บทที่ 3 : ถึงวันเวลาจะผ่านไป ความในใจยังเหมือนเดิม

     จากปี 2 ขึ้นปี 3 ผมก็ยังเหมือนเดิม แต่บางสิ่งบางอย่าง ระหว่างอุ้ยกับทวงเริ่มเปลี่ยนไป ผมก็ไม่รู้เรื่องอะไรมากมาย ฟังจากที่อุ้ยบอกนิดหน่อย ว่าทั้ง 2 คนมีเรื่องไม่เข้าใจกัน ตามประสาลิ้นกับหัวแม่โป้งเท้า ถึงแม้มันจะไม่ได้รุนแรงถึงขั้นแตกหัก แต่มันก็ทำให้ทั้งคู่ เริ่มห่างๆกัน ผมเริ่มมีความหวังว่า น่าจะได้ดู Ruturn of the แห้วแมน ในไม่ช้านี้แน่นอน ผมก็เลยเริ่มที่จะโทรไปหาอุ้ย คุยกับอุ้ย และพยายามจีบอุ้ยอีกครั้งนึง แต่แล้วเหมือนสวรรค์เห็นใจอุ้ย ไม่อยากให้ต้องได้แฟนหน้าตาทุเรศแบบผม เพราะทั้งคู่กลับมาคบกันอีก หลังจากห่างๆกันไปได้ไม่นาน ผมก็เลยได้แต่ทำใจ และพยายามเลิกที่จะหวังให้เค้าเลิกกัน และอยู่กับตัวเอง ชอบเค้าข้างเดียวแบบนี้ต่อไป

     ถึงแม้ผมจะพยายามทำใจ แต่ถ้ามีโอกาสที่จะต้องทำงานกลุ่ม หรือทำกิจกรรมใดๆที่ต้องเลือกกลุ่ม ใจผมมันก็อยากที่จะไปอยู่กลุ่มเดียวกับอุ้ย แต่การกระทำของผม มันกลับเป็นแบบตรงกันข้าม ผม "หนี" แม้บางครั้งจะต้องได้อยู่กลุ่มเดียวกับอุ้ย ผมก็ยังเลือกที่จะหาทางไปอยู่กลุ่มอื่น ยิ่งหนีก็ยิ่งห่าง ยิ่งห่างก็ยิ่งเศร้า แล้วจะหนีทำไมก็ไม่รู้

     ปกติช่วงปิดเทอม พวกผมก็จะไปที่มหาลัยกันประจำ เพื่อเล่นเกมส์บ้าง เจอกันแล้วไปดูหนังบ้าง แต่บางครั้งผมก็ไม่มีความสนุกเลย ในการไปเที่ยว หรือไปเจอเพื่อนๆ เพราะอะไรคุณคงรู้ แต่ผมก็ไม่เคยแสดงความเสียใจ หรือไม่สนุกออกมาให้ใครเห็น ผมเก็บมันไว้ข้างใน แล้วแสดงให้ทุกคนเห็นว่าผมปกติ ให้ทุกคนคิดว่าผมเลิกคิดจะจีบอุ้ยไปแล้ว บางครั้งมีคนถาม ผมก็บอกว่าผมเลิกคิดไปแล้ว แต่จริงๆ มีๆไม่กี่คนหรอก ที่จะรู้ว่า ผมไม่มีวันเปลี่ยนใจ ไม่ว่า จะต้องเจ็บสักแค่ไหน จะนานสักแค่ไหน ผมก็จะรอ ผมไม่ได้หวังให้เค้าเลิกกัน แต่ถ้ามันมีวันนั้น ผมจะไม่รีรอ

