สวัสดีปีใหม่ : การบริหารและความประทับใจ(เรื่องแรก) 1319



สวัสดีปีใหม่ : การบริหารและความประทับใจ(เรื่องแรก) (1319)

คงเป็นธรรมดานะครับที่แต่ละคนจะมีเรื่องเล่าสู่กันฟัง เนื่องมาจากเทศกาลปีใหม่ ผมขอเล่าในส่วนที่น่าจะเป็นข้อคิด การกระทำ ที่ดูดี และสำหรับผมแล้วสิ่งที่เล่านี้เป็นความประทับใจอย่างยิ่งและน่าจะเป็นประโยชน์กับบางบริษัทได้บ้าง

เรื่องแรกต้องเล่าย้อนหลังไปสักหน่อย คือเมื่อต้นปี 254.... (เขาพูดกันว่าใครเล่าความหลังมักจะเป็นแก่แล้ว เอาเถอะ-ก็แก่จริงกระมัง) เมื่อต้นปี 254... ผมไปสอนเรื่องการทำแผนเพิ่มประสิทธิภาพให้กับ สำนักพัฒนาธุรกิจอุตสาหะกรรม กรมส่งเสริมอุตสาหะกรรม เป็นหลักสูตรที่เปิดทั่วไป (Public Course) และได้มีผู้เรียนท่านหนึ่งมาจากจังหวัดกระบี่ประกอบกิจการโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม ในระหว่างการสอน 3 วัน เขาก็สนใจมาก อย่างไรก็ตามอาจเพราะเขาต้องการให้ลูกน้องได้ฟังอะไรเพิ่มเติมด้วย ปลายปี 254... ก็ให้ผมลงไปอบรมภาคปฏิบัติเรื่องการทำแผนเพิ่มประสิทธิภาพ ที่กระบี่ (มาใช้สถานที่ที่จังหวัดพังงาเพราะโรงงานใกล้มาทางพังงา) ผมไปสอนแล้วก็บอกว่าอย่าเรียนแล้วกลับไปทิ้งๆกว้างๆนะ ถ้าไม่ทำแผนกันอย่างจริงจัง ผมจะเอาค่าสอนไปคืน ถือว่าดูถูกกัน (แต่ผมใช้เงินหมดหลังจากขึ้นมากรุงเทพเพียง 4-5 วัน) อย่างไรก็ตาม ก็ประทับใจกับผู้เรียนมาก เพราะวันที่สอนจบซึ่งเป็นวันอาทิตย์ ผมขอกลับกรุงเทพเลย โดยจะไปขึ้นเครื่องบินที่ภูเก็ต เครื่องจะออกราวๆ 2 ทุ่มครึ่งหรือประมาณนั้น

