หลักสูตร
"การจัดทำดัชนีชี้วัดผลงาน(KPI) และการวางแผนเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน"
(00514) |
การกำหนดดัชนีชี้วัดผลงาน (KPI-Key Performance Indicators) และ BSC-Balanced Scorecard นั้น มีวัตถุประสงค์ที่สำคัญก็คือ เพื่อให้ทุกหน่วยงานร่วมกันการพัฒนาประสิทธิภาพการปฏิบัติงานให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง การอบรมหลักสูตรนี้มีแนวทางดำเนินการดังนี้ (1) ทุกหน่วยงานจะมีดัชนีชี้วัดผลงาน [KPI] ครบถ้วนและถูกต้อง เพราะจะเริ่มตั้งแต่การวิเคราะห์ภาระหน้าที่ของหน่วยงาน [Function Description], การกำหนดปัจจัยความสำเร็จของภาระหน้าที่แต่ละข้อ [KSF-Key Success Factors] (2) จะได้ผลงานเสร็จสมบูรณ์ออกมาในวันอบรม เพราะจะเป็นการให้ความรู้สลับกับการทำงานจริงของทุกหน่วยงานไปทีละขั้นตอน สลับกันไปตลอดกระบวนการอบรม ทำให้เข้าใจได้ง่าย (3) เป็นการร่วมกันพัฒนางานอย่างแท้จริง เพราะ KPI ของทุกหน่วยงานจะสอดคล้องกัน เนื่องจากจะมีการนำเสนอให้มีการวิเคราะห์, รับรู้, ให้ความคิดเห็นและให้การยอมรับ (4) มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพราะจะมีการปรับเป้าหมายของ KPI เป็นระยะๆ ส่งผลให้การทำงานของทุกหน่วยงานต้องพัฒนาตลอดเวลา (5) การทำงานจะบรรลุเป้าหมายของทุก KPI เพราะมีแผนเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานรองรับทุก KPI และจะมีการติดตามผลการปฏิบัติงานตามแผนฯทุก 3 เดือนเพื่อการปรับและเพิ่ม ทั้ง KPI และแผนงาน อนึ่งแผนงานฯเหล่านี้ไม่มีค่าใช้จ่ายดำเนินการเพราะไม่ใช่แผนงบประมาณประจำปี (6) การพัฒนาประสิทธิภาพการปฏิบัติงานจะเกิดขึ้นทั่วทั้งองค์กร เพราะแผนงานต่างๆก็ต้องมีการนำเสนอ เพื่อการรับรู้ และให้ความเห็นชอบร่วมกันเช่นกัน ดังนั้น ทุกแผนเป็นของทุกคน เป็นการพัฒนาการทำงานเป็นทีมไปพร้อมกันด้วย.
กระบวนการฝึกอบรมมีดังนี้ (ผลงานทั้งหมดทุกหน่วยงานจะจัดทำแล้วเสร็จออกมาในช่วงการอบรม)
การกำหนดดัชนีชี้วัดผลงานจะมีประโยชน์ในการพัฒนาประสิทธิภาพการปฏิบัติงานอย่างมากหากได้ดำเนินการให้ถูกต้องตามแนวทางที่นำเสนอมานี้
โครงสร้างหลักสูตรมีตามด้านล่างนี้
(หลักสูตรที่จัดให้กับหลายบริษัทตลอดทั้งปีในช่วง 3-4 ปีมานี้ (ก่อนหน้านี้ก็จัดหลักสูตร "การวางแผนเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน" มากว่า 10 ปี)
|
| 1 |
แนวความคิดเรื่อง "การบริหารงานงานสมัยใหม่" |
| 2 |
ทบทวนหรือการกำหนด วิสัยทัศน์ (Vision) พันธกิจ (Mission) และค่านิยมร่วม (Core Value) [ข้อนี้ถ้าทางบริษัทมีอยู่แล้วก็ผ่าน] |
