมือนจีนส์ ซิมมอน เต็มไปด้วยความน่ารักน่าเอ็นดู หน้าอกของหล่อนค่อนข้างใหญ่อย่างที่เรียกว่าปทุมทิพย์
             “คุณไม่กลัวปลาฉลามหรือครับ” พลถามเมื่อสบตากับหล่อน
             “ไม่ค่ะ เราเคยศึกษาเรื่องปลาฉลามมาแล้วค่ะ ปลาฉลามดุร้ายจนกระทั่งเรียกกันว่าเสือทะเลก็จริง แต่คนเราย่อมฉลาดกว่าที่สามารถเรียนรู้จิตใจของมันได้” หล่อนพูดเสียงแจ๋ว ๆ น่าฟังและยิ้มระรื่นตลอดเวลา
             “เคยสู้กับมันหรือเปล่าครับ”
             “เคยค่ะ อาจารย์”
             พลสะดุ้งโหยง
             “อย่าเรียกผมว่าอาจารย์เลยครับ ผมเป็นแต่เพียงผู้ช่วยของอาจารย์ดิเรก เรียกชื่อผมเถอะครับ”
             หล่อนยิ้มอาย ๆ
             “ครั้งหนึ่งที่หน้าเมืองระยอง หนูกับเพื่อนสามคนนี้ได้รับคำสั่งให้ลงทะเลเพื่อค้นหาทุ่นระเบิดแม่เหล็กที่พวกคอมมิวนิสต์นำมาทิ้งไว้ เราได้เผชิญกับฉลามขนาดใหญ่ตัวหนึ่งค่ะ ตัวยาวไม่ต่ำกว่า ๓ เมตร เราได้ต่อสู้กับมันตามทฤษฎีที่เราเรียนมา คือลอยคอเป็นเส้นตั้งฉากในน้ำ ฉลามปราดเข้ามาหาเรา แต่วิธีการโจมตีของมันจะต้องว่ายเลยไปก่อนแล้วเลี้ยวกลับมา เราสี่คนยืนเป็นแถวเรียงเดี่ยว ถือฉมวกเตรียมพร้อม พอมันว่ายเข้ามาก็แทงมันพร้อม ๆ กัน เท่านี้เองฉลามก็สิ้นฤทธิ์ถูกเราฆ่าตายค่ะ”
             พลมองดูหล่อนอย่างชื่นชม
             “คุณและพวกคุณเก่งมากเชียวครับ”
             เจ้าคุณปัจจนึก ฯ เลี่ยงไปคุยกับผู้บังคับการ ร.ล. หนุมาน ท่านได้ซักถามกิจการมนุษย์กบแห่งราชนาวี น.ท. หยดก็เรียนให้ทราบว่า ขณะนี้หน่วยมนุษย์กบของกองทัพเรือมีอยู่หนึ่งกองพันแล้ว และเป็นมนุษย์กบผู้หญิงประมาณ ๕๐ คน ทางราชการได้เปิดรับสมัครมนุษย์กบหนุ่มสาวปีละ ๒ ครั้ง ผู้สมัครต้องมีพื้นการศึกษาสำเร็จเตรียมวิทยาศาสตร์อย่างน้อย
             ขณะที่เจ้าคุณปัจจนึก ฯ กำลังสนทนากับผู้บังคับการและนายทหารประจำเรือ อาเสี่ยกิมหงวนก็พาตัวเดินขึ้นบันไดมาจากท้องเรือ น.ต. สุภาพต้นเรือ ร.ล. หนุมานเดินตามมาด้วย
             กิมหงวนของเราแต่งเครื่องมนุษย์กบครบครัน สวมรองเท้ากบ สวมท่ออ๊อกซิเจน สวมกางเกงอาบน้ำสีดำแกมขาว ซึ่งเป็นกางเกงแนบเนื้อ คาดเข็มขัดพกมีด สวมแว่นตาแต่ไม่ได้สวมหมวก ท่าทางของอาเสี่ยเก้งก้างเหมือนมนุษย์เขียดมากกว่ามนุษย์กบ มือขวาถือฉมวกอันหนึ่ง
             เจ้าคุณปัจจนึก ฯ พล, นิกร, ดร. ดิเรก และเจ้าแห้วต่างหัวเราะชอบอกชอบใจไปตามกัน เสี่ยหงวนเดินเข้ามาหยุดยืนรวมกลุ่มแล้วยกมือเท้าเอววางท่าให้สมกับเป็นมนุษย์กบชั้นดี
             นิกรรีบกระซิบกระซาบบอกกิมหงวน
             “อย่าเท้าเอวเลยวะ ไม่น่าดูเลย”
             อาเสี่ยขมวดคิ้วย่นแล้วกระซิบถาม
             “ทำไมล่ะ”
