อาจมีบางคนได้อ่าน
365 ปรัชญาทองของ โคโนซูเกะ มัตซูชิตะ เจ้าของเครื่องใช้ไฟฟ้า
ญี่ห้อเนชั่นแนลและพานาโซนิค
ท่านผู้นี้นอกจากจะเป็นนักอุตสาหะกรรม นักบริหาร ยังมีการยก ย่องให้เป็นปราชญ์ในด้านการเขียนอีกด้วย
เรามาเรียนรู้จากท่านบ้างก็น่าจะเป็นประโยชน์แก่ตัว เราเอง หนังสือ
365 ปรัชญาทองเป็นหนังสือเล่มหนึ่งที่เขียนขึ้นด้วยความแยบยล โดยเขียนขึ้น
ตามวันที่ตลอดปี 365 วันในแต่วันท่านเขียนไว้สั้นๆ แต่ความคิดเบื้องหลังของการนั้นเหลือหลาย
จริงๆครับ หนังสือนี้ แปลโดยคุณต่อพงษ์ บุญเลิศ อาจารย์จะสรุปย่อการเขียนของบางวันที่
แล้วแทรกตามความรู้สึกของคนเขียน แล้วก็มาเขียนสรุป ต่อเป็นอย่างนี้
นะครับ
ในวันที่
1 มกราคม ท่านเขียนว่า "..ถ้าหากไม้ไผ่ราบเรียบไม่มีข้อก็จะปราศจากการ
ยับยั้งใดๆ..." การที่ไม้ไผ่มีข้อทำให้ไม้ไผ่แข็งแรงฉันใด คนเราก็ต้องมีข้อที่จะเป็นจุดหรือมีข้อ
สักข้อหนึ่ง เพื่อจะได้จัดปรับเรื่องราวต่างๆเสียใหม่ นี่ก็ยังไม่นานเกินไปนัก
หากเราได้นั่งมอง ตนเอง และปรับอะไรเสียบ้าง ก็ย่อมทำให้จิตใจ
และร่างการแข็งแรงขึ้น ถามตัวเองนะครับว่าผ่าน ปีใหม่ก็หลายวันแล้ว
น้องๆได้มีการปรับอะไรไปบ้าง หลายคนตอบไม่ได้ใช่ไหมล่ะ "..วันปีใหม่
เป็นวันที่ปลุกผู้คนให้ตื่น ให้ได้คิดในในบางเรื่องราวที่เราไม่ได้คิดในเวลาปรกติ
อาจเป็นวัน ที่ได้กล่าวคำขอโทษกับมิตรสหายที่ไม่ได้ไปมาหาสู่เป็นเวลานาน
และเป็นวันที่จุดประกาย แห่งความหวังและความกล้าหาญขึ้นมาใหม่..."
อาจารย์เชื่อว่าทุกคนย่อมมีกิจกรรมมากมาย ในวันปีใหม่ แต่อย่าลืมว่าไม้ไผ่มีข้อ
เราเองเดินมาถึงอีกข้อหนึ่งของไม้ไผ่ ก็ได้เวลาทบทวน กันอีกที
..ในวันที่
2 มกราคม ท่านเขียน "
ในวันหนึ่งๆ
จะให้ผ่านไปโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจไม่ได้ เป็นอันขาด..." แต่ว่าในแต่ละวันจะต้องมีจุดมุ่งหมายที่แน่นอนโดยมีการวางแผนอย่างรอบคอบ
แม้ว่าบางเรื่องอาจไม่ราบรื่นนัก แต่การทำอย่างนี้จะทำให้ชีวิตเรามีความหมายอันอุดมสมบูรณ์
ยิ่งขึ้น
เราข้ามไปที่วันที่
3 กุมภาพันธ์
ท่านเขียนว่า "...เราต้องรักงาน
งานสามารถสร้างความ ปิติสุขให้แก่ชีวิตมนุษย์ได้..." ดังนั้นการที่เรามองว่างานของเรามีค่าต่อคนอื่นหรือต่อมวลมนุษย์
เราก็จะทำงานอย่างมีความสุข ดังนั้นงานที่เราทำไม่ว่าการปล่อยสินเชื่อ
งานให้ความรู้ด้าน
คอมพิวเตอร์ งานด้านให้โอกาสแก่เด็กๆได้มาท่องอินเตอร์เนทกัน