| 3 |
ความรู้เรื่อง การจัดทำดัชนีชี้วัดผลงาน (KPI-Key Performance Indicators) และ BSC-Balanced Scorecard [ทุกเรื่อง-ทุกองค์ประกอบ] |
| 4 |
การทบทวนภาระหน้าที่ของหน่วยงาน (Function Description) และการกำหนด จุดชี้วัดความสำเร็จในการทำงาน (KSF-Key Success Factors) เพื่อนำไปสู่การกำหนด ดัชนีชี้วัดผลงาน |
| 5 |
การกำหนด "ดัชนีชี้วัดผลงาน" (KPI-Key Performance Indicators) ของหน่วยงาน และการตั้งเป้าหมายเป็น 3 ระดับ ในช่วง 3 ปีต่อไปนี้ |
| 6 |
ทุกหน่วยงานนำเสนอ KPI เพื่อให้ทุกคนรับรู้ เสนอแนะ ต่อรอง และให้ความเห็นจนเป็นข้อยุติ |
| 7 |
ความรู้เรื่องการวางแผนงานเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน |
| 8 |
การกำหนดชื่อแผนเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานจากตัวดัชนีชี้วัดผลงาน (KPI) ที่กำหนดขึ้น - วางแผนเพื่อให้แน่ใจได้ว่าการทำงานจะบรรลุผลตามดัชนีชี้วัดผลงาน ในแต่ละช่วงเวลาตลอดทั้งปี |
| 9 |
การเรียงลำดับความสำคัญของแผนงาน และแผนงานที่จะทำในระยะต่อไปในทุกช่วง 3 6 เดือน |
| 10 |
การนำเสนอรายชื่อแผนเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานที่จะดำเนินการในปี 2552-(2554) และร่วมกันอภิปราย |
| 11 |
วิธีการเขียนแผนงานขั้นหลักการ ภาคปฏิบัติ การนำเสนอ เพื่อร่วมกันอภิปรายร่วมกัน (ถือว่าทุกแผนเป็นของทุกคน) |
| 12 |
วิธีการเขียนแผนงานในรายละเอียดภาคปฏิบัติ การนำเสนอ เพื่อร่วมกันอภิปราย(บางแผนเป็นแผนร่วมของหลายหน่วยงาน) |
|
สภาพปัจจุบันที่ ดัชนีชี้วัดผลงานไม่ได้ช่วยในการพัฒนาประสิทธิภาพการปฏิบัติงานอย่างเป็นรูปธรรม |
| 1 |
การกำหนดดัชนีชี้วัดผลงานของหน่วยงานไม่ครบทุกภาระหน้าที่การงาน เพราะไม่ได้มีการนำเอาภาระหน้าที่ของหน่วยงาน (Function Description) มาวิเคราะห์หาจุดสำเร็จของการทำงาน(KSF-Key Success Factors)เสียก่อน แล้วจึงกำหนดดัชนีชี้วัดผลงาน ดัชนีชี้วัดผลงานจึงไม่ครบถ้วน ทั้งๆที่บางภาระหน้าที่มีความสำคัญมาก แม้ไม่ส่งผลมาที่เป้าหมายโดยตรง แต่ส่งผลถึงความสำเร็จของการทำงานอย่างมาก
|
| 2 |
มีการเขียนภาระหน้าที่ของหน่วยงาน (Function Description)ไม่ถูกต้อง บางหน่วยงานก็มีการพิจารณาถึงภาระหน้าของหน่วยงาน (Function Description) ออกมาบ้างแต่ไม่สามารถวิเคราะห์ให้เห็น จุดสำเร็จของการทำงาน (KSF) ได้ เพราะที่เขียนออกมานั้นเป็นการเขียน กระบวนการทำงาน ไม่ได้เขียน ภาระหน้าที่การงาน อย่างแท้จริง ดังนั้นเมื่อจะเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานในแต่ละงาน (Function) ก็ทำได้ยากหรือทำไม่ได้
