WITH NO NAME
chapter 2

storyby : subara nana


คาซึยะก้าวช้าๆไปที่ริมดาดฟ้า แรงลมพัดชายเสื้อสูทแทบจะหลุดออกจากตัว เนคไทพาดผ่านต้นคอแรงลมพัดเส้นผมที่ปรกหน้ากระจายออก จนดวงตามองเห็นได้ชัดเจนขึ้น


แสงแดดสาดส่องไปที่ร่างที่ยืนอยู่ริมดาดาฟ้านั้น ลมแรงพัดน่ากลัวจะตกลงไป คาซึยะยืนดูนิ่งๆ ทั้งที่ลมแรงขนาดนั้น แต่ว่าเหงื่อก็ซึมขึ้นมาเฉยๆ ขาขยับเข้าไปใกล้มากว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว เหมือนถูกยาชาฉีดผ่านไปครึ่งร่างกาย มองไม่ชัดเห็นแค่เรือนผมด้านหลังที่พลิ้วไปมา แผ่นหลังที่ดูกว้างกว่าเค้านิดหน่อย ดูแล้วให้ความรู้สึกที่เจ็บปวดขึ้นมาเฉยๆ ตำแหน่งที่ยืนนี้ไม่แตกต่างกันเลยสักนิด เหมือนเหตุการณ์ย้อนกลับมาอีกครั้ง คาซึยะรู้สึกตาพร่ามัว หัวมึนชา ให้ความรู้สึกเหมือนจะเป็นลม ร่างที่อยู่เบื้องหน้ากระตุ้นความจำที่เจ็บปวดอีกครั้ง ร่างนั้นขยับทำท่าเหมือนจะกระโดดลงไป คาซึยะรู้สึกลำคอแหบแห้ง ไม่มีเสียงใดๆเล็ดลอดออกมาได้เพื่อที่จะห้ามปราม ………………


ร่างนั้นหันหลังกลับเข้าสู่ข้างใน กระโดดข้ามรั้วตาข่ายขึ้นมา คาซึยะเห็นแล้วก็โล่งอก อาการตาพร่า หน้ามืดค่อยๆหายไป คนเบื้องหน้าสูงกว่าเค้านิดหน่อย ผมยุ่งๆปาดๆไปดูเข้ากับใบหน้า ผิวขาว ตาสวย ดูแล้วสะดุดตา ริมฝีปากเรียวบางแดงสดยิ้มน้อยๆให้คาซึยะ
คาซึยะได้สติ หันหน้าหลบ เหมือนอายๆขึ้นมาเฉยๆ รู้สึกแปลกกับคนคนนี้ ความรู้สึกที่เหมือนใครบางคน ถึงจะหลบตาแต่ก็อดแอบมองไม่ได้ ค่อยๆปัดเสื้อเบาๆ พอเห็นว่าคาซึยะแอบมองอยู่ก็หันมายิ้มสดใสแบบบเด็กๆ แล้วก็ชูนาฬิกาข้อมือให้ดู


“ฉันไม่ได้จะฆ่าตัวตายหรอกนะ ออกไปเก็บนาฬิกาก็แค่นั้น มันน่ะชอบหยุดเดินไปเฉยๆก็เลยโยนทิ้งไปแต่สุดท้ายนะก็ตัดใจไม่ได้เลยปีนออกไปเก็บน่ะ” เอามือเช็ดๆนาฬิกาเรือนเก่า แบบถนุถนอม คาซึยะทำท่าแบบไม่อยากสนใจ

“ก็มันเรื่องของนาย อยากจะตายหรืออะไรก็เรื่องของนาย ไม่เกี่ยวกับฉันหรอก” คนแปลกหน้าทำหน้าตาเหรอ คาซึยะเดินสะบัดหน้าออกมาทิ้งให้ยืนงงอยู่อย่านั้นแหละดีแล้ว
ทำไมนะ ความรู้สึกที่แปลกประหลาด ความคล้ายกัน มันทำให้สะเทือนใจได้ขนาดนี้ ไม่ว่าอะไรก็ตามที่เป็นสิ่งที่กรีดรอยแผลในจิตใจของเค้าได้ มันผลักดันเค้าออกจากความตาย ให้เค้ามาค้นหาอะไรบางอย่างที่นี่ เสียงร้องเพลงจากเทปคัสเซทของ อาคานิชิ จิน มีผลมากมายขนาดนี้ แม้แต่คนบ้าที่ออกไปเก็บนาฬิกาที่ดาดฟ้า คาซึยะสลัดความคิดนั้นไม่ได้เลย เหมือนมันดูดกลืนแทรกซึมไปทั่วสมอง เสียงฝีเท้าคนเดินตามมาข้างหลัง


