บทที่ 2 : 3 คน 2 ทาง

     จากบทที่แล้ว คงจะได้ทราบถึงความงี่เง่าของผมแล้วนะครับ แต่มันไม่ได้จบเพียงแค่นั้น ตลอดเวลาที่ผมจีบอุ้ย จนเหมือนจะได้คบกันแล้ว ผมมีเรื่องที่งี่เง่าอีกนับไม่ถ้วน เรื่องที่หนักที่สุดคือ "หึง" หรือจริงๆน่าจะเรียกว่า "หวง" มากกว่า ซึ่งมาย้อนคิดดูแล้วแล้วอยากจะชกหน้าตัวเองจริงๆ เค้ายังไม่ได้ตกลงที่จะคบเป็นแฟนด้วยเลย ดันไปหึงเค้าซะได้ แต่เวลาผมหึงเนี่ย ผมจะไม่ค่อยแสดงต่อบุคคลที่ 3 นะครับ ผมจะงอน ปลีกตัวจากกลุ่มออกไป สงบสติ อารมณ์ ซึ่งอุ้ยก็จะสังเกตุได้ และคอยตามมาดูว่า ผมเป็นบ้าอะไร ซึ่งในตอนนี้ผมเข้าใจแล้วว่าที่อุ้ยคอยตามมาดูนั้น ไม่ใช่เพราะเราเป็นแฟนกัน แต่เพราะเราเป็นเพื่อนกันตังหาก แต่ในตอนนั้น ผมกลับไม่ได้คิดแบบนี้ ผมเข้าข้างตัวเองว่า อุ้ยคงเริ่มที่จะมีใจให้ผมแล้วแน่เลย เพื่อนๆในรุ่นเดียวกับผม มีมาชอบอุ้ยหลายคน แต่ก็ไม่มีใคร เอาชนะใจอุ้ยได้เลย แม้แต่ตัวผมเอง

     เคยดู "นิยายรัก นักศึกษา" มั๊ยครับ เมื่อประมาณสัก 10 กว่าปีก่อนได้ เป็นละครโทรทัศน์ที่ผู้สร้างต้องการสื่อความหมายของชีวิต นักศึกษาในมหาวิทยาลัย ว่ามีทั้งความสนุก ความเศร้า สมหวัง ผิดหวัง ความไม่เข้าใจกัน ในตอนนั้น ผมยังอยู่มัธยมปลายถ้าจำไม่ผิด ผมฝันไว้เลยว่า เข้ามหาวิทยาลัยแล้ว ชีวิตผมจะต้อง เป็นแบบในละครนี้แน่ๆ แต่ในความเป็นจริงแล้วเรื่องราวของผม รู้สึกว่าจะมีแต่ความผิดหวังนะ เพราะวันนึง เพื่อนที่ผมค่อนข้างสนิทด้วยคนนึง สมมติให้ชื่อว่า "ทวง" ก็เดินเข้ามาคุยกับผม แต่เรื่องอะไรจำไม่ได้แล้ว พอคุยได้สักพักมันก็บอกกับผมว่า
"เราชอบอุ้ย"
เหมือนฟ้าผ่าลงมากลางกบาลโตๆของผมที่ถ้าเอามาเขย่าดู จะมีเสียงเม็ดถั่วเขียว 2 - 3 เม็ดอยู่ข้างใน เพื่อนผมคนนี้ มันทั้งหล่อกว่า รวยกว่า เรียนเก่งกว่า จะไม่ให้ผมหดหู่ได้ไง ในเมื่อผมไม่มีอะไรจะไปแข่งกับเพื่อนผมคนนี้เลย อันที่จริงผมก็พอจะรู้บ้างแล้วล่ะครับ ว่ามันชอบอุ้ย เพราะทวงกับอุ้ยบ้านอยู่ใกล้ๆกัน เวลากลับบ้านก็จะกลับด้วยกันทุกวัน นี่แหล่ะครับที่เรียกว่า รักแท้แพ้เปปโซเดนซ์ (จริงๆ ผมก็เพิ่งเริ่มจีบอุ้ยเอง ยังไม่ได้เป็นแฟนกันหรอก เว่อร์ไปงั้นแหล่ะ) คืนนั้น ผมกลับบ้าน นอนเอาเท้า เอ้ย มือก่ายหน้าผาก คิดดูว่าผมควรทำอย่างไรดี แล้วผมก็ผลอยหลับไป ตื่นขึ้นมาตอนเช้าก็ได้คำตอบ เหมือนเมื่อคืนมีใครคิดให้ (เวลาทำการบ้านแล้วได้ แบบนี้ก็ดีสิ) คำตอบของปัญหานี้ที่ผมคิดได้ก็คือ

