การทำงานหรือบริหารงานในฐานะของหัวหน้างานนั้น
ความรอบรู้เรื่องการสื่อข้อ ความหรือการสื่อข่าวสารสำคัญมาก
เพราะไม่ว่าเรื่องการสั่งงาน หรือการมอบหมายงาน หรือ การควบคุมงาน
ฯลฯ ล้วนต้องอาศัยทักษะในการสื่อข่าวสารทั้งสิ้น บางครั้งการที่เราสั่งลูกน้อง
ให้ทำงานแล้วลูกน้องทำผิดไปจากที่สั่งนั้น เกิดจากตัวผู้สั่งเองแท้ๆ
ดังคำว่าที่ "ถ้าพูดไปไม่รู้ อย่างขู่เขา ว่าโงเง่างมเงอะเซอะหนักหนา
อันตัวเราทำไมไม่โกรธา ว่าพูดจาให้เขาไม่ เข้าใจ" ดังนี้เป็นต้น
ทักษะการสื่อข่าวสารมีให้พูดถึงได้หลายประเด็นวันนี้เรามาพูดถึงข่าว
สารที่อยู่ในตัวบุคคลโดยอยู่ในรูปของสื่อต่างๆดังต่อไปนี้
1.
การแต่งกายของบุคคล การแต่งกายเป็นสื่อที่บอกข่าวสารในตัวบุคคลนั้นได้ค่อน
ข้างชัดเจน นี่ไม่พูดในแง่ของฐานะนะครับ เพราะบุคคลประเภท"ผ้าขี้ริ้วห่อทอง"
ก็มีเยอะ หรือประเภท "ทองห่อผ้าขี้ริ้ว" ก็ยังมีหรือ "ผ้าขี้ริ้วห่อผ้าขี้ริ้ว"
และ "ทองห่อทอง" ก็มีมาก เอาโดยทั่วไปแล้วก็แปลว่า การแต่งกายของบุคคลจะส่งความหมายไปยังผู้พบเห็นว่าใครเป็น
ใครได้ การแต่งกายในที่นี้ น่าจะเป็น"การแต่งกายที่ดูดี"มากกว่าการแต่งที่ล้ำนำหน้าแฟชั่น
ดังนั้นไม่ว่าบุคคลที่ทำงานที่ต้องพบกับลูกค้าหรือไม่ก็ตาม แต่การแต่งกายของเราจะถูกจับตา
และชินตากับผู้พบเห็น ซึ่งแน่นอนว่าจะส่งผลถึงความสำเร็จในการติดต่อธุรกิจหรือการเลื่อนชั้น
เลื่อนตำแหน่งต่อไปในอนาคต อย่าเผลอคิดว่าไม่เป็นไรเพราะความชินตาที่บุคคลนั้นแต่งกาย
อย่างนั้นจะถูกแปลความหมายเป็นความละเอียดรอบคอบ เป็นวางตนในหมู่คน
เป็นนิสัยใจ- คอ ฯลฯ ได้ส่วนหนึ่งด้วย
2.
เครื่องประดับหรือของใช้ประจำตัว ถ้าสุภาพสตรีก็คงหมายถึงรองเท้า
กระเป๋า ตุ้มหู เข็มขัด ฯลฯ ส่วนสุภาพบุรุษก็ได้แก่นาฬิกา ปากกา
เนคไทด์ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ หมายความว่าต้องเป็นของแพง ขอแต่พอดูดี
ไม่ใช่แต่งกายดีมากแต่ปากกาหมึกซึมหมด หมึก ต้องสะบัดอีก 2 ทีจึงจะเขียนได้อย่างนี้ก็ไม่ไหว
หรือเนคไทด์ก็ผูกปมไว้อย่างนั้นตั้งแต่ซื้อ เช้าคล้องคอ เย็นปลดออก
ตรงปมนั้นค่อนข้างหมองคล้ำแล้ว นี่ก็สื่อความหมายได้เช่นกัน หรือบางท่านก็ใส่ถุงเท้าประเภทที่ยังทอไม่เสร็จ
มีหน้าต่างตรงส้นหรือตรงปลายนิ้วเท้า เหล่านี้ เป็นต้น อย่างที่เรียนไว้แล้วว่า
สิ่งเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นของแพงๆ แต่น่าจะเป็น การใส่ใจกับการแต่งกายเสียมากว่าน่าเสียดายที่บางท่านที่เก่งในหลายๆด้าน
แต่ลืมใส่ใจใน เรื่องนี้ คิดว่าไม่สำคัญ แต่จริงๆแล้วสำคัญครับ ท่านเก่งอยู่แล้วถ้าเพิ่มเติมตรงนี้อีกหน่อย
ก็จะยิ่งเสริมเข้าไปใหญ่เลย ลองพิจารณาดูนะครับทั้งหมดที่ติดตัวเราอยู่วันนี้
อะไรที่น่าจะทำ จะเลือก จะใช้ให้ดูดีกว่านี้ได้อีกบ้าง
3.