|
| 3 |
ความสำเร็จในการทำงานให้ได้ผลตามเป้าหมายของดัชนีชี้วัดผลงานนั้นไม่ได้เกิดจากการพัฒนาระบบงาน หรือเกิดจากพัฒนาวิธีการทำงาน แต่เกิดจากความมุ่งมั่น การจดจ่อ การเพิ่มความพยายามเพิ่มขึ้นเป็นพิเศษ เมื่อเป็นอย่างนั้น ผลงานที่ทำได้ตามดัชนีชี้วัดผลงานก็ไม่ยั่งยืน และการเพิ่มเป้าหมายของดัชนีชี้วัดผลงานให้สูงขึ้นอีกก็ทำได้ยาก เพราะผลงานที่ผ่านมาเกิดจากตัวบุคคล ไม่ใช่เกิดจากการพัฒนาระบบงานภายใน (Internal Process Perspective)
|
| 4 |
ไม่ได้ให้ความรู้เรื่องการจัดทำดัชนีชี้วัดผลงานกับบุคลากรระดับผู้บังคับบัญชาอย่างทั่วถึง ทำให้ผู้บังคับบัญชาระดับรองๆลงมาไม่มีความรู้ความเข้าใจ ไม่เห็นความสำคัญ ไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดเป้าหมาย ทำให้บุคลากรมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อการทำงานเพราะเขาต้องทำงานที่ถูกมอบหมายมา ไม่ใช่ เรามาช่วยทำงานของเราให้สำเร็จ ดังนั้นเป้าหมายของกาทำงานที่เป็นชิ้นงานอาจออกมาได้ตามเป้าหมาย แต่มี ของเสีย จำนวนมาก หรือถ้ามีเป้าหมายเรื่อง ของเสีย ด้วย แต่การที่มีทัศนคติที่ไม่ดีต่อการงานก็ย่อมส่งผลทางลบต่อหน่วยงานไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
|
| 5 |
ไม่มีแผนเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานที่จะรองรับเพื่อให้การทำงานถึงเป้าหมายตามดัชนีชี้วัดผลงาน กล่าวคือ เมื่อมีเป้าหมายตามที่กำหนดออกมาแล้ว หน่วยงานต่างๆก็พยายามที่จะทำงานให้ถึงเป้าหมายในลักษณะของการเพิ่มการระมัดระวัง เพิ่มการเอาใจใส่ เพิ่มความตั้งใจ ฯลฯ วิธีการที่ว่านี้จะไม่ยั่งยืน และไม่ใช่การพัฒนาประสิทธิภาพการทำงานในรูปของระบบ โดยความถูกต้องและความสมบูรณ์แล้วทุกหน่วยงานต้องมีแผนมานำเสนอต่อที่ประชุม(พร้อมกัน)ของทุกหน่วยงาน เพื่อจะได้ช่วยกันดู แผนงานที่จะเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิ บัติงานได้อย่างจริงจังและถาวรมีมากมายเช่น แผนปรับปรุงวิธีการ.....แผนกำหนดวิธีการ....แผนเพิ่มประสิทธิภาพการ.....แผนจัดทำคู่มือการ.....แผนศึกษาการ.... แผนลดค่าใช้จ่ายด้าน.....แผนเร่งรัดการจัดทำ..... ฯลฯ คือแผนงานเหล่านี้จะใช้เวลาไม่มาก อาจเป็น 3,4,5, หรือ 6 เดือน แล้วแผนการเพิ่มประสิทธิภาพก็จบ เป้าหมายของแต่ละ KPI ก็จะบรรลุเป้าหมาย แผนงานจบแต่วิธีการ, ระบบ, รูปแบบการทำงาน และแนวทางต่างๆก็จะคงอยู่ที่จะใช้เพื่อการทำงานต่อไป แล้วทุก 3 เดือน, 6 เดือนก็จะมีการนำเสนอผลงานหรือมีการติดตามผลการปฏิบัติงานตามแผนงานเหล่านั้น ในโอกาสนี้หน่วยงานก็จะนำเสนอแผนงานมาเพิ่มเติม ดังนั้นการพัฒนาปรับปรุงงานก็จะดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง
