WITH NO NAME
chapter 1

storyby : subara nana


แสงไฟนีออนสีขาวทำให้ตาพร่าไปหมด เสียงของพยาบาลและหมอดังอื้ออึง น่ารำคาญชมัด!! รู้สึกเจ็บที่ข้อมือขึ้นมา ยกมือขึ้นมาบังแสง เลือดแดงสดก็ไหลมาเปรอะที่หน้า แล้วนี่กำลังจะไปที่ไหนกันนะ ถ้าเลือกได้ขอไปที่สวรรค์จะได้มั้ย ที่ๆอยู่ตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับนรกเลย แต่จะทำได้เหรอ คนเลวๆจะมีสิทธิ์ได้ขึ้นสวรรค์เหรอ...............

แสงแดดอ่อนๆยามเช้าลอดผ่านบานเกร็ดของห้องพัก ทาบผ่านร่างที่หลับสนิท สนิทนิ่งเหมือนไม่หายใจ ใบหน้าที่ขาวสะอาดตอนนี้ดูเหมือนจะซีดเซียวและอ่อนล้าจากเรื่องที่ผ่านๆมา แต่ดวงตาก็หลับสนิท ริมฝีปากเรียวบางที่เป็นสีชมพูซีดๆเหมือนกับจะเผยอปากพูดอะไรสักอย่าง เงียบมากๆได้ยินแค่เสียงลมหายใจแผ่วๆและเสียงน้ำเกลือในขวดหยดเท่านั้น หนุ่มน้อยที่นอนอยู่ที่เตียงคนไข้ ค่อยๆลืมตาขึ้นช้าๆ

“ที่นี่มัน โรงพยาบาลนี่นา บ้าชมัดนี่ฉันยังไม่ตายอีกรึไง” รำพึงกับตัวเองแผ่วเบา ก่อนค่อยใช้มือยันตัวเองลุกขึ้น “โอ้ย!!” เจ็บที่สุด ข้อมือที่เมื่อไม่กี่ชม.มานี้ เค้าเป็นคนใช้คมมีดกรีดจนเป็นแผลลึก ตอนนี้มีผ้าพันแผลสีขาวสะอาดพันเอาไว้ เห็นแล้วน่าโมโห อยากจะกระชากออกมานัก แต่เรี่ยวแรงที่จะแกะออกไม่มีเลย อึดอัดและโมโห คว้าสายน้ำเกลือได้ก็กระตุกมันออกจากแขน เลือดสีแดงสดไหลออกมาเป็นลิ่ม กำมันไว้แน่น หลับตานิ่งๆสักพัก แล้วใช้ปลายเข็มจ่อที่คอ ถ้าแทงแรงๆ จะตายมั้ยนะ


“จะทำอะไรนะคะ!!” เสียงพยาบาลที่พอดีเข้ามาในห้อง ตกใจมากวิ่งเข้ามาดึงเข็มออก แขนผอมบางตอนนี้ไม่มีแรงเท่าไหร่ แต่ไม่ยอมแพ้หรอก ทำไมชอบขัดขวางการตายของเค้านักนะ พยาบาลรีบกดกริ่งเรียกให้คนอื่นๆเข้ามาช่วย ทุกคนเข้ามาเหมือนรู้หน้าที่จัดการ ลอคแขนให้นอนหมอบลงที่เตียง ร่างเล็กๆผอมบางยากที่จะขัดขืน “พวกบ้า!! ออกไปให้พ้น ไม่ต้องมายุ่งกับฉัน!! “ คุณหมอเดินเข้ามาพร้อมเข็มฉีดยา น้ำในนั้นใสแจ๋ว จนมองผ่านทะลุเหมือนคริสตัล ก่อนที่จะปักลงที่แขนของคนที่พยายามขัดขืน แค่ตัวยาเข้าสู่กระแสเลือด ตาเรียวสีดำขลับก็กระพริบถี่แล้วปิดลง ทุกคนจึงคลายมือออก อย่างโล่งอก
“นี่มันครั้งที่เท่าไหร่แล้วนะ เด็กคนนี้ต้องไปบำบัดทางจิตซะแล้วละมั้ง !!” คุณหมอบ่นอารมณ์เสีย พยาบาลที่เอาผ้าห่มจัดแจงที่นอนให้ร่างผอมบางนั้นนอนให้เรียบร้อย “คุณหมออย่าบ่นไปเลยคะ ยังไงเราก็ต้องดูแลเค้าให้ดีที่สุดนะคะ ก็เค้าเป็นลูกชายของผู้ถือหุ้นใหญ่ของโรงพยาบาลเรา” หมอคว้าใบประวัติขึ้นมาเปิดออกอย่างไม่สบอารมณ์ “ถึงงั้นก็เถอะ พยายามฆ่าตัวตายซ้ำๆมา5ครั้งแล้ว ยังไงก็ต้องส่งไปบำบัดทางจิตแล้ว คงจะเหมือนกับแม่เค้าละมั้ง เอาเป็นว่าคอยเข้ามาดูบ่อยๆแล้วกัน เฮ้อ!!” คุณหมอกระแทกแฟ้มใบประวัติลงที่ปลายเตียงก่อนเดินจากไป ลมพัดใบประวัติปลิว ที่ใบนั้นเขียนชื่อคนไข้ไว้ว่า “คาเมนาชิ คาซึยะ”