     ช่วงปิดเทอมตอนปี 2 นี้ ผมและเพื่อนๆ ได้ไปงาน "World Tech" ที่จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งมีเพื่อนที่มีภูมิลำเนาอยูที่นั่นเป็น sponsor เรื่องที่พักอาศัย ถ้าจำไม่ผิด นั่นเป็นครั้งแรกที่พวกเราไปต่างจังหวัดกันเอง โดยไม่ได้เป็นการรับน้อง หรือกิจกรรมกับทางมหาลัย เราเดินทางไปโดยรถไฟ ออกจากที่นี่ประมาณ 4 - 5 ทุ่มน่าจะได้ ถึงที่โคราชประมาณเกือบๆตี 4 เราก็ไปยังที่พักกันโดย พ่อเพื่อนมารับที่สถานีรถไฟ ช่วงที่ไปอยู่ที่นั่น เป็นช่วงที่ผมมีความสุขมาก เพราะว่า ถึงยังไง ผมก็ยังอยากจะเจอ อยากจะอยู่ใกล้ๆกับอุ้ย ให้นานที่สุด ถึงแม้อุ้ยจะเป็นแฟนคนอื่น แต่การที่ผมพอใจที่ได้อยู่อย่างนี้ มันก็ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน ผมมีความสุขในใจของผมคนเดียว ผมไม่ได้แสดงออก ไม่ได้บอกใคร รับรู้ในใจของผมเอง

     ช่วงที่ไปเดินกันในงานก็เดินกันเป็นกลุ่มๆ งานใหญ่มาก ใหญ่ประมาณงานกาชาด หรืออาจจะใหญ่กว่า เดินกันตั้งแต่เช้ายันเย็น ยังไม่ทั่วงานเลย มีเทคโนโลยี แสดงให้ดูมากมาย แต่ผมไม่ได้สนใจอะไรมากนัก เพราะผมมีอย่างอื่นที่น่าสนใจ อยู่ใกล้ๆตัวแล้ว อิอิเย็นๆก่อนจะกลับที่พักกัน เราได้ไปถ่ายรูปที่จุดที่เค้าจัดไว้ให้ โดยมีภาพนึงที่อุ้ยถ่ายเดี่ยว และผมก็เห็นแล้วว่า มันอยู่ในกล้องใคร กลับมาจากโคราช ผมก็ไปแอบขอจากเจ้าของกล้อง โดยไม่ให้เค้าบอกใครว่าผมขอรูปอุ้ยจากเค้า ผ่านมา 4 - 5 ปีแล้ว รูปใบนั้นยังอยู่ในลิ้นชัก โต๊ะของผม และผมก็หยิบมันขึ้นมาดูบางครั้ง ผมมีรูปของอุ้ยเยอะพอสมควร ทั้งที่มีผมอยู่ในกลุ่มที่ถ่ายรูป และที่ไม่มี คล้ายๆกับว่าผมสะสมรูปของอุ้ย ยังไงยังงั้นเลย ไม่รู้สิ อุ้ยมีความน่ารักหลายๆแบบ แล้วแต่ว่า มองมุมไหน หลายอริยาบท มันตรึงแน่น และฝังอยู่ในความทรงจำของผม

     จากปี 3 ขึ้นปี 4 ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม ทั้งคู่ยังคบกันอยู่ บาดแผลในใจ ที่ไม่ใครทำร้ายผม แต่ผมทำมันเอง ยิ่งบาดลึก ใครจะว่าไงก็ช่าง แต่ผมยอมรับเลยว่า บางครั้งผมก็กลั้นน้ำตาลูกผู้ชาย (ที่มีหัวใจอ่อนไหว แต่ไม่อ่อนแอ) ไว้ไม่ได้ ผมมักจะไปนั่งริมน้ำคนเดียว (ในมหาลัย จะมีสระน้ำที่เรียกว่า "สระมรกต" อยู่ มีปลาด้วย ตอนแรกๆมีร้านขายขนมปังให้ปลาด้วย แต่หลังๆเจ๊งไปแล้ว) คิดทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมา ทบทวนความผิดพลาดในอดีตว่าเพราะอะไร ผมจึงไม่ประสบความสำเร็จในเรื่องรัก ช่วงเวลาตรงนี้เป็นช่วงเวลาที่ ผมรู้สึกตัวว่า ผมเริ่มโตขึ้น ไม่ใช่แค่เรื่องความรักอ่อนหัดเท่านั้นที่สอนผม เพื่อนๆและมหาวิทยาลัยสอนผมให้ผมโต ให้ผมรู้จักรับผิดชอบ และทำให้ผมเปลี่ยนบุคลิก และความคิดไป จากเด็กวัยรุ่น เป็นผู้ใหญ่ที่พร้อมจะเผชิญกับสิ่งต่างๆมากมาย

บทที่ 4