[เพิ่มเติมจากเอกสารที่ส่งมา) ปัญหาของการกำหนดัชนีชี้วัดผลงาน (KPI) กับเรื่องการประเมินผลการปฏิบัติงานก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มักจะต้องแก้ไข หรือปรับเสียให้ถูกต้อง ติดต่อมาขอความคิดเห็นได้ครับ]
|
ประโยชน์ประการสำคัญของการจัดทำ ดัชนีชี้วัดผลงาน (KPI) และการวางแผนเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน
|
ประการที่หนึ่ง ทุกหน่วยงานจะมีตัวดัชนีชี้วัดผลงาน (KPI-Key Performance Indicators) ที่ทางหน่วยงานช่วยกันกำหนดขึ้นเอง และนำมาเสนอต่อที่ประชุม(ในห้องอบรม)พร้อมหน้ากัน ทำให้ (1) ทุกหน่วยงานต้องการแสดงให้เพื่อนร่วมงานทุกฝ่ายงานได้ทราบว่าจะวัดประสิทธิภาพการทำงานของหน่วยงานเรานั้นจะเห็นได้อย่างไร (2) ทุกฝ่ายงานจะได้มีโอกาสแนะนำ ทักท้วง ขอความร่วมมือให้ต่างหน่วยงานได้เพิ่มประสิทธิภาพของการทำงานบางอย่างให้สูงขึ้น เพราะประสิทธิผลของการทำงานในปัจจุบันของบางหน่วยงานนั้นยังเป็นปัญหาต่อหน่วยงานอื่นๆอยู่ คือทำให้หน่วยงานอื่นไม่สามารถปฏิบัติงานได้คล่องตัวและได้ผลงานอย่างเต็มที่ (3) ทำให้ต่างหน่วยงานได้ร่วมกันเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติบางงานให้สูงขึ้นได้ เพราะประสิทธิภาพของบางงานนั้นต้องอาศัยการร่วมมือของหลายฝ่ายงาน และ (4) ทำให้ทุกฝ่ายงานพยายามทำงานให้มีประสิทธิภาพมายิ่งขึ้นเรื่อยๆ เพราะไม่อยากให้หน่วยงานของตนเป็นตัวถ่วงให้หน่วยงานอื่นๆ มีปัญหาในการทำงาน และ (5) ทำให้เกิดความรู้สึกการมีส่วนร่วมที่ต้องช่วยกันทำให้งานของบริษัทโดยส่วยรวมเกิดให้มีประสิทธิภาพ คือ ทุกหน่วยงานมุ่งทำงานของบริษัทให้สำเร็จ ไม่ใช่แค่ มุ่งทำงานของหน่วยงานของตนให้สำเร็จ ทำให้การทำงานเป็นทีมก็เกิดขึ้นจากกระบวนการทำงาน และบรรยากาศของการทำงานเป็นทีมก็มุ่งไปที่ประสิทธิภาพของงานเป็นสำคัญ
|
ประการที่สอง ทำให้เกิดการพัฒนาประสิทธิภาพการทำงานของทุกหน่วยงานอย่างต่อเนื่องและด้วยความเต็มใจของผู้ปฏิบัติงาน เพราะ (1) ทุกหน่วยงานเสนอแผนงานขึ้นมาเองว่าจะมีแผนเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานต่างๆ อะไรบ้างในระยะ 3-4 เดือนข้างหน้า บางแผนงานจะใช้เวลา 2 เดือนบ้าง 3 เดือนบ้าง หรือ 4-5 เดือนบ้าง แผนงานเหล่านี้เมื่อจบก็จะมีแนวทางการทำงานใหม่ จะมีระบบการทำงานใหม่ จะมีคู่มือการทำงาน ฯลฯ ไว้ใช้ในการทำงานต่อไป แล้วเมื่อมีการติดตามแผนทุก 3 