"เปลี่ยนจาก"ความต้องการที่จะทำมาเป็น"แผนงาน"(1309)


การวางแผนงาน, การกำหนดเวลาในการทำงาน,การติดตามงาน

"เปลี่ยนจาก"ความต้องการที่จะทำมาเป็น"แผนงาน"(1309)

เมื่อสุดสัปดาห์ก่อนคงมีบางท่านที่ตั้งใจไว้ก่อนนั้นว่าจะทำอะไรสักอย่าง แต่ก็ผ่านสุดสัปดาห์ ที่แล้วไปโดยไม่ได้กระทำการสิ่งนั้น และสุดสัปดาห์นี้ก็เช่นกันคงต้องการที่จะทำอะไรสักอย่าง มา วันนี้เป็นวันอาทิตย์แล้ว ก็ยังไม่ได้ทำ เผลอๆก็จะผ่านไปอีกเช่นกัน เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะมันมี ความแตกต่างอยู่มากระหว่าง"ความต้องการที่จะทำ" กับ"แผนงาน" ที่จะทำสิ่งนั้น เมื่อมีการให้ รายงานความคืบหน้าของงานในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาและแนวทางดำเนินการต่อไปในอนาคตของ หน่วยงานแห่งหนึ่ง มี"ความต้องการที่จะทำ" อะไรหลายอย่างที่ได้บอกไว้เมื่อ 3-4 เดือนที่แล้ว แต่ก็ยัง ไม่ได้ทำ และยังมีความต้องการที่จะทำอีกมากมายรอยู่ แต่เชื่อได้เลยว่ามีบางอย่างที่จะไม่ได้ทำอีก การเปลี่ยนความต้องการที่จะทำมาเป็นแผนงานจะทำให้แน่ใจว่างานนั้นๆจะได้รับการดำเนินการอย่าง แน่นอน การที่กำหนดให้ทุกหน่วยงานทุกสายงานดำเนินการเช่นนี้มีสิ่งที่น่าจะกล่าวถึงหลายประการ คือ

1. ทุกหน่วยงานย่อมมีงานที่อยากจะทำอยู่หลายประการ ไม่ว่าจะทำเพื่อให้การทำงาน ประจำนั้นสำเร็จลุล่วงไปได้เร็วขึ้น หรืออยากจะทำเพื่อให้การงานปัจจุบันดีขึ้น หรืออยากจะทำงาน บางอย่างเพิ่มขึ้น ลองให้มีการรวบรวมงานที่อยู่ในใจเหล่านั้นออกมาดูก็จะพบว่าทุกหน่วยงาน หรือ หัวหน้างานทุกคนมีความปรารถนาดีต่อองค์กรอยู่มากมาย ได้คิดจะทำอะไรต่างๆเพื่อองค์กรอยู่มาก มาย แต่ไม่มีเวลาจะทำเสียที ให้ประมวลงานที่อยู่ในใจนั้น แล้วมาจัดลำดับความสำคัญดูว่าอะไรที่ สำคัญกว่ากัน แล้วจัดทำรายละเอียดของงานนั้นออกมาเป็นแผนงานเสียให้ได้

2. แน่นอนว่าการกำหนดเป็นแผนงานจะทำให้มีการคิดเกี่ยวกับงานนั้นละเอียดมากขึ้น เพราะในแผนงานต้องระบุทั้งขั้นตอน ผลที่จะเกิดขึ้น ผู้รับผิดชอบในแต่ละงานย่อย เป้าหมายที่วัดได้ ชัดเจน ฯลฯ และที่สำคัญก็คือการกำหนดเวลาว่าจะทำอะไรเมื่อไหร่ และจะให้แล้วเสร็จเมื่อไหร่ คน เรานั้นลงได้เอาตัวเองไปผูกพันกับเวลาให้แน่นอนแล้ว ก็ย่อมที่จะได้ลงมือทำงานนั้นเสียที การคิดและการกำหนดเวลาของงานทั้งหมดที่จะทำ รวมทั้งการคิดถึงปริมาณเวลา และระยะ เวลาที่แต่ละขั้นตอนก็แปลว่าได้คำนึงถึงปัจจัยต่างๆอย่างเพียงพอแล้วว่าคงทำได้ คงว่างที่ จะทำได้และคงมีเวลาพอที่จะทำได้ การวางแผนงานจึงเป็นเรื่องที่สร้างเงื่อนไขแห่งเวลาเพื่อให้ รับรู้และคิดคำนึงอยู่กับเวลาที่จะทำในแต่ละขั้นตอนนั้น ตัวอย่างเรื่องนี้เห็นได้ชัดๆว่า ถ้าพูดว่า"พรุ่งนี้จะไปทำรายงานเรื่องนั้นเสียที" กับการกำหนดไว้ว่า"พรุ่งนี้สิบโมงเช้าจะเริ่มทำรายงานนั้น แน่นอน และจะทำให้แล้วเสร็จอย่างช้าไม่เกินบ่ายสามโมง" อย่างนี้แล้วก็จะมีการปรับเปลี่ยน อะไรต่ออะไรเพื่อให้สามารถทำรายงานนั้นได้ในเวลาดังกล่าว