“ทำไมถึงอยากจะตาย ยังเด็กอยู่ไม่ใช่เหรอ” คุณหมอนั่งคุยอย่างผ่อนคลายในสวนของโรงพยาบาล ลมอ่อนๆพัดเส้นผมสีน้ำตาลเข้มปลิวผ่านใบหน้าที่นิ่งสงบ ไม่มีทีท่าอยากโต้ตอบเท่าไร
“หมอเลิกถามอะไรงี่เง่าสักทีเถอะ คิดว่าจะทำให้ผมไม่อยากตายได้เหรอ ไม่มีทางหรอก พอกลับไปบ้านผมก็จะเริ่มใหม่อีก คราวนี้ต้องสำเร็จแน่” คุณหมอพอจะรู้กิตติศัพท์มาบ้างแล้วว่าคนไข้รายนี้ร้ายขนาดไหน ดูจากรอยแผลที่ข้อมือก็พอจะเดาออก


“อืมๆ งั้นสินะ อืมแล้วไม่คิดจะฆ่าตัวตายด้วยวิธีโดดตึกบ้างรึไง? อย่างงั้นนะ ตายแน่นอนนะ ไม่มีใครช่วยได้หรอก” ได้ยินแค่นั้น คาซึยะก็หันมาจ้องหมอตาเขียว “ทำเป็นสืบประวัติ แล้วมาพูดจี้จุดผมเหรอไง!! อย่าคิดนะว่าผมไม่กล้า” หมอหัวเราะในท่าทางเอาเป็นเอาตาย “อ้า!! ขอโทษๆหมอที่ไหนกันนะ เค้าจะแนะนำวิธีฆ่าตัวตายให้คนไข้ “ คาซูยะ หน้านิ่งอีกครั้งใช้สายตามองหมอคนนี้อย่างพิจารณาก่อนพูดออกมาแบบตำหนิ “แล้วเค้าก็ไม่ฟังซาวน์เบาท์ขณะที่รักษาคนไข้กันด้วย” หมอทำตาโต ก่อนยิ้มออกมา “มันติดน่ะ เป็นของเด็กคนนึงเค้าทิ้งไว้ให้หมอ ก็เลยเก็บไว้ฟังตลอด ถ้าเธอไม่อยากให้หมอฟังหมอก็จะไม่ฟัง” หมอถอดหูฟังที่เสียบไว้ข้างเดียวออก
“ไม่เป็นไรหรอก อยากฟังก็ฟังไปเถอะ ผมไม่สนใจหรอก ว่าแต่ว่าของคนไข้หมอรึไง “ หมอส่ายหัวยิ้มๆ
“เค้าไม่ใช่คนไข้ของหมอ หรอกเป็นแค่เด็กที่มารักษาตัวที่นี่เฉยๆ เป็นคนบ้าๆ แต่ว่าก็ดีนะ ถ้าเธอรู้จักก็คงไม่คิดอยากตายเลยแหละ”
คาซึยะ ทำตาเย้อหยิ่ง ไม่เชื่อหรอก ต่อให้ยังไงก็ไม่มีทาง ตอนนี้เค้าไม่อยากจะมีชีวิตอยู่อีกแล้วหล่ะ หมอเหมือนจะคาดเดาได้ เลยยื่นซาวน์เบาท์ให้ “จะลองฟังดูมั้ยหล่ะ ผ่อนคลายดีนะ หมอให้ยืม”
คาซึยะไม่ยื่นมือมารับเอามือกอดอกซะเฉยๆ “ไม่เอาหรอก ผมไม่มีอารมณ์มาฟังเพลงอะไรหรอก” หมอทำหน้างงๆ “ไม่น่านะ ก็ที่รร.เธออยู่ชมรมประสานเสียงไม่ใช่เหรอ น่ารักดีนะ อยากลองฟังเพลงที่เธอร้องดูจัง” คาซึยะหันควับ หน้าที่เคยซีดขาวตอนนี้เริ่มมีสีแดงเล็กๆ อาจจะเป็นเพราะอาย “อย่ามาก้าวก่าย เรื่องส่วนตัวได้มั้ย หมอโรคจิตนี่นิสัยแบบนี้ทุกคนรึไง!!” หมอแอบกลั้นหัวเราะ “เอาเป็นว่าวันนี้เท่านี้ดีกว่า พรุ่งนี้คุยกันใหม่นะ อ้อ อย่าเพิ่งตายหนีหมอไปหล่ะ พบกันพรุ่งนี้” คาซูยะหันหน้าหลบไม่คิดจะกล่าวทักทายตอบ ไปซะได้ก็ดี แล้วหมอก็เดินจากไป