เดือนก็จะมีการเพิ่มแผนงานใหม่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง แผนงานเหล่านี้ไม่มีค่าใช้จ่ายอะไร เพียงแต่การเพิ่มความพยายามเข้าไปเท่านั้น (2) เป็นความมุ่งมั่นของแต่ละหน่วยงานเอง ดังนั้นย่อมผูกพันและมีความตั้งใจที่จะทำงานให้สำเร็จตามระยะเวลาที่ตนเองกำหนดไว้ เป็นการวางระบบการทำงานโดยมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ และเป็นการบริหารที่เรียกว่า จากล่างสู่บน ทั้งเป็นการสร้างแรงจูงใจ เป็นการแก้ไขปัญหาได้ทุกจุดเพราะผู้ปฏิบัติงานย่อมรู้ดีว่าต้องปรับปรุงงานอะไร (3) เป็นการพัฒนาศักยภาพของตัวบุคคล เพราะในช่วงการอบรมจะมีการเรียนรู้ถึงที่มาของแผนงาน มีการเขียนแผนงานจริง และลงมือปฏิบัติงานแผนงานสำเร็จออกมาในช่วงเวลาทำงาน จบการอบรมก็สามารถเริ่มพัฒนางานกันตามแผน ตามขั้นตอนของแผนกันได้อย่างจริงจัง และ (4) ทุกขึ้นตอนของการทำแผนก็จะมีการนำเสนอในที่ประชุม ตั้งแต่ชื่อแผนงาน แผนงานขั้นหลักการ และแผนงานในรายละเอียด เพื่อให้ทุกฝ่ายได้ร่วมกันให้ความเห็น ให้ข้อแนะนำ ให้การเห็นชอบ ทำให้ทุกแผนงานสอดคล้องกัน และเป็นแผนที่ทุกคนได้ประโยชน์ในการทำงานร่วมกัน อนึ่งความรอบรู้ในการเขียนแผนงานสามารถนำไปเขียนแผนงานต่างๆได้อย่างถูกต้อง ชัดเจน และมีองค์ประกอบเพื่อการพิจารณาอย่างครบถ้วน |
|
1 ตัวอย่างผลงาน มีหลายๆประเภทกิจการ ทั้งอุตสาหกรรม, งานบริการ, องค์กรของรัฐ, และขององค์กรปกครองส่วนท้องถื่นระดับต่างๆ |
2 ระยะเวลาการอบรมเชิงปฏิบัติการ ใช้เวลามากน้อยจะขึ้นอยู่กับจำนวนหน่วยงานด้วยส่วนหนึ่ง เพราะต้องมีการนำเสนอของทุกหน่วยงาน 3-4 รอบ โดยทั่วไปใช้เวลา 2- 3 วัน ขึ้นอยู่กับจำนวนหน่วยงาน ซึ่งอาจเป็นไปในลักษณะดังนี้คือ 3 วัน 08.30-17.00 น. หรือถ้าจัดนอกสถานที่ 2 วัน 1 คืน เช่นว่าเริ่มจากวันเสาร์เช้า-บ่าย-ช่วงค่ำ และวันอาทิตย์ช่วงเช้า-บ่าย หรือลักษณะอื่น ขอให้ติดต่อมาหารือ หรือใช้เวลา 2 วัน
3 แนวดำเนินการ การจัดทำดัชนีชี้วัด (KPI) นี้ เราจะทำ KPI ของทุกหน่วยงาน โดยให้แต่ละหน่วยงานเข้าอบรม 3-5 คน (อาจมากกว่าหรือน้อยกว่าแล้วแต่ขนาดของหน่วยงาน) แต่ละหน่วยงานร่วมกันทำงานจนแล้วเสร็จ โดยมีการนำเสนอต่อที่ประชุมใหญ่ในขั้นตอนต่างๆ เมื่อจบการอบรมแล้ว 5-10 วัน ทางบริษัทจะส่ง KPI และแผนงานมาให้วิทยากรตรวจสอบความสมบูรณ์ถูกต้องในการเขียนแผนอีกครั้งก็ได้ และเมื่อปฏิบัติงานตามแผนไป 3-4 เดือน ทางบริษัทจะให้วิทยากรจะไปช่วยแนะนำในการติดตามแผน และการเพิ่มแผนสำหรับช่วงเวลาต่อไปก็ได้ (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
|
|