ความสำคัญของการนอนหลับ
...............การนอนเป็นปรากฎการณ์ตามธรรมชาติ เป็นส่วนสำคัญของชีวิตที่มักจะถูกละเลย ไม่ได้รับความสนใจตั้งแต่อยู่ ในครรภ์มารตา เด็กทารกจะใช้เวลาส่วนใหญ่ทั้งกลางวันและกลางคืนในการนอน ช่วงเวลาของการนอนจะค่อยๆลดลงเรื่อยๆ เมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่และวัยชรา การนอนหลับช่วยให้ร่างกายและสมองได้พักผ่อนหลังจากการทำงานมาอย่างต่อเนื่อง ในช่วง กลางวันไม่เคยมีมนุษย์คนไหนสามารถอดนอนได้เกินกว่า 7 วัน เนื่องจากสมองของคนๆนั้น จะไม่สามารถทนสภาพเหนื่อยล้า เช่นนั้นได้ มนุษย์เราใช้เวลาในการนอนประมาณ 3,000 ชั่วโมงใน 1 ปี ซึ่งเท่ากับประมาณ 1/3 ของชีวิต ดังนั้นหากการ นอนหลับไม่เพียงพอหรือมีปัญหา จะทำให้เกิดผลเสีย ต่างๆตามมาได้
...............คนเราส่วนมากต้องการนอนหลับประมาณวันละ 7-8 ชม. เราอาจสังเกตได้ด้วยตัวเองว่านอนหลับ ได้เพียงพอ หรือไม่ โดยอาศัยความรู้สึกของตัวเองเมื่อตื่นนอนตอนเช้า ถ้าตื่นนอนด้วยความรู้สึกสดชื่นแจ่มใสพร้อมที่จะทำงานต่างๆอย่าง เต็มที่ แสดงว่าได้รับการพักผ่อนนอนหลับมาอย่างเพียงพอ แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้ามีความรู้สึกปวดหัวทุกวันหลังตื่นนอน หรือยังง่วงนอนอยู่ ถึงแม้ว่าได้นอน มาแล้วหลายชั่วโมงแสดงว่านอนไม่พอหรือการหลับนÑé¹ (non-rapid eye movement sleep/ NREM sleep) และช่วงหลับฝัน (rapid eye movement sleep / REM sleep) แต่ละช่วงจะประกอบไปด้วยลักษณะการ เปลี่ยนแปลงในคล×è¹สมองแต่ละช่วงจะประกอบไปด้วย ลักษณะการเปลี่ยนแปลงในคลื่นสมอง การเคลื่อนไหวของลูกตาและ muscle tone โดย NREM sleep แบ่งเป็นระยะที่ 1-4

ระยะที่ 1 (stage1 )เป็นช่วงที่เปลี่ยนจากการตื่นไปสู่การนอน การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (electro- encephalography) ระยะนี้จะพบ คลื่น alpha (a-wave)
ระยะที่ 2 (stage 2) เป็นระยะแรกที่มีการหลับอย่างแท้จริง แต่ยังไม่มีการฝัน ในระยะนี้ผู้ ที่หลับจะ สามารถถูกปลุกให้ตื่นได้โดยง่าย การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมองในระยะนี้จะพบ spindle และ K complex
ระยะที่3และ4(stage 3 and 4) บางครั้งอาจเรียกรวมกันว่าช่วงหลับลึก (deep sleep) ก็ได้ เพราะว่ามีลักษณะคลื่นสมองคล้ายๆกัน เรียก slow-wave sleep หรือ delta stage ร่างกาย และความดันโลหิตลดลง อัตราการเต้นของหัวใจลดลงเหลือประมาณ 60 ครั้ง/นาที

...............ช่วงหลับฝัน (REM sleep) ระยะนี้จะมีความฝันเกิดขÖé¹เป็นระยะที่มีการเปลี่ยนแปลงต่างๆเกิดขึ้นมากมาย เช่นมีการ เปลี่ยนแปลงของจังหวะและอัตราการหายใจ มีการลดลงของ muscle tone มีการเปลี่ยนแปลงของจังหวะการเต้นของหัวใจ และมีการแข็งตัว ของอวัยวะเพศชาย
...............ใน cycle ของ REM และ NREM แต่ละรอบจะใช้เวลาประมาณ 80-120 นาที ตลอดการนอนทั้งคืนจะมีประมาณ 4-6 cycle ต่อการนอนหลับ 8 ชั่วโมง NREM จะปรากฎในช่วงต้นของการนอนเป็นส่วนใหญ่ ในขณะที่ REM ส่วนใหญ่จะปรากฎ ในส่วนท้ายของ การนอน

.โรคนอนกรน.