ผมคิดว่าจะมากับน้องที่ไปรับผมที่ภูเก็ตวันที่ไปนั่นแหละ ปรากฏว่าตามกันมาส่งทั้งชั้น (เป็นความจริงแน่แท้) ทั้งรถเก๋ง รถกะบะ มาส่งกันก็ราว 30 คน กว่าจะมาถึงสนามบินก็ทุ่มกว่าๆ ร่ำ(ให้) ลากันอยู่นั่นแหละ ทุกคนบอกจะอยู่เป็นเพื่อนอาจารย์ จนกว่าเครื่องจะออก ใจหนึ่งผมก็ดีใจในความห่วงใยของกลุ่มลูกศิษย์ ใจหนึ่งก็ห่วงพวกเขา เพราะเมื่อผมขึ้นเครื่อง เขาก็ต้องขับรถกลับกระบี่ ก็คงดึกเอาการ และอีกใจหนึ่ง (มี 3 ใจ) ผมก็เหนื่อยมาก เพราะสอนกันมา 3 วัน 3 คืน ผมคิดว่าเดี๋ยวจะเช็คอิน แล้วเข้าไปนั่งหลับที่ห้องโดยสารขาออก เพราะถึงอย่างไร เจ้าหน้าที่การบินไทยก็คงประกาศ หรือเห็นว่าเหลือคนเดียวก็คงจับใส่เครื่องบินกลับมาจนได้แหละ เอาว่าวันนั้นประทับใจมาก ผมเองก็ได้ความรู้กลับมาเยอะ หรืออย่างน้อยผมก็ดีใจที่ฝ่ายจัดซื้อเขาทำแผนที่จะเอาผลปาล์มเข้าโรงงานให้ได้วันละ….ตันให้ได้ เพราะโรงงานนี้เป็นโรงงานใหม่ (แต่ได้รับการรับรองคุณภาพ ISO ก่อนที่ผมจะลงไป) เพราะเจ้าของสวนปาล์มเกือบทั้งหมดก็ได้ทำสัญญากับโรงงานที่ตั้งอยู่ก่อนแล้ว ผู้ที่ออกไปหาเจ้าของสวนปาล์มก็มีกันแค่ 2 คน วิ่งหาปาล์มทั้งกระบี่ พังงา สุราษฎร์ ตรัง พี่บัง(อิสลาม) พูดกับผมหลังจบการทำแผนว่า "อาจารย์ครับ MBO ก็ต้อง MBO ผม(พี่บัง)สัญญาว่าต้องได้มันก็ต้องได้ " "อาจารย์ครับ เก่งไม่กลัว กลัวความขยัน และขยันก็ไม่กลัว กลัวความต่อเนื่อง" "ผมทำแผนออกมา 4-5 แผน ทั้งในแง่กระบวนการจัดซื้อให้ได้ดียิ่งขึ้น และแผนอื่นๆ แต่เป้าหมายรวมก็คือ ต้องมีผลปาล์มเข้าโรงงานวันละ …..ตัน" แล้วก็ทำได้จริงๆ ทั้งที่ผมทราบจากการโทรไปถาม และจากการไปเยี่ยมเขาเมื่อราว ตค.-พย.2544 ที่จะนำเข้าสู่เรื่องนี้ (นี่ยังไม่เข้าเรื่องนะครับ อย่าเพิ่งเบื่อนะ)

ผมเองคิดว่าถ้าไม่มีเครื่องมือทางการบริหารคอยกำกับการทำงาน การติดตามแผน การปฏิบัติตามแผนต่างๆ ก็อาจจะหลุดไปได้ และโดยส่วนตัวผม-ผมเชื่อว่าระบบการประเมินผลการปฏิบัติงานมากเพราะว่า ถ้าหัว-หน้าทุกคนเข้าใจในแนวความคิดอย่างถ่องแท้ มีระบบที่ถูกต้อง และทุกคนมีส่วนร่วมในการวางระบบฯ แล้ว จะเป็นประโยชน์ต่อองค์กรอย่างยิ่ง ดังนั้นเมื่อผมมีมีงานที่ต้องไปจังหวัดตรัง ผมก็ส่งข่าวไปว่า วันนั้นวันนี้ขอให้เตรียมการ เตรียมข้อมูลไว้ให้พร้อม ผมจะแวะไปกินข้าวเที่ยงด้วย และจะ Lecture วิธีการ Conduct การวางระบบการประเมินผลให้ ซึ่งเชื่อว่าทั้งคู่(สามีภรรยา-หนุ่มสาว)จะสามารถดำเนินการได้ วันนั้นเมื่อผมจะเสร็จธุระที่ตรัง ผมก็บึ่งไปกระบี่ (ผมขับรถไปเองครับ) ไปถึงก่อนเที่ยงสัก 15 นาที เขาก็เอาข้อมูลมาให้ตามที่ผมบอกไป และติดตามข่าวคราวต่างๆ เพื่อจะได้ให้ข้อคิดในการวางระบบการประเมินผล แล้วก็กินข้าวแกง เพราะผมบอกไปว่าผมไม่มีเวลาประดิษฐ์ประดอยเรื่องการกินอยู่นะ ขอ Whiteboard มาวางข้างโต๊ะอาหารด้วย(กินกันในห้องเอ็ม ดี-เจ้าของนั่นแหละ) เพราะผมต้องขับรถจากอ่าวลึกมาออกสุราษฎร์ แล้วเข้ากรุงเทพให้ทันคืนนั้น เนื่องจากต้องสอนในวันรุ่งขึ้น