ลมพัดเอื่อยๆ ต้นไม้สีเขียวสดไหวตามลม บรรยากาศดีจริงๆเลย ถ้าเรื่องๆต่างๆที่ผ่านมามันเป็นแค่ฝันร้ายก็ดีสินะ เค้าคงร้องเพลงออกมาได้ดังๆแน่ๆ หันไปหันมา เซาวน์เบาท์ยังอยู่ที่เดิม หมอแกล้งหรือจงใจลืมกันแน่ ไม่มีอะไรทำคิดวิธีฆ่าตัวตายแบบใหม่ก็ยังไม่ออก ลองหยิบมาฟังก็ได้
เพลงช่วงแรกๆก็เป็นเพลงทั่วไปๆ เป็นเทปเพลงที่อัดเอง เลือกแต่เพลงที่ชอบ ฝีมือการอัดก็ไม่ต่างจากเด็กประถม เจ้าของเทปนี่อายุเท่าไหร่กันนะ ฟังไปก็อยากขำ อัดได้ตะกุกตะกัก และก็มั่วดีจริงๆ จนมาถึงแทร็กสุดท้ายเป็นเพลงที่อัดเสียงสดๆนี่นา เป็นการร้องประสานเสียง ช่างเหมาะอะไรอย่างนี้เป็นเพลงที่กระตุ้นความรู้สึกลึกๆขึ้นมา เพลงที่เคยร้องร่วมกับใครบางคน คนที่เป็นตราบาปของชีวิตเค้า เสียงประสานที่เศร้าๆ มันสะเทือนใจเป็นที่สุด จนถึงช่วงที่เป็นร้องเดี่ยว เท่านั้นหล่ะ

เสียงที่ซึมซาบเข้ามาในโสตประสาท ทำให้น้ำอุ่นไหลออกมาจากตาไม่อาจกลั้นเอาไว้ได้ หัวใจเหมือนจะแตกสลายละลายไปกับเสียงที่ได้ยิน เจ็บปวดยิ่งกว่าตาย ทำไม ถึงร้องได้จับใจขนาดนี้ เสียงที่ได้ยินถึงจะแตกต่างจากคนคนนั้น แต่ ทำไมนะ ความรู้สึกที่ได้มันเกาะกินใจ ไม่ต่างกันเลย


วันต่อมา หมอไม่ต้องมารอเหมือนที่เคย คนไข้ หน้าแดงระเรื่อเพราะวิ่งมาจากตึก เหงื่อเม็ดเล็กๆผุดขึ้นที่หน้าผากและต้นคอขาวๆ ผมที่ข้างใบหูเปียกเหงื่อเลียบไปกับผิวขาวละเอียด