...............หลายคนอาจมองว่านอนกรนเป็นเรื่องธรรมชาติ หลายครั้งที่ผู้นอนกรนมักจะไม่รู้ตัวมาก่อนว่าตัวเองนอนกรนจน กระทั่งญาติเพื่อนสนิทหรือสามีภรรยาของตนเป็นคนบอกเล่าให้ฟังจึงเพิ่งทราบ ปัญหาดังกล่าวอาจส่งผลให้เกิดโรคต่างๆ ตามมามากมาย เนื่องจากการอุดตันของทางเดินหายใจ ทำให้ออกซิเจนไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆได้ไม่เพียงพอเช่น กล้ามเนื้อ หัวใจขาดเลือดเป็นโรคความดันโลหิตสูง ประสิทธิภาพในการทำงานของสมองลดลง มีอาการสะดุ้งตื่นในเวลากลางคืนบ่อยๆ โดยที่เจ้าตัวคนกรนไม่เคยรู้มาก่อน ทำให้ตื่นขึ้นมาในตอนเช้าอย่างไม่สดชื่น และชอบง่วงนอนมากในตอนกลางวัน อาจหลับ ในขณะขับรถ ทำให้เกิดปัญหาอุบัติเหตุตามมาได้
...............นอนกรนชนิดอันตราย มีสาเหตุจากทางเดินหายใจอุดตันขณะนอนหลับสนิท ที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Obstruc- tive Sleep Apnea Syndrome (OSAS) คนที่เป็นโรคนี้จะนอนกรนเสียงดัง มีอาการคล้ายสำลักหรือสะดุ้งตื่นกลางดึกนอน หลับไม่สนิทขยับไปขยับมาหรือตื่นบ่อยๆ ต้องลุกไปถ่ายปัสสาวะตอนกลางดึก รู้สึกสมองตื้อ คิดอะไรไม่ออกà¾ÃÒЧèǧ¹Í¹ ¢ÕéÅ×Áไม่ค่อยมีสมาธิในการทำงาน ตื่นขึ้นมาด้วยอาการอ่อนล้าไม่สดชื่นหรือปวดศรีษะ และต้องการนอนต่ออีกทั้งที่ไม่ได้นอนดึก บางคนอาจมีอาการร่วมด้วยอาทิเช่น จุกแน่นคอเหมือนมีอะไรติดคอ หูอื้อ หงุดหงิดง่าย ขึ้โมโห คนข้างเคียงไม่ว่าจะเป็น ที่บ้านหรือที่ทำงานบ่นว่าคุณอารมณ์เสียบ่อยๆ รวมทั้งมีความรู้สึกทางเพศลดลง บางคนมีอาการคัดจมูกหายใจไม่ออกต้อง นอนอ้าปาก ยิè§ทำให้นอนกรนได้มากขึ้น ถ้าเป็นในเด็กทำให้เกิดผลเสียหลายอย่างเช่น เติบโตช้า นอนหลับไม่สนิท หายใจ แรง นอนอ้าปาก กระสับกระส่ายเวลานอน ปัสสาวะรดที่นอน ฝันร้าย และการพัฒนาของสมองไม่ดีอย่างที่ควรจะเ»ç¹
. อุบัติการณ์ของโรคนอนกรน.
...............