เรากินกันพลาง ผมก็เลคเจอร์ไปพลาง พร้อมกับให้เห็นตัวอย่างๆต่างๆ ที่ผมขนไปเพียบ(ไม่ใช่เอาของบริษัทใดไปให้ดูนะครับ อาจให้ดูรูปแบบเท่านั้น) ทั้งกินข้าว ทั้งเลคเจอร์ก็สัก ชั่วโมงครึ่งถึง 2 ชั่วโมง ประมาณนี้แหละ ก่อนออกจากโรงงานผมก็สั่งเสียเช่นเดิมว่าต้องรีบทำนะ เพราะถ้าระบบใหม่ออกมาและประกาศใช้ตั้งแต่ต้นปีก็จะดีมาก ดีหลายเรื่อง ผมออกจากอ่าวลึกมาสุราษฎร์ (เส้นทางดีมากแล้วครับ) ก็ไกลพอควร แล้วเข้าสู่ส่ายเอเซีย (เส้นทางนี้ก็ 4 เลนเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว) มุ่งสู่กรุงเทพ มาด้วยกันกับภรรยาสองคน (คือรวมกันแล้วทั้งรถมี 2 คน) แล้วมาแวะเยี่ยมท่านที่รู้จักที่ประจวบฯ คืนนั้นจำได้ว่ากว่าจะถึงบ้านก็เลยเที่ยงคืน ดีที่งานสอนเริ่มตอนบ่าย และสอนมา 1-2 รุ่นแล้วก็ไม่ต้องห่วงอะไรมาก

(ทีนี้เข้าเรื่อง…อย่าว่าท่านเลยครับผมเขียน(พิมพ์บนแป้น PC บังเหนื่อยเลย) แต่อ่านต่อนะครับ เพราะกำลังจะถึงตอนสำคัญ เมื่อ 4-5 วันที่ผ่านมานี้ ทางบริษัทนั้นได้ส่งระบบ และแบบฟอร์มการประเมินผลการปฏิบัติงาน ทั้งระดับผู้บังคับบัญชา และระดับปฏิบัติการมาให้ดู แล้วเขียนมาว่า "อาจารย์ครับ อาจารย์ไม่เหนื่อยเปล่านะครับ ผม(เขา)ขอบคุณอาจารย์มากที่มาสอนให้วันนั้น ตอนนี้เรา (เน้นนะ"เรา") ทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว" (วางอยู่ตรงหน้าผม-อาจารย์ประสิทธิ์) นี่แหละ มีระหัสของแบบฟอร์ม คือ F-HA-013 แก้ไขครั้งที่ 01 กับระหัส F-HA-014 แก้ไขครั้งที่ 01 แล้วพูดต่อไปว่าขอโทษที่ปีใหม่ปีนี้ไม่ได้มาเยี่ยมอาจารย์ …..ใจผมนั้นผมว่า แบบฟอร์มที่ส่งให้ผมดูนั้นมีค่ากับผมมากกว่ากระเช้าผลไม้(ของกิน) มีค่ามากกว่านั้นมากคุ้มที่ผมขับรถอ้อมไปกระบี่-กลับมา สุราษฎร์ฯ แล้วเข้ากรุงเทพ และผมพูดกันล่วงหน้าเลยว่า อย่าให้อะไรกับอาจารย์นะ มันจะทำให้ผมสูญเสียความภูมิใจไปเยอะ (และวันนั้นยังเอาเงาะ (กก.ละ 3 บาท ที่อ.ปะเหลียน จ.ตรัง และลองกองไปฝากด้วย) ผมรับจดหมายที่ส่งมาพร้อมบัตรอวยพร ก็โทรกลับไปที่กระบี่ทันที ปรากฏว่า เจ้าหน้าที่ที่อยู่เวรรับซื้อผลปาล์มบอกว่ากรรมการผู้จัดการไม่อยู่ พาลูกน้องทั้งโรงงานไปเลี้ยงปีใหม่ที่ ต.ทับผุด(หรือ อ.ทับผุด)

เรื่องมันเป็นอย่างนี้แหละครับ จบเรื่องที่หนึ่ง [ไวยากรณ์ไทยคงผิดหลายแห่งนะครับ ผมพิมพ์ทำนองว่าท่านผู้อ่านนั่งอยู่ตรงหน้า เพราะฉะนั้นกรุณามองผ่านจุดนั้นไป(ก็ดี)]



กลับหน้าแรก Menu 12
กลับไปหน้าแรกของ Web site