"การบริหารความอ้วน" (1307)
"การบริหารความอ้วน" ไม่รู้นะ ถ้ามีข้อขัดแย้งเราก็มีวิชา"การบริหารข้อขัดแย้ง"(CONFLICT
MANAGEMENT) ถ้ามีปัญหาเรื่องการใช้เวลาเราก็มีวิชาการบริหารเวลา
(TIME MANAGEMENT) หรือวิชาอะไร ต่ออะไรอีกมากมาย ดังนั้นเมื่อเรามีความอ้วน
หรือเมื่อเราอ้วน เราก็ควรมาเรียนวิชา"การ บริหารความอ้วน" (OVERWEIGHT
MANAGEMENT) จะแปลว่าอย่างนี้หรือเปล่า ไม่เป็นไร เราไม่ได้พูดการบริหารความอ้วนในเชิงของวิชาแพทย์
แต่เราจะพูดว่าทำอย่างไรจะได้ไม่อ้วน ในสไตล์ของการบริหารลองดู
ก่อนอื่นต้องพูดกันสักนิดว่าปัจจุบันอาชีพที่ทำให้คนมาเสียเงิน
ให้คนอื่น เพื่อให้คนนั้นมาบังคับเรานี่กำลังทำเงินอยู่อย่างมาก
หรืออาชีพที่ขายกากอาหารหรือ พวกกินไปแล้วไม่มีประโยชน์อะไรนอกจากมีเยื่อให้หนักท้องเข้าไว้นี่ก็กำลังขายดี
เราจะพูดถึงการบริหารความอ้วนโดยแบ่งออกเป็น 7 บท ดังต่อไปนี้
บทที่ 1 ว่าด้วยความอ้วน
เราต้องยอมรับว่าความอ้วนนี่ไม่ใช่ทุกคนจะเป็นกันได้ บางคนอยากอ้วนแต่ทำอย่างไร
ก็ไม่อ้วน เห็นไหมว่ามันยาก แต่บางคนไม่อยากแต่ก็อ้วนก็เยอะและไม่ยากี่ดังนั้นสรุปว่าการ
อ้วนหรือไม่อ้วนนี่ส่วนหนึ่งเป็นกระบวนการทางร่างกาย อีกส่วนหนึ่งเป็นกระบวนทางปาก
กับทางจิตใจ ถ้าคุณอยู่ในกลุ่มหลังก็แปลได้ชัดเลยว่าคุณจะอ้วนหรือไม่อ้วนคุณก็ทำได้และ
ทำได้อย่างสบาย แต่ว่าจะทำหรือไม่เท่านั้น บางคนอยากอ้วนแล้วก็ได้อ้วนนี่ก็คงสมใจนึก
(บางลำพู)แต่บางคนไม่อยากอ้วนแต่มันอ้วนนี่ต้องอ่านตำราที่จะเขียนต่อไปนี้
...เอาว่าเรื่องที่ว่า ด้วยความอ้วนก็จบลง
บทที่ 2 ว่าด้วย"ภาพ"
(VISION)ของตัวคุณ
ที่คุณอยากเห็นตัวเองในกระจก หรือที่คุณอยากให้คนอื่นเห็นเวลาคุณอยู่นอกบ้าน
คุณ อยากให้เขาเห็นคุณอย่างไร อ้อ..แน่นอน ต้องการให้คนอื่นเห็นว่ารูปร่างสมสัดส่วน
ถ้าจะมีไข- มันที่หน้าท้องก็ขอแต่พองาม ขอให้คุณสร้างภาพ(VISION)
ตัวคุณให้ชัดเจนว่าจะหนักเท่าไหร่ รอบเอวสักเท่าไหร่ เอาว่าถ้าคุณวาดได้ละก้อวาดแปะฝาห้องไว้เลยว่า"นั่นคือตัวข้าพเจ้าที่
แท้จริง" แล้วมองภาพนั้นเสมอๆ ถ้าพูดตามหลักการบริหารแล้วก็ต้องเขียนว่า
"นี่คือตัว ข้าพเจ้าในเดือนมีนาคม 2540" (เป้าหมาย 3 เดือนพอไหม)
แล้วท่องไว้เลยว่า "คำว่า"ยาก" กับคำว่า"เป็นไปไม่ได้" มันเป็นคนละคำ"
ท่องไว้อย่างนี้ ท่องไปเรื่อยๆ จนเกิดญาณ (INSIGHT) เออจริง เออจริง
แล้วสิ่งนั้นก็กลายเป็นความเชื่อ แล้วตัวความเชื่อนี่แหละจะไปสร้างพฤติกรรม
(BELIEF FORMS BEHAVIOR) เขาว่าอย่างนั้นนะครับ
บทที่ 3 ว่าด้วยอุปสรรค
(CONTRADICTION) ของพฤติกรรมทางปากและทางจิตใจ ให้ท่านนั่งมองภาพที่ติดไว้ข้างฝานั้น
แล้วถามตัวเองว่ามีอะไรมาขวางกั้น ทำให้ท่าน ไปไม่ถึงภาพนั้น หรือกลับไปสู่ภาพนั้นอีกไม่ได้
ให้เขียนออกมาเป็นข้อๆ เอาอย่างไม่ต้องกลัว ว่าจะกระทบกับตัวเองอะไรทั้งนั้น
คำที่เขียนออกมา (เช่นตัวอย่างนะครับ) - เรากินมากไปนิด - อายุเรามากขึ้น
- เราไม่ได้ออกกำลังกาย - เรากินหลายมื้อ - เราชอบข้าวขาหมูเป็นชีวิตจิตใจ
- เราชอบของหวานแบบบัวลอยไข่หวานมาก - เรากินมื้อเย็นมาก (ก็มันหิวนะ)
- เราติด(กิน)น้ำอัดลม - ฯลฯ (เขาว่านี่เป็นเครื่องหมายของการคิดไม่ออกแล้ว)
เอาว่าท่านเขียนออกมาได้มากว่านี้ ให้มาก ให้หมดจริงๆ แล้วก็ลองใส่หน้าข้อแต่ละ
ข้อว่าอะไรเป็น"อุปสรรค"ที่สาหัสสากรรจ์จริงๆ อาจเรียง ก. ข. ค.