3. การเปลี่ยนความต้องการที่จะทำมาเป็นแผนงานจะทำให้ได้คิดถึงอุปสรรคที่อาจจะเกิด ขึ้นไว้ล่วงหน้าได้ก่อน จากตัวอย่างข้างต้น เมื่อรู้ว่าการทำรายงานจะเริ่มตอนสามโมงเช้าและจะให้ เสร็จตอนบ่ายสามโมง ก็ย่อมจะคิดต่อไปอีกหลายเรื่องว่าจะต้องสับหลีกเวลาอย่างไร ดังนั้นผู้ที่เป็น หัวหน้างานจะต้องพยายามให้ลูกน้องเปลี่ยนจากสิ่งที่บอกว่า"ผมคิดว่าต่อไปผมจะวางระบบการจัด เก็บอุปกรณ์ต่างๆให้เรียบร้อยเสียที มาเป็น "แผนวางระบบการจัดเก็บวัสดุอุปกรณ์ในแผนก ..." อย่างนี้แล้ว งานนี้ก็ย่อมมีเวลาแล้วเสร็จแน่นอน ท่านผู้บริหารท่านหนึ่งได้พูดว่า "ผมไม่ห่วงว่า คุณจะใช้เวลาเท่าไหร่ในการทำงานชิ้นนี้ ผมรอได้ แต่ผมอยากรู้ว่าจะให้รอถึงเมื่อไหร่" นั่นแปลว่า การกำหนดเวลาในงานที่จะทำงานให้เสร็จนั้นมีความสำคัญมาก ส่วนในรายละเอียดนั้นไม่เป็นไร เพราะเชื่อว่าโดยความรับผิดชอบในสายงานแล้ว เขาย่อมทำได้ หัวหน้างานจึงควรให้ลูกน้องได้ระบุ ออกมาให้หมดว่ามีงานอะไรที่ยังรอการกระทำอยู่บ้าง และจะให้แล้วเสร็จเมื่อไหร่ หากได้กำหนด เช่นนี้แล้ว อาจจะติดตามงานบ้างแต่ติดตามอย่างห่างๆ สุดท้ายผลงานจะออกมาได้

4. การให้ผู้ปฏิบัติงานไม่ว่าระดับใดกำหนดเวลาแล้วเสร็จของงานออกมานั้น หัวหน้างานจะต้องตามอย่างต่อเนื่อง หมายความว่าถ้าผู้ทำงานบอกว่าอีก 3 เดือนจะแล้วเสร็จ หัวหน้างาน ก็อาจจะถามความคืบหน้า หรือกำหนดให้ผู้ทำงานมาบอกความคืบหน้าในทุก 15 วัน หรือในทุกเดือน การติดตามลักษณะนี้ ถ้าจะมองให้ดีจะมีผลดีในสองประการ ประการแรกทำให้หัวหน้างาน เองได้แน่ใจว่างานนั้นได้รับการดำเนินการจริงๆ งานคืบหน้าไปจริง และคงจะได้รับผล (ที่รอมานานแล้ว) จริง อีกประการหนึ่ง ผู้ปฏิบัติงานเองก็อยากที่จะอวดว่าได้ทำอะไรไปแล้ว บ้าง หรือถ้างานนั้นมีปัญหา เขาก็อยากที่จะได้รับการแนะนำจากหัวหน้าบ้าง

5. ในการติดตามงาน (หรือตอนนี้ต้องเรียกว่าการติดตามผลการปฏิบัติตามแผนงานแล้ว) ก็ต้องให้ผู้ทำงานได้มีการใช้ความคิดตนเองให้มากก่อนที่จะเอ่ยให้คำแนะนำอะไร เช่นว่าเมื่อลูกน้อง มาบอกว่าการทำงานคืบหน้าไปพอสมควรแต่ก็ไม่ได้ตามกำหนดเวลา เพราะมีปัญหาอย่างนั้นอย่าง นี้ หัวหน้างานอย่างเพิ่งผลีผลามไปแนะนำ เพราะผู้ทำงานเองจะไม่ได้ใช้ความคิด และดูเหมือนว่าจะ ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรมากนัก มีปัญหาก็มาบอกเจ้านาย เดี๋ยวเจ้านายก็แนะนำเอง ต่อไปนี้ท่านต้อง ใช้คำถามทำนองว่า "งานมีปัญหาอะไรบ้าง...อ้อ แล้วคุณคิดว่าจะแก้ปัญหานั้นอย่างไร...อือ ตั้ง สามวิธีเชี่ยวหรือ ไหนลองว่ามาให้ฟังแต่ละวิธีซิ... แล้วคุณคิดว่าวิธีไหนดีกว่าละ...ทำไมจึง คิดอย่างนั้น...แน่ใจนะถ้าแก้ด้วยวิธีนั้นแล้ว จะสำเร็จได้...

(สุดท้าย) เอาละถ้าอย่างนั้นจะให้ ผมช่วยอะไรบ้างละ" เห็นไหมครับว่าการใช้คำถามทำให้ผู้ทำงานได้ใช้ความคิด และเกิดความรับ ผิดชอบมากขึ้น เพราะรู้ว่าการไปรายงานถึงความ(ไม่)คืบหน้า จะต้องทำการบ้านไปก่อน ดังนั้นก็ ควรจะทำงานให้เสร็จตามแต่ละช่วงระยะเวลาเสียดีกว่า วันนี้ท่านคงได้ทำงานหลายอย่างที่อยากจะทำ แล้วงานที่จะทำในสัปดาห์หน้าละครับ ท่าน ได้เปลี่ยนให้แผนงานแล้วใช่ไหม....สวัสดี.

คุณว่าหล่อนต้องมีแผนมากมาย...จริงไหม


กลับหน้าแรก Menu 12
กลับไปหน้าแรกของ Web site