จากการศึกษาในต่างประเทศพบว่า ผู้ชายนอนกรนมากกว่าผู้หญิง โดยพบว่าผู้ชายที่นอนกรน มีประมาณ 20-50% และมีปัญหาหยุดหายใจจากทางเดินหายใจอุดตันขณะนอนหลับประมาณ 25% ส่วนผู้หญิงที่นอนกรนมีประมาณ 10-20% และมีปัญหาหยุดหายใจประมาณ 10% แต่ถ้าศึกษาจำเพาะลงไปในกลุ่มอายุระหว่าง 41-65 ปี จะพบว่าเพศชายมีอัตรา การนอนกรนอยู่ที่ประมาณ 50% ในขณะที่เพศหญิงมีอัตราการนอนกรนประมาณ 40% และพบมากในผู้สูงอายุ และพบใน คนเอเซียมากว่าคนตะวันตกอย่างชัดเจน ซึ่งสามารถอธิบายทางการแพทย์ได้ว่า น่าจะเกิดจากโครงสร้างของกระดูกโหนก แก้มแบนๆ ประกอบกับมีคางที่เล็กและถอยไปด้านหลัง ทำให้ช่องทางเดินหายใจบริเวณลำคอของคนเอเซียแคบมาก เกิดการ ตีบแคบและอุดตันได้ง่ายขณะนอนหลับ
. อันตรายของการนอนกรน .
...............ผู้ที่อยู่บ้านเดียวกับคนนอนกรน คงตระหนักดีถึงความทุกข์ที่ต้องทนฟังเสียงกรน แต่ผู้ที่นอนกรนกลับไม่รู้ตัว แต่ก็ มีผลเสียต่อ ผู้ที่นอนกรนหลายอย่าง อาทิเช่น

คู่สมรสบางรายถึงขนาดต้องแยกห้อง หรือหย่าขาดจากกัน เพราะอดทนรำคาญเสียงกรนไม่ได้
ง่วงเหงาหาวนอน รู้สึกว่าตนนอนไม่พอหรือนอนไม่อิ่ม ทำให้หลับในห้องเรียนหรือห้องประชุม หรือ
......ตื่นสายเพราะง่วงนอน
หลับในขณะขับรถหรือทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักร เป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุได้
ไม่มีสมาธิในการทำงาน ความสามารถในการจดจำลดลง หงุดหงิด อารมณ์เสียง่าย เพราะสมอง
......ไม่ได้รับการพักผ่อนอย่างเพียงพอในขณะหลับ มีช่วงเวลาที่หลับสนิทน้อยเกินไป หรือหลับๆตื่นๆ

...............ผู้ใหญ่ที่เป็นโรคนีéจะมีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคของหลอดเลือดสมอง(เช่นอัมพาต) โรคหัวใจ ขาดเลือด (อาจทำให้เสียชีวิตทันที เพราะหัวใจทำงานผิดปกติขณะเกิดภาวะหยุดหายใจในช่วงนอนหลับที่ชาวบ้านเรียกว่า ไหลตาย หรือเป็นโรค กล้ามเนื้อหัวใจตาย) ได้มากกว่าคนปกติ เป็นเหตุให้เสียชีวิตก่อนวัยอันสมควร