“หา ฝนตกเหรอ!! พยาบาลบอกว่า คาเมนาชิคุงตามหาหมอ ตั้งแต่เมื่อวาน แต่หมออกเวรไปน่ะ” พูดยิ้มๆ คาซึยะยื่นเซาวน์เบาท์คืนให้ หมอรับแทบไม่ทัน แล้วก็หยิบเทปชูขึ้น “ผมอยากรู้ว่าใครเป็นเจ้าของเทปอันนี้” หมอมองของในมือ เพ่ง งงๆ แล้วก็ยิ้มอารมณ์ดีเหมือนเคย “ก็เป็นเทปที่ติดมากับเครื่องแหละของเจ้าเด็กคนนั้นหล่ะ” คาซึยะ มีสีหน้านิ่งไปอึดใจ “ผมอยากเจอเค้า หมอจะช่วยได้มั้ย!!” หมอหน้างงสุดๆ “หา!! อยากเจอเหรอ แล้วหมอจะไปตามได้ที่ไหนหล่ะ เด็กคนนั้นมารักษาตั้งแต่2ปีที่แล้วนะ” สีหน้าคาซึยะผิดหวังเล็กน้อย แต่ก็แสร้งทำหน้าเฉย “ ไม่เป็นไร ถ้าไม่รู้ก็ไม่เป็นไร” หมอมองหน้าคนไข้ตัวผอมบางคนนี้ แล้วก็เหมือนจะคิดอะไรได้ขึ้นมา ถ้าเด็กคนนี้มีจุดมุ่งหมาย มีอะไรที่ต้องทำ บางที อาจจะไม่คิดฆ่าตัวตายอีกก็ได้ แล้วเด็กเจ้าของเทปก็เป็นคนที่น่าคบเหมือนกันอาจจะช่วยเปลี่ยนแปลงอะไรไปในทางที่ดีได้นะ

“เอางี้นะ เดี๋ยวหมอจะค้นหาประวัติของคนไข้เมื่อ 2 ปีให้อาจจะเจอก็ได้” คาซึยะ ทำหน้าเหมือนกับดีใจขึ้นมานิดหน่อย แต่ก็ทำหน้านิ่งๆอีกครั้ง “ถ้าลำบากขนาดนั้นก็อย่าดีกว่า ผมคิดว่าหมอรู้จักเป็นการส่วนตัว” หมอพยักหน้า “ถึงไม่รู้จักเป็นการส่วนตัว แต่ก็เหมือนรู้จักหล่ะ เจ้าเด็กคนนั้นน่ะ ไปด้วยกันมั้ยไปดูประวัติไง” คาซึยะทำหน้าลังเลชั่งใจ ไม่เข้าใจเหมือนกัน เค้าต้องบ้าแน่ๆ แค่ได้ยินเสียงแค่นี้ทำไมต้องอยากเจอตัวด้วยนะ บ้าบอจริงๆ แต่แล้วหมอก็จัดการดึงมือเค้าไปแล้ว


“หมอจะดีเหรอ ที่เรามาลื้อของแบบนี้น่ะ แล้วมีเหรอที่ให้คนไข้คนอื่นมาดูด้วยอีกน่ะ” คาซึยะมีสีหน้าแบบเก้อๆ หมอตอนนี้นั่งลงที่พื้น กับกองเอกสารท่าทางเอาจริงเอาจัง “เถอะน่า เธอก็อย่าไปบอกใครแล้วกันนะเอ้ามาช่วยหาสิ” คาซึยะถลกขากางเกงชุดนอนขึ้นแล้วนั่งลงช่วยหาแต่โดยดี ปากก็บ่นเบาๆ “หมอแบบนี้ก็มีด้วยนะ” หมอหันมามองคาซึยะนิดหน่อย ผมม้ายาวแทบจะปิดตา หน้าขาวสวยๆได้รูปท่าทางขมักเขม้น ดูไปแล้วก็เป็นเด็กน่ารักคนนึง ถ้าไม่เห็นผ้าพันแผลที่ข้อมือ อะไรกันนะทำให้เด็กผู้ชายที่น่าจะมีชีวิตที่สดใสกลายเป็นแบบนี้
ผลิกแฟ้มไปมา สุดท้ายก็เจอ “อ้านี่ไง เจอแล้ว แต่ว่ารูปหายไปนะ แย่จัง แต่ก็มีที่อยู่นะ เอ้ารับไปสิ”หมอยื่นใบประวัติหน้าสุดให้ คาซึยะรับมาดู “อาคานิชิ จิน” ชื่อสั้นๆแค่นี้ จะเป็นคนแบบไหนกัน น่าแปลกที่ยิ่งรู้สึกอยากเจอขึ้นมาเฉยๆ ดูรายละเอียดที่มุมล่าง ที่อยู่ น่าจะพอติดต่อได้ แต่ว่าจะติดต่อไปว่ายังไงหล่ะ ไม่ใช่คนรู้จักสักหน่อย


