10 วิธี ติดเทอร์โบให้ Windows ME (หน้าที่ 2)

ต่อไปเป็นไฟล์สุดท้าย MSDOS.SYS แก้ไขไฟล์นี้ออกจะเสี่ยงสักหน่อย ต้องบอกไว้ก่อนเพื่อความตื่นเต้น เมื่อเปิดไฟล์ขึ้นมาก็จะเห็นเหมือนข้างล่างนี้

[Paths]
WinDir=C:WINDOWS
WinBootDir=C:WINDOWS
HostWinBootDrv=C

[Options]
BootMulti=1
BootGUI=1
AutoScan=1
WinVer=4.90.3000
;
(...หลังจากนี้อาจจะมีต่อไปอีกหลายบรรทัด แต่ไม่ต้องสนใจแล้ว)

ในส่วนแรกที่เป็น [Paths] จะควบคุมไดเรกทอรีในการบูตของวินโดวส์ ตรงนี้ยังไม่ต้องแก้ไขอะไร วินโดวส์มีจะกำหนดให้คุณเองเมื่อติดตั้งวินโดวส์

เราจะแก้ไขในส่วนที่สองที่เป็น [Options] ซึ่งจะแก้อะไรนั้นก็ขึ้นอยู่กับเครื่องของแต่ละคน อย่างเช่น ถ้าเครื่องเป็นแบบดูอัลบูต (Dual Boot) ซึ่งหมายความว่าคุณลงโอเอสไว้มากกว่าหนึ่งตัว ในบรรทัดที่เป็น BootMulti=1 อาจจะไม่ได้เป็นไปตามนั้น ซึ่งไม่เป็นไร ไม่ต้องเปลี่ยนก็ได้ บรรทัดถัดลงมาที่เป็นสแกนดิสก์ของดอส วินโดวส์มีไม่ได้ใช้แล้ว แต่เปลี่ยนไปใช้เป็นสแกนดิสก์ของวินโดวส์แทน ซึ่งใช้เฉพาะตอนชัตดาวน์ไม่สมบูรณ์เท่านั้น ตรงนี้ถ้าคุณไม่อยากให้วินโดวส์สแกนดิสก์เลย คือถึงแม้จะชัตดาวน์ไม่สมบูรณ์ก็ไม่ต้องสแกนดิสก์ ก็สามารถเปลี่ยนได้ โดยเปลี่ยนบรรทัด AutoScan = 1 ไปเป็น AutoScan = 0

แต่อย่างไรก็ตามในส่วน MSDOS.SYS ที่เราแก้ไขไป มีโปรแกรมหนึ่งที่ช่วยจัดการตรงนั้นได้ และสะดวกกว่าแก้เอง นั่นก็คือโปรแกรม TweakUI ซึ่งคุณสามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่เว็บ www.tweaktown.com/downloads/tweakui98.exe ซึ่งโปรแกรมนี้มีส่วนที่ช่วยเซ็ต MSDOS.SYS เพื่อให้วินโดวส์บูตเร็วขึ้นและระบบมีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนั้น สำหรับคนที่ไม่อยากจะแก้ MSDOS.SYS แบบเศร้าๆ บนโน้ตแพด ก็ให้หันมาใช้ TweakUI เสียเถิด แล้วจะไม่ผิดหวัง

3. ทันสมัยเข้าไว้

หลังจากดัดแปลงอะไรกันมาพักใหญ่ ก็มาถึงขั้นตอนที่สาม ขั้นตอนต่อไปนี้ ถือเป็นขั้นตอนที่จำเป็นเลยทีเดียว เพราะผลิตภัณฑ์ที่คุณใช้เป็นของไมโครซอฟท์ และไมโครซอฟท์ก็มักจะออกโปรแกรมอัพเดตหรือแพชต่างๆ ตามหลังวินโดวส์มาอย่างติดๆ ทางที่ดีที่สุด คุณควรจะอัพเดตวินโดวส์อย่างสม่ำเสมอ โดยเข้าไปที่เว็บ http://windowsupdate.microsoft.com แล้วดาวน์โหลดโปรแกรมอัพเดตต่างๆ มาติดตั้ง ที่จำเป็นที่สุดเห็นจะเป็นส่วน Critical Update ส่วนอื่นๆ ถ้าได้ก็ดี เช่น อัพเดต IE แม้ว่าคุณจะไม่ได้ใช้ IE เป็นหลัก นั่นเป็นเพราะว่าโอเอสระบบวินโดวส์ผูกบราวเซอร์ IE เข้าไว้ด้วยกัน จึงแยกกันไม่ค่อยออกระหว่างสองสิ่งนี้ การอัพเดต IE ก็เหมือนกับไปอัพเดตชิ้นส่วนโปรแกรมบางชิ้นให้ใหม่ขึ้น และดีขึ้นนั่นเอง นอกจากเข้าไปที่ไซต์นั้น คุณสามารถอัพเดตตัว IE และโปรแกรมต่างๆ ทั้งหมดได้ โดยวิธีที่ง่ายกว่า นั่นก็คือเข้าไปที่ Start เมนู แล้วเลือก Windows Update