ฯลฯ ล้วนสร้างความปิติสุขแก่มวล มนุษย์ทั้งสิ้น การทำความเข้าใจในความเป็นจริงเช่นนี้ทำให้เราจะช่วยกันผลักดันให้งานเดินไปข้าง
หน้าด้วยจิตใจที่เต็มไปด้วยความสบายใจ และความสำเร็จในงานก็จะตามมา
แล้วมาในวันที่
13 กุมภาพันธ์ ท่านเขียนไว้ว่า"...หน้าตาก็เป็นสินค้า.."ท่านเล่าว่าวันหนึ่ง
ท่านไปที่ร้านตัดผม แล้วคนตัดผมก็บอกว่า "...คนที่ไม่ให้ความสนใจในหน้าตาของตนเอง
ก็ทำ ให้สินค้ามีความเปรอะเปื้อนไปด้วย..." คนที่ทำเช่นนี้จะขายสินค้าของตนเองได้อย่างไร
ดังนั้น เราที่ขายสินค้าหรือขายบริการทุกวันก็เช่นกัน หากไม่ดูแลใบหน้าของตนเอง
ก็ย่อมทำให้สินค้า หรือบริการของเราเปรอะเปื้อนไปได้เช่นกัน
เราข้ามไปที่วันที่
2 มีนาคม ท่านเขียนว่า "...การประชุมช่วงเช้าอันมีชีวิตชีวา.."
เรื่อง การประชุมในช่วงเช้านี้อาจารย์พบมามากมาย ของเราเองที่สำนักงานใหญ่หรือในที่ทำงานถ้ามี
จำนวนคน 5-6 คน หรือมากกว่านั้นก็ทำได้แล้ว ที่อาจารย์ไปสอนมา
บางบริษัทมีการเข้าแถว เคารพธงชาติ เหมือนนักเรียน พอร้องเพลงชาติจบก็จะมีการประชุมกันประมาณ
10 นาทีทุกวัน เพื่อพูดคุยว่าเมื่อวันวานเรามีอะไรบ้างที่เป็นข้อดี
อะไรบ้างที่เรายังต้องปรับปรุง ทำอย่างนี้ทุกวัน หัวหน้างานที่พูดก็เก่งขึ้น
หรืออีกแห่งหนึ่งเป็นธนาคารสาขาเชียงใหม่ เขามีการเวียนกันออกมา
พูดหน้าเคาเตอร์(เพราะไม่เป็นห้องประชุม) วันละคน จะพูดอะไรก็ได้วันละ
10 นาที แต่ละคน ก็ไปหาเรื่องที่น่าสนใจมาพูด ดูน่าสนุกมาก วันที่อาจารย์ไปเขามาเยี่ยมอาจารย์ที่ที่พัก
แล้วบอกว่า "...พรุ่งนี้เป็นเวรของอาจารย์นะ.." เอ้าเราเข้าไปมีส่วนกับเขาเมื่อไหร่
ตื่นมาก็ไปถึงที่สาขา 8 โมงเช้า เขามาพร้อมกันแล้วก็เลยพูดให้ฟังไป
2-3 เรื่อง ก็กว่าสาขาจะเปิดก็มีเวลามากพอ อย่าง นี้เป็นต้น
ที่ห้องอาหารของโรงแรมแห่งหนึ่ง ในห้องอาหารนั้นเขามีกันประมาณ
10 คน เขาก็ จะประชุมกันทุกเช้าก่อน 10.00 น. ซึ่งเป็นเวลาเปิดห้องอาหาร
พูดคุยกันว่าเมื่อวันวานมีแขก คนไหนบ่นเรื่องอะไรบ้าง วันนี้มีแขกจองจากไหนบ้าง
เป็นใคร เป็นแขกวีไอพีหรือแขกทั่วไป ฯลฯ ได้เห็นมาเยอะ แล้วอาจารย์ก็ศรัทธาในการประชุมนี่จริงๆ
อาจารย์เชื่อว่าเราเองบางจุดบางหน่วย ก็น่าจะทำได้ ลองดูนะครับ
แล้วจะเห็นความมหัศจรรย์ของการประชุมทุกวันได้
เราข้ามไปที่วันที่
20 มีนาคม ท่านเขียนไว้ว่า "...เราต้องสำรวจตัวเองก่อน.."