     ถ้าอุ้ย ไม่อยากมีแฟนจริงๆ ผมก็ไม่เห็นต้องกลัวอะไรนี่นา ลองให้เพื่อนผมคนนี้มันพิสูจน์ก็ดีเหมือนกัน

     หลังจากนั้นผมก็พยายาม ทำตัวออกห่างอุ้ย เพื่อรอดูท่าที ประมาณ 1 - 2 เดือนหลังจากวันนั้น เพื่อนๆในรุ่นทุกคนก็รับรู้ว่าอุ้ยกับทวงเป็นแฟนกัน ถึงแม้ว่า แรกๆอุ้ยจะปฏิเสธบ้าง แต่ก็ได้ไม่นานเท่าไหร่ ทางผมเป็นไงเหรอครับ ก็แห้วจริงๆสิครับท่าน รู้งี้ไม่ถอนตัวก็ดี (แต่จริงๆถึงไม่ถอนตัวก็แห้วอยู่ดีแหล่ะ 55555)

     จากปี 1 ขึ้นปี 2 ความรู้สึกที่ผมมีให้อุ้ยยังคงไม่เปลี่ยนแปลง และยังเพิ่มมากขึ้นทุกที ทุกเวลาที่ฝนตก หรือแดดออก ผมก็จะรู้สึกชอบอุ้ยมากขึ้นเรื่อยๆ (เว่อร์ไปมั๊ยเนี่ย) จนมันทำให้ผมแทบจะบ้า ผมต้องเรียนกับอุ้ย เจอกับอุ้ยทุกวัน แต่เป็นได้เพียงเพื่อนกัน นั่นยังไม่ทำให้ช้ำใจ เท่ากับการที่ได้เห็นคนที่เราชอบ เป็นแฟนกับคนอื่น ความรู้สึกนี้ มันช่างทรมานจริงๆ ถึงมันจะเป็นความชอบที่เกิดขึ้นอยู่ข้างเดียวก็ตามที เวลาทุกวันที่ผ่านไป มันผ่านไปช้ามากๆ ยิ่งเวลาที่เจ็บปวดใจ 1 นาทีที่ได้เห็นภาพบาดตา บาดใจ มันนานเหมือบกับ 1 ปี

"คนที่รัก ร้างไกล นั้นเจ็บไม่นาน
แต่คนไม่รัก ใกล้กันช้ำใจยิ่งกว่า"
คนแต่งเพลงนี้ คงมีความรู้สึกไม่ต่างไปจากผมในตอนนั้นเท่าไหร่

     เคยไปรับน้องกันมั๊ยครับ สนุกมั๊ยครับ ผมก็สนุก แต่ด้วยความที่ผมเป็นคนที่น่าจะเรียกได้ว่าโรแมนติคพอสมควร ผมชอบที่จะหาเวลาปลีกตัว ไปเดินเล่นริมทะเลคนเดียว หรือนอนมองฟ้าริมทะเลคนเดียว นั่งมองเกลียวคลื่น ไม่รู้สิ มันช่วยให้ผมผ่อนคลาย เสียงคลื่นที่ซัดหาฝั่ง มันจะไม่เคยเปลี่ยนทำนองไปเลย ไม่ว่า คุณจะไปฟังที่ไหน เมื่อไหร่ บางครั้งถ้าไม่มีเพื่อนมานั่งใกล้ๆ ผมก็จะหลับตาปล่อยอารมณ์ ให้ไหลไปตามเสียงคลื่น คิดถึงเรื่องราว ที่เคยผ่านมา ทั้งที่มีความสุข และที่เป็นความทุกข์ เวลาคิดถึงเรื่องที่มีความสุข ผมก็จะยิ้มกับตัวเอง หรือบางครั้งก็ถึงขั้น กลั้นหัวเราะไว้ไม่ได้ แต่บางครั้งที่คิดถึงเรื่องที่มีความทุกข์ผมก็จะเศร้า และถึงกับร้องไห้ก็มี แต่ไม่บ่อยหรอกนะ ผมจะปล่อยให้น้ำตามันไหลออกมา เมื่อมันถึงที่สุดแล้ว ถ้าเก็บไว้ มันก็จะอัดอั้นเปล่าๆ บางทีการปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาซะบ้าง มันก็ดีนะครับ ไม่เชื่อลองทำดู เวลาที่ดูหนังเศร้าๆแล้ว อยากร้องไห้น่ะ ร้องออกมาเลยครับ ไม่น่าอายหรอก เราแค่อ่อนไหว แต่ไม่อ่อนแอ ก็เป็นพอ อิอิ