..............สาเหตุที่ความดันโลหิตสูงน่าจะมาจากการหยุดหายใจขณะหลับ กระตุ้นให้ระบบประสาทอัตโนมัติชนิดsympathetic ทำงานมากขึ้น ร่างกายเกิดภาวะเครียด และยังพบว่ามีการเต้นของหัวใจผิดปกติได้ หัวใจของผู้ป่วยขณะหยุดหายใจเต้น ประมาณ 30-50 ครั้ง/นาที เมื่อผู้ป่วยกลับมาหายใจใหม่ หัวใจกลับเต้นเร็วประมาณ 90-120 ครั้ง/นาที หัวใจเต้นช้าและ เร็วสลับไปมาทั้งคืน สาเหตุดังกล่าวอาจ นำไปสู่โรคหัวใจวาย ซึ่งเกิดได้ทั้งในหัวใจซีกขวาและหัวใจซีกซ้าย ไปจนถึงหัวใจ หยุดเต้น
..............ผู้ป่วยที่มีการหยุดหายใจขณะหลับจะทำให้มีความผิดปกติทางสมอง กล่าวคือมีสมาธิลดลง การทำงานด้อยประสิทธิ ภาพ ความจำเสื่อม การรับรู้ลดลง เกิดโรคซึมเศร้า ความเฉลียวฉลาดลดลง พบโรคซึมเศร้าในผู้ป่วยถึงร้อยละ 40-45 โดยมากจะเป็นในผู้ป่วย ที่มีอาการรุนแรง อาการซึมเศร้าจะดีขึ้นถ้าได้รับการรักษา
..............การศึกษาโดย Heและคณะ ในปี 1988 เกี่ยวกับอัตราการมีชีวิตรอดและอัตราการหยุดหายใจในผู้ป่วยเพศชายที่เป็น โรคนอนกรนจำนวน 385คน พบว่าคนเป็นโรคนอนกรน ที่มีอัตราการหยุดหายใจมากกว่า 20 ครั้ง/ชม. มีอัตราตายสูงขึ้น อย่างมาก

. โรคนอนกรนในเด็ก .
..............สำหรับเด็ก ก็มีอันตรายจากการนอนกรนได้เช่นกัน โดยผลเสียที่เกิดได้ มีดังต่อไปนี้

กรนเสียงดัง อ้าปากหายใจ หายใจแรง จนบางครั้งเห็นว่ามีรอยบุ๋มบริเวณหน้าอกและคอขณะหายใจเข้า
พัฒนาการของสมองและร่างกายจะแย่ลง เพราะเกิดภาวะขาดออกซิเจนในขณะนอนหลับ
ฮอร์โมนเจริญเติบโต (growth hormone ) ซึ่งมีการหลั่งออกมาในขณะหลับสนิท มีปริมาณลดลงไม่เพียง
...พอ เนื่องจากการนอนหลับไม่ดี ทำให้ร่างกายของเด็กที่เป็น ไม่โตเท่าที่ควร โดยเฉพาะความสูง
ปัสสาวะบ่อยในตอนกลางคืน หรือปัสสาวะรดที่นอนได้
หลับไม่สนิท นอนดิ้นไปดิ้นมา เหมือนนอนหลับไม่สบาย
ผวาตื่น หรือฝันร้ายได้
ในรายเด็กที่มีต่อมอะดินอยด์ใหญ่มาก จะอ้าปากเสมอเวลานอน ทำให้มีลักษณะกระดูกเพดานปากโก่งสูง ฟัน
....หน้ายื่นเหยินออกมาจนผิดรูปได้ เนื่องจากเด็กหายใจเข้าออกผ่านทางปาก ไม่ค่อยหายใจทางจมูกซึ่งเป็นช่อง
....ทางหายใจตามปกติ
นั่งสัปหงกในห้องเรียน ไม่มีสมาธิในการเรียน ความสามารถในการจำลดลง เรียนหนังสือไม่เก่ง ทั้งๆที่น่าจะ
.....เรียนได้ดีกว่านี้
หงุดหงิด ฉุนเฉียวง่าย เพราะหลับไม่พอ

. กลไกของการเกิดโรคนอนกรน .