“ชม.เรียนตอนบ่ายจะเริ่มแล้ว นายจะไปไหนน่ะ เอ๋เป็นเด็กใหม่เหรอ ไม่เคยเห็นหน้า” เจ้าของนาฬิกาเรือนเก่าเดินตามมานั่นเอง คาซึยะนิ่งไม่ตอบ ไม่อยากเสวนาด้วย รีบก้าวเท้าเร็วๆ ให้พ้นไป เจ้านี่ก็เป็นสิ่งก่อกวนจิตใจเค้าเหมือนกัน เดินออกมาจากประตูรร. ไปตามทางเดินที่ทอดยาวด้วยแมกไม้ เป็นเวลาบ่ายแท้ๆ แต่ร่มไม้ก็ไม่ทำให้ร้อนสักนิด เจ้าของนาฬิกาเดินตามมา เอามือล้วงกระเป๋า อมยิ้มอย่างอารมณ์ดี ซ้ำยังผิวปากไปด้วย คาซึยะรู้สึกรำคาญปนๆกับความแปลกใจ คนบ้านี่ตามมาทำไมกันนะ
“นายหล่ะ ตามมาทำไม ก็ชม.เรียนเริ่มแล้วไม่ใช่รึไง ถ้าอยากจะไปไหนก็ไปเลย อย่ามาเดินตามได้มั้ย คนเค้ารำคาญ!! ” โดนว่าแรงๆ หน้าเหรอไปเลย แต่แววตาขี้เล่นก็ดูไม่สลดลงสักนิด


“คงไม่ได้หรอกนะ ก็ตาของนายน่ะ บอกว่าไม่อยากอยู่คนเดียวนี่นา “ คาซึยะอึ้งไปอึดใจ เจ้านี่เหมือนมองทะลุเข้ามาในหัวงั้นแหละ รู้สึกหน้าร้อนผ่าว โมโหนิดหน่อยที่มีคนมาพูดจารู้ทันแบบนี้ “อย่ามาพูดมั่วๆเอาเองหน่อย เลย ใครเค้าจะอยากอยู่กับนาย คนไม่รู้จักกันสักหน่อย”
ยิ้มนิดหน่อย ดูกวนประสาทที่สุดแล้วเอามือมาคล้องคอไว้ “ รู้จักไม่รู้จัก ไม่เป็นไร เอาเป็นว่าฉันจะเป็นเพื่อนพานายเที่ยวสักวันก็ได้นะ “ คาซึยะสลัดมือที่โอบคอไว้ ท่าทางไม่พอใจ แล้วสายตานั้นก็เห็นผ้าพันแผลที่ข้อมือเข้า


“เจ็บมั้ยเนี่ย !!” สายตาคนประหลาดดูเป็นห่วงไม่น้อย คาซึยะรู้สึกอายคนคนนี้ขึ้นมาเฉยๆ น่าแปลกถ้าเป็นคนอื่นเห็นแบบนี้ จะคิดยังไงก็ช่าง ทำไมถึงรู้สึกอายเจ้านี่ขึ้นมาได้นะ กลัวจะถูกรังเกียจว่า เป็นคนที่คิดฆ่าตัวตายงั้นเหรอ!!!
“ชีวิตเป็นสิ่งมีค่านะ ควรถนอมไว้ให้ดีๆ” พูดด้วยสายตาอ่อนโยน ทั้งๆที่เป็นคำตำหนิ แต่ไม่ได้รู้สึกว่าถูกตำหนิสักนิด “อย่ามายุ่งเรื่องคนอื่นจะได้มั้ย นายเป็นใคร ไม่รู้จักฉันสักนิด จะมาพูดบ้าบออะไรอยู่ได้”
“ไม่ได้บ้าสักหน่อยก็พูดตามความจริง “ ท่าทางไม่ได้จริงจังกับคำพูดเกรี้ยวกราดสักนิด อยู่ดีๆเสียงท้องคาซึยะก็ร้องออกมา เจ้าบ้านั่นถึงกับกลั้นหัวเราะไม่อยู่ อายที่สุด มาเสียฟอร์มอะไรตอนนี้นะ
“อย่ามาหัวเราะคนอื่นได้มั้ย!!” โกรธและอายหน้าแดงไปหมด “อ๊ะ โทษทีนะ หิวก็ไม่บอก มิน่าอารมณ์เสีย โมโหหิวนี่เอง มาทางนี้เถอะ มีร้านอร่อยๆจะพาไป”