“เอาไปเลยก็ได้ นี่มีสำเนาเอาไว้แล้ว ทำไมถึงอยากเจอหล่ะ อ้อ ใช่ๆ คงเพราะเสียงประสานตอนสุดท้ายของเทปใช่มั้ย นั้นหล่ะสุดยอดเสียงเจ้านี่ฟังแล้วขนลุกทุกทีเลย มันซึมเข้าจิตใจได้ยังงั้นเลยนะ” หมอพูดไม่ยอมหยุด คาซูยะจ้องมองที่อยู่นิ่งๆ เหมือนใช้ความคิด “จะไปตามหาจริงๆรึ ไม่คิดจะฆ่าตัวตายต่อรึไง?” คาซึยะ เชิดหน้าขึ้นมองหมออีกครั้งสายตาแข็งกร้าว “ถ้าผมเจอเค้าแล้ว บางทีอาจจะฆ่าตัวตายอีกครั้งก็ได้”

รถเบนซ์คันหรูจอดรอรับ คาซึยะเดินออกมาจากประตูทางออกโรงพยาบาล หยิบแว่นกันแดดราคาแพงขึ้นมาใส่เพื่อปิดบังสายตาที่เย็นชาเอาไว้ หมอเจ้าของไข้ และหมอที่ดูแลเรื่องจิต ออกมายืนส่งทั้งคู่ หมอเจ้าของไข้ ทำหน้าส่งแบบเบื่อๆ แต่หมอจิต ยิ้มสดใสเหมือนเคย โบกมือให้ยิกๆ
คาซึยะไม่ได้สนใจขึ้นรถไปก็ปิดประตูอย่างแรง ไม่สนใจกันบ้างเลย แล้วรถก็ขับออกไป หมอเจ้าของไข้ ถอนหายใจ ”เฮ้อ คราวนี้จะอีกกี่วันนะ เดี๋ยวก็กรีดข้อมือ แทงตัวเองกลับมาอีก” หมอจิตอมยิ้มเอามือล้วงกระเป๋าเสื้อกราวน์แบบเด็กๆ “ผมว่าได้ระยะหนึ่งหล่ะครับ ตอนนี้เค้ามีเรื่องอื่นที่ต้องทำ ” หมอเจ้าของไข้หันมามองหน้างง ความหมายของหมอจิตคืออะไรกัน เรื่องอะไรที่ขัดขวางการฆ่าตัวตายของเด็กหัวดื้อคนนี้ได้
คาซึยะเอามือล้วงกระเป๋าเสื้อ หยิบเทปคาสเซทออกมา หมอใจดียกให้เลย แต่ว่าเค้าพยายามติดต่อไปตามที่อยู่เดิมก็รู้เพียงแค่ว่าย้ายไปแล้ว เรื่องเป็นแบบนี้เค้าจะทำอะไรต่อไปดีนะ จะตายหรือตามหาต่อไป

คนขับรถที่เป็นเหมือนคนดูแลทุกเรื่องให้คาซึยะ คนที่เป็นเลขาของพ่อ
“คุณหนูครับ เอ่อ ที่อยู่ที่ให้ไปสืบนะครับ ตอนนี้รู้แล้วหล่ะครับว่าเค้าย้ายไปอยู่ที่ไหน” สายตาภายใต้แว่นสีชามีแววกระตือลือล้นขึ้นมา แต่ไม่มีใครเห็น แกล้งทำเป็นเงียบแค่ส่งเสียงตอบรับนิดหน่อย รอการรายงานต่อไป
“รู้สึกว่าย้ายไปเรียนที่รร.ต่างจังหวัดเลยนะครับ ไม่ได้อยู่ที่โตเกียวแล้วหล่ะครับ!!” คาซึยะนิ่งไปใช้ความคิดไตร่ตรองก่อน พูดออกมาน้ำเสียงจริงจัง “งั้น ฉันจะย้ายไปเรียนที่นั่นก็แล้วกัน ช่วยจัดการให้ด้วยนะ “
เลขาหน้างุนงง อยู่ดีๆก็ตัดสินใจเอาดื้อๆ “ตะ…แต่ว่ารร.ที่คุณหนูไปอยู่ตอนนี้ เป็นรร.ที่มีชื่อเสียงแล้ว คุณท่านก็จ่ายเงินอุดหนุนไปเยอะแล้วนะครับ รร.ที่เด็กคนนั้นอยู่ นี่ไม่มีชื่อเลยสุดแสนธรรมดา ที่สำคัญอยู่ที่ต่างจังหวัดอีกต่างหาก เอ่อ ไม่ปรึกษาคุณท่านก่อนจะดีเหรอครับ” คาซึยะถอดแว่นออก ท่าทางอารมณ์เสีย “พ่อเค้าไม่สนใจหรอก ฉันน่ะฆ่าตัวตายมากี่ครั้งแล้ว เค้าเคยมาสักครั้งมั้ย ตายไปจะรู้ตอนไหน ฉันยังคิดไม่ออก !!” เลขากลืนน้ำลายเหมือนกลัวว่า คาซึยะจะเอามีดมากรีดข้อมืออีกต่อหน้าต่อตา “ครับ เดี๋ยวผมจะจัดการให้นะครับ” คาซึยะได้ฟังอย่างงั้นก็สงบลงได้กระแทกหลังลงกับเบาะรถ หน้าขาวๆซบลงที่ข้างกระจกสายตาทอดยาวออกไปยังท้องฟ้าที่ดูสวย สวยจนอยากจะทำลายมันไป