             นายจอมทะเล้นหัวเราะ
             “ขนจั๊กแร้แกยาวตั้งคืบ ลมพัดพะเยิบพะยาบน่าเกลียดเหลือเกิน”
             กิมหงวนสะดุ้งเฮือกเหมือนถูกเข็มแทง รีบปล่อยมือที่เท้าเอวลงทันที ดร. ดิเรกช่วยตรวจดูท่ออ๊อกซิเจนของอาเสี่ยแล้วเขาก็หันมาทางกบสาวทั้ง ๔ ตัว
             “อย่ารังเกียจหรือโกรธเคืองผมเลย ที่ผมจะต้องทดสอบความสามารถของพวกคุณ” พูดพลางนายแพทย์หนุ่มก็ถอดนาฬิกาข้อมือเรือนทองราคาเกือบ ๓,๐๐๐ บาทออกมาจากข้อมือของเขาแล้วโยนมันลงไปในทะเล “เชิญพวกคุณลงน้ำได้แล้วช่วยกันงมนาฬิกาให้ผม”
             ระรินยิ้มแห้ง ๆ
             “โอ – ของเล็ก ๆ อย่างนี้งมไม่ได้หรอกค่ะ”
             ดร. ดิเรกนัยน์ตาเหลือก
             “มายก๊อด...งมไม่ได้”
             “ค่ะ”
             นายแพทย์หนุ่มกลืนน้ำลายเอื๊อก
             “พวกคุณเป็นมนุษย์กบก็ควรจะงมได้ซีครับ”
             วันทนีย์หัวเราะเบา ๆ
             “ถูกแล้วค่ะ พวกเราเป็นมนุษย์กบ แต่เราไม่เชี่ยวชาญในการงมของตกน้ำเหมือนพวกร่อนหาของตามลำคลองในกรุงเทพ ฯ นี่คะ”
             ดร. ดิเรกทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้
             “ถ้าเช่นนั้นนาฬิกาของผมราคา ๒,๘๐๐ บาทก็สูญไปแล้ว ผมชักฉิวพวกคุณแล้วนะจะบอกให้ เร็ว...ทุกคนไปที่บันไดกราบขวาแล้วลงทะเลตามคำสั่งของผม แสดงการว่ายน้ำและดำน้ำให้หมด พวกคุณทั้ง ๔ คนต้องดำลงไปที่ก้นทะเล หาอะไรมาให้ผมคนละชิ้น หอยสักตัวหรือกะละปังหาคนละกิ่ง หรือถ้าพวกคุณใจป้ำพอจะจับปลาฉลามเอามาให้ผมคนละตัวก็ได้” พอจบเขาก็หันมาทางอาเสี่ย “แกติดตามไปสังเกตการณ์ในทะเล ดูให้ดีว่าคนไหนมีความสามารถและคนไหนไร้ความสามารถ”
             นายเรือหญิงทั้ง ๔ คนพากันเดินไปทางกราบขวาของ ร.ล. หนุมาน กิมหงวนติดตามไปด้วย ต่อจากนั้นมนุษย์กบสาวแห่งราชนาวีทั้ง ๔ คนและอาเสี่ยกิมหงวนก็หย่อนตัวลงไปในทะเลท่ามกลางแสงแดดอันร้อนแรงในตอนสาย แต่ทะเลกำลังสงบ มีละลอกคลื่นเพียงเล็กน้อย
             เมื่อ ๔ นางแสดงการว่ายน้ำแบบมนุษย์กบให้ดูสักครู่ก็พากันดำน้ำหายไป กิมหงวนรีบดำตามทันที น.ท. หยดกล่าวกับ ดร. ดิเรกอย่างยิ้มแย้ม
             “เป็นยังไงครับอาจารย์”
             “ออไร้ ว่ายน้ำกันได้คล่องแคล่วดีมากครับผู้การ โดยเฉพาะเรือตรีหญิงระรินวิเศษที่สุด”
             “ว่ายน้ำเก่งหรือครับ”
             “โน – ว่ายน้ำไม่ค่อยเก่ง แต่เธอสวยและน่ารักถูกใจผมมาก ยังไงผมก็ต้องเอาไว้ ถึงว่ายน้ำไม่เก่ง ต่อไปหัดว่ายบ่อย ๆ ก็เก่งเอง”
             พวกนายทหารเรืออมยิ้มไปตามกัน กบสาวทั้ง ๔ ตัวและอาเสี่ยกิมหงวนผู้สังเกตการณ์หายไปในทะเลประมาณ ๕ นาที และแล้ว ร.ต. หญิงวันทนีย์ก็โผล่ขึ้นมาจากใต้น้ำอย่างร้อนรน หล่อนรีบว่ายน้ำเข้ามาเกาะบันไดเรือรบ แล้วปีนขึ้นมาบนบันไดนั้น ใบหน้าของหล่อนบึ้งตึง สาวสวยมองดู ดร. ดิเรกแล้วเอ็ดตะโรลั่น