คาซึยะอยากตะโกนใส่หน้าว่าไม่ใช่สักหน่อย แต่ก็ถูกลากไปโดยไม่ทันตั้งตัว
ถ้วยบะหมี่ใหญ่มากๆ แบบที่ไม่เคยกินมาก่อน ปกติเค้าให้กันเยอะขนาดนี้เลยเหรอ ควันโชยส่งกลิ่นหอมน่ากินมาเตะจมูก คาซึยะจ้องดู ตาไม่กระพริบ
“นายต้องมาจากเมืองหลวงแน่ๆ ท่าทางตะลึงกับบะหมี่แบบนี้ ที่ต่างจังหวัดก็งี้แหละ ใจดี ให้อะไรก็เยอะๆ” พูดทั้งๆที่เคี้ยวไปด้วย คาซึยะมองแบบประหลาดใจ พูดเบาๆว่า”ทานละครับ” แล้วก็ลงมือทาน อย่างเรียบร้อย เล่นเอาคนพามาอึ้งไปเลย “นายนี่เป็นลูกผู้ดีแน่ๆเลยนะ” ไม่พูดตอบอะไรตั้งใจกินอย่างเดียว เจ้าของร้านร้องทักออกมา “นี่ ไม่ใช่เวลาเลิกเรียนนี่นา แล้ว นี่พาเด็กท่าทางเรียบร้อยคนนี้มาจากไหน เอาใหญ่แล้วนะพาคนอื่นโดดเรียนอีกแล้ว” “ไม่ใช่แบบนั้นหรอกครับ ผมจะพาเพื่อนใหม่มาทัศนศึกษาเมืองเราก็แค่นั้น แต่ว่าอย่าไปบอกใครนะ” ทำท่าสนิทกับคนเค้าไปทั่วเชื่อเลยจริงๆ


พอทานเสร็จ คาซึยะทำท่าจะจ่ายเงิน คนพามาไม่ยอม บอกว่าจะจ่ายให้ แต่ว่าล้วงกระเป๋าไปมาก็ทำหน้าเหรอ “ตายแล้ว !! ลืมกระเป๋าไว้ที่รร.นี่นา “ เจ้าของร้านหัวเราะ “ทั้งปีเลยนะนายเนี้ย เอาเถอะ ไว้มาจ่ายคราวหน้าก็ได้” “ขอโทษจริงๆครับ “ โค้งๆใหญ่ คาซึยะหยิบกระเป๋าเงินหนังยี่ห้อหรู ควักเงินแบงค์ใหญ่ออกมา จ่ายให้ที่โต๊ะ เจ้าของร้านตกใจนิดหน่อย ปกติเด็กแถวนี้ ไม่ค่อยใช้แบงค์ใหญ่แบบนี้กันนัก
“ไม่ต้องทอนหรอกครับ” พูดจบก็เดินออกไป เจ้าของร้านตาโต คนพามายิ่งอึ้งกว่า “มันเยอะเกินไปแล้วนะ เพื่อนนายนี่รวยมาจากไหนกัน!!” “ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน เอาเป็นว่า ผมไปก่อนนะครับ” รีบวิ่งตามออกมา แล้วก็เอามือคล้องคอตามความเคยชิน