..............อาการนอนกรนนี้ ทางการแพทย์ถือว่า เป็นสิ่งผิดปกติ การนอนกรนเป็นอาการที่ชี้บ่งว่า ทางเดินหายใจของคนๆนั้น แคบ เวลาลมหายใจผ่านบริเวณช่องคอตรงที่แคบนั้น จะเกิดการสั่นสะเทือนของเนื้อเยื่อ ทำให้เกิดเป็นเสียงกรน ยิ่งถ้ามีปัญหา แน่นจมูก ต้องอ้าปากเวลานอน จะยิ่งทำให้นอนกรนได้มากขึ้นไปอีก
..............นอนกรนชนิดไม่อันตราย (simple snoring) เกิดเพราะคนๆนั้นมีช่องแคบกว่าปกติ เวลาเรานอนหงายและหลับสนิท (เป็นเวลาที่กล้ามเนื้อต่างๆ ทั่วร่ายกายจะมีการคลายตัว รวมทั้งกล้ามเนื้อบริเวณช่องคอด้วย) ลื้นและลิ้นไก่จะตกไปทางด้าน หลัง ในคนปกติ เหตุการณ์นี้ก็ไม่ทำให้เกิดปัญหาอะไร เพราะทางเดินหายใจกว้างอยู่แล้ว ถ้าแคบลงไปเล็กน้อย ก็ยังหายใจได้ ดีจึงไม่มีเสียงรบกวน แต่ในคนที่กรน มีช่องคอแคบอยู่แล้ว ทางเดินหายใจส่วนนี้ตีบแคบลงไปอีก เวลาลมหายใจผ่านตำแหน่ง ที่แคบ จะมีการสั่นสะเทือนของเพดานอ่อน ลิ้นไก่ หรือโคนลิ้น ทำให้เกิดเป็นเสียงกรน
..............ผู้ป่วยนอนกรนชนิดเป็นโรคหรือชนิดอันตราย (obstructive sleep apnea syndrome หรือ OSAS) จะมีช่องคอ แคบมากจากเนื้อเยื่อเพดานอ่อน ลิ้นไก่ หรือลิ้น มีขนาดใหญ่และหย่อนยาน หรือมีคางสั้นมาก ผู้ป่วยกลุ่มนี้มักมีเสียงกรนไม่ สม่ำเสมอไปตลอดทั้งคืน เมื่อยังหลับไม่สนิทอาจจะเป็นเพียงกรนชนิดไม่อันตราย มีเสียงกรนสม่ำเสมอดี แต่เมื่อหลับสนิทจะ เกิดการอุดตันของทางเดินหายใจ มีลักษณะของการกลั้นหายใจ ตามด้วยการสะดุ้งหรือสำลักน้ำลาย หรือหายใจอย่างแรง เหมือนขาดอากาศ อาจเกิดขึ้นหลายสิบหรือหลายร้อยครั้งต่อคืน
..............ในขณะที่มีการหยุดหายใจ เนื่องจากทางเดินหายใจอุดตัน ออกซิเจนในเลือดแดงจะลดต่ำลงเรื่อยๆ ทำให้เกิดความ ผิดปกติในการทำงานของอวัยวะต่างๆ โดยเฉพาะหัวใจ หลอดเลือด ปอด และสมอง ต่อมาภาวะทางเดินหายใจอุดตันซึ่งยังคง อยู่ จะทำให้ออกซิเจนในเลือดแดงต่ำลงมากจนถึงจุดอันตราย ร่วมกับมีการหายใจที่แรงมากจนต้องใช้กล้ามเนื้อช่วยในการ หายใจเพื่อพยายามให้ลมหายใจสามารถผ่านตำแหน่งที่ตีบตันไปได้ ภาวะนี้จะกระตุ้นให้สมองที่กำลังหลับสนิทอยู่ต้องตื่น ขึ้นมา (คนนอนเองมักจำไม่ได้ แต่คนที่นอนอยู่ใกล้ๆ อาจเห็นว่ามีการสะดุ้งหรือหายใจเฮือกอย่างแรง หลังจากหายใจไม่ออก หลายครั้ง) ทางเดินหายใจถูกเปิดขึ้นและทำให้ออกซิเจนสามารถผ่านเข้าไปในปอดได้อีก ตอนนี้เองออกซิเจนในเลือดแดง จะกลับสูงขึ้นมา แต่หลังจากนั้นไม่นานสมองจะเริ่มหลับอีก การหายใจก็จะเริ่มขัดข้องอีกครั้ง แล้วปลุกสมองให้ตื่นขึ้นอีกวน เวียนซ้ำแล้วซ้ำเล่าเช่นนี้ไปตลอดคืนทุกคืน ส่งผลให้สมรรถภาพการนอนหลับเสียไป เนื่องจากมีช่วงเวลา ของการนอนหลับ สนิทน้อยเกินไป ไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายเช่น นอนไปได้ตั้ง 7-8 ชม.คนทั่วไปน่าจะทำให้นอนได้พอ แต่ผู้ป่วย โรคนอนกรนจะยังรู้สึกเหมือนยังนอนไม่อิ่มเลย รวมทั้งผลเสียที่มีต่ออวัยวะต่างๆ โดยเฉพาะหัวใจ ระบบไหลเวียนเลือด สมอง และปอด จะดำเนินไปเรื่อยๆตามลำดับ จนทำให้สุขภาพเสื่อมโทรม

.. สาเหตุของโรคนอนกรน ..