     ผมไม่ค่อยแสดงออกในเรื่องของความรู้สึกเศร้าสักเท่าไหร่ ในสายตาเพื่อนๆที่รู้จักผม จะรู้ว่าผมเป็นคนที่สนุกสนานแทบจะตลอดเวลา ผมไม่ค่อยเครียดเท่าไหร่ ถึงแม้ว่าบางครั้งมันจะน่าเครียด ผมก็ชอบที่จะทำตัวเป็นตัวตลกเพื่อทำให้บรรยากาศมันไม่ตึงเครียดไปกันใหญ่ และด้วยเหตุนี้เอง จึงทำให้ทุกคนไม่รู้หรอกว่า ความผิดหวังจากการชอบผู้หญิงคนนึงมันเจ็บลึก และปวดร้าวมากเพียงใด ถ้าใครเคยเป็นจะรู้สึกได้ว่า เวลาที่คุณรู้สึกเจ็บ มันจะแปลบในอก มันไม่ได้เจ็บปวดจนเกินทน แต่มันเจ็บระบมอยู่ข้างใน มันตอกย้ำความรู้สึกที่เศร้าอยู่แล้ว ให้เศร้าและจมดิ่งลงสู่เบื้องลึกของความระทม

     แต่ก็ไม่ใช่ว่าผมจะไม่มีช่วงเวลาแห่งความทรงจำนะครับ มีช่วงเวลาที่ผมและอุ้ยได้ทำอะไรข้างๆกัน แค่นั้นผมก็มีความสุขแล้ว เช่น

     ตอนวันลอยกระทง ที่มหาลัย จะมีงานซึ่งจัดเป็นประจำทุกปี จะมีการออกร้านขายของ ทั้งของนักศึกษาและคนทั่วไป พวกผมก็ได้มีโอกาสในการขายด้วย เราสนุกกันมาก แต่เวลาที่มีความสุขของผมไม่ได้อยู่ตรงนี้ มันอยู่หลังจากนี้ตังหาก งานที่จัดขึ้นจะเลิกประมาณเที่ยงคืน โดยก่อนานเลิกประมาณครึ่งชั่วโมง ผมได้ไปแอบซื้อกระทงไว้เรียบร้อยแล้ว กะว่าจะชวนอุ้ยไปลอยด้วยกัน 2 ต่อ 2 พองานเลิกผมก็รีบเอ่ยปากทันที แหะๆ ผลเป็นไงเหรอครับ อุ้ยไปกับผมสิครับ แต่ขอโทษมีพวกเพื่อนๆตามไปอีกโขยงเลย 55555 แต่ผมก็มีความสุขนะ ขอเพียงได้อยู่ใกล้ๆ ทำอะไรร่วมกัน มันก็มีความสุขแล้ว

     ตอนไป bye 'nior ที่ระยอง อย่างที่ผมเคยเล่าน่ะครับ ผมชอบไปนั่งริมทะเลดูคลื่น ครั้งนั้นอุ้ยก็ไปนั่งด้วย แล้วก็มีเพื่อนๆอีกนิดหน่อย ก็สนุกดี จนกระทั่งเริ่มดึกขึ้นเรื่อยๆ เพื่อนๆก็ทยอยไปนอนกัน ผมก็ลุ้นให้ไปนอนกันให้หมด สักพักก็เหลือแค่ผมกับอุ้ย .................................... และเพื่อนอีกคนนึงอีกแล้ว เพื่อนคนนี้ชื่อตูน (ขอใช้ชื่อจริงละกัน) เค้าน่ารักนะครับ ดูซื่อๆ แล้วก็เป็นคนตรงๆ ร่าเริง สนุกสนาน แต่เสียอย่างเดียว มันเป็นผู้ชายครับ ดันอยู่เป็นก้างควางคอผม เอิ๊กๆๆๆๆ เรา 3 คนก็นั่งเล่นกันอยู่ริมทะเลกันไปเรื่อยๆ ถ้าจำไม่ผิด ผมเป็นคนถอดใจก่อน เพราะเพื่อนคนที่อยู่แล้วไม่ไปนอนเนี่ย ไม่มีทีท่าจะเปิดโอกาสให้ผมเลย ผมก็เลยไปนอนตอนตี 4 แต่แค่นี้ก็มีความสุขแล้วครับ

บทที่ 3