คาซึยะขี้เกียจจะสลัดแล้ว ใช้น้ำเสียงกับสายตาแทน
“ไม่ได้สนิทกันขนาดนั้นสักหน่อย เอามืออกไปจะได้มั้ย!!” “ไม่เป็นไร ทำให้สนิทกันซะก็ได้” ยังไม่ยอมเอามืออกไปอีกนะ “เอางี้ดิ นายกับฉันผลัดกันถามปัญหาคนละข้อ OK ป่ะ” คาซึยะหันมา หน้าตาไร้อารมณ์ “ไม่!” เชื่อได้เลยว่า ไม่ถามปัญหาขุดคุ้ยก็คงเรื่องฆ่าตัวตายแน่ๆ เค้าเจอมาเยอะแล้ว ทุกครั้งที่ย้ายรร. เวลามีเรื่องที ก็ย้ายที เป็นงี้จนชิน “ก็ได้ๆๆ ฉันเป็นคนมีเซนท์พิเศษนะ สามารถเดาใจคนได้เอาเป็นว่า ฉันจะเดาเรื่องของนาย นายแค่บอกว่าถูกหรือไม่ถูก ตกลงเปล่า” ยังไม่ทันตกลงก็เริ่มเองแล้ว “นายอยู่ชั้นปี2ห้องBแน่ๆเลย” คาซูยะทำหน้าเบื่อๆ “ใครไม่รู้ก็บ้าแล้ว เข็มมันติดที่อกเสื้อนี่นา “ “ฮะๆ รู้ด้วยเหรอ อันนั้นล้อเล่นน่า อืมนายต้องมาจากโตเกียวใช่ม้า” คาซึยะพยักหน้า ลองเล่นเกมส์กับเจ้านี่ไปหน่อยแล้วกัน ไหนๆก็ไม่มีอะไรทำ และที่สำคัญ ก็รู้สึกอยากอยู่กับเจ้านี่นานๆ ถึงท่าทางภายนอกจะปฏิเสธก็เถอะ แต่ในใจลึกๆกลับไม่ใช่ “อืมนายต้องพักที่ตึกเก้าต้นแน่ๆ” คาซึยะหน้าตาสงสัย “ตึกเก้าต้น?”
“หอพักของรร.ไง ฉันก็อยู่ที่นั้น ถ้านับดูดีๆ ต้นไม้จากทางออกโรงเรียนไปจนถึงหอนั้นจะเป็นต้นที่9พอดี ก็เลยชื่อตึกเก้าต้นไงหล่ะ” คาซึยะพยักหน้า อะไรกันเจ้านี่ก็พักที่นั้นด้วยเหรอ รู้สึกดีใจขึ้นมาเฉยๆ แล้วก็สลัดความคิดไป บ้า!!ทำไมได้อยู่ที่เดียวกับเจ้านี่ต้องดีใจด้วย น่ารำคาญจะตาย
“นี่ เรื่องชื่อหล่ะ ถ้าให้เดาคงเดาไม่ถูกหรอกนะ” คาซึยะใช้สายตามองแบบเยาะเย้ยนิดๆ “อ้าวไหนบอกว่า เป็นคนมีเซนท์พิเศษไง หมดแล้วเหรอความสามารถนาย” คนมีเซนท์เอามือจับหน้าผากแล้วยิ้มๆ”โธ่เอ้ย!! ไม่เชื่อกันเลยนี่นา จริงๆนะฉันนะมีเซนท์ เซนท์ที่พิเศษจริงๆ” “อะไรเซนท์ของนายน่ะ หายตัวหรือว่าเหาะได้ ว่ามาสิ” คนมีเซนท์ยิ้มน้อยๆ