สถานที่คาซึยะมาอยู่ดูแล้วแตกต่างจากที่คิดไปหมด ไกลจากตัวเมืองเป็นรร.ที่ตั้งอยู่บนเนิน ทางทอดยาวถึงรร.รายล้อมไปด้วยทิวไม้เขียวสดดูเหมือนทางเข้าสู่ดินแดนลึกลับในนิยาย โบสถ์ในรร.ดูเก่าแก่แต่สวยงามเป็นพิเศษ เดินอีกมุมหนึ่งของรร.จะเป็นเนินที่มองลงไปเห็นทะเลกว้างสุดลูกหูลูกตา สถานที่แบบนี้ห่างไกลความเจริญแต่มีมนต์ขลังแปลกประหลาด เหมาะกับการมาพักฟื้นเป็นที่สุด สำหรับคนที่หัวใจมีบาดแผลเช่นเค้า
คาซึยะมาอยู่ที่นี่โดยการพักในสถานที่แนะนำว่าเป็นหอพักของรร. แม้ว่าพ่อเค้าจะอยากให้อยู่บ้านพักที่ซื้อทิ้งไว้ ห่างไปอีกแค่เมืองหนึ่ง ซึ่งจะมีคนใช้คอยดูแล ไม่ให้เค้าลุกขึ้นมาฆ่าตัวตายอีก ไม่รู้เหมือนกันทำไมตอนนี้ ความเกลียดชังในตัวเค้าลดลงไปเกินครึ่ง ไม่คิดจะฆ่าตัวตายอีก แค่อยากเจอคนที่ตามหาก็เท่านั้น
ของทุกอย่างถูกขนมาจัดไว้ที่หอก่อนหน้าเค้ามาถึง1วัน อะไรก็พร้อมไปหมด ทางระหว่างหอมารร.ใกล้แค่เดินได้ เค้าจึงปฎิเสธคนขับรถที่พ่อจะให้มา แค่รถคันใหญ่ที่ขับมาส่งเค้าวันนี้ ทั้งรร.ก็มองเป็นตาเดียวกัน เหมือนเรื่องแปลกประหลาด