เรื่องที่สนทนา ใครได้ยินท่านสนทนาเรื่องอะไร
ก็ย่อมจะมองออกว่าท่านอยู่ ในการงานอะไร หรืออย่างน้อยเขาผู้ที่ได้ยินเราพูดกันนั้นก็เข้าใจว่าเราอยู่ในการงาน
หรือใน แวดวงอะไร นั่งรับประทานอาหาร นั่งอยู่ในร้านเสริมสวย อยู่ในรถปรับเมล์ปรับอากาศ
อยู่ ในลิฟท์ของตึกสูง เรื่องที่พูดที่พูดกัน 2-3 คน ไม่ว่าเรื่อง
หวยงวดที่ผ่านมา การทำนายฝัน หรือ เลขล้อค นี่ก็กลุ่มหนึ่ง ถ้าพูดเรื่องของอินเตอร์เนต
เรื่องของอีเมล์ นี่ก็อีกกลุ่มหนึ่ง และเรื่อง อะไรต่ออะไรอีกมากมาย
จริงอยู่ผู้พูดอาจไม่ได้สนใจเรื่องนั้นมากไปกว่าเรื่องงานแต่ต้องไม่ลืม
ว่าเรื่องที่เราพูดกำลังสื่อความหมายของตัวเราไปยังผู้ได้พบเห็น
หรือได้ยิน
4.
การจัดโต๊ะทำงาน โต๊ะที่ทำงานซึ่งมีเอกสารวางอยู่เกะกะมากมายไม่ได้แปล
ว่าเจ้าของโต๊ะมีงานมากหรือสำคัญมาก คนที่ทำงานสำคัญมากแต่บนโต๊ะอาจมีหนังสือ
แฟ้ม วางอยู่ไม่กี่เล่มไม่กี่แฟ้มก็ได้ แต่ก็มีข้อแย้งบ้างเพราะเจ้านายบางท่านหากเห็นว่าลูกน้องไม่มี
อะไรวางอยู่ก็แปลว่าว่างงาน ลูกน้องเลยต้องยกแฟ้มมากองให้เยอะๆเข้าไว้
เช้าวางเย็นเก็บ เป็นอย่างนี้ทุกวัน บางแฟ้มไม่ได้ใช้หรอก แต่เอาไว้ขู่เท่านั้น
5.
เครื่องประดับในสำนักงาน บางท่านอาจเคยเห็นบางแห่งมีรูปลิงนั่งสูบบุหรี่
กลุ่มสุนัขเล่นสนุกเกอร์ ดูๆก็น่ารักดีไม่น่าเกลียดน่าชังอะไร แต่ถ้าวางไว้ผิดที่
เช่นมาติดไว้ใน สำนักงาน ติดไว้ที่ข้างฝาหลังที่นั่ง ก็น่าจะไม่ใช่เรื่อง
6.
เครื่องดื่มและอาหารที่รับประทาน อย่างที่ว่านางเอกต้องดื่มน้ำส้มเท่านั้น
นี่ก็เกินไป แต่การที่เราเข้าไปในร้านที่พอจะดูดีแล้วสั่งเครื่องดื่มที่ทุกคนในร้านได้ยินแล้วต้อง
หันมามองนะก็เป็นสื่อเหมือนกัน
7.
ความสะอาดของร่างกาย เรื่องนี้มีหลายอย่างประกอบกันทั้งเสื้อผ้า
ใบหน้า (ของหนุ่มๆที่มีตะไคร่น้ำรกรุงรัง) รองเท้าเจอยาขัดรองเท้าแล้วหรือยังตั้งแต่ขึ้นพ.ศ.ใหม่มานี้
สายรองเท้าขาดมาหลายวันแล้ว เล็บดำท่านว่าเกิดจากไม่ได้สระผม เป็นต้น
สื่อและข่าวสารที่อยู่ในตัวบุคคลยังมีอีกมากมาย
ผู้ที่เป็นหัวหน้างานจะให้ลูกน้องยอม
รับและให้ความนับถือก็ต้องระแวดระวังในสิ่งเหล่านี้บ้างตามสมควร
อย่างไรก็ตามที่กล่าวมา ทั้งหมดนี้ ไม่ได้หมายความ ว่าจะต้องทำอะไรให้ดูดีทุกเรื่องทุกวัน
นั่นก็เกินไปอีกนั่นแหละ แต่ก็อย่าให้ผู้พบเห็นเกิดการชินตาว่าบุคคลนั้นเป็นอย่างนั้น
พูดเรื่องอย่างนั้นทุกวันถือหนังสือ แบบนั้นทุกงวด ใส่ตุ้มหู(ใหญ่)ขนาดนั้นเสมอ
น้ำหมึกของปากกาหมดเป็นประจำ ฯลฯ เพราะ ถ้าเกิดการชินตาแล้ว เขาก็จะเหมาว่าภาพรวมของเราเป็นอย่างนั้น
แท้จริงแล้วเราเป็นประเภท "ผ้าขี้ริ้วห่อทอง" แต่ถ้าไม่ให้คนมองเห็นทองเสียบ้างก็อาจเห็นว่าเราเป็น"ผ้าขี้ริ้วห่อผ้าขี้ริ้ว"
ทั้งหมดนี้พูดในแง่ของการสื่อสารในการทำงานนะครับ กรุณามองในแง่ของการให้ข้อคิดเท่านั้น
ส่วนตัวอย่างก็แค่ตัวอย่างเท่านั้น...สวัสดีครับ
กลับหน้าแรก Menu 12
กลับไปหน้าแรกของ Web
site