“ฉันเห็นปีกของคนเราได้ไงหล่ะ” คาซึยะหันมามองนิ่งๆ สายตาดูดุๆ “อย่ามาหลอกกันเหมือนเด็กอมมือ เลย ใครจะไปเชื่อเรื่องบ้าๆหลอกเด็กของนาย”
“จริงๆนะ ไม่ได้หลอกเลย ทุกคนมีปีกจริงๆนะ ปีกก็คือความดีในจิตใจไงหล่ะ” คาซึยะได้ยินแค่นั้นก็หัวเราะออกมา เหมือนเย้ยหยัน “งั้นนายก็คงมองไม่เห็นปีกของฉันสินะ หรือถ้ามีก็คงเป็นสีดำ เพราะฉันนะมันเป็นคนเลว เลวมากๆเลย”
คนมีเซนท์เงียบไปนิดหน่อย แววตาเศร้าลง แต่ก็ยิ้มออกมา “มองเห็นสิ ปีกของนายน่ะมี เป็นสีขาวสวยมากๆด้วย แต่ว่า………มันกำลังหักอยู่”
เจ็บเลย พูดแค่นี้ก็เจ็บแปลบขึ้นมา เจ้านี่ทำไมถึงพูดแบบนี้ออกมา เสียดแทงจิตใจเป็นที่สุด จริงอย่างที่ว่า ปีกของคาซึยะกำลังหัก….. หักมานาน… เรื้อรัง…. และไม่เห็นทางที่จะกลับเป็นปกติได้อีกแล้ว


“พอที เรื่องบ้าบอไร้สาระ ฉันขี้เกียจจะฟัง” ตัดบทไปซะ ไม่อยากพูดถึงมันแล้ว คนมีเซนท์เห็นท่าทาง คาซึยะไม่พอใจก็เงียบไป แล้วก็ทำท่าคิดอะไรออก
“นี่ๆ มาร้องเพลงกันป่าว เวลาไม่สบายใจ ร้องเพลงออกมาดังๆ เรื่องร้ายๆมันจะหายไปเลยนะ!!”
คาซึยะสลัด แขนที่โอบไหล่ไว้ออก “ไม่เอาหรอก ใครบอกว่าฉันไม่สบายใจ แล้วมาแหกปากร้องเพลงกลางถนนแบบนี้ คนเค้าจะหาว่าบ้า!!” ยังไม่ละความพยายาม เดินมาดึงแขนไว้ “ เออ ไม่ได้เป็นไรก็ร้องได้ แล้วตรงเนี้ยก็ติดทะเล ไม่มีใครว่าบ้าหรอกน่า ฉันกับเพื่อนยังมาทำกันออกบ่อย ผ่อนคลายจะตาย”


คาซึยะสลัดแขนอีกครั้ง ทางที่เดินอยู่ตอนนี้เป็นถนนเงียบๆเรียบหาด ไม่มีคนสักคน ทะเลก็ดูสงบดี แต่ใครจะบ้ามายืนร้องเพลงหล่ะ เดินต่อไปเรื่อยๆเฉยๆจะดีกว่า
เดินก้มหน้า ห่างมาจากเจ้านั่นเรื่อยๆ ท่าทางจะไม่ตามมาอีก คงต้องแยกกันแล้วละมั้ง อืม ช่างมันเถอะ ยังไงก็ต้องแยกกันอยู่ดีจะช้าหรือเร็วก็ตาม แต่อดใจหายไม่ได้เลยนะ เพราะอะไรกัน


แล้วก็ต้องหยุดชะงัก………..เสียงเพลงที่ร้องออกมาดังๆ คุ้นเคย ……..

เสียงเดียวกับที่เคยฟังในเทปคัสเซท รอบแล้วรอบเล่านับไม่ถ้วน เป็นเสียงนั้นจริงๆ ไม่คิดไม่ฝัน คนคนนั้น อยู่ตรงนี้เอง อยู่ข้างหน้านี้


อาคานิชิ จิน………………


เสียงดังกังวานใส ฟังเพราะกว่า ในเทป แต่ไม่ผิดแน่ ลักษณะการร้อง ทำนองจังหวะ ถึงจะคนละเพลงกัน แต่เสียงแบบนี้ ไม่ผิด …….. ร้องอย่างมีความสุข ร้องดังๆ ร้องไปเรื่อยๆ คาซึยะ ทำอะไรไม่ถูก ไม่รู้ว่าจะวิ่งหนี หรือ ตรงเข้าไปหา ไม่เข้าใจตัวเอง มาเจอแล้ว เจออาคานิชิ จิน แล้ว ไม่แปลกใจ ไม่สงสัย สักนิด ทำไม ถึงมีความรู้สึกพิเศษด้วย ตั้งแต่แรกเห็น เพราะ ว่า เป็นคนคนนี้นั้นเอง เป็นคนที่มีความรู้สึกแบบเดียวกันกับ พี่ชายของเค้า ………..