นอกจากอัพเดตที่ตัวโอเอส ฮาร์ดแวร์ต่างๆ ที่ติดอยู่กับเครื่องของคุณ เช่น การ์ดจอ การ์ดเสียง โมเด็ม หรืออื่นๆ ก็ต้องการอัพเดตเช่นกัน ซึ่งคุณก็สามารถตรวจสอบเวอร์ชันของไดรเวอร์รุ่นใหม่ๆ ได้จากเว็บไซต์ของผู้ผลิตฮาร์ดแวร์เหล่านั้น แม้แต่ซอฟต์แวร์ต่างๆ ก็สามารถอัพเดตได้ในทำนองเดียวกัน และหลังจากครั้งนี้แล้ว เมื่อเวลาผ่านไปไมโครซอฟท์อาจจะออกแพชและโปรแกรมอัพเดตตัวใหม่ๆ ของวินโดวส์มีมาเพิ่มอีก คุณก็สามารถเข้าไปอัพเดตได้อีกเรื่อยๆ เพื่อให้วินโดวส์ของคุณสดใหม่ และทรงประสิทธิภาพอยู่เสมอ

4. ปรับแต่งคุณสมบัติ (ภาคต้น)

ขั้นตอนนี้เป็นเรื่องของการปรับแต่งคุณสมบัติในวินโดวส์เล็กๆ น้อยๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และเพิ่มเนื้อที่ได้อีกนิดหน่อย ถ้าคุณพร้อมแล้ว เรามาเริ่มกันเลย อันดับแรกคลิ้กขวาที่ "My Computer" แล้วเลือก Properties/Performance/File System

เมื่อมีหน้าจอปรากฎ เลือกที่แท็บ "Hard Disk" จากนั้นกดลูกศรลงตรงช่องหลังจาก "typical role" แล้วเลือกชนิดให้เป็น Network Server แม้ว่าเครื่องของคุณจะไม่ได้เป็นเซิร์ฟเวอร์ก็ตาม เนื่องจากการกำหนดค่านั้นจะไปเพิ่มแคชภายใน ทำให้กระบวนการติดต่อของเครื่องกับฮาร์ดดิสก์เร็วขึ้นอีกนิดหน่อย

ขั้นต่อไป ยังอยู่ที่แถบ "Hard Disk" เหมือนเดิม แต่เป็นช่องต่ำกว่าเมื่อกี้หนึ่งช่องที่มีแถบเลื่อนๆ อันแรก เค้าให้คุณตัดสินใจว่าจะใช้เนื้อที่ฮาร์ดดิสก์เท่าไร เพื่อเก็บส่วนไฟล์ระบบที่ใช้ในการย้อนคืนเมื่อเกิดความเสียหาย ทีนี้คุณคงสงสัยว่า อ้าว แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าเท่าไร ถ้าคุณไม่รู้ก็ไม่เป็นไร เรามาดูด้วยกัน เริ่มแรกต้องทำความเข้าใจก่อนว่าเจ้าส่วนแบ็กอัพไฟล์ระบบ(System Restore) ที่ว่าทำหน้าที่แค่แบ็กอัพไฟล์ระบบเท่านั้น ไม่ได้รวมถึงข้อมูลทั้งหมดของคุณ เพราะอย่างนี้เอง คุณก็ยังต้องแบ็กอัพแบบธรรมดาด้วยตัวเองอยู่ดี ซึ่งถ้าคุณแบ็กอัพแบบนั้นแล้วก็ไม่จำเป็นต้องใช้ System Restore ตั้งแต่แรก และยิ่งถ้าคุณเป็นประเภทที่แบ็กอัพทุกอย่างลงไปบนเทป ซีดีอาร์ หรืออะไรก็ตาม ยิ่งไม่จำเป็นต้องใช้ส่วนแบ็กอัพไฟล์ระบบตรงนี้เลย ดังนั้นให้คุณดึงแถบเลื่อนมาทางซ้ายจนสุดจะเห็นว่าเนื้อที่ที่ใช้ลดลงเหลือ 200 เมกะไบต์ ซึ่งก็ยังมากอยู่ดี และนั่นก็เป็นสาเหตุที่เรายังต้องกลับมาแก้ไขตรงนี้อีกครั้ง ในขั้นตอนหลังจากนี้