             “ไม่ไหวละค่ะอาจารย์คะ คนของอาจารย์เล่นบ้า ๆ อะไรก็ไม่รู้ เล่นกับหนูยังงี้ได้หรือ คือว่าอยู่ใต้น้ำไม่มีใครเห็น บ๊า – บ้า คนผีทะเลอะไรก็ไม่รู้”
             ดร. ดิเรกทำตาปริบ ๆ เขายืนนิ่งเฉยจนกระทั่งวันทนีย์ขึ้นมาบนดาดฟ้าเรือ
             “เขาทำอะไรคุณครับ”
             “อ้า – ตะปบหนูน่ะซีคะ”
             นายแพทย์หนุ่มแยกเขี้ยว พอดีกิมหงวนโผล่ขึ้นมาจากน้ำ ท่ามกลางเสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงและเสียงไชโยโห่ร้องของพวกทหารเรือ ซึ่งล้วนแต่คึกคะนองช่วยกันเชียร์เสี่ยหงวน ดร. ดิเรกโกรธจนตัวสั่น เขายกมือชี้หน้าอาเสี่ยแล้วกล่าวขึ้นด้วยเสียงอันดัง
             “อ้ายหงวน ทำไมแกเล่นบ้า ๆ ยังงั้น”
             อาเสี่ยทำหน้าชอบกล
             “เล่นยังไงวะที่ว่าบ้า ๆ”
             “แกตะปบคุณวันทนีย์”
             เสี่ยหงวนชักฉิว
             “อ้าว – นี่แหละไหมล่ะ เขาว่าทำคุณบูชาโทษ โปรดสัตว์ได้บาป” กิมหงวนพูดเอ็ดตะโร “แมงกะพรุนไฟมันอยู่บนหัวคุณวันทนีย์ กันแลเห็นเข้าก็รีบผลักเธอออกห่างมัน และเอาฉมวกแทงมันตาย กันจะอธิบายให้ฟังก็พูดกันไม่ได้เพราะอยู่ในน้ำ คุณวันทนีย์ไม่ฟังอีร้าค่าอีรม รีบโผล่ขึ้นมาฟ้องแกใช่ไหมล่ะ ถ้ากันไม่ทำอย่างนั้นคุณวันทนีย์โดนแมงกะพรุนไฟเข้าเนื้อหนังก็จะไหม้เป็นแถบ ๆ ปวดแสบปวดร้อนร้องครางไปหลายวัน ถ้าโดนใบหน้าก็จะทำให้เสียโฉม”
             วันทนีย์หน้าจ๋อย หายโกรธกิมหงวนแล้ว
             “ต๊าย – ตาย หนูเข้าใจผิดจริง ๆ ค่ะ อาเสี่ยคะ หนูกราบประทานโทษนะคะ หนูคิดว่าอาเสี่ยคิดค้ากำไรเกินควรกับหนู”
             อาเสี่ยยิ้มออกมาได้ แล้วกวักมือเรียกหล่อน
             “ลงมาซีครับ”
             สาวสวยสั่นศีรษะ
             “ม่ายละค่ะ หนูกลัวแมงกะพรุนไฟ เพียงแมงกะพรุนไฟอาเสี่ยยังตะปบหนูอย่างนั้น ถ้าเป็นปลาฉลามหรือปลาหมึกยักษ์หนูคงแย่ทีเดียว”
             กิมหงวนหัวเราะลั่น แล้วดำลงไปในทะเลอีก ต่อจากนั้นบุปผาก็โผล่ขึ้นมาจากน้ำ มือขวาของหล่อนถือกะละปังหากิ่งหนึ่งอันเป็นเครื่องแสดงความสามารถของหล่อนที่ดำลงไปถึงก้นทะเล พลรีบวิ่งลงบันไดไปรับหล่อน
             “ขึ้นมาเถอะครับ ทดสอบกันเท่านี้พอแล้ว”
             บุปผาว่ายมาที่บันได พลช่วยประคองหล่อนแล้วพาขึ้นไปบนดาดฟ้า ต่อจากนั้น ร.ต. หญิงไฉไลก็โผล่ขึ้นมาจากน้ำ หล่อนชูนาฬิกาข้อมือเรือนทองอวด ด.ร. ดิเรก แล้วพูดเสียงหัวเราะ
             “อาจารย์คะ หนูงมนาฬิกาของอาจารย์ได้ค่ะ”
             นายแพทย์หนุ่มลืมตาโพลง