ก็ได้ แล้วท่านก็พบด้วยตัว ท่านเองละว่าอะไรคือสิ่งที่มาทำให้ภาพของท่านที่ติดอยู่ข้างฝาไม่สวยงาม
อาจมีหลายสิ่ง หรือ มีไม่กี่สิ่ง แต่อย่างน้อยว่าเราต้อง"จัดการกับอะไร"
ตอนนี้ถึงขั้นที่ว่า"รู้อะไรไม่สู้รู้วิชา"แล้วละ
บทที่ 4 ว่าด้วยการขจัดอุปสรรคที่มาขวางกั้นเราไม่ให้ไปถึงภาพที่ต้องการนั้น
ข้อนี้ตามหลักการบริหารถือว่ายากที่สุด นั่นแน่...คำว่า"ยาก"
กับคำว่า"เป็นไปไม่ได้" มัน คนละคำผุดขึ้นมาทันที เรื่องนี้คงเป็นแค่ยากเท่านั้น
เอาอย่างนี้ถ้าคุณฝืนกฎว่าคุณจะเลิกทำ หรือเลิกกิน หรือยอมให้อุปสรรคมาชนะคุณได้
1 ครั้ง กลับบ้านเอาสีน้ำป้ายลงไปในภาพหนึ่ง ครั้ง ป้ายให้ส่วนที่จะเกิดขึ้นจากการฝืนกฎในตัวคุณตรงไหนก็ได้
เช่น กินข้าวขาหมูพร้อม ส่วนที่เป็นมันเยอะๆ ก็เอาสีไปป้ายตรงหน้าท้อง
ต้นแขน ใต้คาง แล้วแต่เถอะ ตามหลักการ บริหารเราเรียกว่า ข้อมูลป้อนกลับ
(FEEDBACK) แต่เราให้ป้อนกลับไปสู่ภาพ ถ้าวันไหนคุณรักษาวินัยให้ตนเองอย่างยอดเยี่ยม
เช่นไปออกกำลังกาย แล้วรับประทานทานอาหารแต่พอควร ครบหมู่ แต่ไม่เกิดน้ำหนัก
ก็ไปลบส่วนที่คุณไปวาดเพิ่มไว้ออกเสีย ภาพของคุณก็จะดูดีขึ้น อีกที
บทที่ 5 ว่าด้วยการสร้างความเชื่อ
ความเชื่อที่จะสร้างมีหลายประการเช่น
1) "เชื่อว่าเราทำได้" (YES, WE CAN) 2)
ความเชื่อที่ว่า"จิตใจใครคนนั้นเป็นเจ้าของที่แท้จริง เราบังคับจิตใจเราได้ดีกว่าคน
อื่นบังคับ" ข้อนี้อย่ายอมอ่อนแอ เพราะความอ่อนแอหรืออ่อนปวกเปียกเหมือน
กระแสน้ำย่อมไหลลงสู่ที่ต่ำ
บทที่ 6 ว่าด้วยภาคปฏิบัติ
เราจะเริ่มเมื่อไหร่ดี แหมข้อนี้ขอเล่าให้ฟังว่าได้มีโอกาสรับประทานอาหารมื้อกลางวัน
กับผู้เชี่ยวชาญจากประเทศญี่ปุ่นอยู่ 3-4 วันที่มาให้คำปรึกษาเรื่องกิจกรรม
5 ส.ของบริษัทแห่ง หนึ่ง ในวันสุดท้ายที่จะไปบริษัทนั้นก็ถามผู้เชี่ยวชาญว่า
"อะไรคือกุญแจสำคัญของความสำเร็จของกิจกรรม 5 ส. โปรดบรรยายให้ข้าพเจ้าฟังสัก
3-4 นาที PLEASE" ผู้เชี่ยวชาญตอบเสีย ยาวเลื่อยเฟื้อยว่า "มันง่ายมากก็คือ
"ลงมือทำเดี๋ยวนี้" (DO IT NOW) แหม...ต้องหากาวมา ปะหน้ากันยกใหญ่
เอาละ เราจะเริ่ม"จัดการกับอุปสรรค" เมื่อไหร่ดีแฮะๆๆ "DO
IT NOW" (ก็ลงมือทำเลยซีครับ)
บทที่ 7 บทส่งท้าย
เรามาถามกันก่อนว่ามีไหมที่คนอายุขนาดเรา
มีเงินขนาดเรา มีงานมากมายขนาดเรา แต่เขาไม่อ้วน และเขาก็ไม่ต้องกินกากอาหาร(ขออภัยที่ใช้คำนี้)
หรือเขาไม่ต้องกินยา คำตอบ ก็คือ "มี" ถ้าอย่างนั้น ก็ลองพูดอย่างที่นักแสดงท่านหนึ่งพูดซีครับ
"ผมทำได้ คุณก็ทำได้ หรือ เขาทำได้ เราก็ทำได้" หันหลับไปมองภาพที่ติดอยู่ข้างฝาอีกทีซิครับ
แหม..หล่ออย่าบอกใคร เชียว (แปลว่าไม่ต้องบอกเขาก็รู้นะครับ) สวัสดีครับ