ห้องปี2B
นี่คือห้องเรียนใหม่ รู้สึกรำคาญสะอิดสะเอือนการพบหน้าเพื่อนใหม่ จุดมุ่งหมายมีแค่อย่างเดียวแค่ต้องการพบ อาคานิชิ จิน เท่านั้น อย่างอื่นไม่มีผ่านเข้ามาในสมองสักนิดเดียว
แค่ก้าวเข้ามาในห้อง สายตาทุกคนก็มองเค้าเป็นจุดๆเดียว เกลียดที่สุด ทำไมต้องมีวิธีการแบบนี้ทุกทีนะ ทักทายหน้าห้องทุกครั้ง ที่มีการย้ายรร. มันน่ารำคาญขนาดไหน ที่ต้องมายืนเป็นเป้าสายตาแบบนี้
“อ้า แนะนำตัวเองหน่อยสิจ๊ะ” ครูสาวท่าทางเรียบๆพูดด้วยน้ำเสียงไพเราะ คาซึยะ ไม่อยากจะพูดอะไรนัก ยังอุตส่าห์มาสั่งอีกนะ “คาเมนาชิ คาซึยะ “ สั้นๆ ไม่มีอะไรหลุดออกมาจากปากอีก ทุกคนในห้องเงียบเหมือนรอฟังอะไร
“ข้อมือไปทำอะไรมาเหรอ” เสียงหนึ่งดังแทรกความเงียบในห้อง คาซึยะใช้ปลายตามองไปที่คนตั้งคำถาม หน้าตาดูดุๆสายตาคมกริบ ปากและคิ้วเชิดได้รูปท่าทางกวนๆ นั่งอยู่ที่มุมหลังห้อง
“เป็นแผลนะ คัตเตอร์….”น้ำเสียงราบเรียบไม่ได้สะทกสะท้าน พูดออกไปแบบนี้ใครก็ต้องเดาออกว่าทำอะไรมา คงไม่มีใครทำคัตตเตอร์บาดข้อมือ เพราะอุบัติเหตุหรอก คงมีแค่เหตุผลเดียวแค่นั้น
“นายฆ่าตัวตาย เหรอ ? หน้าตาไม่ให้เลยนะ” ยังยียวนกลับ ครูรีบดุออกมา “ทานากะ โคคิ พอทีเถอะ พูดอะไรของเธอ รร.ชายล้วนก็เป็นแบบนี้หละจ๊ะ คาเมนาชิ ไปนั่งที่เถอะจ๊ะ”
รอมาตั้งนานแล้วคำนี้ เล็งมุมหลังห้องที่ติดหน้าต่าง ถัดจากเจ้าปากมากเมื่อกี้ไปตัวนึง เดินไปทำท่าจะวางกระเป๋า
“นี่นายจะนั่งตรงนั้นไม่ได้นะ มีคนนั่งแล้ว!! “ โคคิร้องออกมาค่อนข้างดัง คาซึยะไม่มีทีท่าสนใจนั่งแหมะลงไปเลย
“แกนี่ พูดไม่ฟังเลยรึไง “ เอามือกระชากคอเสื้อคาซึยะจนตัวโยนออกมา เพราะผอมบางขนาดนั้น
“ทานากะ ครูบอกแล้วไงว่าอย่าก่อเรื่องพูดกันดีๆสิ” โคคิหน้าตาไม่ค่อยพอใจ หนุ่มน้อยหน้าใสท่าทางเรียบร้อยหันมามองนิดหน่อยก่อนหันกลับไปเมื่อครูเรียก “ทากุจิ วันนี้อาคานิชิไม่มาเรียนเหรอจ๊ะ”
ถ้าฟังไม่ผิด เมื่อกี้พูดชื่ออาคานิชิ ใช่มั้ย คาซึยะผุดลุกขึ้นกระทันหัน จุนโนะถึงกับหันมามองคาซึยะที่ทำท่าแปลกๆก่อนตอบออกไปน้ำเสียงเรียบๆ “วันนี้มีคนขาด3คนนะครับ อาคานิชิ อูเอดะ นากามารุ”
ได้ยินแค่นี้คาซึยะก็รู้สึกผิดหวังเล็กๆ วันนี้ขาดเรียนอีกเหรอ อย่างน้อยก็ยังดีที่ได้อยู่ห้องเดียวกันนะแหละ เรียนไปได้สักพัก ก็มีคนเปิดประตูเข้ามา หน้าตาตื่นเล็กๆก่อนขอโทษขอโพยออกมา