“อ้าสบายใจดีจัง !! เห็นม้า ไม่ยอมมาร้องด้วยกันนะนายน่ะ “ คาซึยะไม่โต้ตอบ ดวงตาแน่วแน่ มองตรงไปไม่วางตา จินรู้สึกเก้กัง ที่ถูกจ้อง “ฮันแน่!! เสียงฉันเพราะมากจนตะลึงไปเลยเหรอ “ อุตส่าห์หยอดมุข แต่ไม่มีรอยยิ้มสักนิด “นายชื่ออะไรน่ะ!!”คาซึยะถามออกมา จินตาโต “เออ!! คุยกันมาตั้งนาน ฉันยังไม่บอกชื่อนายเลยใช่เปล่าเนี้ย ฉันชื่ออาคานิชิ จิน ยินดีที่ได้รู้จัก” จินยื่นมืออกไปให้คาซึยะจับ แต่ไม่มีปฏิกริยาตอบสนอง คาซึยะ ได้รู้ก็หันหลังเดินออกมา “เอ๋ ???อ้าวเฮ้ย นายจะไปไหนน่ะ” เดินห่างออกมาแล้วก็ออกวิ่ง ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า ทำไมต้องวิ่ง แต่ร่างกายมันสั่งมาอย่างงั้น มันหยุดไม่ได้ ไม่เข้าใจว่าตัวเองต้องการอะไรกันนะ!!!


วิ่งด้วยรองเท้าหนังมันลำบากก็จริง หรืออาจจะเป็นเพราะไม่ได้ออกกำลังกายมานานนะ รู้สึกเจ็บเท้าไปหมด สุดท้ายก็เดินกลับมาที่ตึกเก้าต้นสำเร็จ ทำไมเจอแล้วต้องหนี บ้าจริงๆ อุตส่าห์ย้ายรร.มา เพื่อจะเจอ แล้วจะทำยังไงต่อไปนึกไม่ออกจริงๆ
ร่างสูงโปร่ง ชะโงกหน้าอยู่ที่ประตูรั้ว หันมาสบตากับคาซึยะพอดี จุนโนะนั้นเอง สะพายกระเป๋า3ใบ พะรุงพะรังน่าดู
“วันนี้นายโดดเรียนนะ เป็นนร.ใหม่แท้ๆทำงี้ ไม่ดีรู้รึเปล่า..” ไม่พูดอะไรเดินมาแย่งกระเป๋าตัวเองไป ขอบคุณสักคำก็ไม่มี จุนโนะ ยังไม่ทันต่อว่าอีก ก็เดินเข้าตึกไปเลย “อะไรเนี้ย คนแบบนี้ก็มีด้วยเหรอ…”


“เย้!! ทากุจิ คิดถึงฉันมากเลยมาหาที่นี่เลยเหรอ” จินที่เพิ่งมาถึงก็ตะโกนทักเสียงดัง “พูดอะไรของนาย เอ้า!! บ้ารึเปล่าไม่ไปรร.ก็เอากระเป๋านร.ไปทิ้งไว้ที่ห้องทำไม” ยืนกระเป๋าชนอกอย่างแรงจนจินเซ
“อะไรอ่ะ ไปโกรธ ใครมา แล้วมาลงที่เค้า!!” จินทำหน้าบู้ๆ “อ๊ะ ขอโทษเมื่อกี้เจอคนกวนประสาทมา อุตส่าห์แบกของมาให้ ขอบคุณสักคำก็ไม่มี” จินรีบกล่าวขอบคุณออกมา “ อ้า ขอบคุณอย่างสูงคร๊าบ!!”
“ไม่ใช่นายหรอกน่า เป็นเด็กใหม่ที่ย้ายมาต่างหาก ท่าทางก็บอกว่าเป็นลูกคุณหนู ถึงได้เอาแต่ใจขนาดนั้น แล้วข้อมือก็เป็นแบบนั้น ใครเค้าจะกล้าเสวนาด้วย!!” จุนโนะบ่นเบื่อๆก่อนทำท่าจะเดินออกไป จินพอจะเดาออกแล้วว่าหมายถึงใคร แต่ก็รีบเรียกจุนโนะเอาไว้ “นี่ทากุจิ เรื่องชมรมน่ะ นายกลับไปคิดดูรึยัง”
จุนโนะชะงักไปนิดหน่อย ก่อนพูดออกมาน้ำเสียงเรียบๆ “ขอโทษนะ ฉันตัดสินใจไปแล้ว คงไม่เปลี่ยนใจหรอก” จินยิ้มเศร้าๆนิดหน่อยก่อนพยักหน้าให้ จุนโนะยิ้มจืดๆก่อนกล่าวลา “งั้นฉันไปนะ” จินพยักหน้าให้ยิ้มๆ “อืม”