             “โอ – เวรี่กู๊ด แล้วสายนาฬิกาหายไปไหน คุณไฉไล”
             หล่อนว่ายเข้ามาเกาะบันไดเรือรบ
             “สายมันหรือคะ หนูแกะออกทิ้งไปค่ะ ขณะนี้ระรินกำลังแสดงความสามารถงมสายนาฬิกาให้อาจารย์ค่ะ”
             เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง นิกรรีบวิ่งลงบันไดไปรับแฟนของเขา และกล่าวชมหล่อนขณะที่เขาประคองหล่อนขึ้นมาบนดาดฟ้าเรือ
             “คุณเก่งมากครับ นาฬิกาข้อมือเรือนเล็กนิดเดียว ไม่น่าจะงมได้เลย”
             หล่อนยิ้มให้เขาและรู้สึกพอใจนิกรเช่นเดียวกัน
             “น้ำในอ่าวสัตหีบไม่ลึกนักหรอกค่ะ พื้นล่างเป็นทรายไม่ใช่โคลน แดดจัดอย่างนี้มองเห็นทะเลอย่างชัดเจนค่ะ”
             “อ้อ – แล้วเห็นสะดือทะเลไหมครับ”
             หล่อนทำหน้าชอบกล
             “อ๋อ – ส่วนที่ลึกที่สุดใช่ไหมคะ”
             “เห็นจะเป็นยังงั้นแหละครับ ผมเองก็ได้ยินแต่เขาพูดกันว่าสะดือทะเล แต่ไม่ทราบว่าสะดือทะเลมันอยู่ที่ไหน คุณเป็นนายทหารเรือคงจะทราบดี”
             ร.ต. หญิงไฉไลยิ้มให้เขา
             “ทะเลที่มีความลึกที่สุดในโลกอยู่นอกฝั่งเกาะกวมค่ะ ที่นั่นคือสะดือทะเลตามที่คุณว่า”
             นิกรฝืนหัวเราะ
             “ลึกสัก ๕ ฟิตได้ไหมครับ”
             ไฉไลหัวเราะคิก
             “๕ ฟิตน่ะขนาดท้องร่องสวนค่ะ ทะเลนอกฝั่งเกาะกวมมีความลึกตั้งสามสี่กิโลเมตร หรืออาจจะกว่านั้น ซึ่งหนูก็จำไม่ได้เสียแล้ว” พูดจบหล่อนก็หันมาทางนายแพทย์หนุ่มและส่งนาฬิกาข้อมือคืนให้ “อาจารย์ทราบไหมคะ ส่วนลึกที่สุดของทะเลลึกเท่าใด”
             ดร. ดิเรกยิ้มอย่างภาคภูมิ
             “เยส ไอโน ส่วนลึกที่สุดของทะเลที่อ้ายกรเรียกว่าสะดือทะเลนั้นอยู่นอกฝั่งเกาะกวมถูกแล้ว นักวิทยาศาสตร์ ๒ คนของกองทัพเรืออเมริกันได้ลงไปในถังเหล็กและถูกหย่อนลงไปในก้นทะเลแห่งมหาสมุทรแปซิฟิคเมื่อเร็ว ๆ นี้ หย่อนลงไปจนถึงส่วนลึกที่สุด”
             นิกรพูดเสริมขึ้น
             “ถึงสะดือทะเล”
             “เออ” ดร. ดิเรกตวาดแว้ด “ส่วนลึกที่สุดวัดได้ ๑๘,๖๐๐ ฟิต หรือ ๕ จุด ๖ กิโลเมตร”
             นิกรหัวเราะหึ ๆ
             “แล้วนักวิทยาศาสตร์ของกองทัพเรืออเมริกันเขาแถลงหรือเปล่าว่าสะดือทะเลน่ะมีรูปลักษณะอย่างไร จุ่นหรือเปล่า”
             เจ้าคุณปัจจนึก ฯ ยกเท้าขวาเหวี่ยงก้นลูกเขยของท่านดังพลั่ก
             “นี่แน่ะ ทะเล้นนัก สะดือทะเลมันมีที่ไหนกันล่ะ”
             นิกรลืมตาโพลง
             “อ้าว – ทีคุณพ่อทำไมถึงมีสะดือล่ะ”
             เจ้าแห้วพูดสอดขึ้นทันที
             “รับประทาน มนุษย์กบโผล่ขึ้นมาอีกแล้วครับ”
อ่านหน้าต่อไป