คราวนี้เลือกแท็บ "Floppy Disk" และเอาเครื่องหมายถูกออกจากช่อง "Search for new floppy" เพื่อไม่ให้เครื่องเสียเวลาหาแผ่นดิสก์ตอนบูตทุกๆ ครั้ง ทีนี้เครื่องคุณก็เร็วขึ้นอีกนิดหน่อย

ต่อไปเลือกที่แท็บ "Removable Disk" เลือก "Enable write-behind caching" ซึ่งจะไปเพิ่มความเร็วให้กับกระบวนการติดต่อกับดิสก์ไดรฟ์ที่ถอดได้ เช่น ฟลอปปี้ดิสก์ไดรฟ์

จากนั้น เลือก OK เพื่อบันทึกค่ากำหนดต่างๆ ที่ได้ทำไป และปิดหน้าจอ File System

5. ปรับแต่งคุณสมบัติ (ภาคจบ)

ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่สำคัญกว่าขั้นตอนข้างต้น ผลลัพธ์ที่ได้สังเกตเห็นชัดเจนกว่า แต่นั่นก็หมายความว่ากระบวนการในขั้นตอนนี้ก็จะซับซ้อนมากกว่า แต่ก็ไม่ยากเกินความสามารถของคุณแน่นอน

เริ่มจากคลิ้กขวาที่ " My Computer" จากนั้นเลือก "Properties" ต่อด้วย " Device Manager" ขั้นต่อไปให้คลิ้กที่ Disk Drives แล้วเลือกที่ฮาร์ดดิสก์ของคุณ ซึ่งจะเห็นชื่อฮาร์ดดิสก์ที่ปกติจะปรากฎเป็นชื่อไม่เฉพาะเจาะจง เช่น "Generric IDE Disk Type 01" หลังจากนั้นให้คลิ้กที่ Properties แล้วเลือกที่แท็บ Setting แล้วให้พิจารณาดูว่าตรงช่องสี่เหลี่ยมที่ให้เลือกมีขีดถูกให้เป็น DMA(Direct Memory Access) ไว้หรือยัง ถ้ายัง ก็ให้คลิ้กที่ช่องนั้นเลือกให้เป็นแบบนั้นเสียก่อน เมื่อเสร็จขั้นตอนนี้แล้ว ให้ทำวิธีเดียวกันนี้กับซีดีรอม โดยเริ่มจากไปดูที่ซีดีรอมใน "Device Manager" เหมือนเดิมเลย ด้วยวิธีนี้ถ้าเครื่องคุณใช้ DMA ได้ ความเร็วในการใช้งานจะเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดทีเดียว เนื่องจากความเร็วไดรฟ์ที่เซตค่าใหม่นี้จะเร็วขึ้นประมาณ 15 เปอร์เซ็นต์ และยังไม่ลดภาระของซีพียูลงไปได้ถึง 40 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งไม่ใช่น้อยๆ เลย บางท่านอาจเริ่มสงสัยว่าเล่นกลหรือเปล่า แค่เซ็ตแค่นี้ทำไมเร็วขึ้น จริงๆ ก็อยากจะเล่าให้ฟัง แต่ DMA ก็ถือว่าเป็นสิ่งเรื่องซับซ้อนพอสมควร ถ้าอธิบายกันให้เข้าใจในที่นี้คงเป็นเรื่องใหญ่ (คราวหลังถ้ามีโอกาสจะเขียนมาให้ได้อ่านกัน) ดังนั้นจึงขอรบกวนท่านที่อยากได้ข้อมูลเพิ่มเติมให้เข้าไปดูที่เว็บไซต์ Techweb.com

เมื่อเซต DMA กันเสร็จแล้ว เราก็มาต่อกันที่นี่ เริ่มจากเลือก My Computer/properties/performance/Virtual Memory จากนั้นให้เลือก "Let me specify my own memory settings" แล้วกำหนดค่าวิชวลเมโมรีที่วินโดวส์ใช้เป็นที่สวอปไฟล์ (Swap file)ให้เป็นค่าคงที่เสีย เพื่อลดเวลาที่วินโดวส์มัวแต่คำนวณว่าจะจองเมโมรีเท่าไรดี หรือจะเลิกจองที่สวอปไฟล์เมื่อคุณจะใช้งาน ผลลัพธ์ที่คุณได้หลังจากกระบวนการนี้ คือวินโดวส์จะทำงานได้เรียบขึ้น ไม่สะดุด และยังช่วยให้ฮาร์ดดิสก์ทำงานดีขึ้น ไม่เสียง่ายในระยะยาว ในส่วนที่คุณกำหนดให้เป็นที่สวอปไฟล์นั้น ถ้าเราดีแฟรกฮาร์ดดิสก์ตรงส่วนนี้ก็จะถูกดีแฟรกไปด้วย ทำให้ความเร็วเพิ่มขึ้นอีก (คุ้มกับเวลานั่งเซตค่าของคุณแน่นอน)


หน้าก่อนนี้