"การได้ สำรวจตัวเองจะเป็นการสร้างองค์กรแห่งการร่วมมือให้เกิดขึ้น..."
เรื่องนี้ถ้าเราได้อ่านหนังสือ เรื่อง"อุปนิสัย 7 ประการ" ซึ่งดูเหมือนคุณจิ๋วพยายามยกมาพูดแนะนำกันบ่อยๆ
ไม่รู้ว่าใครอ่าน จบกันหรือยัง การเริ่มที่ตัวเองก่อนนั้นเป็นอุปนิสัยที่
1 ก็ได้ คือคำว่า "โปรแอ็คทีฟ" คือเริ่มที่ ตัวเองก่อน ตัวเองทำดีก่อน
ทักทายก่อน ริเริ่มก่อน ทำตัวอย่างก่อน อีกข้อหนึ่งในหนังสือเล่ม
ที่ว่านี้ก็คือ "...ให้ความสนใจและเข้าใจผู้อื่นก่อน แล้วจึงจะให้ผู้อื่นมาเข้าใจเรา.."
ดังนั้นคำ พูดตามปรัชญาที่กล่าวข้างต้นก็สอดคล้องไปด้วยกัน อาจารย์ว่าน่าจะเกิดปรัชญานี้ที่ญี่ปุ่นก่อน
ด้วยซ้ำไป
เราข้ามไปที่วันที่
6 เมษายน ท่านเขียนว่า " ...ยอมรับข้อดีของบริษัท..."
บางคนเอาแต่ ข้อเสียของบริษัทไปพูด ท่านบอกว่าเราทุกคนต้องทำความเข้าใจในอุดมการณ์ของการจัดตั้ง
จัดตั้งบริษัท ประวัติ ประเพณี ภาระหน้าที่ว่าได้มีส่วนสร้างคุณูปการให้แก่สังคมอย่างไรบ้าง
ส่วน นี้ เวลาเรารวมกลุ่ม รวมภาค หรือรับน้องใหม่กันนี่คงต้องมาพูดเรื่องนี้กันบ้างก่อนที่จะกิน(เมา)
แล้วพูดกันไม่รู้เรื่อง
ในวันที่
24 เมษายน ท่านเขียนว่า "...การค้าขายที่มีจิตใจสอดคล้องรองรับกัน.."
และ ท่านยังพูดว่า "...ถ้าการค้าหมายถึงการจำหน่ายสินค้าออกไป
แล้วรับค่าตอบแทนกลับมาก็ ไม่ผิดกับกับเครื่องจำหน่ายอัตโนมัติ..."
ที่จริงแล้วการค้าการขายมีความสำคัญมากกว่านั้นมาก เราต้องมีจิตใจขอบคุณลูกค้า
"..การรับใช้ลูกค้าก่อนอื่นจึงเป็นท่าทีในการทำการค้า..."
ผู้เขียนได้เขียนเป็นรายวัน
คือหนังสือ 1 เล่ม ในเล่มเขียนเป็นแต่ละวันตามปฏิทิน อ่านสนุก
ตอนนี้ไม่แน่ใจว่าจะหาซื้อได้ที่ไหน ผม(อาจารย์ประสิทธิ์) เขียนให้อ่านเท่านี้ก่อนนะครับ)
กลับหน้าแรก
Menu 12
กลับไปหน้าแรกของ
Web site