จินเดินมาหยุดที่ห้องข้างๆ คาดว่าเพื่อนใหม่สายตาเย็นชาที่เจอวันนี้ต้องอยู่ห้องนี้แน่ๆ เพราะเห็นมีคนมาจัดการย้ายข้าวของเข้ามาเมื่อ 2วันก่อน อ่านชื่อหน้าห้อง “คาเมนาชิ คาซึยะ” กำลังจะเคาะเรียก มาสเซอร์ดูแลหอก็เรียกเอาไว้
“อาคานิชิคุง ขอคุยด้วยหน่อยสิ” จินหันมามอง ดวงตาสงสัยไม่น้อย “อ๊ะ! ได้ครับ” มาสเซอร์หน้าตาเคร่งเครียดไม่น้อย
“เธอเจอเด็ก ที่ชื่อ คาเมนาชิ คาซึยะแล้วใช่มั้ย “ จินพยักหน้าตอบรับ “เห็นแผลที่ข้อมือ แล้วด้วยสินะ ดูออกใช่มั้ยว่าเด็กนั่น พยายามฆ่าตัวตายมา ที่สำคัญที่บ้านแจ้งมาว่าทำมา5ครั้งแล้วด้วย ไม่รู้ว่าเค้าคิดอะไรอยู่ ยังไซะ ก็ช่วยดูๆให้ด้วยแล้วกันนะ ถ้าช่วยเด็กคนนั้นได้ก็คงจะดี” พูดจบก็ลุกออกไป

จินหน้าตาครุ่นคิด ตั้ง5ครั้ง พยายามจะตายขนาดนั้นเลยเหรอ มีอะไรที่รุนแรงขนาดนั้นกันนะ อายุก็แค่นี้ทำไมถึงอยากจะตายนัก คิดแล้วก็รู้สึกเป็นห่วงลึกๆ
มื้อเย็นวันนั้น คาซึยะก็ไม่โผล่หน้าออกมาเลย จินรู้สึกเป็นห่วงขึ้นมาตะงิดๆ ก็เลยไปเคาะประตูห้องปึงๆๆ ทำไมไม่เปิด เกิดอะไรขึ้นรึเปล่า แล้วจะทำยังไงดี พยายามจะพังประตู แต่วิ่งชนแล้วก็เจ็บ ไม่มีปัญญาแน่ๆ ตัดสินใจไปที่ห้องตัวเอง ปีนออกมาทางระเบียง “เจ้าบ้าเอ้ย !! ถ้าฉันมาตายเพราะนายจะเป็นผีมาหักคอเลย!!” บ่นขณะก้าวเท้าข้ามจากระเบียงห้องตัวเองไปยังห้องข้างๆ มองไปข้างล่าง ชั้น4 นี่ก็สูงไม่ใช่เล่นเลยนะ หลับตาแล้วปีนได้สำเร็จ โชคดีที่ประตูระเบียงเปิดเอาไว้นะ