.. ในผู้ใหญ่อาการนอนกรนมักมีสาเหตุมาจาก ...
อายุ เมื่ออายุมากขึ้น เนื้อเยื่อต่างๆ จะขาดความตึงตัว ลิ้นไก่ยาว และเพดานอ่อนห้อยต่ำลง กล้ามเนื้อต่างๆ หย่อนยาน รวมทั้งกล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่ขยายช่องทางเดินหายใจบริเวณลำคอ ทำให้ลิ้นตกไปบังทางเดินหายใจ ได้ง่าย
เพศ ประมาณรัอยละ 8.5 ของผู้ป่วยเป็นเพศชาย จากการศึกษาทางระบาดวิทยา การศึกษาผู้ป่วยเฉพาะกลุ่ม พบว่าเพศชายมีโอกาสเป็นมากกว่าเพศหญิง ด้วยอัตราส่วน 7:1 แต่เมื่อถึงวัยหมดประจำเดือนพบว่าเพศ หญิงมีโอกาสเป็นมากขึ้น อาจเป็นไปได้ว่าฮอร์โมนเพศจะมีผลต่อโรคนี้ได้ เชื่อว่าอิทธิพลของฮอร์โมนส่งผล ที่โครงสร้างบริเวณศรีษะและลำคอของเพศชาย เนื้อเยื่อบริเวณคอหนาขึ้นทำให้มีช่องคอแคบกว่าผู้หญิง ฮอร์ โมน ของเพศหญิงมีส่วนทำให้กล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่ขยายช่องทางเดินหายใจมีความตึงตัวที่ดี
ลักษณะโครงสร้างของกระโหลกศรีษะและกระดูกใบหน้าผิดปกติ เช่น คางเล็กคางเลื่อนไปด้านหลัง ลักษณะ คอยาว หน้าแบน ล้วนทำให้ทางเดินหายใจช่วงบนแคบลงเกิดการอุดตัน ทำให้เกิดการหยุดหายใจได้ โรคที่มี ความผิดปกติบริเวณนี้ได้แก่ Down's syndrome, Prader Willi syndrome, Crouzon's syndromeเป็นต้น
กรรมพันธุ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรายที่ไม่อ้วน แต่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ปัจจัยทางพันธุกรรมน่าจะเป็น สาเหตุหลักของผู้ป่วยกลุ่มนี้ ผู้มีประวัติครอบครัวเป็นโรคนี้จะเสี่ยงต่อการเกิดโรคมากกว่าคนปกติ 1.5 เท่า
โรคอ้วน พบว่าประมาณ 2 ใน 3 ของผู้ป่วย OSAS มี body mass index(BMI) > 28 กก./ตรม. หรือมีน้ำหนัก มากกว่าร้อยละ 20 ของน้ำหนักมาตรฐาน เมื่อลดน้ำหนักได้ 5-10 กก. จะทำให้ผู้ป่วยอาการดีขึ้นได้ .ผู้ป่วยที่อ้วน
มีโอกาสเกิดการหยุดหายใจขณะหลับมากกว่าคนทั่วไป เนื่องจากไขมันนอกจากจะกระจายอยู่ตามเนื้อเยื่อต่างๆ ทั่วร่างกาย เช่นที่สะโพก หน้าท้อง น่องต้นขายังพบว่ามีเนื้อเยื่อไขมันกระจายอยู่รอบๆทางเดินหายใจช่วงบนมาก