“ขอโทษครับ ที่มาสาย” คาซึยะหันหน้าไปมองอย่างพินิจที่สุด หรือว่าคนนี้คืออาคานิชิ จิน ครูหันมายิ้มให้แบบเหนื่อยใจ “ มาสายมากๆเลยนะจ๊ะ ไปนั่งที่ไป” แลบลิ้นออกมาแบบเด็กๆ ดวงตากลมโตดูสดใสไม่แพ้ใคร เดินไปยิ้มไปทักทายคนเค้าไปทั่ว คนๆนี้รึเปล่าอาคานิชิ จิน ร่าเริงจนน่าอิจฉา “ไง ! โคคิ นั่งหน้าบูดเชียวนะแก” หันมาทักโคคิแบบสนิทสนม “บ้า แกนะเดะ หน้าฉันก็ปกติแบบนี้หล่ะ แกอ่ะจะมากินข้าวเที่ยงไง โผล่มาป่านนี้” ได้ฟังแค่นั้นก็หัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี คาซูยะมองดูตาไม่กระพริบ จนคนถูกมองรู้ตัว “มีไรติดหน้าฉันรึป่าว จ้องไรเหรอ เด็กใหม่เหรอ ?” ถามเป็นชุด สนิทกับคนง่ายจริงๆนะ คาซึยะไม่ตอบได้แต่หลบสายตา ตลอดเวลาแต่ก็แอบมองดู ถ้าคนคนนี้เป็นอาคานิชิ จิน จะทำยังไงเหรอ วิ่งเข้าไปขอร้องให้ช่วยร้องเพลงให้ฟังเหรอ บ้ารึป่าว กำลังคิดเพลินๆ อีกคนก็เปิดประตูเข้ามา หน้าตาเรียบๆโค้งให้ครู ครูพยักหน้าให้
“ไรเนี้ย เจ้านี่มาสายกว่าฉันวะ” คนอารมณ์ดีพูดยิ้มๆ คนที่เข้ามาใหม่สีหน้าเฉยๆ ติดจะอายนิดๆไม่ค่อยอยากสบตาใคร คาซึยะก็จ้องมองอีก รึว่าคนนี้จะเป็นอาคานิชิ จิน ดูเงียบๆ ไม่ค่อยสุงสิงใคร อาคานิชิ จิน เป็นคนแบบนี้รึเปล่านะ แล้วคนไหนกันแน่ที่เป็นอาคานิชิ จิน?
เวลาพักเที่ยง ทุกคนหายไปจากห้องกันหมด เหลือแค่คาซึยะที่ไม่คิดจะไปกับใคร ไม่มีใครกล้าเข้ามาชวน อาจจะเป็นเพราะบาดแผลที่ข้อมือก็เป็นได้ จุนโนะเดินเข้ามาในห้องเพื่อมาเก็บสมุดรายงานเห็นคาซึยะนั่งนิ่งก็โค้งให้นิดนึงเป็นเชิงทักทาย คาซึยะใช้สายตาเฉยเมยมอง “ นายเป็นหัวหน้าห้องเหรอ?”
จุนโนะ พยักหน้า”ใช่ มีอะไรจะให้ช่วยมั้ย” “ขอดูสมุดรายชื่อหน่อยสิ ฉันจำชื่อเพื่อนไม่ค่อยได้เลย”
จุนโนะ ยิ้มแล้วยื่นสมุดให้คาซึยะ “ตามสบายแล้วกัน ฉันขอตัวก่อนนะ”
คาซึยะเปิดสมุดออกเบาๆ จริงๆแล้วไม่ได้ต้องการจำชื่อใครสักนิด แค่อยากรู้ว่าที่เค้าสงสัยว่าใครคือ อาคานิชิ จินนั้นถูกรึเปล่า
“ อาคานิชิ จิน ขาด”
ผลสุดท้ายก็ไม่ใช่ทั้ง2คนนั้น รู้สึกโล่งอกแปลกๆ เค้าคาดหวังจะเจออาคานิชิ จิน ในรูปแบบไหนกันนะนึกไม่ออกเลย ชักเบื่อๆขึ้นมาอยากฆ่าตัวตายอีกแล้ว
แล้วก็ตัดสินใจโดดเรียนภาคบ่าย ไม่รู้ทำไมอยู่ดีๆขาก็พาเดินขึ้นมาที่ชั้นสูงสุดของตึก นี่เค้าคิดจะใช้วีธีการแบบนี้เหรอ เหงื่อเริ่มซึมทั่วตัว คาซึยะค่อยๆเอามือเสยผมเส้นเล็กที่มาปิดหน้าเพราะแรงลมขึ้นเบาๆ สายตาทอดยาวออกไปข้างหน้า ยิ่งมาอยู่จุดนี้ยิ่งเห็นทะเลกว้างขึ้น ผืนน้ำจรดกับท้องฟ้าไกลสุดลูกหูลูกตา ถ้ามาตายในที่ๆสวยงามแบบนี้ ก็ไม่น่าเสียดายเท่าไหร่ แดดของฤดูใบไม้ผลิ ทำให้แสบตาจนพร่าไปเลย คาซึยะเอามือขึ้นป้องหน้า แล้วใช้สายตาทอดยาวออกไป ที่ริมตึกซึ่งมีตาข่ายกั้นไว้ มีใครบางคนอยู่ตรงนั้น พยายามขยี้ตา บ้าน่า นอกจากเค้าแล้ว ไม่คิดว่าจะมีใครฆ่าตัวตายอีกหรอกนะ แล้วคนที่ไหนจะปีนออกไปแบบนั้น ถึงจะอยากตายมาหลายๆครั้ง แต่ก็ไม่ยินดีจะเห็นคนตายต่อหน้าหรอกนะ ครั้งเดียวก็เกินพอแล้ว!!!!!


CHEPTER 1 END
TO BE CONTINUTE……………


 

 

setstats 1