จินค่อยๆคลานเข้ามาได้ มองหาคาซึยะ เห็นแล้วก็โล่งอก กำลังนั่งสวมหูฟัง ฟังเพลงสบายใจเชียวนะ มิน่าไม่ยอมไปเปิดประตูมัวแต่นั่งฟังเพลงนี่เอง
“เฮ้ย !! นายเข้ามาได้ยังไง!!” คาซึยะท่าทางตกใจ ถอดหูฟังออก จินนั่งขัดสมาธิที่พื้นข้างคาซึยะก่อนทำหน้าดุๆ “ ก็นายนะแหละ ไม่ยอมลงไปกินข้าว คนเค้าก็เป็นห่วงนะสิ มาเคาะห้องก็ไม่ตอบ ก็เลยปีนเข้ามาดูทางระเบียงน่ะ ห้องฉันอยู่ข้างๆนี่แหละ” คาซึยะทำหน้านิ่งๆ “อ้อ คงถูกพวกมาสเซอร์ขอร้องให้จับตาดูฉันนะสิ กลัวฉันจะฆ่าตัวตายใช่มั้ยหล่ะ” จินถอนหายใจ “เออ!! ก็ทำนองนั้นแหละ รู้นี่ว่าคนเค้าเป็นห่วงกัน ก็อย่าทำให้เป็นห่วงสิ!!”
“เป็นห่วงเหรอ จริงเหรอ พ่อฉันคงจะจ่ายให้รร.นี้หนักหล่ะมั้ง ก็เลยดูแลดีเป็นพิเศษ ถ้าฉันอยู่นานๆก็จะได้เงินมากขึ้นไง แล้วนายหล่ะจะได้ผลประโยชน์อะไรรึเปล่า ถึงมาสนใจฉันนะ”


“เพียะ!!”มือกระทบหน้า คาซึยะ อย่างแรง แก้มขาวๆเป็นรอยมือแดง คาซึยะเอามือจับหน้า ชาไปหมด ถึงจะไม่แรงมากแต่ก็รู้สึกเจ็บ ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยโดนใครตบหน้ามาก่อน
“เห็นว่านายเป็นลูกคุณหนูหรอกนะเลยแค่ตบ ไม่งั้นคงต่อยไปแล้ว ความเป็นห่วงหรือหวังดีนะ บางครั้งก็มาจากจิตใจจริงๆก็มี อย่าคิดว่าจะหวังผลประโยชน์ไปหมดซะทุกคนได้มั้ย ถ้านายยังเป็นคนแบบนี้ ต่อไปถึงนายจะตายไปก็ไม่มีใครเค้าสงสารหรอกนะ” จินเหมือนไม่พอใจมากๆ
คาซึยะเอามือที่จับหน้าออก สายตาเกรี้ยวกราดไม่แพ้กัน

“ อย่ามาพูดให้น่าสะอิดสะเอียนหน่อยเลย หวังดีจริงๆงั้นเหรอ ใครเค้าจะไปเชื่อ คนอย่างนายจะไปเข้าใจอะไร ทำเป็นพูดว่าเห็นปีกของชาวบ้านเค้า ปั้นหน้าเป็นคนดีซะเต็มที่ คนเพิ่งรู้จักกัน จะหวังดีไปเพื่ออะไร แล้วคนอย่างฉันน่ะนะ ต่อให้ตายไปจริงๆ คนที่จะร้องไห้ให้สักคนก็ไม่มีหรอก “


อารมณ์รุนแรงพอๆกัน เท้าคาซึยะเลยเตะสายหูฟังหลุดออก เสียงจากสเตอร์ลิโอ ก็ดังออกมาเป็น เพลงเสียงประสานเพลงนั้นเอง จินถึงกับชะงัก นี่เป็นเสียงของเค้าไม่ใช่เหรอ เป็นเพลงที่ร้องเมื่อ2ปีก่อนมาอยู่ที่นี่ จินรีบเดินไปเปิดช่องใส่เทปเพื่อจะเอาเทปออกมาดู คาซึยะรีบไปแย่งเอาออกมา แล้วซุกไว้ข้างหลังแบบเด็กๆ หน้าตาตื่น ดวงตาล่อกแล่ก
“นายมีเทปของฉันได้ยังไง ……” ไม่ถามแค่ปากจินยังใช้สายตาถามอีกด้วย คาซึยะ ไม่ยอมสบตา ได้แต่ก้มหน้าเม้มปากแน่น ไม่ยอมพูดอะไรออกมา

CHEPTER 2 END
TO BE CONTINUTE……………


 

 

setstats 1