ขึ้นไขมันที่พอกบริเวณคอ จะทำให้เวลาที่ผู้ป่วยนอนลงเกิดน้ำหนักกดทับ ทำให้ช่องคอแคบลงได้ หน้าท้องที่มี ไขมันเกาะอยู่มากทำให้กระบังลมทำงานได้ไม่เต็มที่ ความจุของปอดลดลงล้วนเป็นปัจจัยเสริมที่ทำให้เกิดการ หยุดหายใจได้โดยง่ายขึ้น
แน่นจมูกเรื้อรัง จมูกเป็นต้นทางของทางเดินหายใจ ถ้ามีภาวะใดก็ตามที่ทำให้แน่นจมูกเรื้อรัง เช่นมีผนังกั้น จมูกคดเยื่อบจมูกอักเสบเรื้อรังหรือเนื้องอกในจมูกย่อมจะทำให้การหายใจลำบากขึ้น
ดื่มสุรา หรือการใช้ยาบางชนิด จะทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง รวมทั้งกล้ามเนื้อที่คอยพยุงช่องทางเดินหายใจให้ เปิดหมดแรงไป เกิดภาวะทางเดินหายใจอุดตันได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้จะกดการทำงานของสมอง ทำให้สมองตื่น ขึ้นมาเมื่อมีภาวะการขาดออกซิเจนได้ช้า ซึ่งอาจส่งผลเสียอย่างร้ายแรงต่อหัวใจและสมองได้
การสูบบุหรี่ ทำให้ประสิทธิภาพของทางเดินหายใจแย่ลง ทำให้คอหอยอักเสบจากการระคายเคือง มีการหนา บวมของเนื้อเยื่อ ทำให้ทางเดินหายใจแคบลง เกิดการอุดตันได้ง่าย และยังส่งผลเสียต่อหลอดเลือดที่ไปเลี้ยง หัวใจ
โรคต่อมไร้ท่อต่างๆ ได้แก่ hypothyroidism, acromegaly พบว่าทำให้เกิดทางเดินหายใจอุดตันได้มาก      กว่าคนทั่วไป
.. ในเด็กอาการนอนกรน มักมีสาเหตุมาจาก ..
ต่อมทอนซิลมีขนาดโตมาก เพราะมีการอักเสบเรื้อรัง ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับการอักเสบเรื้อรัง บริเวณช่องคอ

ต่อมอะดินอยด์ (อยู่บริเวณด้านหลังโพรงจมูก) มีขนาดโตมาก เพราะมีการอักเสบเรื้อรัง ซึ่งอาจมีส่วนเกี่ยว ข้องกับการอักเสบเรื้อรังบริเวณช่องจมูก รวมทั้งโพรงไซนัส

ภาวะจมูกอักเสบเรื้อรัง เช่น โรคภูมิแพ้ เพราะเป็นเหตุให้แน่นจมูก หายใจไม่สะดวก ต้องอ้าปากช่วย ยิ่งทำไห้
นอนกรนได้มากขึ้น
ไซนัสอักเสบ โดยเฉพาะไซนัสอักเสบเรื้อรัง จะมีน้ำมูกข้น และจมูกบวม ทำไห้หายใจทางจมูกไม่สะดวกจึง นอนกรนได้
ภาวะที่มีเนื้องอกในโพรงจมูก เช่น ริดสีดวงจมูก หรือมีผนังกั้นจมูกคด ซึ่งมักเกิดร่วมกับเยื่อจมูกบวมโต ทำให้
หายใจทางจมูกไม่สะดวก
ในบางราย มีความผิดปกติแต่กำเนิด ทำให้กระดูกใบหน้าเล็ก หรือมีเนื้อเยื่อในทางเดินหายใจใหญ่ เช่นมี ลิ้นโต เป็นสาเหตุให้มีภาวะอุดตันของทางเดินหายใจได้ขณะนอนหลับ